<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>6255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 17:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การทูตไทย-ฝรั่งเศสยุค &#039;พี่หมื่น&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ตามท้องเรื่องละคร&amp;quot;บุพเพสันนิวาส&amp;quot; นั้น &amp;quot;พี่หมื่น&amp;quot; ของแม่การะเกดกำลังนั่งเรือไปฝรั่งเศส หลายคนคงจินตนาการไม่ออกว่าจะกินอยู่กันอย่างไร เมาเรือหรือเปล่า ใช้เวลานานแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โหดหรือไม่นึกภาพตามดู &amp;quot;พี่หมื่น&amp;quot; นั่งกำปั่นใหญ่ออกจากอยุธยา ล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ออกอ่าวไทย เลาะชายฝั่งลงไปยังภาคใต้ มาเลเซีย อ้อมเข้าอันดามันที่สิงคโปร์ เลาะไปเรื่อยๆ จนสุดเกาะสุมาตรา จากนั้นลอยกลางมหาสมุทร จนไปถึงชายฝั่งทวีปแอฟริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะได้ไปต่อหรือไม่ก็ตรงปลายแหลมกู๊ดโฮป เพราะบริเวณนั้นคือทะเลคลั่ง เรือลำไหนได้ไปต่อก็เลาะชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกาไปเรื่อยๆ จนถึงปากทางเข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถ้าจะไปอังกฤษ ฝรั่งเศสก็ดิ่งขึ้นไปอีก รอนแรมประมาณ 5 เดือน ถ้าโชคร้ายเจอพายุตลอดทางก็ครึ่งปี หรือไม่ก็ไปไม่ถึงเรือล่มกลางทางเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนคณะ &amp;quot;พี่หมื่น&amp;quot; เดินทางไปฝรั่งเศส มีคณะของออกขุนชำนาญออกเดินทางไปโปรตุเกสก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดือนมีนาคม พ.ศ.2227 สมเด็จพระนารายณ์ฯ &amp;nbsp;ได้ทรงส่งออกขุนชำนาญ (Occun Chamnan) กับคนสยามรวมสิบคนไปเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ผ่านเมืองกัว โดยเรือรบของโปรตุเกสซึ่งมีลูกเรือ &amp;nbsp;ร้อยห้าสิบคน และบาทหลวงโปรตุเกสนิกายแซงต์โอกึสแตง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2229 เรือโปรตุเกสที่ทูตไทยโดยสารไปอับปางที่แหลมแดส์เอกีส์ (des &amp;nbsp;Aiguilles) ซึ่งเป็นสันทรายทางขวางกับแผ่นดินที่ตรงปลายแหลม (จะงอย) ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา &amp;nbsp;ห่างจากแหลมเดอบอนน์แอสเปรัวซ์ (แหลมกู๊ดโฮป) เป็นระยะทางประมาณ 20 ลิเออ คนจมน้ำตายไปแปดคน ขุนชำนาญและคณะว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้ต้องกินใบไม้ งูย่างหมวกและรองเท้าเป็นอาหาร แล้วเดินด้วยเท้าในแอฟริกาอยู่สามสิบเอ็ดวันจึงพบคนป่าโอตังโดผิวดำ จึงได้นำพาไปหาชาวฮอลันดาที่แหลมกู๊ดโฮป แล้วอาศัยเรือฮอลันดากลับมาปัตตาเวีย ลงเรือใบกลับมาประเทศสยามเมื่อเดือนกันยายน จึงได้พบบาทหลวงตาชาร์ดและออกญาวิชาเยนทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2227 สมเด็จพระ &amp;nbsp;นารายณ์ฯ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาแห่งอาณาจักรสยามได้ทรงส่งออกขุนพิไชยวาทิตและออกขุนพิชิตไมตรีโดยสารเรือของอังกฤษ เดินทางไปเป็นคณะราชทูตเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสที่กรุงปารีส โดยมีบาทหลวงวาเชต์ (Monsieur Vachet) อดีตศาสนทูตแห่งประเทศญวนใต้เป็นล่าม เพื่อสืบหาคณะทูตชุดแรกที่นำโดย &amp;nbsp;ออกญาพิทักษ์ราชไมตรีซึ่งสูญหายไปเมื่อ พ.ศ.2223&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราชทูตไทยชุดนี้ได้เดินทางกลับมาประเทศสยามพร้อมกับราชทูตฝรั่งเศสชื่อ เชอร์วาเลียร์&amp;nbsp;


สล็อต789 &amp;nbsp;เดอ โชมองต์ (Chevalier de Chaumont) นายทหารชื่อ เชอวาลิเยอร์ ฟอร์แบง นายทหารชื่อ เดอ โบเรอการ์ด และบาทหลวงคณะเยซูอิตชื่อ อับเบ เดอ ชัวซีย์ (เดอชัวสี) บาทหลวงตาชาร์ด บาทหลวงฟอนเต อเนย์ บาทหลวงเลอคองต์ บาทหลวงเกอบิยองต์ บาทหลวงวิสเดอลู และนิโคลัส แซร์แวส โดยทั้งหมดออกเดินทางจากท่าเรือเมืองแบรสต์ของฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2228 ถึงปากอ่าวสยามเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2228 ด้วยเรือรบหลวงชื่อ ลัวโซ (L&amp;#39;Oyseau) ซึ่งเป็นเรือใบขนาดเล็กต่อด้วยไม้บุทองแดง มีลูกเรือ 132 คน&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ และเรือฟริเกตชื่อ ลามาลีญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งของที่คณะทูตของฝรั่งเศสนำมาถวายพระเจ้ากรุงสยามคือ กระจกเงาหนึ่งพันบาน อำพันเม็ดสิบสองปอนด์ กระจกแก้วสีสามร้อยแผ่น ปืนคาบศิลาหนึ่งร้อยกระบอก นาฬิกาแขวนสองเรือน อานม้าหนังตะทองคำสิบอาน ในครั้งนี้มีช่างทำแผนที่ชื่อ เดอ ลามาร์ ร่วมคณะมาด้วยเพื่อทำแผนผังตัวเมืองชายฝั่งที่ผ่านไปและแผนที่ประเทศสยาม เพื่อส่งกลับไปถวายพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบาทหลวงเดอชัวสีที่ร่วมคณะมาครั้งนี้ ต่อมาภายหลังได้เดินทางกลับมายังอาณาจักรสยามอีกหลายครั้ง บาทหลวงเดอชัวสีผู้นี้เป็นคนครึ่งหญิงครึ่งชาย กระตุ้งกระติ้ง ได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ &amp;nbsp;&amp;quot;การเดินทางไปสู่ประเทศสยาม&amp;quot; มีความว่า &amp;quot;ข้าราชการสยามหลายคนพูดภาษาโปรตุเกสได้ เพราะเป็นภาษากลางที่ใช้กันทั่วไปในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินเดีย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2228 คณะราชทูตสยาม (ชุดที่ 3) จำนวน 40 คนได้ออกเดินทางไปฝรั่งเศสกับคณะราชทูตของเชอร์&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย&amp;nbsp;วาเลียร์ เดอ โชมองต์ ครั้งนี้ได้ส่งนักเรียนไทย 12 คน (แต่หาชื่อได้เพียง 10 คนเท่านั้น) เพื่อเตรียมเข้าเรียนในโรงเรียนหลุยส์เลอกรังที่มีชื่อเสียง แล้วเตรียมให้เรียนวิชาทำน้ำพุ วิชาก่อสร้าง และวิชาช่างเงินช่างทอง คือ พี Pierre Emmanuel, เพ็ชร Jean Baptiste Olite, &amp;nbsp;อ่วม Paul Artus, ชื่น Louis, ไก่ ช่างทอง Francois Xavier, มี Henri Oliver, ด่วน ช่างก่อสร้าง Philippe, สัก Francosis, เทียน Thomas และวุ้ม Nicolas (จากจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส, ประชุมพงศาวดารเล่ม 20) เรือลัวโซกับเรือลามาลีญของคณะราชทูตเดินทางถึงท่าเมืองแบรสต์ในฝรั่งเศสเมื่อ 18 มิถุนายน พ.ศ.2229 ที่เมืองแบรสต์นี้ภายหลังได้มีการตั้งชื่อถนนสยาม Rue de Siam เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปานหรือโกษาปาน) ได้เป็นราชทูตของประเทศสยามไปเยือนฝรั่งเศส และคณะราชทูตได้ถึงกรุงปารีสเมื่อ 12 สิงหาคม พ.ศ.2229&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราชทูตชุดนี้มีออกพระวิสูตรสุนทร&amp;nbsp; &amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง (โกษาปาน) เป็นราชทูต หลวงกัลยาณราชไมตรี และขุนศรีวิสารวาจา พี่หมื่นของเราเป็นทูต มีเจ้าอาวาสวัดเดอลีอองเป็นล่าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราชทูตทั้งหมดเดินทางจากปากแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านไปยังเกาะสีชัง จากนั้นเดินเรือตรงไปต่อถึงช่องแคบปังกา ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะบังกาและเกาะสุมาตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มกราคม 2229 เรือของคณะราชทูตจอดทอดสมอที่เมืองบันตัม เมืองท่าบนเกาะชวาเพื่อซื้อเสบียงสำหรับการเดินทาง กวีบรรยายความไว้ว่ามีชาวชวามาขายผลไม้ต่างๆ มากมาย เช่น ทุเรียน &amp;nbsp;มังคุด ส้ม จากนั้นมุ่งเดินทางต่อไปทางทิศตะวันตก ซึ่งจากบันทึกพบว่าคณะเดินทางชุดนี้ต้องพบเจอกับคลื่นลมในมหาสมุทรมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มีนาคม 2229 เดินทางถึงเมืองกาบ เมืองท่าบริเวณแหลมกู๊ดโฮป สภาพของเมืองเป็นตึกใหญ่สีขาวมีกำแพงล้อมรอบ ทั้งยังมีคูน้ำและป้อมปราการ เมืองนี้มีอ่าวลึกใช้จอดท่าเรือสำเภามากมายเพื่อขนถ่ายสินค้า ภายในมีสัตว์เลี้ยงมากมาย เช่น ม้าป่า หมูน้ำ นกหลายชนิดเช่นนกกระจอกเทศ ทั้งยังบรรยายถึงชาวเมืองว่าเป็น &amp;quot;พวกหัวพริก&amp;quot; เนื่องจากมีเส้นผมหยิกหยอย ตัวเปล่าเล่าเปลือย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังทอดสมออยู่ 15 วัน เรือออกเดินทางต่อผ่านมหาสมุทรที่คลาคล่ำไปด้วยปลามากมาย ทั้งปลาฉลาม ปลาโอ โลมา ปลากระเบน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นราว 2 เดือนจึงเดินทางถึงเกาะตาปลา เกาะใหญ่ที่ใช้พักเรือขนส่งสินค้า ในบันทึกได้บรรยายถึงความว้าเหว่เอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผ่านจากเกาะตาปลาแล้ว เรือคณะทูตได้ผ่านไปยังหมู่เกาะอีกหลายเกาะ เช่น เกาะดอกไม้ที่มีน้ำตกหลายชั้นลดหลั่นลงสู่ทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อเดินทางอีก 15 วันจึงถึงเมืองแบรสต์ หมุดหมายของคณะทูต รวมระยะเวลาการเดินทาง ทั้งสิ้นกว่า 5 เดือน เป็นระยะทางรวม 68,800 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบันทึกเล่าว่า เมื่อเดินทางถึงเมืองแบรสต์ในวันที่ 16 มิถุนายน 2229 เจ้าเมืองพากันออกมาต้อนรับ มีการยิงสลุตคำนับและแต่งเรือที่ประดับประดาอย่างงดงาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราชทูตไทยได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2229 และเดินทางกลับเมื่อ 27 กันยายน 2230 รวมเดินทางไปกลับอยุธยาฝรั่งเศสทั้งหมด 1 ปี 9 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2230 พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ส่งราชทูตซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de &amp;nbsp;La Lubere) เจ้าหน้าที่กระทรวงทหารเรือ บาทหลวงตาชาร์ด (Pere Tachard) บาทหลวงเดอเบส (de &amp;nbsp;Betz) และบาทหลวงเยซูอิตรวม &amp;nbsp; 12 รูป และพร้อมด้วยทหารฝรั่งเศส 636 คน ภายใต้การนำของนายพลเดส์ฟาร์ช (Desfarges) ออกจากท่าเรือเมืองแบรสต์เพื่อมายึดบางกอกและป้อมมะริด โดยอ้างว่าจะมาอารักขาพระเจ้าแผ่นดินสยามจากการรุกรานของอังกฤษและฮอลันดา โดยมีการปิดความลับอย่างสุดยอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองเรือ 6 ลำของฝรั่งเศส ซึ่งมีเรือรบเลอกัยยาร์ (le Gaillard) ติดปืนใหญ่ 54 กระบอก ลูกเรือ &amp;nbsp;150 คน เรือรบลัวโซ (l&amp;#39;Oyseau) ติดปืนใหญ่ 46 กระบอก (เรือลำนี้เคยเดินทางมาสยามก่อนแล้ว) เรือลานอร์มังด์ (la Normande) เรือเลอโดรมังแดร์ (le Dromandaire) และเรือลำเลียงยุทโธปกรณ์ลาลัวร์ &amp;nbsp;(la Loire) ส่วนเรืออีกลำชื่อลามาลีญ ขนเสบียงมาส่งแค่แหลมกู๊ดโฮปแล้วก็กลับฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองเรือฝรั่งเศสได้พากันออกจากท่าเมือง &amp;nbsp;แบรสต์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2230 ผ่านแหลมกู๊ดโฮป &amp;nbsp;ช่องแคบซุนดา เมืองบันตัม ปัตตาเวีย ช่องแคบบังกา ถึงอ่าวสยามสันดอน แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ &amp;nbsp;27 กันยายน พ.ศ.2230 และถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2230&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเดินทางครั้งนี้ปรากฏว่าอาหารในเรือนั้นมีคุณภาพไม่ดี จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วยในเรือมาก &amp;nbsp; ทหารฝรั่งเศสบางคนมาตายในเมืองสยาม เพราะกินน้ำตาลเมาที่ทำจากน้ำตาลมะพร้าวมากเกินไป &amp;nbsp;รวมทหารฝรั่งเศสมาสยามครั้งนี้มีจำนวน 636 คน ระหว่างเดินทางนั้นได้ตายไป 143 คน ขณะที่พำนักอยู่เมืองสยามนั้นปรากฏว่าตายไปอีกราวร้อยคน จึงอยู่รักษาเมืองมะริด 150 คน ลงเรือตระเวนตามชายทะเล 50 คน และเหลือรักษาป้อมบางกอกราว 200-250 คน ราชทูตลาลูแบร์อยู่ในสยามเป็นเวลา 3 เดือน 6 วัน จึงเดินทางออกจากสยามในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2230 กลับถึงท่าเมืองแบรสต์ในวันที่ 25 &amp;nbsp;พฤษภาคม พ.ศ.2231 การเดินทางของลาลูแบร์นั้นไม่ได้รับการต้อนรับจากประเทศสยามดีนัก เพราะขุนนางสยามยังสงสัยในพฤติกรรมของฝรั่งเศสที่นำทหารมาด้วยถึง 5 ลำเรือรบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะพระเพทราชานั้นไม่พอใจและคัดค้านอย่างเปิดเผย จนลาลูแบร์และทหารถูกฟอลคอนสั่งห้ามลงจากเรือ จนกว่าจะได้สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อองค์สมเด็จพระนารายณ์และฟอลคอนเสียก่อน &amp;nbsp;ทหารฝรั่งเศสได้ขึ้นพักที่ป้อมวิชาเยนทร์ (ป้อมวิไชยประสิทธิ์) ด้านตะวันตกของบางกอกเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2230 ทหารฝรั่งเศสจึงไม่มีโอกาสยึดบางกอกตามที่วางแผนไว้.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6255</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทูตไทย-ฝรั่งเศส, บุพเพสันนิวาส, พี่หมื่น, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, หมื่นสุนทรเทวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac19f3f1a3f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
