<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>23373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2018 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2018 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ศาลฎีกานัด 4 ธ.ค.ฟังคำพิพากษาคดี&#039;ตู่-เต้น-วีระกานต์&#039;หมิ่น&#039;วัชระ&#039;หลังอุทธรณ์สั่งคุกคนละ 2 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 &amp;nbsp;ธ.ค. 61 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 4 ธ.ค.นี้ &amp;nbsp; เวลา 09.30 น. ห้องพิจารณา 707 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกาคดีดำ อ.4977/55 ที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ &amp;nbsp;นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวัชรชัย วรรณสิทธิ์ แกนนำ นปช. ร่วมกันเป็น &amp;nbsp;1- 4 ฐานร่วมกันหมิ่นประมาท, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 27 พ.ย.52 &amp;nbsp;พวกจำเลยได้หมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ทาง www.thaipeopletv.com ทำนองว่า โจทก์ เขียนหนังสือพาดพิงใส่ร้ายนายสมัคร สุนทรเวช &amp;nbsp;อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ เสื่อมเสีย ชื่อเสียง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 กระทำผิดจริงมาตรา 326,328 &amp;nbsp;จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ &amp;nbsp;5 หมื่นบาทโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี &amp;nbsp;และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 600,000 บาทแก่โจทก์ด้วย ส่วนจำเลยที่ 4 โจทก์ถอนฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ &amp;nbsp;จากนั้น ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน &amp;nbsp; กระทั่งจำเลยยื่นฎีกาขอให้ยกโทษ โดยศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาวันที่ 4 ธ.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23373</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระกานต์, หมิ่นวัชระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181203/image_big_5c051c02ad555.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 12:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งคุก8เดือน &#039;เรืองไกร&#039; แจ้งเท็จกล่าวหา &#039;แจ็ค วัชระ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค. 61 - เวลา 11.00 น. &amp;nbsp;ที่ศาลแขวงดอนเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.812/2559 ที่ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ จำเลยที่ 1 และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จำเลยที่ 2 ในข้อหาแจ้งความเท็จ ให้พนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และหมิ่นประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้นายวัชระระบุถึงคำฟ้องว่า สืบเนื่องจากนายเรืองไกร อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็นทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้ร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่านายวัชระ เพชรทอง ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน คนที่ 1 ในขณะนั้น ร่วมกับนายศุภชัย ศรีหล้า ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จงใจใช้สถานะ หรือตำแหน่ง ส.ส. เข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงการทำงานของนายธาริต โดยเรียกนายธาริตมาให้การเรื่องชายชุดดำในเหตุการณ์ความไม่สงบเดือน เม.ย.- พ.ค.2553 ที่สภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีอำนาจและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้มีมติของ กมธ. เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 266 (1) โดยนายเรืองไกร และนายธาริตขณะเป็นอธิบดีดีเอสไอ ได้ไปให้การยืนยันข้อความอันเท็จต่อเจ้าพนักงาน กกต. ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ ทนายความโจทก์, นายเรืองไกร จำเลยที่ 1 และ นายธาริต จำเลยที่ 2 มาศาล พร้อมทนายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายวัชระ โจทก์ เป็นรองประธาน กมธ. ขณะนั้น เรียกนายธาริต จำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีดีเอสไอขณะนั้น ไปชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีชายชุดดำ ต่อมาวันที่ 18 มี.ค. 2556 นายเรืองไกร จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือถึง กกต.ว่าโจทก์เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากนั้นได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงาน กกต. และคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ กกต.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น มีตัวโจทก์และนายศุภชัย ศรีหล้า เป็นพยานเบิกความว่าได้ทำหนังสือเชิญจำเลยที่ 2 ตามไปชี้แจงขั้นตอน และลงมติในที่ประชุม กมธ. เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ ประกอบคำเบิกความพยานเจ้าพนักงาน กกต. และประธานคณะกรรมการไต่สวนฯ กกต.ว่าจำเลยที่ 1 บอกว่าโจทก์และนายศุภชัยก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีดีเอสไอเพื่อประโยชน์ตนและพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กล่าวหาโจทก์ทำเกินหน้าที่ กมธ. ตามข้อบังคับการประชุม และไม่มีการลงมติทำหนังสือเชิญ ให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อความตามหน้าที่ลงในเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นหลักฐาน และเป็นการแสดงความคิดเห็นให้ตรวจสอบโจทก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์และนายศุภชัยได้เบิกความว่าได้ทำหนังสือเชิญถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบแก้ให้เห็นว่าโจทก์จงใจก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 อย่างไร พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อ กกต.ยืนยันข้อเท็จจริงประสงค์ให้ กกต.พิจารณาว่าโจทก์จงใจก้าวก่าย เกินเลยมากกว่าการแสดงความคิดเห็นท้วงติงและการคาดคะเนส่วนตัว จำเลยที่ 1 เคยเป็น ส.ว.มาก่อนย่อมทราบกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ การใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ต้องไม่เกินเลยขอบเขตกฎหมาย จึงไม่ได้รับการคุ้มครอง พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ เป็นการให้ข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ จึงผิดตามฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลเห็นว่าโจทก์ต้องนำสืบจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 แบ่งหน้าที่ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างไร ลำพังจำเลยที่ 2 ไปให้ถ้อยคำต่อ กกต. ยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิด เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีดีเอสไอและหัวหน้าพนักงานสอบสวน ย่อมมีอำนาจใช้ดุลยพินิจในการไม่เปิดเผยสำนวนเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในการสอบสวน ขณะที่โจทก์เป็นรองประธาน กมธ. พยายามเชิญจำเลยที่ 2 มาชี้แจงหลายครั้ง จำเลยที่ 2 เชื่อและเข้าใจว่ามี กมธ.บางคนเป็น ส.ส.ของพรรคการเมืองที่หัวหน้าพรรคเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (สลายการชุมนุมในเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2553) ทำให้จำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำเป็นพยานว่าโจทก์ก้าวก่ายแทรกแซงเรื่องชายชุดดำ เอื้อประโยชน์พรรคประชาธิปัตย์และผู้ต้องหา สิ่งที่ กมธ.ปฏิบัติทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่โดยสุจริตแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่มีความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานายเรืองไกร จำเลยที่ 1 ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาหลังนายเรืองไกรยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้นายเรืองไกรได้ประกันตัวไป โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5977</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำคุก, ดีเอสไอ, หมิ่นวัชระ, เรืองไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a8281ae3dbdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
