<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติ เปิดเว็บไซต์ &#039;หมอหนี้เพื่อประชาชน&#039; ให้ความรู้และคำแนะนำต่อธุรกิจรายย่อย-เอสเอ็มอี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

30 ส.ค. 2564 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ธปท.&amp;nbsp;กระทรวงการคลัง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม&amp;nbsp;(บสย.)&amp;nbsp;สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันจัดตั้ง&amp;nbsp;&amp;quot;โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน&amp;quot;&amp;nbsp;อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นช่องทางให้คำแนะนำ ความรู้ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างครบวงจร ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ส.ค.2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป

โดยโครงการหมอหนี้ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และข้อแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขหนี้อย่างครบวงจรทั้งในส่วนของลูกหนี้รายย่อย และ ลูกหนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี โดยลูกหนี้จะได้รู้วิธีการแก้ไขปัญหาหนี้ การเตรียมตัวก่อนพบพบเจ้าหนี้ ได้รับคำแนะนำ และมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จากภาครัฐ ที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งได้สำรวจธุรกิจตัวเอง เพื่อปรับแผนธุรกิจได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่จะร่วมโครงการแบ่งเป็น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;กลุ่ม คือ กลุ่มลูกหนี้รายย่อย สามารถเรียนรู้แก้ไขปัญหาหนี้ด้วยตัวเอง ผ่านเว็บไซต์ เพื่อหาข้อมูลแก้ไขปัญหาหนี้ ประเมินสุขภาพทางการเงิน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตอบคำถามต่าง ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ และ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการความช่วยเหลือเชิงลึก ให้ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งจะขอข้อมูลรายละเอียดธุรกิจ การเงิน และภาระหนี้ เมื่อลงทะเบียนสำเร็จก็จะได้รับการิดต่อให้ไปพบหมอหนี้ภายใน&amp;nbsp;5-7&amp;nbsp;วัน

&amp;quot;ลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถติดต่อขอคำแนะนำเชิงลึกเพิ่มเติมจากทีมหมอหนี้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน&amp;nbsp;SMEs&amp;nbsp;บสย. (บสย. FA Center)&amp;nbsp;สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสมาคมธนาคารไทย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย&amp;quot;

นางธัญญนิตย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;กระทบกับภาคธุรกิจ การแก้ไขปัญหาหนี้ที่ยั่งยืนต้องกลับมาสู่การปรับโครงสร้างหนี้ ดูแลในส่วนของรายได้ ซึ่งคาดว่าการจ้างงานและรายได้ จะยังไม่กลับมาในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;โครงการหมอหนี้ฯ จะช่วยปิดช่องว่าง ความไม่เข้าใจปัญหาหนี้สิน และมาตรการของรัฐ ธปท.&amp;nbsp;ในช่วงที่ผ่านมาได้

ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีได้นำร่องการ จนถึงเดือนก.ค.&amp;nbsp;มีลูกหนี้เอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการกว่า&amp;nbsp;940&amp;nbsp;ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจ การค้า อาหาร การบริการ ขนส่ง โรงแรม และการผลิต โดยส่วนใหญ่ เข้าใจปัญหาหนี้และมาตรการช่วยเหลือ และคาดว่าเมื่อเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ จะมีผู้สนใจ ในกลุ่มทีาเข้ามาหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ มากกกว่าหลักหมื่นคนต่อเดือน ส่วนกลุ่มธุรกิจที่จะเข้าหารือกับหมอหนี้ ครดว่าจะเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เท่า จากช่วงนำร่องที่มียอด&amp;nbsp;200&amp;nbsp;รายต่อเดือน

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน และการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขหนี้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน&amp;nbsp;โดยการสร้างองค์ความรู้และวางแผนทางการเงินให้แก่ลูกหนี้&amp;nbsp;เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้การแก้ปัญหาหนี้สินมีความยั่งยืน&amp;nbsp;เกิดประโยชน์ในระยะยาว&amp;nbsp;


----&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115060</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., หมอหนี้, เปิดเว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4c8365e7ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาหนี้ครัวเรือนพุ่ง 14.1 ล้านล้านแตะ 90.5% ของจีดีพี หลังประชาชนรายได้หดแต่ภาระหนี้ท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2564 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;ส่งผลให้มีปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นในทุกประเทศ สำหรับประเทศไทยหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงกว่าหลายประเทศ โดยไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;มีหนี้ครัวเรือนคิดเป็น&amp;nbsp;90.5%&amp;nbsp;ของจีดีพี&amp;nbsp;หรือคิดเป็น&amp;nbsp;14.1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท&amp;nbsp;และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นผลจากรายได้ประชาชนหดตัว ขณะที่ภาระหนี้เดิมที่มีอยู่เพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้&amp;nbsp;ในประเทศไทยพบว่าหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่ เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;34%&amp;nbsp;สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต&amp;nbsp;28%&amp;nbsp;และมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีเจ้าหนี้หลากหลาย ทั้งหนี้จากธนาคารพาณิชย์ และ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีสัดส่วน&amp;nbsp;72%&amp;nbsp;คิดเป็น&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ใน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ส่วนที่เหลือ อยู่นอกการกำกับดูแลของ ธปท.&amp;nbsp;มาตรการจึงต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะ ธปท.&amp;nbsp;เพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ผ่านมา ธปท.เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งต้นน้ำ คือ ให้ความรู้ทางการเงินแก่ภาคประชาชน ไม่ก่อหนี้เกินตัว กลางน้ำ คือ ออกมาตรการกำกับดูแล และวางกฎเกณฑ์ ควบคุมดูแลเจ้าหนี้ และ ปลายน้ำ คือ วางโครงสร้างพื้นฐาน สร้างเครื่องมือ กลไก ในการแก้ปัญหาหนี้ เช่น คลินิกแก้หนี้ ทางด่วนแก้หนี้ มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ เป็นต้น รวมทั้ง มาตรการลดเพดานดอกเบี้ย สินเชื่อบัตรเครดิต และ สินเชื่อส่วนบุคคล ลงอีก&amp;nbsp;2-4%&amp;nbsp;และมาตรการดูแลในสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จนล่าสุดมาตรการระยะ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ในช่วง พ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ในเดือน ส.ค.นี้ ธปท.จะเปิดตัวโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน อย่างเป็นทางการ ซึ่งนำร่องผ่านเว็บไซต์ ธปท.&amp;nbsp;ไปบ้างแล้ว โครงการนี้จะให้คำแนะนำ ช่วยเหลือลูกหนี้รายกลุ่ม ทั้งรายย่อย และธุรกิจ โดยได้รับความร่วมมือจากทุกสถาบันการเงิน เข้ามาให้คำแนะนำ บริหารจัดการหนี้ ในสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;ทั้งการลดหนี้ หารายได้ ควบคุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นต้น&amp;quot;&amp;nbsp;นางธัญญนิตย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย&amp;nbsp;ธปท.&amp;nbsp;ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูล ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2564&amp;nbsp;พบว่า ได้มีการช่วยเหลือลูกหนี้แล้วกว่า&amp;nbsp;1.6&amp;nbsp;ล้านล้านบาท&amp;nbsp;คิดเป็น&amp;nbsp;4.4&amp;nbsp;ล้านบัญชี&amp;nbsp;เช่น โครงการคลินิกแก้หนี้ ช่วยไปแล้วกว่า&amp;nbsp;1.9&amp;nbsp;หมื่นคน&amp;nbsp;คิดเป็น6&amp;nbsp;หมื่นบัญชี วงเงิน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;พันล้านบาท ทางด่วนแก้หนี้ กว่า&amp;nbsp;2.8&amp;nbsp;แสนราย มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ กว่า&amp;nbsp;2.67&amp;nbsp;แสนบัญชี และล่าสุดสินเชื่อเช่าซื้อ กว่า&amp;nbsp;2.2&amp;nbsp;หมื่นราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในระยะต่อไป ธปท.จะดำเนินการใน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เรื่อง คือ&amp;nbsp;1.วางโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ซึ่งมีเครดิตบูโร ดำเนินการอยู่ ก็จะดึงข้อมูลเจ้าหนี้ให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์&amp;nbsp;2.ผลักดันให้เจ้าหนี้ ให้สินเชื่อด้วยความรับผิดชอบและเป็นธรรม ไม่ให้ลูกค้ามีหนี้เกินตัว ต้องมีความสามารถในการชำระหนี้&amp;nbsp;3.ให้ความรู้การบริหารหนี้ กับประชาชนครบวงจร และ&amp;nbsp;4.ส่งเสริมให้มีช่องทางการกู้ยืมเงินที่มีความหลายหลาย และเหมาะสม เช่น ที่ดำเนินการอยู่ คือ พีทูพี เล็นด์ดิ้ง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางธัญญนิตย์ กล่าวว่า ในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จะมีปัญหาใหญ่ที่ต้องติดตาม คือ หนี้ภาคการเกษตร ซึ่งมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร&amp;nbsp;(ธ.ก.ส.)&amp;nbsp;ดูแลลูกหนี้ส่วนใหญ่ ดังนั้น การที่ ธปท.จะเข้าไปวางกฎเกณฑ์ การตัดหนี้จึงทำได้ยาก แต่ก็อยากเห็นแนวปฏิบัติแบบธนาคารพาณิชย์ มาใช้กับ ธ.ก.ส.&amp;nbsp;แม้ว่า จะมีกฎหมายเฉพาะ และลักษณะของลูกค้าที่มีรายได้ตามการเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชแต่ละชนิดตามฤดูกาล แต่ ธปท.ก็ต้องหาวิธีดำเนินการ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ภายในไตรมาส&amp;nbsp;3/2564&amp;nbsp;ธปท.&amp;nbsp;เตรียมออกประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำกับดูแลค่าธรรมเนียม&amp;nbsp;(ค่าฟี)&amp;nbsp;ของธนาคารพาณิชย์รวมกว่า&amp;nbsp;300&amp;nbsp;รายการ เพื่อให้การคิดค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมต่าง ๆ สะท้อนต้นทุนและรายได้แท้จริงของสถาบันการเงินมากที่สุด เบื้องต้นจะให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมเพื่อช่วยเหลือประชาชน และจะให้สถาบันการเงินมีการเปิดเผยค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมต่าง ๆ อย่างชัดเจนบนเว็บไซต์ และจะต้องมีการส่งให้ ธปท.&amp;nbsp;เพื่อรวบรวมข้อมูลค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาดูเพื่อเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมแต่ละประเภทของแต่ละสถาบันการเงินได้ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;หลักเกณฑ์นี้จะประกาศนี้จะคล้ายกับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลการให้บริการทางการเงินอย่างเป็นธรรม&amp;nbsp;(มาร์เก็ตคอนดักท์)&amp;nbsp;ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน&amp;nbsp;7-8&amp;nbsp;ข้อที่จะกำหนด แต่ธปท.จะไม่กำหนดเป็นอัตราว่าค่าธรรมเนียมแต่ละประเภทจะเป็นเท่าไร เพราะต้นทุนแต่ละธนาคารแตกต่างกัน และให้เกิดการแข่งขันระหว่างธนาคาร และเมื่อประกาศหลักเกณฑ์ไปแล้ว ธปท.จะสุ่มดูว่า อัตราค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร และ ต้องตอบให้ได้ว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวสอดคล้องกับต้นทุนธนาคารหรือไม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางธัญญนิตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้ ธปท.&amp;nbsp;พิจารณาปรับลดเพดานดอกเบี้ยรายย่อย อาทิ ดอบเบี้ยบัตรเครดิต หรือสินเชื่อบุคคล ว่า ขณะนี้ ธปท.&amp;nbsp;กำลังพิจารณาอยู่ ยังไม่มีคำตอบว่าจะลดหรือไม่ลด เพราะต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ให้รนอบคอบทุกด้าน ทั้งการกำหนดราคาที่เหมาะสม และการเข้าถึงแหล่งเงินของประชาชนบางกลุ่ม เพราะหากมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงก็จะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้ ซึ่งก็จะต้องไปพึ่งพาหนี้นอกระบบแทน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110584</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., หนี้ครัวเรือน, หมอหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4c8365e7ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
