<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 08:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 08:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการฯ มธ. ชี้ไทยต้องมีตำรวจพันธุ์ใหม่ แตกต่างจากพันธุ์เดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่&amp;quot;ผู้กำกับโจ้&amp;quot; นับว่าสร้างคุณูปการให้ประเทศอย่างหนึ่ง คือทำให้ทุกคนนึกได้ และหันมาทวงเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งค้างคาอยู่ในชั้นกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรมาเป็นเวลานานมากแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครั้งที่เกิดคลัสเตอร์การติดเชื้อที่บ่อนระยอง กับที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ไปเป็นวงกว้าง ไม่ทราบว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกี่ราย กลับไม่มีใครพูดถึงการปฏิรูปตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคยวิจารณ์หลายครั้งแล้วว่า รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สอบตกไม่ใช่เฉพาะการปฏิรูปตำรวจ แต่สอบตกเรื่องการปฏิรูปประเทศโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่กล่าวเช่นนั้น ก็เพราะ รัฐบาลคสช.เริ่มการปฏิรูปประเทศโดยการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆอีก 13 ชุด และต่อมายังตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอีก ต้องจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน ค่าเบี้ยประชุม ค่าจัดทำเอกสาร ค่าจัดประชุม ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกรวมแล้วอาจเหยียบร้อยล้าน น่าเสียดายที่ผลลัพท์ที่ได้มีเพียงตัวหนังสือที่อยู่ในไฟล์ และบนกระดาษไม่ทราบว่ากี่พันหน้า ผลลัพท์ที่เป็นรูปธรรมแทบจะไม่มีเลย น่าเสียดายเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ทราบว่าพลเอก ประยุทธ์ ติดขัดอะไร หรือเกรงใจใคร จึงดูเหมือนไม่เคยได้ผลักดันเรื่องการปฏิรูปให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการปฏิรูปตำรวจ ที่ค้างคาอยู่ ดูเหมือนมีประเด็นการปฏิรูปมีอยู่ 4 ประเด็นใหญ่ๆคือ ประเด็นการแยกงานสอบสวนกับงานสืบสวนปราบปรามให้เป็นอิสระจากกัน เพื่อให้คานอำนาจกัน ประเด็นการแยกหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบออกเป็นหน่วยงานต่างหาก เช่น ตำรวจจราจร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น ประเด็นที่ 3 คือการรื้อระบบการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง และประเด็นที่4 คือการกระจายอำนาจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดกันตามจริง การปฏิรูปตำรวจใน 4 ประเด็นนี้ ต่อให้ทำได้ &amp;nbsp;ก็ไม่น่าจะทำให้อะไรดีขึ้นได้มากนัก ดังเช่นการปรับโครงสร้างตำรวจที่เคยทำไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ เปลี่ยนชื่อจากกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แยกออกจากกระทรวงมหาดไทย ให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย และมีตำแหน่งนายพลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพียงแค่นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะปฏิรูปองค์กรตำรวจให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างแท้จริง และเป็นที่ชื่นชมยกย่องของประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่ปรับโครงสร้าง &amp;nbsp;ปรับเปลี่ยนระบบการแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น อย่าว่าแต่การแยกงานสอบสวนให้เป็นอิสระ แม้อาจทำให้การสมรู้ร่วมคิดทำได้ยากขึ้น แต่ผลเสียก็คือ ทำให้เกิดการทำงานแบบแยกส่วน สวนทางกับการบูรณาการ อาจทำการทำคดีอาชญากรรมต่างๆล่าช้า และไม่สัมพันธ์กันได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิรูปตำรวจให้ได้ผลอย่างที่ต้องการ จะต้องสร้างตำรวจพันธ์ุใหม่ให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม การสร้างตำรวจพันธุ์ใหม่ จะต้องลืมกระบวนการผลิตตำรวจแบบเดิมให้หมด แล้วสร้างกระบวนการผลิตใหม่โดยไม่ยึดติดกับของเดิม โดยอาจมีแนวทางดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. แยกกระบวนการผลิตตำรวจออกจากกระบวนการผลิตทหาร นั่นคือ ผู้ที่จะเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไม่ต้องให้ผ่านโรงเรียนเตรียมทหารก่อน แต่ให้ผู้ที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยไหนก็ได้ แต่ต้องจบสาขาวิชาที่กำหนด ให้มีสิทธิ์สอบแข่งขันเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปรับหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้เหลือเพียง 1 ปี โดยให้เรียนเฉพาะวิชาที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่องานของตำรวจ และเน้นการฝึกปฏิบัติให้มากกว่าเดิม เช่น การใช้อาวุธปืนแบบต่างๆ วิธีการจับกุม ฯลฯ เป็นลักษณะของ Police Academy จริงๆ ไม่ใช่เป็นลักษณะของมหาวิทยาลัยทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โรงเรียนตำรวจระดับอื่นเช่น โรงเรียนนายสิบ โรงเรียนพลตำรวจ ให้มีการปรับหลักสูตรและระยะเวลาให้สอดรับกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ กระบวนการผลิตตำรวจจะได้รับวัตถุดิบที่มีพื้นฐาน และคุณลักษณะที่หลากหลาย &amp;nbsp;ไม่ใช่เป็นพิมพ์เดียวกันหมด เหมือนเช่นปัจจุบัน ผู้ที่จบออกมาก็จะไม่เป็นพิมพ์เดียวกัน เพราะแต่ละคนจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่แตกต่างกัน การแบ่งแยกว่าใครจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ใครมาจากเส้นทางอื่นก็จะหมดไป แต่คงต้องใช้เวลานานกว่าที่ตำรวจพันธุ์เก่าจะค่อยๆหมดไป และตำรวจพันธุ์ใหม่จะเข้ามาแทนที่ได้ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณี &amp;quot;ผู้กำกับโจ้&amp;quot; ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่อยากพูดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ครั้งนี้ตำรวจไม่ได้นำผู้ต้องหาไปที่ safe house และบังเอิญครั้งนี้มีคลิปหลุด จึงเป็นข่าวใหญ่โต ไม่เช่นนั้น &amp;quot;ผู้กำกับโจ้&amp;quot; ก็คงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากไม่รื้อปรับกระบวนการผลิตตำรวจเสียใหม่ หลังเรื่อง &amp;quot;ผู้กำกับโจ้&amp;quot;ซึ่งยังไม่แน่จะถูกตั้งข้อหาแบบใด และบทลงโทษจะเป็นอย่างไร เริ่มเงียบ กรณึแบบเดิมก็จะยังคงเกิดขึ้นอีก เพียงแต่จะมีการเพิ่มความรอบคอบขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น เราจึงจำเป็นต้องมีตำรวจพันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจากพันธุ์เดิมอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น ตำรวจจึงจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114802</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏิรูปตำรวจ, ผู้กำกับโจ้, หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf0e0c404ca9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2021 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2021 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดี มธ. ชำแหละ ม็อบ-เครือข่ายนำ &#039;ทักษิณ&#039; กลับไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค.64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr &amp;nbsp; มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัด car mob และ car park โดยณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และสมบัติ บุญงามอนงค์ และการจัดม็อบที่รุนแรงขึ้นอย่างถี่ยิบของกลุ่ม 3 นิ้ว หลังจากที่ทักษิณประกาศจะกลับบ้าน และการที่ณัฐวุฒิเปลี่ยนใจ ไม่ออกไปร่วมชุมนุมกับม็อบ 7 สิงหา ที่ต้องการบุกไปพระบรมมหาราชวัง รวมทั้งการกระทบกระทั่งกันระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล เรื่องตัวบุคคลที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งทำท่าจะลุกลามบานปลาย กลับจบลงอย่างฉับพลัน แม้จะมีคนสำคัญของกลุ่ม 3 นิ้วโพสต์ข้อความโจมตีทักษิณด้วยความหมั่นไส้ก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้สามารถมีข้ออนุมานได้อย่างน้อย 3 ประการคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 1 การจัดม็อบของณัฐวุฒิและสมบัติ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนำทักษิณกลับบ้าน ไม่เหตุผลอื่นใดที่จะไม่สามารถรอให้รัฐบาลครบวาระ ซึ่งเหลืออีกเพียงปีครึ่งเท่านั้นได้ ซึ่งการจัดม็อบคงทำไม่ได้หากไม่มีเงินสนับสนุน และเป็นไปได้ว่าเงินสนับสนุนจะเผื่อแผ่ไปถึงม็อบป่วนเมืองด้วย
ประการที่ 2 มีการตกลงร่วมมือกันระหว่างทักษิณกับธนาธรและกลุ่ม 3 นิ้ว เพื่อล้มรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่จะมีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังหรือไม่ ต้องใช้
วิจารณญานกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 3 น่าจะมีความขัดแย้งทางความคิดระหว่างทักษิณ และกลุ่มของธนาธร ในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ฝ่ายแรกยังไม่ต้องการแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างโจ่งแจ้งในขณะนี้ แต่ฝ่ายหลังเดินหน้าไปไกลมากเกินกว่าที่จะหยุดได้ อีกทั้งไม่สามารถที่จะคุมเด็กรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติที่เกิดจากการบ่มเพาะขัดเกลาจนเป็นเช่นที่เห็น ให้หยุดการล่วงเกินสถาบันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้ออนุมานดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่า การจัดม็อบจะยังมีต่อไปเรื่อยๆ อาจต้องมีการปรับยุทธวิธีบ้าง แต่การลงท้ายด้วยการป่วนเมือง น่าจะยังมีต่อไป และพยายามจะให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นถ้าทำได้ เพราะหากสถานการณ์ยังอยู่ในระดับเดิม ก็ยากที่จะทำให้พลเอก ประยุทธ์ยอมลาออกได้ แต่หากสถานการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นเกิดจลาจลหรือสงครามกลางเมือง พลเอกประยุทธ์จะมีทางเลือก 2 ทาง หนึ่งคือยอมลาออก ตามข้อเรียกร้อง ทางเลือกที่สองคือ ประกาศกฎอัยการศึก ใช้ทหารสลายม็อบ หรือถึงขั้นทำรัฐประหาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพลเอกประยุทธ์ยอมลาออก ยังไม่มีใครบอกได้ว่า ฝ่ายใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล การจับมือกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย ไม่อาจบอกว่า เป็นไปไม่ได้ &amp;nbsp;และหากเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยมี 2 พรรคคือ พรรคก้าวไกลกับพรรคประชาธิปัตย์คงต้องไปเป็นฝ่ายค้าน อย่างไรก็ดีพรรคเพื่อไทยดูจะถือไพ่เหนือกว่าพรรคพลังประชารัฐตรงที่มีผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 2 คน หากไม่นับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ออกไปตั้งพรรคไทยสร้างไทย ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐมีพลเอกประยุทธ์เพียงคนเดียว และคงไม่ยอมปล่อยให้ให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตกไปถึงพรรคภูมิใจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมีการทำรัฐประหาร จะมีคนไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก สหรัฐอเมริกาจะไม่มีทางยอมรับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แบบเดียวกับที่ไม่ยอมรับรัฐบาลเมียนม่าร์ และสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เป็นบริวาร จะพร้อมใจกันกดดันให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว พร้อมทั้งให้การสนับสนุนพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ไม่เอนเอียงไปทางจีนให้ได้เป็นรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกใด ทักษิณล้วนได้ประโยชน์ &amp;nbsp;ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะทุ่มเต็มที่เพื่อให้เกิดสถานการณ์ที่ทำให้พลเอกประยุทธ์และผู้สนับสนุนต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้
สัญญานที่เป็นข่าวดีสำหรับรัฐบาลคือ ผู้ก่อม็อบยังไม่สามารถระดมคนได้มากพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และในช่วงเย็นตอนป่วนเมืองนับวันยิ่งมีคนน้อยลงไปอีก จึงยังไม่ถึงขั้นจะเรียกว่าม็อบ แต่เป็นเพียงกลุ่มเด็กแว้นป่วนเมือง ซึ่งถ้าเป็นเด็กแว้นตามปกติ ตำรวจคงจัดการได้สะดวกและคงจบไปแล้ว แต่เป็นเพราะเกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้ทำอะไรไม่ได้ถนัด ต้องคอยระวังตลอดเวลา กระนั้นยังเชื่อว่าต้องมีตำรวจที่อารมณ์หลุดไปบ้าง หากยังไม่หลุด ก็จะต้องมีวันหลุดจนได้ เพราะการป่วนเมืองเกิดขึ้นทุกวัน และนั่นคือสิ่งที่ผู้วางแผนต้องการ สื่อต่างๆที่อยู่ในมือ ต่างก็รอคอยโอกาสเช่นนี้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ไป สิ่งที่รัฐบาลควรต้องทำขณะนี้คือ ทำความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องการจัดหา และจัดการวัคซีนให้ปรากฏอย่างปราศจากความคลุมเครือทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกังขาเรื่อง sinovac ไม่ใช่เพียงตอบคำถามว่าทำไมจึงต้องสั่งซื้อ sinovac เพิ่ม แต่ต้องตอบคำถามเรื่องราคาว่าแพงกว่าจริงหรือไม่ให้ชัดเจนกว่านี้ และที่สำคัญคือ มีความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้ออย่างที่มีการกล่าวหาหรือไม่ หากมีจริง นายกรัฐมนตรีจะต้องจัดการอย่างเด็ดขาด และไม่ต้องเกรงใจใคร ไม่เช่นนั้นความนิยมประชาชนต่อรัฐบาลจะเสื่อมลงกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่น่าเชื่อว่า ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่ไร้เดียงสาพอที่จะยังเชื่อว่า ทักษิณไม่มีบทบาทอะไรต่อการเมืองไทยได้อีกแล้ว แต่รัฐบาลและทหารกุเรื่องทักษิณขึ้นมาเพื่อดึงคนที่เกลียดทักษิณเข้ามาเป็นพวก ลองดูว่า หากรัฐบาลยังอยู่ต่อไปได้จนมีการเลือกตั้งครั้งหน้า คาดว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่ต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก แต่จะไม่แปลกใจเลยว่า พรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย จะจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคก้าวไกลอาจจำใจต้องเป็นฝ่ายค้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเป็นเช่นนั้นจริง ระบอบทักษิณฉบับแก้ไขปรัปปรุง จะกลับมาครอบงำประเทศไทยอีกครั้ง และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114053</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาร์ม็อบ, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, สมบัติ บุญงามอนงค์, หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf0e0c404ca9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศร้าใจคนรุ่นใหม่ ไม่แยกแยะผิด-ถูก ว่าด้วย &#039;หมอบุญ-หมอยง&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ผู้ที่ทำงานหนักและเป็นผู้ที่น่าเห็นใจที่สุดในวงการแพทย์คงไม่พ้น คุณหมอยง ภู่วรวรรณ ผู้ซึ่งพยายามเรียกร้องให้ประชาชนรีบไปรับการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องเกี่ยงว่าจะเป็นวัคซีนยี่ห้อใด ด้วยเหตุนี้ คุณหมอยงต้องเผชิญกับการถูกโจมตี ด้วยถ้อยคำหยาบคายใน social media จากฝ่ายชู 3 นิ้ว ที่โจมตีรัฐบาล และโจมตีวัคซีนทุกตัวที่รัฐบาลจัดหามาได้ในระยะแรกนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ผู้ที่สมควรถูกตำหนิมากที่สุดคือผู้ที่เข้าไปเติมข้อความที่เป็นเท็จในประวัติของคุณหมอยงใน wikipedia ว่าเป็นเซลส์ขายวัคซีน Sinovacให้กับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งยังนำไปเผยแพร่ใน social media ต่างๆ ทำให้มีผู้เข้าใจผิดเข้ามาด่าคุณหมอยงกันอย่างสาดเสียเทเสีย นำความเสื่อมเสียมาสู่คุณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมอยง อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุดตำรวจก็สามารถสืบจับผู้ที่กระทำผิดได้ เป็นชายหนุ่ม คนรุ่นใหม่อายุ 24 ปี เพิ่งเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง ขณะกำลังถูกควบคุมตัวที่บ้านของตัวเอง ชายคนนี้ยังแสดงท่าทีไม่ยี่หระ และยกมือชู 3 นิ้ว อย่างภาคภูมิใจในการกระทำของตน จนคุณแม่ของผู้ต้องหาคนนี้ถึงกับพูดว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากให้มีปัญหามากกว่านี้หรือ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะจับกุม สะท้อนให้เห็นถึงความร้าวฉานและเกลียดชังกันระหว่างคนไทยด้วยกัน ลึกลงไปจนถึงระดับครอบครัว สั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ และลูก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของชายหนุ่มผู้นี้ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมทั่วไป ถือเป็นการกระทำที่เลวร้ายอย่างถึงที่สุด เพราะเป็นการทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายร้ายแรงด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ แต่ก็ไม่เห็นมีใครในฝ่าย 3 นิ้ว ออกมาตำหนิการกระทำครั้งนี้ เหมือนอย่างที่ตำหนิคุณหมอยงเลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากไม่มีคำตำหนิแล้ว ยังไม่พอ ล่าสุด ส.ส. ผู้ทรงเกียรติคนหนึ่งจากพรรคก้าวไกล กลับยังคงโพสต์โจมตีคุณหมอยง ด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม มีคำว่า &amp;quot;ระยำ&amp;quot; แม้ไม่เอ่ยชื่อเพราะนำหน้าเพียงคำว่า &amp;quot;หมอ&amp;quot; แต่ทุกคนรู้ว่า หมายถึงใคร และนำคลิปที่คุณหมอยงเคยขึ้นเวทีกปปส มาให้ดูในโพสต์เดียวกัน เพื่อจะบอกพวกเดียวกันว่า คุณหมอยงเป็นพวก กปปส เป็นฝ่ายตรงข้าม เชื่อถือไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางกลับกัน คุณหมออีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นแพทย์นักธุรกิจ กำลังได้รับกำลังใจจากกลุ่ม 3 นิ้ว ดังใน page ของนาย ธนวัฒน์ วงศ์ไชย&amp;nbsp;ซึ่งมีจำนวนคนติดตามเหยียบล้าน ได้ขอแรงทุกคนให้ช่วย save หมอบุญ ที่ออกมาวิจารณ์องค์การเภสัชกรรมเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งกำลังจะถูกองค์การเภสัชกรรมฟ้อง และบอกว่าหมอเดียวที่จะให้ความเคารพคือหมอบุญ ไม่ใช่หมอยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า ประเทศเรามีความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะเหตุผลทางการเมือง จนถึงขั้นที่ ไม่แยกแยะว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก ใครตามที่ทำสิ่งเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตัวเอง ถือเป็นความถูกต้องเสมอ ใครก็ตามทำสิ่งที่เป็นผลเสียต่อฝ่ายตัวเอง หรือไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายตัวเองต้องการ ย่อมเป็นความผิดที่ต้องช่วยกันโจมตีให้เสียหายโดยไม่เลือกวิธีที่ใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความต้องการเอาชนะกันในทางการเมือง ถึงกับทำให้เรามองข้ามหลักจริยธรรมที่สมควรต้องยึดมั่นกันไปหมดแล้วหรือ เช่นนั้น คนรุ่นใหม่ที่ต้องการสังคมที่ดีขึ้น จะแตกต่างจากนักการเมืองน้ำเน่าที่ตัวเองรังเกียจอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทยจริงๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109771</URL_LINK>
                <HASHTAG>หมอบุญ, หมอยง, หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efaa1b988d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2021 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2021 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดี มธ. แนะวิธี &#039;บิ๊กตู่&#039; ให้คนไล่หันมาเชียร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่านายกรัฐมนตรีจะไม่รับเงินเดือน 3 เดือนเป็นเงินรวม 376,770 บาท เพื่อให้นำไปช่วยเป็นค่าใช่จ่ายเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด 19 ดูจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับเงินที่จะต้องใช้เกี่ยวกับโควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันทีที่เป็นข่าว ฝ่ายที่ไม่เอาลุงตู่ ต่างก็โพสต์ด่า โพสต์ล้อเลียน โพสต์ไล่ลุงตู่ ให้ออกไปกันถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีข่าวว่ารัฐมนตรีบางคน เริ่มทำตามนายกรัฐมนตรีแล้ว หากรัฐมนตรีทุกคนทั้ง ครม ทำตามนายกรัฐมนตรี และส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนทำตามกันหมด นี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะดีกว่านี้ถ้าทั้งหมดประกาศว่า จะไม่รับเงินเดือนไปจนกว่าจะจำนวนการติดเชื้อ และเสียชีวิตลดลงจนสามารถเปิดประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าทำได้ พวกที่ขับไล่นายกรัฐมนตรี อาจจะหันมาเชียร์ก็ได้นะ ใครจะไปรู้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109221</URL_LINK>
                <HASHTAG>หริรักษ์ สูตะบุตร, โควิด19วันนี้, ไม่รับเงินเดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_60938aa10bdf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะ &#039;บิ๊กตู่&#039; เปลี่ยนกลับไปเป็นมาดเข้ม พูดจาแบบสมัยที่เป็น &#039;ผบ.ทบ.&#039; จะดีกว่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค.64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr ระบุว่า มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในช่วงนี้ ที่ฝ่ายที่จ้องโจมตีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หยิบขึ้นมา บิดนิดๆ แล้วนำขึ้นโจมตีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา บน social media ซึ่งมีคน share และ comment กันสนั่นเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์แรก คือที่พลเอกประยุทธ์ ชู 2 นิ้ว และหัวเราะหยอกล้อกับนักข่าว ใช้คำว่า &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; และเพื่อจะบอกนักข่าวว่า จะไม่ปิดร้านอาหาร แต่จะให้ซื้อกลับบ้าน หรือ take home ได้เท่านั้น แต่พลเอก ประยุทธ์ ไปยกเอาเพลงที่ชื่อว่า &amp;ldquo; Take me home, country roads&amp;rdquo; เพลงดังของ John Denver มาเล่นมุขกับนักข่าว ซึ่งคำว่า take me home กับ take home มีความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงถูกนำไปล้อเลียนด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ที่ 2 คือ ภาพที่พลเอก ประยุทธ์และบรรดารัฐมนตรี นั่งจิบกาแฟบนโต๊ะยาวที่ตั้งอยู่ริมทะเลที่ภูเก็ต และภาพงานเลี้ยงโดยในวันเปิดโครงการ Phuket Sand Box ที่การท่องเที่ยวฯจัดขึ้น มีการนั่งทานอาหารและเครื่องดื่มกันเป็นโต๊ะๆ ทั้ง 2 ภาพส่วนใหญ่ไม่สวมหน้ากาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่โจมตีในเหตุการณ์แรกคือ โจมตีว่า พลเอกประยุทธ์ สนุกสนาน ร่าเริง หยอกล้อกับนักข่าว ไม่รู้สึกรู้สา ไม่เห็นหัวประชาชนที่กำลังทุกข์ยาก ลำบากแสนสาหัส ไม่มีจะกิน คนเสียชีวิตก็มากขึ้นทุกวันเพราะติดเชื้อโควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่า พฤติกรรมของพลเอกประยุทธ์ในเหตุการณ์แรก ไม่เหมาะสมจริงๆ และมีการปล่อยไก่ตัวเล็กๆออกมาด้วย แต่เพื่อความเป็นธรรม ก็ต้องบอกด้วยว่า ที่นายกฯชู 2 นิ้วก็เพราะนักข่าวถามว่า &amp;ldquo;สู้ไหวหรือไม่&amp;rdquo; นายกฯจึงชู 2 นิ้วเพื่อบอกว่า &amp;ldquo;สู้ไหว&amp;rdquo; ซึ่งในโพสต์ที่โจมตี ไม่มีการกล่าวถึง แต่การหัวเราะก็คงเป็นเพราะกลอนพาไป แสดงว่านายกรัฐมนตรีคนนี้เสแสร้งไม่เป็น แต่ที่จะไปสรุปว่านายกรัฐมนตรีไม่แยแสกับความทุกข์ร้อนของประชาชน ก็เป็นข้อสรุปที่เต็มไปด้วยอคติ หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นการหาเรื่องโจมตีในทุกวิถีทางจนเกินไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ที่ 2 ที่ภูเก็ต ช่วงแรกโจมตีว่า ออกกฎให้คนอื่นปฏิบัติ แต่ตัวเองกลับฝืนกฎ นั่งทานอาหารกันในร้านได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการชี้แจงและโต้แย้งว่า นั่นเป็นการไปตรวจเยี่ยม และสังเกตุการณ์วันเปิดโครงการ &amp;nbsp;Phuket Sand Box ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่สำคัญมาก และโครงการนี้มีการเตรียมการมาแล้วหลายเดือน โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยว ภายใต้มาตรการที่เข้มงวด จึงได้ปูพรมฉีดวัคซีนให้คนภูเก็ตเกินกว่า 70% แล้ว และมีคนติดเชื้อน้อยมาก บางวันไม่มีเลย ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ออกคำสั่งให้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะนายกฯ แต่คนในภูเก็ตทุกคน สามารถนั่งทานอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในร้านอาหารได้แล้ว จนถึง 23.00 น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีการชี้แจงข้างต้น ก็มีการเบี่ยงประเด็นไปว่า นายกรัฐมนตรีไปงานเลี้ยงสังสรรค์ สนุกสนานกันที่ภูเก็ตในบนความทุกยากของประชาชนมีความทุกข์ยากได้อย่างไร ถึงกับใช้คำว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลฆาตกร&amp;rdquo; กันเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเท็จจริงคือ Phuket Sand Box เป็นการใช้จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัด นำร่องของการเปิดจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญมาก หากทำสำเร็จก็จะเป็น model ให้จังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆนำไปปฏิบัติตามได้ ที่นายกรัฐมนตรีและคณะไปที่ภูเก็ตนั้นเป็นการไปทำงาน ไม่ได้ไปสนุกสนาน และภาพที่นั่งจิบกาแฟริมทะเล ก็เป็นการนั่งรอเวลาที่จะไปสนามบิน เพื่อต้อนรับนั่งท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มแรก ส่วนการไม่ได้สวมหน้ากากก็เพราะกำลังทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูจาก comments ใน social media และข้อความของคนทั้งหลายที่ share โพสต์ที่โจมตี ชัดเจนว่า หลายคนไม่รู้ว่ามีโครงการ Phuket Sand Box เสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะเข้าใจว่า Phuket Sand Box คืออะไร มีมาตรการควบคุมอย่างไร ส่วนคนทำโพสต์โจมตี ก็เป็นพวกที่หามุมโจมตีรัฐบาลในทุกเรื่องอยู่แล้ว ถ้าหามุมไม่ได้ ก็ใช้วิธีบิดมุมโจมตีจนได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม แต่ผมคิดและมั่นใจว่า บุคลิก การพูดจา การวางตัวของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นจุดอ่อนที่เป็นมุมให้นำมาโจมตีและขยายผลได้อย่างง่ายดายเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังเกตว่า ในระยะหลังพลเอก ประยุทธ์ ลดความหงุดหงิด ฉุนเฉียวลง แต่กลับกลายเป็นสร้างมุขตลก และมักใช้คำลงท้ายว่า &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; จนถูกนำไปล้อเลียน ประชดประชันกันอย่างสนุกนาน มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ทราบว่าใช่ ทีมประชาสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ที่พยายามเปลี่ยนบุคลิก และการพูดจา จากการแสดงความหงุดหงิด ฉุนเฉียว มาเป็นแบบปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าใช่ ก็ขอบังอาจแนะนำว่า เปลี่ยนกลับไปเป็นมาดเข้ม และการพูดจาแบบสมัยที่เป็น ผบ.ทบ. จะดีกว่าเป็นไหนๆพยายามอย่างเดียวคือ ควบคุมอารมณ์ให้ได้เท่านั้นพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ขอให้เชื่อว่าเป็นคำแนะนำที่มาจากความหวังดี ไม่ได้มุ่งร้ายแต่ประการใดทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเอาใจช่วยให้สามารถเปิดประเทศได้ภายใน 120 วัน เราจะได้กลับมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติได้เสียที&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108768</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, นะจ๊ะ, บิ๊กตู่, พล.อ.ประยุทธ์, หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e3ad2318eb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 08:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 08:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  มาแล้วตอนที่ 5 ม็อบเสื้อแดง&#039;เทเลือด-เผาบ้านเผาเมือง&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย.64- &amp;nbsp;รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ บทความตอนที่ 5 รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ บริหารประเทศได้ไม่นาน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช)หรือคนเสื้อแดง มีคุณวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เป็นประธาน ก็เริ่มชุมนุมตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2552 เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ด้วยข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มาด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ทั้งที่คุณอภิสิทธิ์ได้รับเลือกในสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่มีสมาชิกวุฒิสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นที่ทราบกันว่า ผู้ที่เดินเกมการเมืองจนได้ชัยชนะครั้งนี้ก็คือ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 11 เมษายน 2552 กลุ่มนปช นำโดยนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง บุกฝ่าแนวป้องกันของตำรวจ ไปที่โรงแรม
รอยัลคลิฟบิชรีสอร์ท เพื่อล้มการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอาเซียน และไล่ล่าจับตัวนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการทุบทำลายประตูกระจกเข้าไปในสถานที่จัดประชุม ทำให้ผู้นำประเทศอาเซียนที่มาประชุมต้องหนีกันจ้าละหวั่น เป็นข่าวใหญ่เผยแพร่ไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 12 เมษายน กลุ่มคนเสื้อแดงบุกเข้าไปในกาะทรวงมหาดไทย เพื่อไล่ล่าล้อมจับคุณอภิสิทธิ์ มีการล้อมทุบทำลายรถคุณอภิสิทธิ์ และรถคุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อย่างบ้าคลั่ง จนคุณนิพนธ์ได้รับบาดเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การประท้วงของคนเสื้อแดงครั้งนี้จบลงด้วยการใช้กำลังทหารเข้าสลาย แกนนำนปช ประกาศสายการชุมนุม โดยไม่มีการปะทะกันจนถึงชีวิตแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 มีนาคม 2553 คนเสื้อแดงกลับมาชุมนุมอีกครั้ง ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่าครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เปลี่ยนข้อเรียกร้องจากให้นายกรัฐมนตรีลาออกมาเป็น ให้ยุบสภาภายใน 15 วัน และให้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
วาทกรรม ไพร่ อำมาตย์ เกิดขึ้นในช่วงปี 2552 - 2553 นี้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 17 มีนาคม คนเสื้อแดงบุกไปที่บ้านคุณอภิสิทธิ์ เพื่อนำเลือดไปเทที่ประตูบ้าน ตำรวจยอมเปิดทางให้ผู้ชุมนุมผ่านไปตามที่ต้องการ จากนั้นผู้ชุมนุมจึงกลับไปยังที่ตั้งที่สพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดเวลาของการประท้วงทั้งในปี 2552 และ 2553 ทักษิณ ชินวัตร แสดงตัวอย่างชัดเจนว่า สนับสนุนการประท้วงด้วยการ video call เข้ามาสั่งการ และให้กำลังใจผู้ประท้วงหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งมีการสั่งการให้ไปรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดต่างๆ หากมีการสลายการขุมนุม และยังประกาศว่าหากมีการใช้อาวุธสลายการชุมนุม จะออกมานำการชุมนุมด้วยตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ยอมเปิดทางให้มีการนั่งโต๊ะเจรจา ในวันที่ 28 มีนาคม ที่สถาบันพระปกเกล้า โดยมีคุณอภิสิทธิ์และตัวแทนฝ่ายรัฐบาลอีก 2 คน ฝ่ายนปช มีคุณวีระกานต์ มุสิกพงศ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์ และหมอเหวง โตจิราการ
คุณอภิสิทธิ์ขอเวลาอีก 9 เดือน เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ และจะยอมยุบสภา บรรยากาศดูเหมือนจะตกลงกันได้ แต่นปช ขอเวลากลับไปหารือกันก่อน ในวันรุ่งขึ้น 29 มีนาคม กลับมาเจรจากันอีกครั้ง โดย ฝ่ายนปช มีท่าทีที่เปลี่ยนไป ยืนกระต่ายขาเดียวว่า ต้องยุบสภาภายใน 15 วันเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่าสังเกตุว่า ท่าทีของตัวแทนฝ่าย นปช แข็งกร้าวขึ้นในการเจรจาวันที่ 2 เหมือนกับได้รับคำสั่งใครมาว่า ห้ามยอมให้เวลารัฐบาลอีก 9เดือนเป็นอันขาด กระนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้การชุมนุมจึงดำเนินต่อไป และเกิดความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้ากระชับพื้นที่ที่สี่แยกคอกวัว ปรากฏมีกองกำลังชุดดำ ติดอาวุธสงคราม ออกปฏิบัติการยิงต่อสู้กับทหาร เป็นเหตุให้พันเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิต และมีนายทหารบาดเจ็บอีกหลายคน ในวันที่ 10 เมษายน 2553&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการถกเถียงกันว่า กองกำลังชุดดำมีจริงหรือไม่ ฝ่ายทหารพยายามสร้างสถานการณ์เองหรือไม่ แน่นอนว่าฝ่ายที่เขียร์นปช เชียร์ทักษิณ ไม่เชื่อว่ามีจริง แต่จากคลิปส์วีดิโอหลายคลิปส์ เห็นชัดเจนว่า มีชายชุดดำที่ใช้ใช้อาวุธสงครามยิงใส่ฝ่ายทหารจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือแห่งหนึ่ง ยืนยันว่า มีการว่าจ้าง นายทหารเก่า 3 คน คนละ 2 ล้านบาท ให้จัดกองกำลังติดอาวุธออกมา แต่เมื่อถึงวันนัด มีการนำกองกำลังออกมาจริงมีเพียง 2 กลุ่ม นายทหารเก่าอีกคนหนึ่งรับเงินแล้วกลับไม่ออกมาตามนัด และไม่มีการทวงเงินคืนแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสี่แยกคอกวัว และอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย นปช ยึดที่มั่นที่สี่แยกราชประสงค์ และสวนลุมพินี ชุมนุมยืดเยื้อไปจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม จึงมีการนำกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมเป็นผลสำเร็จ หลังการสลายการขุมนุม ปรากฏมีการเผาสถานที่ต่างๆในกทม หลายแห่ง และเผาศาลากลางหลายจังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปมีผู้เสียชีวิตทั้งหมดรวมฝ่ายผู้ชุมนุมและฝ่ายทหาร 99 คน บาดเจ็บมากกว่า 2,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ก็บริหารประเทศต่อไปอีกปีเศษอย่างปลอดโปร่ง มีความพยายามที่จะเกิดการปรองดองด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง แต่ไม่เป็นผลอย่างใด นอกจากมีรายงานหนาๆ 1 เล่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่องานที่คั่งค้างเสร็จสิ้น คุณอภิสิทธิ์ก็ทำตามสัญญา ประกาศยุบสภาในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 และกำหนดให้เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากย้อนเวลากลับไป และนปช ยอมผ่อนปรนตามข้อเสนอของคุณอภิสิทธิ์เสียแต่แรก การยุบสภาก็จะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญคือ จะไม่มีใครต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก บ้านเมืองไม่ต้องถูกเผาจนเสียหาย แต่เพราะการดึงดันของใครก็ตามที่มีอำนาจเหนือแกนนำ นปช จึงทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงเช่นนี้ต่อประเทศ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107173</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม็อบเสื้อแดง, รัฐบาลอภิสิทธิ์, หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d13a9c5ec58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดี มธ. ปล่อยซีรีส์ ตอนที่ 3  รู้จัก &#039;ทักษิณ ชินวัตร&#039; ในฐานะนายกรัฐมนตรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนที่ 3 &amp;nbsp;รู้จักทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทักษิณทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ประมาณ 2 ปี ได้ประกาศที่จะชำระหนี้ทั้งหมดที่กู้จาก ไอเอ็มเอฟ โดยรัฐบาลพลเอกเชาวลิต เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และได้ทำตามที่ประกาศได้จริง ทำให้บรรดาลูกพรรค และผู้ที่ชื่นชอบทักษิณต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นายกทักษิณบริหารประเทศได้ 2 ปี ก็ทำ
ให้ประเทศมีเงินจนสามารถใช้หนี้ ไอเอ็มเอฟ ก่อนกำหนดถึง 2 ปี
บรรดาแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ต่างออกมาชี้ว่า เป็นเพราะรัฐบาลคุณชวน โดยทีมเศรษฐกิจ นำโดยคุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ที่ทำให้วิกฤตคลี่คลาย &amp;nbsp;ทักษิณเพียงเป็นผู้มาชุบมือเปิบเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ แล้วแต่จะเชื่อฝ่ายใด แต่มีข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ หลังจากที่ลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก ดอลล่าร์ละ 25 บาท ลงไปต่ำสุดถึง ดอลล่าร์ละ 50 บาท ทำให้ธุรกิจที่กู้เงินจากต่างประเทศขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน การส่งออกกลับกระเตื้องขึ้นมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรัฐบาลคุณชวนกลับเข้ามา แม้เงินบาทเริ่มแข็งขึ้น แต่การส่งออกก็ยังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกใจที่ประเทศมีเงินทุนสำรองมากขึ้น เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่ากันตามจริง ไม่มีความจำเป็นใดๆเลยที่รัฐบาลทักษิณ จะต้องชำระหนี้ ไอเอ็มเอฟ ก่อนกำหนด เพราะไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น การผ่อนชำระหนี้ให้ตรงเวลาตามกำหนดเดิม &amp;nbsp;ก็ทำให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือมากแล้ว การชำระหนี้ทั้งหมดก่อนกำหนด ผู้ที่ได้หน้ามากที่สุดก็คือตัวทักษิณเอง ไม่ใช่ใครอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศมีเงินทุนสำรองมากคือ เมื่อทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2544 ค่าเงินดอลล่าร์อ่อนลง เนื่องจากการพังทลายของตลาด แนสแด็ก เงินทุนจากสหรัฐอเมริกาจึงไหลออกไปสู่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ไทยจึงมีเงินทุน สำรองในมือสูงมาก ทำให้มีเงินมากพอชำระหนี้ได้ก่อนกำหนด แต่ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง การชำระหนี้ครั้งนั้นจึงเป็นการชำระหนี้ที่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน่าเสียดาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดอีกอย่างหนึ่งคือ หากผ่อนชำระหนี้ตามกำหนดเดิม ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น จะทำให้ใช้เงินบาทน้อยลงในการชำระหนี้นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนามบินสุวรรณภูมิก็เป็นอีกผลงานที่ทักษิณเคลมว่าสำเร็จได้เพราะตัวเอง ซึ่งก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ต้องทราบด้วยว่า สนามบินสุวรรณภูมิ มีการซื้อที่ดินและเวนคืนที่ดินตั้งแต่ปี 2503 รัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชื่อเดิมว่า สนามบินหนองงูเห่า จากนั้นมีการทำการศึกษากันหลายครั้งและยาวนาน เนื่องจากพื้นที่เป็นที่ลุ่ม และเป็นดินเลน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นรัฐบาลที่ตัดสินใจสร้าง ในปี 2534 รัฐบาลประชาธิปัตย์อนุมัติงบประมาณ เริ่มให้มีการออกแบบ และเตรียมดิน แต่มาเริ่มสร้างและแล้วเสร็จในรัฐบาลทักษิณ ซึ่งทักษิณเคลมว่า ตัดสินใจยกเลิกบริษัทญี่ปุ่นที่ประมูลได้ตอนรัฐบาลคุณชวน แต่ยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาเนื่องจากยุบสภาเสียก่อน &amp;nbsp;แล้วให้มีการแก้แบบ เพิ่มขนาดอาคารผู้โดยสารให้รองรับได้จาก 35 ล้านคน เป็น 45 ล้านคนต่อปี เมื่อเปิดประมูลใหม่ กลับประหยัดค่าก่อสร้างได้ร่วม 17,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี จากที่เคยคุยกับผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยที่เข้าประชุมกับรัฐบาลในช่วงเวลาที่มีการแก้แบบก่อสร้าง ผู้บริหารท่านนั้นกลับเล่าตรงข้ามว่า มีการลดขนาดอาคารผู้โดยสาร และลด specification เช่น จำนวนห้องน้ำ ตัดเบาะที่นั่งผู้โดยสารในอาคารออก เปลี่ยนวัสดุตกแต่งต่างๆ ถ้าจำกันได้ในระยะแรก ที่นั่งรอของผู้โดยสารไม่มีเบาะ ห้องน้ำมีน้อยมาก เมื่อมีเสียงบ่นกันมาก จึงมาเพิ่มในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สนามบินสุวรรณภูมิ ยังมีข่าวเรื่องการทุจริตหลายเรื่อง เรื่องที่โด่งดังที่สุดคือ CTX 9000 หรือระบบตรวจจับวัตถุระเบิด ข่าวการทุจริตเรียกรับสินบนการประมูลก่อสร้างอาคารจอดรถ โดยคนใกล้ชิด แต่ในที่สุด ปปช ไม่สั่งฟ้อง กรณี CTX เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลงานที่ทักษิณและลูกน้องภูมิใจนำเสนอ ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง คือการประกาศสงครามกับยาเสพติด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีการคือให้แต่ละจังหวัดสืบหาและจัดทำรายชื่อ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากนั้นให้ส่งรายชื่อไปที่ส่วนกลาง ส่วนกลางจะเก็บรายชื่อไว้เป็น black list เมือได้รายชื่อแล้วแต่ละจังหวัดต้องจัดการจับกุมดำเนินคดีผู้ที่อยู่ใน black list ให้ได้ทั้งหมดคือ 100% ภายในกำหนดเวลา กรณีที่ผู้ที่อยู่ใน blacklist เสียชีวิต ก็นับให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลคือ ทุกจังหวัดสามารถจับกุมดำเนินคดีตาม black list ได้ 100% แต่ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2,873 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ยาเสพติด และผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย แทบจะไม่มีผู้ค้ารายใหญ่ถูกจับดำเนินคดีเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลงานอีกชิ้นที่ดูเหมือนทักษิณไม่ค่อยกล่าวถึงคือ การยุบ ศอ.บต หรือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดการบูรณาการ ระหว่าง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อดูแลปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีข่าววงในว่า ทักษิณฟังคำแนะนำของนายตำรวจใหญ่ว่า การแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แก้ได้ง่าย ด้วยการกำจัดแกนนำที่หมายหัวไว้เพียงไม่กี่คน จึงตัดสินใจยุบ ศอ.บต เพราะเห็นว่าไม่มีจำเป็นต้องมี แล้วมอบงานทั้งหมดให้อยู่ในมือของตำรวจ นี่เป็นที่มาของคำว่า &amp;ldquo;โจรกระจอก&amp;rdquo; ที่ทักษิณเคยให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลคือ ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมาก เริ่มจากเหตุการณ์ปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง วันที่ 4 มค 2547 มีทหารเสียชีวิต 4 คน ได้ปืนไป 413 กระบอก ภายหลังยึดคืนได้ 94 กระบอก เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร พระภิกษุ ครู ประชาชน เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ที่ ทักษิณ บอกใน club house ว่าจำไม่ได้ คือเหตุการณ์ ที่มัสยิดกรือเซะ และตากใบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีแรก มัสยิดกรือเซะ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 เป็นการ ใช้ทหารปราบปรามผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม ที่โจมตี ฐานปฏิบัติการ 10 แห่ง มีผู้ก่อการร้ายจำนวนหนึ่งกว่า 30 คนที่หลบหนีเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ มีอาวุธคือ มีดพร้า และกริช อายุ 15-20 ปี ทั้งหมดถูกยิงเสียขีวิต มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดกว่าร้อยคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ตากใบ เกิดเมื่อวันที่ 25 ตค 2547 เมื่อมีการจับกุม ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 6 คน เพราะสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนที่หายไป ชาวบ้านออกมาชุมนุมประท้วงนับพันคน มีความพยายามบุกเข้าไปใน สภ.อ.ตากใบ จึงมีการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุม มีการปะทะกัน มีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 7 คน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 14 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสลายการชุมนุม ทหารได้นำผู้ร่วมชุมนุม ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด 1,370 คน ขึ้นรถบรรทุก 24 คัน ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งอยู่ห่างจากที่ชุมนุม 150 กม เนื่องจากการเบียดเสียด ทับกันบนรถบรรทุก ทำให้เมื่อไปถึงจุดหมาย มีผู้เสียชีวิตถึง 77 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จบตอนที่ 3&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106004</URL_LINK>
                <HASHTAG>Harirak Sutabutr, ทักษิณ ชินวัตร, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190331/image_big_5ca0c0f42d6c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
