<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ธรรมนัส’เอาคืน ส่งทนายฟ้องหมิ่น เสรีพิศุทธ์คนแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ส่งทนายฟ้องหมิ่นแล้ว &amp;nbsp;ประเดิม &amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;quot; รายแรก &amp;quot;เรืองไกร&amp;quot; ร้อง กกต.สอบถือหุ้นสื่อขาดคุณสมบัติ ส.ส. เพื่อไทยซัดรัฐบาลสอบตกจริยธรรมอุ้มพวกพ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 กันยายน เวลา 14.00 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ได้มอบหมายให้นายบุญชัย บุญกูล และนายอนุรักษ์ วิจิตรพันธ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในข้อหาหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคุณสมบัติของการเป็นรัฐมนตรีก่อนหน้านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 ก.ย. เวลา 10.30 น. จะไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบว่า ร.อ.ธรรมนัสมีลักษณะต้องห้าม เข้าข่ายขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ตามมาตรา 98 (3) ประกอบกับมาตรา 101 (6)หรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอ้างอิงข้อมูลที่ได้ตรวจสอบเอกสารการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของ ร.อ.ธรรมนัส พบว่าหนังสือการลาออกจากกรรมการผู้ถือหุ้นของบริษัท 3 แห่ง มีวัตถุประสงค์ที่ระบุเหมือนกันว่า ประกอบกิจการบริการจัดเก็บ รวบรวมจัดทำจัดพิมพ์ และเผยแพร่สถิติข้อมูลในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การเงิน การตลาด รวมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) บัญญัติห้ามไม่ให้ ส.ส. เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งในประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณากำหนดรับคำร้องไว้เป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเรืองไกรกล่าวว่า จะขอหนังสือรับรองและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัททั้ง 3 แห่งจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาตรวจสอบ เพื่อยืนยันข้อมูลตามที่ ร.อ.ธรรมนัสได้แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช. ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท โกลเบิล ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด, บริษัท สิทธิอาโป จำกัด, บริษัท ธรรมนัส พัทยา การ์ด (2009) จำกัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสงวน พงษ์มณี &amp;nbsp;ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีของ ร.อ.ธรรมนัส ที่สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณสมบัติว่าก่อนเข้ามารับตำแหน่งฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลมีการตรวจสอบหรือไม่ ซึ่งทั้งกรณีที่ออสเตรเลียและวุฒิการศึกษาที่ยังคงมีเครื่องหมายถามจากประชาชนว่า จบจากสถาบันการศึกษาจริงหรือไม่ แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่ากรณีวุฒิการศึกษาไม่สำคัญ และไม่มีผลต่อตำแหน่งรัฐมนตรี ขอถามประโยคเดียวว่า วันที่มีการสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีใช้คำว่าดอกเตอร์นำหน้าในใบสมัครหรือไม่ ถ้าใช้ถือว่าผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสงวนกล่าวว่า กรณีที่เคยเกิดขึ้นผู้สมัครเป็นผู้บริหารท้องถิ่นคนหนึ่งใส่วุฒิการศึกษาปริญญาต่างสถาบัน ถือเป็นความผิด โดนศาลตัดสินจำคุก หรือกรณีที่อดีต ส.ส.คนหนึ่งจะลงสมัครนายกเทศมนตรี ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ได้ลงชื่อในโฆษณาหาเสียงว่า ขณะนี้กำลังยังสมัครเรียนปริญญาเอกที่สถาบันหนึ่ง แต่กระบวนการรับเป็นนักศึกษายังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้โดนตรวจสอบและคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ใบเหลือง ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอถามกับไปยังนายวิษณุว่า ลำพูนกับประเทศไทยใช้มาตรฐานทางกฎหมายต่างกันหรือไม่ กกต.เมืองไทยใช้มาตรฐานต่างกันหรือไม่ คำพูดของนายวิษณุมีปัญหาทางข้อกฎหมาย อย่ามาอ้างว่าเข้าใจผิด กูรูทางกฎหมายเช่นท่านจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ กรณีของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องปริญญาบัตร เป็นเรื่องประมวลกฎหมายจริยธรรม ซึ่งการใช้วุฒิการศึกษาโดยที่ไม่มีสิทธิ์ เป็นการทำผิดกฎหมายและผิดจริยธรรมทางการเมือง ในขณะเดียวกัน กกต.ก็ไม่สนใจ เพราะอ้างว่าไม่มีคนไปร้อง เรื่องแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นนายวิษณุ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะปล่อยผ่าน โดยอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ หากรัฐบาลปล่อยผ่าน กรณีที่เกิดขึ้นกับรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ก็ถือว่ารัฐบาลชุดนี้สอบตกด้านประมวลกฎหมายจริยธรรม ถือเป็นการจงใจกระทำผิดข้อกฎหมายที่ร้ายแรง&amp;quot; ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46179</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมนัส พรหมเผ่า, ฟ้องหมิ่นประมาท, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา, เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190919/image_big_5d838f90056d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จตุพรอ่วม!นับโทษต่อคุก12เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับสั่งนับโทษต่อคุก 12 เดือน &amp;quot;จตุพร&amp;quot; คดีหมิ่น &amp;quot;อภิสิทธิ์&amp;quot; ประวิงฎีกาอภัยโทษ &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; เหตุความคลาดเคลื่อนผิดหลงของศาลชั้นต้น ให้ประกันตัว 2 แสนระหว่างฎีกาสู้คดี &amp;quot;ศรีวราห์&amp;quot; สั่ง ตม.ขึ้นแบล็กลิสต์สกัด 9 แกนนำ นปช.หนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 12 กันยายน ศาลอ่านคำสั่งอุทธรณ์ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2561 ขอให้ยกเลิกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ซึ่งออกโดยศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ในคดีที่นายอภิสิทธิ์เป็นโจทก์ ในคดีหมายเลขดำ อ.4176/2552 (คดีหมายเลขแดง อ.240/2558) &amp;nbsp;ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328&amp;nbsp;กรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ประวิงเวลาในการทำความเห็นเสนอต่อสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ให้จำคุกนายจตุพร 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษคดีจำคุกนายจตุพรต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 (หมายเลขดำ อ.1962/2552) กรณีกล่าวหาเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดฆ่าประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคำร้องอุทธรณ์ของนายอภิสิทธิ์ดังกล่าวระบุว่า เมื่อคดีหมิ่นประมาท หมายเลขดำ อ.4176/2552 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายจตุพร 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษคดีจำคุกนายจตุพร ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 (หมายเลขดำ อ.1962/2552) แล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้นับโทษนายจตุพรต่อ แต่จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นและศาลฎีกา ไม่มีอำนาจพิพากษาให้นับโทษจำคุกนายจตุพรต่อจากอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 จำเลยจึงขอให้ศาลแก้ไขคำพิพากษายกเลิกหมายจำคุกถึงที่สุดฉบับเก่า (ที่ให้มีการนับโทษต่อ) และให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วก็มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย เพราะว่ายกเลิกคำพิพากษาเดิมที่ให้นับโทษต่อไม่ได้ โดยศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีการออกหมายตามคำพิพากษาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอีก&amp;nbsp;โดยศาลชั้นต้นก็ได้เรียกตัวจำเลยมาสอบถาม ซึ่งแถลงว่าหมายที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นตรวจสอบรายงานกระบวนพิจารณาใหม่อีกครั้งปรากฏว่าในคดีหมิ่นประมาทนั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้ให้นับโทษจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์มีการย่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าให้นับโทษจำเลยต่อ ซึ่งไม่ถูกต้อง จนเมื่อผลคดีถึงที่สุด ก็เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกถึงที่สุดโดยผิดหลงด้วยการให้นับโทษต่อ ดังนั้นศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง และเป็นธรรมกับตัวจำเลย โดยให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ไม่ต้องนับโทษนายจตุพร จำเลยต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวน ซึ่งระบุวันนับโทษตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.2560 โดยไม่หักวันต้องขังให้จำเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โจทก์เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลย ต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้หมายเรียกจำเลยมารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ต้องนับโทษคดีอาญาต่อ ขณะที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของนายอภิสิทธิ์แล้ว ให้ยกคำร้อง โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยวันนี้ นายจตุพรก็ได้เดินทางมาฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ พร้อมกับทนายความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า แม้การออกหมายจำคุกถึงที่สุดจะเป็นเรื่องการบังคับโทษตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจดำเนินการก็ตาม แต่การออกหมายบังคับตามโทษนั้นจะต้องให้ถูกต้องกับโทษที่จำเลยควรได้รับตามความเป็นจริงด้วย ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 ให้นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลยต่อจากคดีอาญา หมายเลขแดง อ.4907/2555 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการที่ศาลชั้นต้นได้ยกเลิกหมายจำคุกดังกล่าวแล้วออกหมายบังคับโทษใหม่ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 โดยอ้างว่าหมายจำคุกเดิมที่ศาลชั้นต้นออกนั้นทำโดยผิดหลง เนื่องจากศาลชั้นต้นที่เคยมีคำพิพากษาคดีนั้น ไม่ได้ให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญา หมายเลขแดง อ.4907/2555 แต่ศาลอุทธรณ์ย่อคำพิพากษาว่า ศาลชั้นต้นให้นับโทษคดีต่อกันกับอีกสำนวนหนึ่งนั้น&amp;nbsp;ความจริงศาลชั้นต้น (คดีหมายเลขดำ อ.4176/2552) พิพากษาให้นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 ตรงตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาย่ออยู่แล้วไม่ได้เป็นข้อผิดพลาด ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นเคยยกเลิกหมายจำคุกถึงที่สุดฉบับเก่านั้น น่าจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนผิดหลงของศาลชั้นต้นเอง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษา ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4907/2555 และให้ยกเลิกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลย ลงวันที่ 19 ก.พ.2561 กับให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่เพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป (ที่ให้นับโทษจำคุกนายจตุพร คดีหมิ่นประมาทหมายเลขดำ อ.4176/2552 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4907/2555)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังฟังศาลอุทธรณ์ ทนายความของนายจตุพร ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสด จำนวน 200,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างที่จะฎีกาคำสั่งให้นับโทษใหม่ดังกล่าว โดยเมื่อเวลา 16.00 น.เศษ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายจตุพรระหว่างจะฎีกาคำสั่ง โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวว่า ตนได้รับการปล่อยตัว ในวันที่ 4 ส.ค.2561 นับจากตอนนั้นถึงเวลานี้ได้รับอิสรภาพมาแล้ว 1 ปี 8 วัน โดยรับโทษไปแล้ว 1 ปี กับ 15 วันจากโทษจำคุก 2 สำนวนรวม 1 ปี กับอีก 12 เดือน ขอขอบคุณศาลที่เมตตาให้ประกันตัว โดยนัดให้มารายตัววันที่ 12 ต.ค.2562 ส่วนการต่อสู้คดีก็จะต้องปรึกษาทนายความอีกครั้ง เพื่อฎีกาให้วินิจฉัยว่าที่ตนเองได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำนั้น เป็นการปล่อยตัวตามคำสั่งศาลอาญา ซึ่งไม่เคยมีกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม และไม่เคยหลบหนี กรณีนี้ตนบริสุทธิ์แสดงว่าได้รับโทษครบถ้วนแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายจตุพร กล่าวว่า ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับว่า ที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งเพิกถอนหมายจำคุกถึงที่สุดนั้นมิชอบ หากเป็นเช่นนั้น นายจตุพรจะต้องติดคุกเพิ่มขึ้นอีก 11-12 เดือน ซึ่งจำเลยเห็นว่าอาจขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ลงโทษนายจตุพรคดีหมิ่นประมาทสำนวนที่ 2 ไม่ได้มีคำพิพากษาให้นับโทษนายจตุพรต่อจากคดีแรก จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องหาข้อยุติว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กลับให้ยกเลิกคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าอำนาจในการออกหมายจำคุกเป็นอำนาจของศาลชั้นต้น จึงควรขึ้นสู่ศาลฎีกาให้มีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่าการออกหมายบังคับตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์มองว่าเป็นการผิดหลงของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. พร้อมพวก รวม 12 คน คดีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา เมื่อปี 2552 โดยไม่รอลงอาญาว่า เบื้องต้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทางตำรวจ ตม.ไปคัดสำเนาคำพิพากษาศาล เพื่อนำมาเข้าสู่ระบบขึ้นแบล็กลิสต์บุคคลที่ถูกออกหมายจับ 9 คน รวมทั้งได้สั่งการตรวจเข้มเส้นทางเข้า-ออกประเทศ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่ามีการเดินทางออกนอกประเทศของแกนนำกลุ่ม นปช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45650</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, ประวิงฎีกาอภัยโทษ, สกัด 9 แกนนำ นปช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d7a505684a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
