<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทูตจีนเล่าเรื่องที่มา กฎหมายความมั่นคงฮ่องกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รักษาการเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย &amp;ldquo;หยางซิน&amp;rdquo; มาร่วมคุยใน Suthichai Live เมื่อสัปดาห์ก่อนประเด็นเรื่องกฎหมายความมั่นคงฮ่องกงที่เพิ่มผ่านสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ที่ปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ และยุโรปหลายชาติ รวมถึงแคนาดาและออสเตรเลียออกแถลงการณ์ร่วมวิพากษ์ว่านี่เป็นความพยายามของจีนแผ่นดินใหญ่ที่จะ &amp;ldquo;กลืน&amp;rdquo; ฮ่องกง และจะทำให้เกาะแห่งนี้หมดความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ บอกว่า การที่ออกกฎหมายฉบับนี้จะทำให้หลักการ &amp;ldquo;หนึ่งประเทศสองระบบ&amp;rdquo; กลายเป็น &amp;ldquo;หนึ่งประเทศหนึ่งระบบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ จะยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนของฮ่องกงที่สหรัฐฯ มอบให้เกาะแห่งนี้มายาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตหยางซินแย้งว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เกือบทุกประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ เองมีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติทั้งสิ้น โดยเฉพาะสหรัฐฯ มีกฎหมายทำนองนี้หลายสิบฉบับ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 9/11&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ฮ่องกงไม่เคยมีกฎหมายสำหรับดูแลความมั่นคงแห่งชาติ เพราะตามกฎหมายพื้นฐาน (Basic Law) ของฮ่องกงนั้น ได้มอบหมายอำนาจจากรัฐบาลกลางให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกงตรากฎหมายเองว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่หลังจากฮ่องกงได้คืนสู่มาตุภูมิ 23 ปีแล้วก็ไม่มีกฎหมายทำนองนี้ จริงๆ แล้วรัฐบาลกลางมีความอดทนและให้การเคารพต่อรัฐบาลท้องถิ่นของฮ่องกง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่าเราต้องรีบมีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ...เพราะตั้งแต่ปีที่แล้วไม่ใช่มีแต่การประท้วงธรรมดา แต่มีคนไปเผาธงชาติจีน มีคนเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนให้ฮ่องกงเป็นเอกราช และได้บุกเข้าไปในที่ทำการของสำนักงานผู้แทนรัฐบาลกลางประจำฮ่องกง และได้เข้าไปในที่ทำการของสภานิติบัญญัติของฮ่องกงและทำลายตราแผ่นดินจีนด้วย แสดงว่าเป็นการท้าทายหลักการหนึ่งประเทศสองระบบ และสร้างความเสียหายให้กับความมั่นคงของจีน จึงต้องมีการตั้งกฎใหม่&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามว่ามีคนวิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้ละเมิดหลักการ &amp;ldquo;หนึ่งประเทศสองระบบ&amp;rdquo; ใช่หรือไม่ ท่านทูตหยางซินตอบว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ใช่ครับ ถ้าอ่านกฎหมายตามตัวอักษรจะทราบว่าในโลกนี้คงไม่มีประเทศไหนนอกจากประเทศจีนที่อยากเห็นความสำเร็จของฮ่องกงภายใต้หนึ่งประเทศสองระบบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตเล่าย้อนประวัติศาสตร์ถึง &amp;ldquo;สงครามฝิ่น&amp;rdquo; ในปี 1840 ระหว่างอังกฤษกับจีนในยุคราชวงศ์ชิง จีนแพ้ ทำให้มีการลงนามสนธิสัญญานานกิง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในเงื่อนไขคือจีนยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นอีก 20 กว่าปี เกิดสงครามรอบสอง อังกฤษกับฝรั่งเศสรบกับจีน ราชวงศ์ชิงก็พ่ายแพ้อีกรอบ มีการลงนามในสนธิสัญญาปักกิ่ง อังกฤษได้คาบสมุทรเกาลูน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดสงครามครั้งที่สาม อังกฤษเช่า New Territories ของฮ่องกง สัญญาเช่า 99 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนเห็นว่าเป็นสัญญาไม่ชอบธรรม ไม่ยอมรับ ตามกฎหมายระหว่างประเทศสนธิสัญญาใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ลงนามภายใต้การคุกคาม ถือว่าเป็นสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม จีนจึงเรียกคืนเกาะฮ่องกงทั้งหมดจากอังกฤษ...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนกับอังกฤษเริ่มเจรจากันในปี 1982 นายกฯ อังกฤษขณะนั้นคือ มาการ์เร็ต แทชเชอร์ ซึ่งได้เจรจากับเติ้ง เสี่ยวผิง และจีนยืนยันว่าเวลาการคืนเกาะฮ่องกงในปี 1997 ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะเจรจาได้ อังกฤษต้องคืนฮ่องกงให้จีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการเจรจาระหว่างสองประเทศในเรื่องนี้ถึง 22 รอบ ถึงวิธีการส่งเกาะฮ่องกงคืนให้จีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อังกฤษต่อรองว่าจะคืนเกาะฮ่องกงให้จีน แต่ขอให้อังกฤษปกครองต่อ จีนไม่ยอม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อังกฤษขอให้จีนอย่าส่งทหารไปประจำฮ่องกง เติ้งก็ไม่ยอม ถือว่านั่นเป็นสิทธิตามหลักอธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนบอกว่ายังเคารพในความเป็นฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการค้าและการลงทุน จึงเป็นที่มาของหลักการ &amp;ldquo;หนึ่งประเทศสองระบบ&amp;rdquo; ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อตกลงนี้รัฐบาลกลางของจีนเคารพในการใช้ระบบทุนนิยมของฮ่องกงต่อไปอีก 50 ปี แต่ในเรื่องต่างประเทศและการทหารเป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราจึงมีตัวแทนของรัฐบาลกลางด้านต่างประเทศและทหารที่ฮ่องกง&amp;rdquo; ท่านทูตเล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;และความมั่นคงก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลาง แต่รายละเอียดของการบริหารด้านความมั่นคง รัฐบาลกลางมอบให้คนฮ่องกงจัดการเองมาตลอด...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตบอกว่าคงมีคนอยู่เบื้องหลังคนฮ่องกงที่ไปปลุกระดมต่อต้านกฎหมายความมั่นคงฉบับนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จริงๆ แล้วกฎหมายฉบับนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือข้อตกลงของสภาประชาชนแห่งชาติครั้งนี้ และอีกด้านหนึ่งคือกฎหมายฉบับใหม่ที่กำลังจะร่าง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกัน, ปราบปรามและหยุดยั้งกิจกรรมที่มีผลต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างร้ายแรง เช่น การกบฏหรือแบ่งแยกดินแดน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตหยางซินยืนยันว่า คนฮ่องกงทั่วไปจะไม่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายใหม่นี้แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้แล้ว สิทธิและเสรีภาพของชาวฮ่องกงในการชุมนุม ประท้วง แสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อไม่เปลี่ยนเลย ไม่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ แต่มีคนมาบอกว่ากฎหมายฉบับนี้น่ากลัว คนฮ่องกงจะทำอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตเล่าว่าผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง แคร์รี หล่ำ ได้เขียนข้อความเกี่ยวกับคำกล่าวของเติ้ง เสี่ยวผิง ตอนที่พบกับสมาชิกคณะกรรมการร่างกฎหมายพื้นฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ได้กล่าวไว้เมื่อ 40 กว่าปีก่อนว่า หลังจากฮ่องกงกลับคืนมาจีนแล้ว ถามว่าคนฮ่องกงจะสามารถด่าจีนได้ไหม ท่านเติ้งตอบว่าด่าได้...เป็นเสรีภาพของเขา...แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นขบวนการล้มล้างรัฐบาลกลางเท่านั้นเป็นพอ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตยืนยันว่ากฎหมายฉบับใหม่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง 3 ประเด็น คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เรื่องความมั่นคงและการปกป้องอธิปไตย รวมถึงผลประโยชน์ของการพัฒนาของจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นโยบายหนึ่งประเทศสองระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.นโยบายของรัฐบาลจีนในการต่อต้านการแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้ : จีนไม่อยากให้ไทยต้องลำบากใจ)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68350</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สงครามฝิ่น, หยางซิน, เติ้ง เสี่ยวผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
