<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมืองคอนป่วยสะสมเตะ500รายผวาคลัสเตอร์&#039;หมอวี&#039;คลินิกเถื่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค.2564 - สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 จังหวัดนครศรีธรรมราช พบมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 31 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 500 ราย รักษาหายแล้ว 93 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 403 ราย เสียชีวิต 4 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคลัสเตอร์ที่น่าเป็นห่วงกรณีมีการเปิดคลินิคหมอวี ซึ่งเป็นคลีนิคเถื่อนใกล้วงัดโคกโพธิ์สถิตย์ หมู่ 2 ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช รับรักษาคนไข้ จนล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมาตรวจพบว่าภรรยาของหมอวี หมอเถื่อนติดเชื้อโควิดและมีอาการรุนแรง ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและอำเภอลานสกาได้ประกาศให้ผู้ที่ไปใช้บริการที่คลีนิคหมอวี และผู้ที่สัมผัสกับผู้ไปใช้บริการในคลีนิคดังกล่าว ระหว่างวันที่ 16 เม.ย.-3 พ.ค.2564 &amp;nbsp;ให้ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่วัดโคกโพธิ์สถิตย์ในวันที่ 4 พ.ค. 2564 ระหว่างเวลา 13.30-16.00 น. &amp;nbsp;ซึ่งมีผู้ไปรายงานตัวจำนวนหนึ่ง แต่คาดว่ายังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ไปแสดงตัวหรือรายงานตัว จึงขอให้สังเกตอาการของตัวเอง หากพบว่ามีอาการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ไข้สุง ไอแห้ง ๆ อ่อนเพลีย หายใจติดขัด เจ็บคอ ปวดหัว ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดข้อ หนาวสั่น วิงเวียน อาเจียน ขอให้ไปพบแพทย์ทันที.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101831</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัสเตอร์, จังหวัดนครศรีธรรมราช, สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, หมอเถื่อน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_609237f08b124.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจปคบ.ตามจับหมอเถื่อนฉีดฟิลเลอร์จนคนไข้ตาบอด​ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ.64-พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ. มอบหมายพ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.4บก.ปคบ. สั่งการพ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.4บก.ปคบ. &amp;nbsp;นำกำลังจับกุมนายธนพิพัฒน์ หรือ ฉายา&amp;quot;หมอดั้ม&amp;quot;(ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2530/2558 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ในความผิดฐาน &amp;ldquo;กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส &amp;nbsp;ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต &amp;nbsp;ร่วมกันขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา &amp;nbsp;ร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;rdquo; โดยจับได้บริเวณหน้าบ้านไม่มีเลขที่ กลางซอยหนองใหญ่ 14 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนพิพัฒน์ ได้ทำงานอยู่ในคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งย่านดินแดง ทำหน้าที่รักษาและฉีดฟิลเลอร์ &amp;nbsp;โบท็อกซ์ ให้กับลูกค้าทั่วไป ต่อมาได้มีผู้เสียหาย จำนวน 2 ราย เดินทางไปรักษาที่คลินิกดังกล่าว รายแรกเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2557 นายธนพิพัฒน์ ได้ทำการฉีดฟิลเลอร์ให้กับผู้เสียหายที่บริเวณร่องแก้ม และฉีดโบท๊อกซ์ที่บริเวณหน้าผากและบริเวณกราม หลังจากฉีดเสร็จผู้เสียหายรู้สึกปวดแสบปวดร้อนทั่วใบหน้า วันต่อมาพบว่าบริเวณจมูกมีอาการอักเสบและมีหนองไหลออกมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 2 เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2557 &amp;nbsp;ได้ทำการฉีดโบท๊อกซ์ให้ผู้เสียหายที่บริเวณแก้ม 1 ยูนิต และฉีดฟิลเลอร์ที่จมูก 2 ซีซี หลังจากนั้นผู้เสียหายรู้สึกปวดที่สันจมูกระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง โดยดวงตาขวามีน้ำตาไหลออกมา และรู้สึกว่าดวงตาข้างขวามองไม่เห็น จากนั้นรู้สึกแน่นหน้าอกและช่องท้อง ก่อนจะอาเจียนออกมา
ต่อมาดวงตาข้างขวาผู้เสียหายได้บอดสนิท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ประกอบกับได้รับการประสานงานจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข(สบส) &amp;nbsp;และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวด้วย จึงได้ร่วมกันนำหมายค้นศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ ค.26/2557 ลงวันที่ 30 พ.ค. 2557 ไปทำการตรวจค้นคลินิกดังกล่าว เมื่อไปถึงพบว่าคลินิกดังกล่าวปิดล็อคกุญแจไว้ ผลการตรวจค้นไม่พบผู้ใดอยู่ในคลินิก แต่พบยาแผนปัจจุบันที่มีทะเบียนตำรับยาและไม่มีทะเบียนตำรับยา จำนวน 17 รายการ และพบเอกสาร อุปกรณ์ที่ใช้ในสถานพยาบาล จำนวน 33 รายการ จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นได้ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปรากฏว่าไม่พบการอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลดังกล่าว และตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่ปรากฏชื่อของ นายธนพิพัฒน์ ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา แต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับผู้ต้องหาต่อศาล ภายหลังได้สืบทราบว่าได้มาหลบหนีอยู่ที่บ้านดังกล่าว จึงนำกำลังจับกุม ก่อน เบื้องต้นนายธนพิพัฒน์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ก่อนนำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนกก.4บก.ปคบ.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94510</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดฟิลเลอร์, ตำรวจ, ปคม., หมอเถื่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b507a80222.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งคุก 2-5 ปี หมอศัลยกรรมเถื่อนฉีดเสริมเต้าลูกค้าสาวดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.62- &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 709 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมอเถื่อนคลินิกเสริมความงาม หมายเลขดำ อ.415/2562 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้องนายทศพล สว่างจิตร อายุ 37 ปี และ น.ส.วรทมล สว่างจิตร หรือวราลัญช์ เจริญศรี &amp;nbsp;อายุ 39 ปี ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
คำฟ้องระบุกรณีเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2559 จำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกันประกอบวิชาชีพการทำศัลยกรรม การฉีดยา บำบัด วินิจฉัย เพื่อการเสริมสวยโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยได้ร่วมกันฉีดยาหรือสสาร 2 เข็ม เข้าไปในร่างกายของ น.ส.ศุภกร กิ้ง เพื่อเสริมเต้านมสวย โดยไม่ตรวจดูว่า น.ส.ศุภกร แพ้ยาชนิดใด ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลย จนทำให้ น.ส.ศุภกร เกิดอาการกระตุก ชักเกร็ง กัดฟัน และถึงแก่ความตายในที่สุด เหตุเกิดที่ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ &amp;nbsp;กทม. ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 291 และ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งสองจากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา โดยเป็นการนัดฟังคำพิพากษาในส่วนของ น.ส.วรทมล จำเลยที่ 2 เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายทศพล จำเลยที่ 1 ได้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลได้พิพากษาจำคุกฐานกระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นเวลา 8 ปี และฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเวลา 2 ปี รวม 10 ปี รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ไปพบผู้ตายและสามีผู้ตายที่ห้องเลขที่ 503 แก้วสุภาพอพาร์ทเม้น ซ.รามคำแหง 68 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ เนื่องจากผู้ตายประสงค์จะเสริมหน้าอก ในราคา 30,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ฉีดยาชาเข้าที่ใต้ราวนมซ้ายและขวา ก่อนผู้ตายจะเกิดอาการชักเกร็งในเวลาต่อมา และนำตัวส่งรักษาที่ รพ.รามคำแหง กระทั่งวันที่ 29 มี.ค. 2559 พบว่าผู้ตายเสียชีวิตจากอาการระบบหัวใจล้มเหลว ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด โดยจำเลยได้ชดใช้เงินให้สามีผู้ตาย และตรวจสอบการกระทำของจำเลยทั้งสองแล้วไม่พบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมและใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2 กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ส่วนความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการสืบพยานและพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการเตรียมอุปกรณ์ อยู่ในที่เกิดเหตุ และทำการโฆษณาเรื่องการศัลยกรรมให้แก่ลูกค้า ถือเป็นการประกอบเวชกรรม โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับใบอนุญาต พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ให้จำคุก 2 ปี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49564</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำคุก, ศาลอาญา, หมอเถื่อน, เสริมเต้าดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc0f512b87ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
