<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินหมื่นล้านแก้รธน. 99สส.ฮือปิดสวิตช์สว./‘ประยุทธ์’กางงบฯดักคอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;99 ส.ส.จาก 13 พรรคฝ่ายค้าน-รัฐบาล ยื่นแล้วร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปิดสวิตช์ ส.ว. เชื่อชงญัตติทัน 23-24 กันยา. เพื่อไทยลุยเดี่ยวเพิ่มอีก 4 ญัตติ ตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ยกเลิกบทนิรโทษกรรม คสช. ขณะที่ &amp;quot;ส.ว.&amp;quot; วงแตก ยังแสวงหาจุดร่วมไม่ได้ ด้านนายกฯ มาเหนือเมฆ กางงบประมาณจัดประชามติต้องใช้เงินครั้งละ 4-5 พันล้าน แก้ รธน.ต้องทำอย่างน้อย 2 รอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันนำรายชื่อ ส.ส. 99 คน ยื่นหนังสือต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 272 ว่าด้วยการยกเลิกการให้ ส.ว.ร่วมลงมติในที่ประชุมรัฐสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวว่า ตามขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบองค์ประกอบของญัตติเพื่อพิจารณาความชอบด้วยกฎหมาย หากไม่มีปัญหาจะสามารถบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาได้ใน 15 วัน ซึ่งขณะนี้ได้มีการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านไปก่อนหน้านี้ โดยจะมีการพิจารณาในระหว่างวันที่ 23-24 ก.ย.นี้ หากไม่มีปัญหาใดๆ จะสามารถพิจารณาได้พร้อมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธากล่าวว่า ส.ส.ที่ร่วมลงชื่อมีจำนวน 99 คน มาจาก 13 พรรคการเมือง โดยไม่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐร่วมลงชื่อ แต่มี ส.ส.พรรคภูมิใจไทยร่วมลงชื่อด้วย เชื่อว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้รับการพิจารณาในวันที่ 23-24 ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มั่นใจว่าจะไม่มี ส.ว.คนใดขัดขวาง เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการแก้ไขมาตรานี้จะเป็นทางออกให้กับประเทศ&amp;quot; หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสาทิตย์กล่าวว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากความเห็นพ้องร่วมกันที่จะให้มีการแก้ไขในเรื่องการให้ ส.ว.เลือกนายกฯ เพียงประเด็นเดียว ซึ่งการดำเนินการของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นเอกสิทธิ์ที่สามารถทำได้ แม้ว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ได้ร่วมลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลไปก่อนหน้านี้ โดยการแก้ไขมาตรานี้จะเป็นการยกเลิกการสืบทอดอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม พวกเราจะเข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป และคิดว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าใจการดำเนินการในครั้งนี้ เนื่องจากหัวหน้าพรรคเคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 272&amp;quot; นายสาทิตย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า หากมีการยกเลิกมาตรา 272 จะทำให้กระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแบบเดิม คือให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอชื่อและเลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพรรคการเมืองที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และหากสภาผู้แทนราษฎรเลือกไม่ได้ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้สภาเลือกนายกฯ คนนอกต่อไป
เปิดชื่อ ส.ส.หนุนปิดสวิตช์ ส.ว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อ 99 ส.ส. 13 พรรคการเมือง ประกอบด้วย ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคก้าวไกล จำนวน 54 คน, พรรคประชาชาติ 6 คน, พรรคเพื่อชาติ 5 คน, พรรคเสรีรวมไทย 10 คน และพรรคพลังปวงชนไทย 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรครัฐบาล ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 16 คน ได้แก่ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี, นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ,&amp;nbsp; น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม, นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ,&amp;nbsp; น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง, นายอภิชัย เตชะอุบล ส.ส.บัญชีรายชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช, พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา, นางกันตวรรณ ตันเถียร ส.ส.พังงา, นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่, นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพรรคภูมิใจไทย จำนวน 1 คน คือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ และพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน 1 คน คือ นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น ยังมีกลุ่ม ส.ส.พรรคเล็ก ได้แก่ นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย, นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์, นายพีระวิทย์ เลื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม, นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธรรมไทย, นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ลงชื่อรวม 19 คน แต่ปรากฏว่าได้ขอถอนรายชื่อออกในภายหลังจำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ส.ส. สุราษฎร์ธานี, นายสมชาติ ประดิษฐพร ส.ส.สุราษฎร์ธานี, นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี และนายสินิตย์ เลิศไกร ส.ส.สุราษฎร์ธานี
&amp;#39;จุรินทร์&amp;#39;ยันต้องยึดมติพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการประชุม ส.ส.พรรค โดยมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส.พรรค ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยหลังจากพิจารณาวาระการประชุมสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติที่จะเข้าสู่สภาในวันที่ 9 ก.ย.แล้ว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นกล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนใช้เอกสิทธิ์ไปร่วมลงชื่อในญัตติร่างขอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 272 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.ร่วมกับ 12 พรรคการเมืองว่า พรรคมีมติให้ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และการตั้ง ส.ส.ร. ซึ่งอาจจะมีความคลาดเคลื่อนไปในการประชุมครั้งที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้ผมจะนั่งในห้องประชุมนี้ เพราะเมื่อพรรคมีมติในที่ประชุมแล้วว่าให้ยื่นในร่างฉบับของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่จำเป็นจะต้องบอกว่าจะสามารถไปเซ็นชื่อในร่างที่สองได้อีกหรือไม่ ถ้ามีเรื่องอื่นก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ของผมที่จะมาชี้แจงอะไร&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายองอาจได้ปิดการประชุม ท่ามกลางความมึนงงของ&amp;nbsp; ส.ส. 30 คนที่เข้าร่วมประชุม ว่าสิ่งที่นายจุรินทร์พูดนั้นหมายความว่าอะไร โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ที่นำทีม 16 ส.ส.ร่วมลงชื่อแก้ไข ม.272 ที่ระบุว่าหลังยื่นญัตติต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ แล้วจะไปชี้แจงให้ที่ประชุมพรรคทราบถึงเหตุผล ก็ไม่สามารถชี้แจงได้ เนื่องจากที่ประชุมพรรคปิดไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของสมาชิกวุฒิสภา &amp;quot;กลุ่ม ส.ว.อิสระ 60 คน&amp;quot; ที่นัดประชุมหารือแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลานัด 15.00 น.ของวันที่ 8 ก.ย. มี ส.ว.ในกลุ่มเพียง 2 คนเท่านั้นมายังห้องประชุม คือนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม และนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ขณะที่ ส.ว.คนอื่นไม่มีใครมาประชุม และ ส.ว.เกือบ 30 คนได้ขอถอนตัวออกจากกลุ่มไลน์ จนเหลือสมาชิกในกลุ่มเพียงกว่า 30 คนเท่านั้น ในที่สุดการประชุมนัดดังกล่าวต้องยกเลิกไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดิเรกฤทธิ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังถึงสาเหตุที่ยกเลิกการประชุมว่า เนื่องจาก ส.ว.หลายคนในกลุ่มรู้สึกตกใจที่เห็นสื่อมวลชนมาจำนวนมาก จึงไม่กล้ามาประชุม หลังจากนี้อาจจะต้องใช้วิธีการหารือกันภายในหรือหารือผ่านกลุ่มไลน์แทน เพราะหลายคนไม่กล้าที่จะเปิดเผยชื่อตัวเอง เจตนาของการตั้งกลุ่ม 60 ส.ว.อิสระ เพราะต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารภายในกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าทั้งกลุ่มจะคิดแบบเดียวกันทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยอมรับว่าขณะนี้เสียงของ ส.ว.ยังมีความเห็นต่าง เพราะเราไม่ใช่องค์กรที่ถูกจัดตั้ง ทุกคนมีวุฒิภาวะ กลุ่มของเรามีความเป็นอิสระ ใครจะเข้าหรือออกจากกลุ่มก็ได้&amp;quot;
กลุ่ม60ส.ว.อิสระกลัวเจ็บตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ไม่อยากเรียกการประชุมนัดนี้ว่าวงแตก แต่ ส.ว.หลายคนในกลุ่มไม่ถนัดออกสื่อ กลัวเจ็บตัวถ้ามีการเปิดเผยตัวออกไป ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะนัดประชุมกันอีกครั้งเมื่อใด หรือกลุ่มจะล่มสลาย คงต้องหารือภายในอีกครั้งหนึ่งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สัมภาษณ์กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อตั้ง ส.ส.ร.ในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะสหรัฐอเมริกาก็มีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว ไม่ดีตรงไหนก็แก้เป็นรายมาตรา แต่สำหรับบ้านเรา ถ้าแก้ไขอีกเราก็จะมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 ฉะนั้นจึงไม่เห็นด้วยให้เขียนใหม่ทั้งฉบับ แต่เห็นด้วยที่ให้มีการแก้ไขรายมาตรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจะแก้ไขมาตราใดนั้น ก็ต้องมาพูดคุยกันว่าจะแก้อะไร อย่างไร รวมถึงการยกเลิกมาตรา 272 ให้ ส.ว.มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่เห็นไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ใน ส.ว.มีการจับกลุ่ม 4-5 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 40-50 คน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยบางคนอยู่หลายกลุ่ม แต่ตนไม่ได้อยู่ในกลุ่มใดเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ส.ว. และหนึ่งในกลุ่ม 60 ส.ว.อิสระ กล่าวถึงการตั้งกลุ่มไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของ ส.ว. ว่าเพื่อเป็นพื้นที่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ยืนยันว่าทุกคนสามารถมีความคิดเห็นเป็นส่วนตัวในแต่ละคนได้ ส่วนการแก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะอยู่ที่สาระของคนที่ขอแก้ และผลของการแก้ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งกระบวนการแก้สามารถทำได้เลยในหลายรูปแบบ เช่น การปฏิรูปตำรวจ ที่รัฐบาลออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนข้อเสนอให้ยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องดีที่จะได้นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาปฏิรูปประเทศ แต่มาถึงวันนี้พบว่าไม่ใช่ และไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่มีประโยชน์ จึงเห็นควรให้ตัดอำนาจนี้ เพราะไม่ได้ช่วยให้มีนายกฯ หรือรัฐบาลที่ดีขึ้น&amp;quot; แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ระบุ
เพื่อไทยยื่นเพิ่มอีก 4 ญัตติ
บ่ายวันเดียวกัน ที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ชั้น 2 มีการประชุมส.ส.&amp;nbsp;โดยมีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายโภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ร่วมทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พร้อมกับ ส.ส.เพื่อไทย ที่เข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก&amp;nbsp;
นายสมพงษ์แถลงผลการประชุมว่า ประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แม้พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านอีก 4 พรรค ได้ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เมื่อวันที่ 17 ส.ค.&amp;nbsp;ต่อมาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ได้เสนอผลการศึกษาต่อประธานสภาฯ วันที่ 31 ส.ค.&amp;nbsp;และในวันที่ 1 ก.ย.&amp;nbsp;พรรคร่วมรัฐบาลได้ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เช่นเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต้องการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อแล้วเสร็จให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ขณะเดียวกันก็มีข้อเรียกร้องให้ตัดอำนาจของวุฒิสภาในหลายประเด็น โดยเฉพาะในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
&amp;quot;พรรคเพื่อไทยได้ให้ความเห็นทั้งในคณะกรรมาธิการฯ และในทางสาธารณะตลอดมาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกติกาที่มีแต่สร้างปัญหาให้แก่ประเทศและประชาชน รัฐบาล นายกรัฐมนตรี วุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระต่างๆ ล้วนตอบสนองต่อการสืบทอดอำนาจเผด็จการ จึงเห็นว่า ส.ส.ร.เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในทางสันติวิธี&amp;nbsp;จึงเร่งผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งจะมีการพิจารณา 23-24 ก.ย. ในวาระที่ 1&amp;nbsp;และเพื่อเร่งรัดให้เสร็จเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ ขอเชิญชวนพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว.&amp;nbsp;ร่วมลงชื่อขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ โดยต้องการเสียงประมาณ 250 คน&amp;quot;&amp;nbsp;
นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า พรรคได้เตรียมร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในอีกหลายประเด็น พร้อมกับประเด็น ส.ส.ร. โดยเฉพาะในส่วนของบทเฉพาะกาล ได้แก่ 1.การยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 โดยพรรคเสนอเพิ่มเติมว่านายกรัฐมนตรีนอกจากเลือกจากบัญชีของพรรคการเมืองแล้ว สามารถเลือกจาก ส.ส.ได้ด้วย และได้เสนอร่างนี้เช่นเดียวกับร่างแก้ไข ม.256 ไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การยกเลิกอำนาจของวุฒิสภา ตามมาตรา 270 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ และมาตรา 271 เกี่ยวกับการไม่เห็นชอบหรือแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายเกี่ยวกับแก้ไขเพิ่มเติมโทษหรือองค์ประกอบความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฯลฯ เฉพาะเมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดหรือโทษ ที่เสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร
ชงเลิกบทเฉพาะกาล
3.การยกเลิกมาตรา 279 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลที่ทำให้ประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช. อยู่เหนือกว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ
4.การแก้ไขระบบเลือกตั้งด้วยการยกเลิกมาตรา 88,&amp;nbsp;83, 85, 90, 91 และ 94 โดยแก้ไขระบบเลือกตั้งให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 คือใช้บัตร 2 ใบ คือเลือกคนและเลือกพรรคการเมือง
พรรคเพื่อไทยขอเรียนว่า ญัตติที่เสนอทั้งหมด สมาชิกพรรคได้ให้ความเห็นชอบและใคร่เชิญชวนพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันผลักดัน&amp;nbsp;ด้วยการร่วมเสนอญัตติและพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าร่วมกันอย่างสันติ และจะเสนอญัตติที่กล่าวมาโดยเร็วที่สุดภายในวันที่ 9&amp;nbsp;กันยายน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติเพื่อซักถามและเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่าจะแบ่งเวลาการอภิปรายตามสัดส่วน ส.ส.แต่ละพรรค มีพรรคเพื่อไทยประมาณ 315 นาที, พรรคก้าวไกลประมาณ 150 นาที และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นตามสัดส่วนจำนวน ส.ส.ที่มี รวมทั้งหมดของฝ่ายค้านคือ 10 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น. ถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมเซ็นทาราลาดพร้าว กลุ่มอดีตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา,&amp;nbsp;นายนิคม ไวยรัชพานิช และนายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา นัดประชุมระดมความคิดหาทางออกวิกฤติการเมืองไทย โดยจะมีการหยิบยกประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 รวมถึงข้อเสนอที่ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งมาหารือ ขณะที่นายอาทิตย์ อุไรรัตน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;และนายอุทัย พิมพ์ใจชน ไม่ได้เดินทางมาร่วมการหารือเนื่องจากติดภารกิจ
จี้&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;ไขก๊อกพ้นนายกฯ
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า หมดเวลาแล้วสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่เห็นว่าขณะนี้รัฐบาลมีปัญหา ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและความขัดแย้ง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรเสียสละลาออกจากตำแหน่ง ไม่ควรรอให้สถานการณ์รุนแรงบานปลายไปมากกว่านี้ ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เหมือนกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจลาออก ซึ่งถือเป็นทางลงที่ดี สามารถอยู่ต่อในสังคมได้โดยไม่มีปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็มีอดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นอดีตผู้นำเหล่าทัพ เช่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีอำนาจพรรคการเมืองสนับสนุน แต่ไม่ยอมออกจากตำแหน่ง สุดท้ายต้องหนีไปต่างประเทศ เช่นเดียวกับจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตามข้อเรียกร้องของประชาชน ขณะนี้ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นทั้งสองด้าน ควรตัดสินใจและเลือกว่าจะเป็นแบบไหน&amp;nbsp;
หลังจากการประชุมหารือราวครึ่งชั่วโมง นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา ออกมาแถลงข้อสรุปความเห็นของกลุ่ม โดยเสนอว่า ควรเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกบทเฉพาะกาลมาตรา 272 เกี่ยวกับการให้อำนาจ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะแก้ไขมาตรา 256 เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อาจต้องใช้ระยะเวลานาน ขณะที่นิสิต นักศึกษา และประชาชน ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรา 272 ตัดอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี หากมีเหตุการณ์ถึงขั้นยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออก แล้วต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ก็ควรให้นายกรัฐมนตรีมีที่มาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
นายสุชนกล่าวว่า ทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือกัน และรับฟังข้อเรียกร้องของนักศึกษาและทุกฝ่ายว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน ควรมีการพูดคุยกัน ไม่ควรเผชิญหน้ากัน ต้องหาทางร่วมมือให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ ซึ่งในฐานะที่เป็นกลุ่มคณะเล็กๆ ก็ทำได้เพียงการเสนอความเห็นไม่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ โดยจะเสนอความเห็นไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกลุ่มอดีตประธานสภาฯ และส่งความเห็นไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนายกรัฐมนตรี ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะแก้ไขวิกฤติตรงนี้ ยังไม่สายเกินไปหากทุกฝ่ายจะร่วมมือกัน
แก้รธน.ใช้งบเป็นหมื่นล.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณี ครม.เห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอ ว่าวันนี้เรื่องกฎหมายประชามติเราได้เร่งดำเนินการร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ออกมา เท่าที่ทราบจากการที่ กกต.ชี้แจงมาในวันนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หากมีการจัดทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอะไรต่างๆ เหล่านี้มันใช้ประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งที่ 3 ถ้าสภารับรองก็ไม่เป็นไร แต่ต้องมี 2 ครั้ง ซึ่งต้องไปซักถาม กกต.กันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้ถามทาง กกต.ว่าจะต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งเท่าที่ทราบจากการคำนวณของ กกต.แจ้งว่าปกติใช้ประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ก็จะใช้เงินประมาณ 4,000 ล้านบาท เพราะการจัดสถานที่ลงคะแนนจะต้องกระจายแต่ละหน่วยน้อยกว่า 1,000 คน จึงทำให้จุดมากขึ้น ต้นทุนก็จะมากขึ้น ทั้งต้นทุนจาก กกต.ด้านเอกสาร ต้นทุนรัฐสภา ตกเฉลี่ยประมาณครั้งละ 4,000 หรือ 5,000 ล้านบาทประมาณนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมไม่ได้ว่าอะไร ผมเล่าให้ฟังเฉยๆ อย่าหาว่าผมไม่สนับสนุนก็แล้วกัน ถ้าไม่สนับสนุนผมก็ไม่ทำกฎหมายประชามติหรอก ปกติมัน 3,000 ล้านบาท ค่าโควิดก็เจออีก 1,000 ล้านบาท ปรากฏว่าตรงนี้เป็นค่าใช้จ่ายของ กกต. อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของสภาและส่วนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการก็ประมาณสัก 5,000 ล้านบาท ครั้งละ 5,000 ล้านบาท&amp;rdquo; นายกฯ กล่าวพร้อมกับถอนหายใจเป็นระยะ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวย้ำว่า เรื่อง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติก็โอเคอยู่แล้ว เป็นกฎหมายที่อนุญาตให้ทาง กกต.สามารถจัดทำประชามติ ควบคุมการออกเสียงให้เป็นไปตามความเห็นชอบของกฎหมาย&amp;nbsp; ครั้งที่แล้วก็มีการทำพร้อมไปกับเรื่องของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการประหยัดงบประมาณ เพราะถ้าทำอีกครั้งก็ต้องใช้งบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท ตนไม่ได้อ้างเหตุผลพวกนี้ว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่ถ้าอยากจะทำก็ทำกันไป รัฐบาลก็ต้องเตรียมงบประมาณเหล่านี้ไว้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76864</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมื่นล้านแก้ รธน.ตัดอำนาจ ส.ว., แก้ รธน., แก้รัฐธรรมนูญ, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200908/image_big_5f578e85381a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
