<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วงแพงคุมราคาชุดตรวจโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มอีก 8,685 ราย เสียชีวิต 56 ราย คลัสเตอร์ใหม่กระจายหลายพื้นที่ &amp;quot;คลังห้างซูเปอร์มาร์เก็ต&amp;quot; จ.นนทบุรี วันเดียวเจอ 312 ราย &amp;quot;หมอประสิทธิ์&amp;quot; จับตาติดเชื้อ 2 สายพันธุ์พร้อมกัน รับยังไม่มีข้อมูลผลกระทบ &amp;quot;ราชกิจจาฯ&amp;quot; ประกาศให้ ปชช.ใช้ชุดตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง &amp;nbsp;&amp;quot;สธ.&amp;quot; เร่งอธิบายวิธีใช้ตรวจโควิดที่ถูกต้อง &amp;quot;โฆษก ศบศ.&amp;quot; ยันยังไม่ปิดเกาะภูเก็ต &amp;quot;บุรีรัมย์&amp;quot; สั่งปิด 4 หมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เผยแพร่สถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,685 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 8,527 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 6,026 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุก 2,501 ราย, มาจากเรือนจำและที่ต้องขัง 146 ราย, มาจากต่างประเทศ 12 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 353,712 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 3,797 ราย หายป่วยสะสม 255,455 ราย อยู่ระหว่างรักษา 95,410 ราย อาการหนัก 3,042 ราย ใช้เครื่องช่วยหายใจ 794 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 56 ราย เป็นชาย 25 ราย หญิง 31 ราย อยู่ใน กทม. 30 ราย, นราธิวาส 4 ราย, &amp;nbsp;นครปฐม ปทุมธานี กำแพงเพชร ชลบุรี เพชรบุรี จังหวัดละ 2 ราย, ฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ ชุมพร ตราด สระบุรี นครราชสีมา ภูเก็ต นครสวรรค์ ปัตตานี มุกดาหาร ศรีสะเกษ หนองงบัวลำภู จังหวัดละ 1 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 2,847 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 13 ก.ค. ได้แก่ กทม. 2,631 ราย, &amp;nbsp;สมุทรสาคร 561 ราย, นนทบุรี 537 ราย, &amp;nbsp;สมุทรปราการ 529 ราย, ชลบุรี 459 ราย, ปทุมธานี 189 ราย, นราธิวาส 178 ราย, นครปฐม 177 ราย, สงขลา 150 ราย, อุดรธานี 126 ราย และพบคลัสเตอร์ใหม่ในหลายแห่ง ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร 2 แห่งคือ โรงงานผลิตภัณฑ์จากโลหะ อ.เมืองฯ ติดเชื้อ 9 ราย โรงงานผลิตอุปกรณ์ล็อก อ.เมืองฯ 8 ราย, คลังห้างซูเปอร์มาร์เก็ต อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 312 ราย, โรงงานเฟอร์นิเจอร์ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี 14 ราย, &amp;nbsp;ตลาดไท อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 9 ราย และโรงเรียนสอนศาสนาใน จ.ปัตตานี 29 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีพบคนงานในแคมป์ 7 รายติดเชื้อ 2 สายพันธุ์ในคนคนเดียว ทั้งสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) และอัลฟา (อังกฤษ) ว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิด ประเทศอื่นก็มีพบ มีจำนวนน้อย 2-3 หลัก โดยรวมยังไม่ได้พบเจอมากพอที่จะบอกรายละเอียดได้ว่าปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อ 2 สายพันธุ์คืออะไร และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีผลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ ยังไม่มีใครทราบข้อมูลว่า 1 คนติด 2 สายพันธุ์จะกระทบต่อตัวบุคคลและการระบาดของโรคแค่ไหนอย่างไร แต่จากการอ่านรายงานยังไม่เคยพบว่าการติด 2 สายพันธุ์มีการเสียชีวิตมากกว่าการติดสายพันธุ์เดียว ซึ่งอาจเพราะยังมีรายงานไม่มาก ดังนั้นอย่าเพิ่งไปเอามาเป็นอีกโจทย์ มิเช่นนั้นโควิด-19 จะมีโจทย์เยอะมาก แต่นักวิชาการติดตาม เมื่อไรที่มีโจทย์มีคำตอบชัดเจนก็จะรายงานให้ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า ประเทศไทยที่พบเป็นสายพันธุ์อัลฟาและเดลตาในคนเดียว ซึ่ง 2 สายพันธุ์นี้มีลักษณะคล้ายกัน คือแพร่กระจายเร็ว แต่มีความรุนแรงไม่มาก จึงไม่รู้ว่าจะแตกต่างจากเดิมหรือไม่อย่างไร ซึ่งเท่าที่ดูก็ยังไม่มีอาการอะไรแตกต่างจากคนอื่น ส่วนกรณี 2 สายพันธุ์ที่มีความแตกต่าง เช่น ติดร่วมกับสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) ก็อาจน่ากังวลมากขึ้น เพราะมีจุดเด่นของสายพันธุ์แตกต่างกัน จึงต้องเฝ้าระวังจับตาต่อไป รวมถึงหาก 2 สายพันธุ์เกิดมีการแลกเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมอาจเกิดผลเชิงบวกหรือเชิงลบอะไรก็ได้ ทำได้แต่ติดตามดู หรือหากเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ ถ้าแพร่ได้ช้ากว่าเดิมก็จะหายไปเอง เพราะไม่ได้แพร่เชื้อต่อให้ใคร
ปชช.ใช้ชุดตรวจโควิดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้ไวรัสโควิดมีการกลายพันธุ์มีเป็นพันๆ ชนิด ถ้าทำให้ติดช้าลงมันจะสลายไปเอง ดังนั้นต้องติดตามดูกลุ่มที่ติดเชื้อ 2 สายพันธุ์ต่อไป ส่วนการแพร่เชื้อต่อจะแพร่ตัวไหนนั้นไม่มีใครตอบได้ แต่หลักการอย่างที่บอกว่าสายพันธุ์ไหนแพร่เร็วสายพันธุ์นั้นคงอยู่ หากแพร่ช้าก็หายไป ตอนนี้หาอู่ฮั่นยากมาก หรือในอังกฤษก็หาสายพันธุ์อัลฟาได้น้อย กลายเป็นเดลตาไปหมดแล้ว&amp;rdquo; นพ.ประสิทธิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯกล่าวว่า สำหรับสายพันธุ์เดลตาเริ่มมีข้อมูลว่าอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น ส่วนจะกระทบต่อมาตรการดูแลรักษาที่บ้านหรือไม่ หลักการคือเราไม่ได้ทำการรักษาดูแลที่บ้านในทุกคนหรือทุกบ้าน ต้องพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบ คือ 1.ผู้ป่วย หากทำแล้วเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุมีโรคร่วมเยอะก็ไม่ควรทำ 2.สถานที่อยู่อาศัยไม่สามารถทำได้ เช่น มีคนสูงอายุอยู่ด้วย หรือมีห้องน้ำห้องเดียว แยกตัวเองได้ยาก และ 3.แพทย์พิจารณาว่ามีโรคอะไรอยู่ รายไหนควรทำหรือไม่ เมื่อทำต้องมีมาตรการอย่างไรไม่ให้แพร่เชื้อคนอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง เพื่อให้มีการเข้าถึงการตรวจคัดกรองที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยตนเอง อันจะทำให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์ติดเชื้อก่อโรคของตนเองตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก นำไปสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัย ยืนยันรักษาและป้องกันที่เหมาะสมโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเองว่า ทาง อย.ได้ให้ทางบริษัทผู้ผลิตเร่งจัดทำคู่มือในการอธิบายประชาชน และแสดงหลักฐานว่าการตรวจด้วยชุดทดสอบนี้ที่จะมีการตรวจในลักษณะการแยงโพรงจมูกด้านหน้ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการแยงโพรงจมูกด้านหลังที่มีการใช้ในสถานพยาบาลเพื่อให้มีมาตรฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตรวจด้วยชุดทดสอบแอนติเจนด้วยตัวเองคาดว่าจะสามารถใช้ได้จริงในสัปดาห์หน้า ในระหว่างนี้ทาง อย.และกรมวิทย์ได้เร่งทำคลิปวิดีโออธิบายการใช้ในประชาชน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องถึงขั้นตอนการทำ ตั้งแต่การแยงจมูกในโพรงด้านหน้าที่ต้องลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร และปั่นจมูกชิดด้านขวา เพื่อให้ตัวอย่างในการตรวจที่สมบูรณ์ จากนั้นนำมาแช่ในน้ำยา และรวมถึงวิธีการจัดเก็บทำลายเพื่อไม่ให้กลายเป็นขยะติดเชื้อ&amp;quot; นพ.สุรโชคกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ อย.กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทที่คาดว่าจะสามารถปรับชุดทดสอบให้สามารถใช้ได้ในโพรงจมูกด้านหน้า 7 บริษัท เดิมมี 24 บริษัทที่เป็นชุดทดสอบที่ใช้ในโพรงจมูกด้านหลัง อย่างไรก็ตาม การวางจำหน่ายชุดทดสอบนี้จะทำในร้านขายยาที่มีเภสัชกร และต้องมีการรายงานการจำหน่ายมายัง อย.เหมือนกับเครื่องมือแพทย์ทั่วไป โดยทราบว่าภายในสัปดาห์นี้ ทาง สปสช.ได้มีการกระจายชุดทดสอบนี้ลงไปในคลินิกชุมชนอบอุ่นแล้ว เริ่มมีการใช้ในประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย.ยังกังวลถึงการใช้ชุดตรวจที่ถูกต้อง เพราะวิธีการตรวจนี้อาจไม่แม่นยำเท่า RT-PCR แต่เหมาะสำหรับคนเสี่ยงสูงที่ไม่มีอาการต้องการรับการตรวจอย่างรวดเร็ว แต่ต้องควบคู่กับมาตรการกักตรวจอย่างเคร่งครัด เพราะบางรายผลตรวจเป็นลบ ต้องมีการตรวจซ้ำใน 3 วันถัดไป เพื่อความแม่นยำปลอดภัย เพราะชุดตรวจดังกล่าวจะตรวจจับได้ดีในคนที่มีปริมาณเชื้อมาก ก็จะแสดงผลเป็นบวกทันที หากภายใน 1-3 วันเริ่มมีอาการตรวจซ้ำ และเมื่อตรวจแล้วยังต้องมีช่องทางการติดต่อกับสถานพยาบาลด้วยทุกอย่างต้องทำอย่างเป็นระบบ&amp;quot; เลขาฯ อย.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เรื่องที่ที่ประชุมใช้เวลาถกกันนานที่สุดคือ การตรวจแบบแรพิด แอนติเจน เทสต์ (Rapid Antigen Test) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งคำถามว่า ทำไมชุดตรวจดังกล่าวราคาจึงแพง ทำอย่างไรจึงจะให้ราคาถูกลง โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ยืนยันว่าไม่ได้มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าสำหรับอุปกรณ์ที่นำเข้ามาแก้ปัญหาโควิด-19 เลย ขณะที่กระทรวงพาณิชย์แนะนำว่า หากให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) นำเข้ามาเองจะทำให้กำหนดราคาในตลาดได้จะดีหรือไม่ ทำให้นายอนุทินชี้แจงว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีการอนุมัติให้เอกชนนำเข้าชุดตรวจดังกล่าวอยู่แล้ว สามารถซื้อจากเอกชน 24 รายได้เลย แต่ตนจะกลับไปดูรายละเอียดว่า อภ.สามารถนำเข้าได้อีกหรือไม่ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการเพื่อควบคุมไม่ให้การซื้อชุดตรวจเป็นภาระของประชาชน นอกจากนี้ ยังสั่งการว่า สุดท้ายแล้วหากประชาชนต้องซื้อชุดตรวจมาใช้เอง กระทรวงสาธารณสุขต้องมีข้อแนะนำที่ชัดเจนในการใช้ เพื่อให้ทุกอย่างปลอดภัย&amp;nbsp;
ยันยังไม่ปิดเกาะภูเก็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงความคืบหน้าการวิจัยและพัฒนาการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ในประเทศสำหรับต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circula-Green Economy) ของรัฐบาลว่า ในเดือน ก.ค.นี้ ทางองค์การเภสัชกรรมคาดว่ายาฟาวิพิราเวียร์ที่ได้วิจัยและพัฒนาขึ้นนั้นจะได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจาก อย. จากนั้นจะเป็นการผลิตเชิงพาณิชย์เพื่อให้ผู้ป่วยโควิดเข้าถึงยาอย่างเพียงพอ เมื่อทุกอย่างสำเร็จลุล่วง ประเทศไทยจะสามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ในราคาที่ถูกกว่านำเข้าอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนความร่วมมือระหว่าง สวทช., อภ. และบริษัท ปตท. ที่ครอบคลุมตั้งแต่การทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการ การถ่ายทอดเทคโนโลยีจนถึงระดับอุตสาหกรรม ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ จึงถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรมยา&amp;quot; รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย ที่ต้องการกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนาหรือในต่างจังหวัด ก็สามารถดำเนินการได้ 2 ทางคือ 1.ผู้ป่วยติดต่อไปยังโรงพยาบาลโดยตรง จัดการนัดหมายเรื่องการรับ-ส่งกันโดยตรง และ 2.โทร.มายังสายด่วน 1330 กด 15 แล้วทาง 1330 จะประสานกับโรงพยาบาลปลายทางและจัดรถไปส่งให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อโควิด ได้ประสานสถานพยาบาลเอกชนให้เข้ามาตรวจ Rapid Antigen Test &amp;nbsp;ทราบผลตรวจภายใน 10 นาที ให้กับ ส.ส.และสมาชิกพรรค รวมไปถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการฯ ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตนเองจำนวน 21 คน ที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าอาคารรัฐสภา ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร โดยนายณัฐชาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียประเด็นภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์สั่งปิดทั้งเกาะภูเก็ตว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ขณะนี้ยังไม่มีการปิดเกาะภูเก็ต และการดำเนินการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ยังดำเนินการตามแผนเดิม นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอความร่วมมือประชาชนไม่ส่งต่อข้อความดังกล่าว เพื่อป้องกันข่าวปลอมหรือข่าวที่ทำให้เกิดการตื่นตระหนก ซึ่งตอนนี้จังหวัดภูเก็ตได้มีการตรวจคัดกรองป้องกันตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ในส่วนผู้ที่ติดเชื้อทุกรายเข้าสู่กระบวนการรักษาแล้ว ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงก็กักตัวตามมาตรการเช่นกัน&amp;quot; โฆษก ศบศ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สมุทรปราการ สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่มีจำนวน 529 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่จำนวน 484 ราย โรงพยาบาลเอกชนรับมารักษาต่อในสมุทรปราการจำนวน 45 ราย ไม่มีเสียชีวิต, จ.นครราชสีมา มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 147 ราย ในพื้นที่ครบ 32 อำเภอ รวมยอดผู้ติดเชื้อระลอกใหม่ 2,264 ราย รักษาหายรวม 1,111 ราย รักษาอยู่โรงพยาบาล 1,130 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 23 ราย, จ.อำนาจเจริญ มีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่เพิ่ม 23 ราย เป็นผู้ติดเชื้อเดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ และผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกคำสั่งกำหนดพื้นที่ควบคุมในพื้นที่บ้านเสม็ด หมู่ที่ 1 บ้านโคกเพชร หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 7 และบ้านโนนพลอย หมู่ที่ 19 ต.เสม็ด อ.เมืองฯ จ.บุรีรัมย์ หลังมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 38 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ภูเก็ต นพ.กู้ศักดิ์ กู้เกียรติกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า &amp;nbsp;พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จากในภูเก็ต 1 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่จากต่างประเทศ 0 ราย &amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อรายใหม่จากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 1 ราย เพศหญิง ชาวแอฟริกาใต้ เป็นเพื่อนกับผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวแล้วในโรงพยาบาล.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109607</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุรีรัมย์, ยอดผู้ติดเชื้อ, ราชกิจจาฯ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมอประสิทธิ์, เสียชีวิต, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9783e18952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOติงสลับวัคซีน!ไทยยันปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หมอยง&amp;quot; ชี้ไวรัสกลายพันธุ์ตลอดเวลา เปิดผลการศึกษาฉีดวัคซีนซิโนแวคสลับกันกับแอสตร้าฯ ใน 1,200 คน ภูมิต้านทานเทียบเท่าได้รับแอสตร้าฯ 2 เข็ม ยันไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง &amp;quot;หมอประสิทธิ์&amp;quot; แนะคนที่มีโรคร่วมไม่ควรรอ mRNA ควรฉีดไปก่อนค่อยกระตุ้นภายหลัง องค์การอนามัยโลกระบุประเทศต่างๆ ใช้วัคซีนต่างชนิดจากผู้ผลิตคนละแห่ง แต่จะอันตรายและวุ่นวายนิดหน่อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวง​สาธารณสุข​ วันที่ 13กรกฎาคม ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ​ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงถึงวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ว่าประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนมาตั้งแต่ 28 ก.พ.2564 หลังจากนั้นเราก็รณรงค์​การฉีดวัคซีนกันเรื่อยมา วันนี้เรายังฉีดวัคซีนไม่ถึง 13 ล้านโดส เนื่องจากปริมาณ​วัคซีน​มีจำกัด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารวัคซีนให้ประโยชน์​สูงสุด โดยการศึกษาวิจัยรูปแบบการให้วัคซีน​ในประเทศไทยจึงมีความจำเป็น ระยะแรกวัคซีนทุกบริษัท​ผลิตจากต้นแบบสายพันธุ์ไวรัสโคโรนาที่มีต้นกำเนิดมาจากอู่ฮั่น​ ซึ่งการผลิตออกมาได้ใช้​เวลาร่วม 1 ปี แต่ในระยะเวลา 1 ปี ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตัวมันเอง มีการกลายพันธุ์​เพื่อหนีออกจากระบบภูมิต้านทานของเรา จึงเห็นว่าบริษัทไหนก็ตามแต่ที่ผลิตวัคซีนได้ก่อน การศึกษาในประสิทธิภาพ​วัคซีนจะได้สูง แต่ถ้าบริษัทไหนที่ใช้สายพันธุ์​เดิม แล้วมาศึกษาวิจัยในระยะหลังๆ ประสิทธิภาพ​วัคซีนก็จะเริ่มต่ำลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ยงกล่าวว่า ในประเทศไทยเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องวัคซีน เราใช้วัคซีนรูปแบบเชื้อตายกับรูปแบบไวรัสเวกเตอร์ โดยวัคซีนเชื้อตายเป็นของซิโนแวค ส่วนไวรัสเวกเตอร์คือแอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ ซึ่งวัคซีนทั้ง 2 รูปแบบต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เดิมจะเห็นได้ว่าวัคซีน​ชนิดเชื้อตาย การกระตุ้นภูมิต้านทาน​จริงๆ ได้น้อยกว่า การกระตุ้นภูมิต้านทาน​ของไวรัสเวกเตอร์ แต่อย่าลืมว่าไวรัสมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันนี้การศึกษาของเราทำให้รู้ว่าเมื่อให้ครบ 2 เข็มของวัคซีนเชื้อตายนี้แล้วภูมิต้านทานได้เท่ากับคนที่หายจากโรค โดยเฉพาะหายจากการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อู่ฮั่นดั้งเดิม แต่เมื่อมาติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ไม่ว่าอัลฟาหรือเดลตา มันต้องการภูมิต้านทานที่สูงขึ้น จึงทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง และลดลงทุกตัว เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติ ​จึงต้องพิจารณา​ดูว่า ถ้าเราฉีดวัคซีนแอสต​ร้า​ฯ 2 เข็ม ห่างกัน 10 สัปดาห์​ เรารู้ว่าถ้าฉีดไวรัส​เวกเตอร์​ 2 เข็ม ห่างกันน้อยกว่า 6 สัปดาห์​ภูมิต้านทานที่กระตุ้นขึ้นสูงไม่ดี เท่ากับที่ห่างกันเกินกว่า 6 สัปดาห์​ ยิ่งห่างนานเท่าไหร่ยิ่งดี ซึ่งแต่เดิมคิดว่าไวรัสเวกเตอร์หรือแอนตร้าฯ เข็มเดียวก็เพียงพอที่สามารถป้องกันไวรัสสายพัน​ธุ์อู่ฮั่นเดิมได้ แต่พอมาเจอไวรัสเดลตาเข้า วัคซีนแอสตร้าฯ เข็มเดียวไม่สามารถป้องกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรารู้ว่าถ้าใช้วัคซีนเชื้อตายซิโนแ​วค​ 2 เข็ม ภูมิต้านทานสูงไม่พอที่จะป้องกันไวรัสที่มีการกลายพันธุ์มาถึงเดลตาแล้ว แต่ในขณะเดียวกันแอสตร้าฯ เข็มเดียวก็ไม่เพียงพอป้องกันไวรัสเดลตา กว่าจะรอ 2 เข็มก็ช้าไป จึงเป็นที่มาของการทำการศึกษาว่า ถ้าเช่นนั้นเราจึงฉีดวัคซีนเชื้อตายก่อนค่อยตามด้วยไวรัสเวกเตอร์​ ซึ่งการฉีดไวรัสเชื้อตายก่อนเปรียบเสมือนทำให้ร่างกายเราติดเชื้อ แล้วไปสอนนักรบ หรือสอนหน่วยความจำของร่างกายไว้ หลังจากนั้น 3-4 สัปดาห์​ค่อยไปกระตุ้นด้วยวัคซีนที่เป็นไวรัสเวกเตอร์ ที่มีอำนาจในการกระตุ้น​เซลล์​ของร่างกายมากกว่า ผลปรากฏ​ว่าผลกระตุ้นสูงกว่า และเร็วกว่าที่เราคาดคิดไว้ ถึงแม้จะกระตุ้นได้ไม่เท่าแอสตร้าฯ 2 เข็ม แต่ก็จะให้ภูมิต้านทานที่สูงในเวลาแค่ 6 สัปดาห์&amp;quot; ศ.นพ.ยงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ยงยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้คนไข้เรามากกว่า 40 คนที่เราได้ติดตามมา จะเห็นได้ว่ากลุ่มก้อนแรกถ้าเราฉีดซิ​โน​แวค 2 เข็ม ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจะสูงเท่ากับคนไข้ที่หายแล้ว แต่เนื่องจากปัจจุบันเป็นสายพันธุ์​เดลตา จึงทำให้ภูมิในขณะนี้ป้องกันไม่ได้ แต่ถ้าเราฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็มแล้ววัดภูมิต้านทานอีก 1 เดือนหลังจากนั้น แสดงว่าห่างกัน 10 สัปดาห์ แล้ววัดที่ 14 สัปดาห์​ ภูมิต้านทาน​จะสูงเพียงพอหรือพอสมควรป้องกันไวรัสที่กลายพันธุ์​ได้ แต่เราต้องใช้เวลาถึง 14 สัปดาห์​ จึงทำ​ให้​ภูมิสูงขนาดนั้น แต่ถ้าเรามาฉีดวัคซีน 2 เข็มที่สลับกัน โดยวัคซีนเข็มแรกเป็นซิโนแวค แล้วเข็มสองเป็นแอสตร้าฯ จะเห็นได้ว่าภูมิต้านทานขึ้นมาใกล้เคียงกับการฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม ถึงแม้จะน้อยกว่ากันนิดเดียว โดยฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็มภูมิต้านทานอยู่ที่ 900 แต่ถ้าฉีดสลับกันเหมือนที่กล่าวข้างต้น ภูมิต้านทานอยู่ที่ 800 ซึ่งเปรียบเทียบกับการฉีดซิโนแวค 2 เข็มอยู่ที่ประมาณ 100 แต่ถ้าการติดเชื้อในธรรมชาติจะอยู่ระหว่าง 70-80 ถ้าเป็นแบบนี้ไวรัสที่กลายพันธุ์​ก็มีโอกาสป้องกันได้มีมากกว่า แล้วผลสัมฤทธิ์​ในระดับภูมิต้านของร่างกายให้สูงขึ้นใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพราะฉะนั้นในสถานการณ์​ในการระบาดของโรคที่เป็นไปอย่างรุนแรง เรารอเวลา 12 สัปดาห์ไม่ได้ การที่ต้องการให้ภูมิสูงขึ้นเร็ว การฉีดวัคซีนสลับเข็มเรามีภูมิที่สูงใกล้เคียงกับวัคซีนที่ใช้เวลาถึง 12 สัปดาห์​ จึงน่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้ แต่ในอนาคต ถ้ามีวัคซีนอื่นที่ดีกว่า พัฒนาที่ดีกว่า เราค่อยหาวิธีการที่ดีกว่า หรือไวรัสกลายพันธุ์​ไปมากกว่านี้ก็อาจจะมีวัคซีนที่จำเพาะเจาะจงกับสายพันธุ์​นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นไข้หวัดใหญ่ ที่ต้องมีการฉีดทุกปี เพราะฉะนั้นเวลาทุกวันของเรามีค่ามากในการต่อสู้กับโรคร้าย จึงขอ​นับสนุนให้เห็นว่าข้อมูลทางวิชาการที่ศึกษามาจะเป็นประโยชน์ในการใช้จริง&amp;quot; ศ.นพ.ยงกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เชื้อกลายพันธุ์​ในขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างไร และมีผลต่อการฉีดวัคซีนในไทยหรือไม่ ศ.นพ.ยงกล่าวว่า เราได้ทดสอบการ Blocking antibody จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบซิโนแวค 2 เข็มกับซิโนแวคบวกกับแอตร้าฯ ที่สลับกันแล้ว เปอร์เซ็นต์​การขัดขวางตัวไวรัสขึ้นไปได้ถึงสูงทีเดียว จากการศึกษาเรื่องความปลอดภัยเบื้องต้น มีการฉีดวัคซีน​สลับกันแบบนี้ในประเทศไทยมากกว่า 1,200 คน แล้วที่ฉีดมากที่สุดคือ รพ.จุฬาลงกรณ์ ​โดยที่ถูกลงบันทึกในแอปหมอพร้อม โดยให้บันทึกอาการข้างเคียงลงไป ปรากฏว่าไม่มีใครในจำนวนนี้มีอาการข้างเคียงรุนแรง เพราะฉะนั้นจึงยืนยันว่าการให้วัคซีนที่สลับกันมีความปลอดภัยในชีวิตจริง ส่วนการศึกษาของเราจะมีการนำออกมาอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ผู้ปฏิบัติสบายใจว่า เราไม่ได้มีการฉีดสลับเป็นคนแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกผู้ผลิตวัคซีนกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนเจเนอเรชั่น 2 ที่คาดว่าจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปลอดภัยกว่าเดิม โดยบางบริษัทก็นำเอาเอไอเข้ามาจับ เพื่อหวังทั้งประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ และมีความปลอดภัย คาดว่าวัคซีนที่ได้รับการพัฒนาเจเนอเรชั่น 2 นี้ จะเริ่มฉีดได้จริงต้นปีหน้า 2565 ดังนั้นขณะนี้ไม่อยากให้ประชาชนกังวล หรือรอเลือกวัคซีนถึงจะฉีด เพราะในจำนวนคนป่วยของ รพ.ศิริราชที่เป็นผู้ป่วยหนัก ส่วนใหญ่ ได้รับวัคซีนแค่ 1 เข็ม ยังไม่ครบ 2 เข็ม บางคนก็ยังไม่รับวัคซีนเพราะอยากรอวัคซีนทางเลือก mRNA ไฟเซอร์ โมเดอร์นา ทั้งที่ความจริงตนเองมีโรคร่วม ไม่ควรรอ เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง ควรฉีดวัคซีนก่อน จากนั้นค่อยฉีดกระตุ้นในภายหลังได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์อ้างคำเตือนจาก ดร.โสมยา สวามีนาธาน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งกล่าวต่อที่ประชุมทางออนไลน์ของดับเบิลยูเอชโอที่นครเจนีวาเมื่อวันจันทร์ว่า ขณะนี้กำลังเกิดแนวโน้มที่ประเทศต่างๆ ใช้วิธีฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยผสมวัคซีนต่างชนิดกันจากผู้ผลิตคนละแห่งกัน ถือเป็นแนวโน้มที่อันตรายนิดหน่อย เนื่องจากเรายังไม่มีข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนแบบผสมสูตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มันจะเป็นสถานการณ์ที่โกลาหลวุ่นวายในประเทศต่างๆ หากประชาชนเริ่มตัดสินใจว่าเมื่อใดและใครจะได้รับยาโดสที่ 2, ที่ 3 และ 4&amp;quot; กุมารแพทย์ชาวอินเดียผู้นี้กล่าวเตือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ได้มีการนำคลิปวิดีโอของ ดร.โสมยา ที่พูดถึงการผสมสูตรวัคซีน เพราะยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพ มาเปิดให้ที่ประชุมชม จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่จะให้มีการฉีดสลับยี่ห้อได้ โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวให้หมอเป็นผู้ตัดสินใจ และนำข้อมูลของ&amp;nbsp;WHO&amp;nbsp;มาประกอบการพิจารณาให้ถี่ถ้วน ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวเสริมว่า คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติที่เป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่หมอในกระทรวงสาธารณสุข แต่มีหมอจากหลายภาคอยู่ในนั้นด้วย. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109606</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมอประสิทธิ์, หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก, ไวรัสกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c4618d9d1b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
