<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถพล&#039;วอนผู้ปกครองที่แจ้งความถูก รร.นานาชาติ 2 แห่ง หลอกลวง ติดต่อสช.รวบรวมหลักฐานดำเนินคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
25 ส.ค.64-นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กช.ที่มีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการแจ้งความดำเนินคดีกับโรงเรียนเอกชน ประเภทโรงเรียนนานาชาติ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติ ย่านบางยี่เรือ พบมีเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครอง ว่า โรงเรียนปิดกิจการไม่สามารถเรียนต่อได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) จึงส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานจัดหางาน กทม.เขต 6 เข้าจับกุมชาวต่างชาติ จำนวน 6 ราย ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบการทำงาน รวมถึงโรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นโรงเรียนนานาชาติจึงถือเป็นโรงเรียนเถื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนอีกแห่งคือ โรงเรียนนานาชาติ เขตสวนหลวง มีผู้ปกครองร้องเรียนว่าเมื่อเด็กจบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้แล้วไม่สามารถไปสมัครเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ สช.จึงเข้าตรวจสอบข้อมูลพบว่าโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้อนุญาติให้เปิดสอนได้เฉพาะระดับอนุบาล แต่โรงเรียนกลับลักลอกเปิดสอนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ดังนั้นสช.จึงสั่งให้งดรับนักเรียนใหม่ และให้เจ้าหน้าที่หาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ขอให้ผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากโรงเรียนทั้งสองแห่งนี้ให้ติดต่อมาที่ สช.เพื่อรวบรวมข้อมูลในการดำเนินคดีอาญาต่อไป เพราะถือเป็นการเข้าข่ายหลอกหลวงผู้บริโภค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เปลี่ยนห้องเรียนพิเศษหรือ English Program (EP) ของโรงเรียนเอกชนในระดับประเภทสามัญ เป็นห้องเรียนพิเศษนานาชาติ (International Bilingual Program : IBP) และห้องเรียนพิเศษสองภาษา (BP) เนื่องจาก ที่ผ่านมาการเปิดห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนเอกชนจะให้กติกาเดียว กับการเปิดห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่เมื่อมี พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 เป็นของตัวเอง &amp;nbsp;จึงให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติปรับแก้ห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนเอกชนใหม่ ซึ่งการปรับเปลี่ยนคำเรียกห้องเรียนพิเศษนานานชาติ (IBP) และห้องเรียนสองภาษา (BP) ใหม่นี้จะเพิ่มความเข้มข้นของชั่วโมงเรียน และบูรณาการการเรียยกับเจ้าของหลักสูตรต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับห้ามโรงเรียนที่ไม่ได้รับการอนุญาตให้เปิดห้องเรียนพิเศษไปโฆษณาอวดอ้างให้ประชาชนเข้าใจว่าโรงเรียนได้รับอนุญาตให้เปิดห้องเรียนพิเศษ อย่างไรก็ตามโรงเรียนที่เปิดสอนห้องเรียนพิเศษขอให้มาทำเรื่องเปลี่ยนแปลงระบบภายใน 3 ปีด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เปิดสอนจาก สช.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114516</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สช., นายอรรถพล ตรึกตรอง, หลอกลวง, โรงเรียนนานาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adefe1c5580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2020 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2020 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แคน อติรุจ’งานเข้า แก็ง‘โรแมนซ์สแกม’ใช้รูปแอบอ้างหลอกสาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำเอาผู้ประกาศข่าวหนุ่มคลื่นลูกใหม่ไฟแรง &amp;ldquo;แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ&amp;rdquo;&amp;nbsp; จากรายการ &amp;ldquo;ข่าววันใหม่&amp;rdquo; ทาง ช่อง 3 เกิดอาการผวาหนัก เมื่อเจอ แก็งโรแมนสแกม หรือ สแกมเมอร์ นำรูปไปใช้แอบอ้างหลอกลวงสาวต่างชาติ&amp;nbsp; จนทำให้หลายคนเข้าใจผิด งานนี้ &amp;ldquo;แคน&amp;rdquo; จึงต้องรีบออกมาเตือนภัยเพราะอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเองและผู้อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย &amp;ldquo;แคน อติรุจ&amp;rdquo; เผยว่า &amp;ldquo;เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 1 เดือนก่อน มีหญิงสาวชาวฟิลิปปินส์ ทักไดเรกไอจีมาหาแคน พร้อมกับส่งรูปโปรไฟล์ WhatsApp ของผู้ชายคนหนึ่ง ใช้ชื่อว่า Andy แต่รูปนั้นเป็นรูปภาพจาก IG ของแคน เธอเล่าว่าผู้ชายคนนี้ทักมาคุยกับเธอลักษณะออกแนวจีบ พูดคุยกันมาพักนึง แต่ที่เธอเอะใจเพราะว่า Andy บอกว่าเขาเกิดที่ USA แต่ว่าตอนนี้ทำงานอยู่ที่ลอนดอน แต่เธอนั้นเคยมาเที่ยวประเทศไทย และจำได้ว่ามีสถานที่หนึ่งชายคนนั้นเอารูปแคนไปใช้มันคือประเทศไทย จึงเอะใจ และหาไอจีแคนจนเจอ จึงทักมาเตือนว่ามีคนเอารูปคุณไปใช้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครั้งนั้นแคนไม่ได้ดำเนินการทำอะไรเพราะเธอไม่ได้ถูกหลอก จนวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีผู้หญิงอีกหนึ่งคนไดเรกไอจีมาหาแคนอีก ครั้งนี้เป็นคนอินโดนีเซีย แต่คราวนี้ผู้ชายคนนี้ใช้ชื่อว่า อาคีม มาในรูปแบบของ Romance scam ซึ่งทำในรูปแบบเหมือนกับที่เราได้ยินจากข่าวอยู่บ่อยๆ มีชวนคุย จีบ และบอกว่าจะมีพัสดุส่งไปให้ ให้ไปรับ แต่ต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมอะไรก่อน ซึ่งดูเหมือนว่าเธอคนนี้ก็ยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้มากนัก เลยส่งข้อความมาเพื่อบอกแคนอีกครั้งหนึ่งว่ามีคนนำรูปภาพของแคนไปใช้ปลอมตัวตนอีกแล้ว โดยเป็นคนต่างประเทศทั้งคู่ เลยเอามาเตือนภัย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกัน เพราะคนที่ถูกหลอกเป็นคนต่างชาติทั้งหมด แคนว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ใครเอารูปของเราไปใช้บ้าง แต่สองครั้งที่ผ่านมาถือว่าโชคดี ที่มีคนแจ้งเตือนเรามาก่อน&amp;rdquo; แคน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม  canatirut&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70472</URL_LINK>
                <HASHTAG>Romance scams, ดีเจ.แคน, มิจฉาชีพ, สแกมเมอร์, หลอกลวง, แก็งโรแมนสแกม, แก๊งต้มตุ๋น, แคน เดอะสตาร์, แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200704/image_big_5efff3db661ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2020 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เจ้าอาวาส-ญาติโยม รุดชี้ตัว &#039;ผู้กองเก๊&#039; ขู่กรรโชกทรัพย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า จากกรณีนายอรรฆเดช ขันน้อย &amp;nbsp;อายุ 35 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ บิ๊กไบค์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน บุกเข้าไปภายในวัดกมลาวาส ต.บ้านดู่ &amp;nbsp;อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;แล้วอ้างตัวว่า เป็น &amp;ldquo;ผู้กองณัฐ&amp;rdquo; ตำรวจสังกัดกองปราบปราม &amp;nbsp;แสดงพฤติกรรมขู่กรรโชกเรียกเอาเงินจาก พระอธิการศักดิ์ วิสุทธสีโล &amp;nbsp;อายุ 63 ปี เจ้าอาวาสวัด จำนวน 250,000 บาท &amp;nbsp;โดยพยามยามยัดข้อกล่าวหา เจ้าอาวาสว่าขับรถเร็ว ดื่มสุรา โกงเงินวัด &amp;nbsp;และขับรถชนคนบาดเจ็บ ทั้งที่เจ้าอาวาสยืนยันว่าไม่เคยกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา แต่คนร้ายก็พยายามใช้ปืนข่มขู่ &amp;nbsp;จนสุดท้ายพี่สาวเจ้าอาวาสต้องยอมถอดสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 3 บาท และเงินสดอีก 5,000 บาทให้ไป &amp;nbsp;เพราะกลัวจะเป็นอันตรายเหตุเกิดเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งเมื่อวานนี้ (29 พ.ค.63) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม สามารถติดตามจับกุมตัวนายอรรฆเดช &amp;nbsp;ผู้ต้องหา ได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางที่ใช้ประกอบเหตุ แล้วคุมตัวไปสอบปากคำและแถลงข่าวที่กองปราบปราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ ร.ต.อ.ชนัญช์พัศ &amp;nbsp;สระบัวบาน รองสารวัตร(สอบสวน) ได้ให้พระอธิการศักดิ์ เจ้าอาวาส วัดอมลาวาส ผู้เสียหาย พร้อมญาติโยมที่อยู่ในเหตุการณ์และเป็นพยาน มาชี้ตัวนายอรรฆเดช &amp;nbsp;ผู้ต้องหาที่ สภ.นาโพธิ์ &amp;nbsp;พร้อมสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อประกอบสำนวนคดี &amp;nbsp;ซึ่งทั้งเจ้าอาวาสและญาติโยม ต่างก็ยืนยันว่า คนที่มาขู่รีดไถเงินเจ้าอาวาส คือนายอรรฆเดช แน่นอน เพราะจำรูปพรรณหน้าตา น้ำเสียง และรถจักรยานยนต์ของกลางได้ที่ใช้ก่อเหตุได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้ง 3 ข้อหา &amp;ldquo;กรรโชกทรัพย์, มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน&amp;rdquo; พร้อมทำเรื่องส่งฝากขังเรือนจำ จ.บุรีรัมย์วันนี้ และคัดค้านการประกันตัว โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวนายอรรฆเดช กลับเข้าห้องขังเพื่อรอทำเรื่องส่งฝากขังผู้ต้องหาก็ไม่มีท่าทีสำนึกผิด ยังตะโกนว่า ตนเองมีคลิปหลักฐานเจ้าอาวาสดื่มเหล้า พร้อมจะมอบให้สื่อ ส่วนที่ตนเองไปขู่กรรโชกเอาเงินก็ยอมรับผิดกับสิ่งที่ทำ แต่เป็นพระดื่มเหล้าก็ไม่สมควรเดี๋ยวญาติโยมเขาจะไม่กราบไหว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เจ้าอาวาส ก็บอกว่า ไม่ได้ถือโกรธผู้ต้องหาที่ยังพูดกล่าวหาใส่ร้ายว่าดื่มเหล้า เพราะยืนยันว่าไม่ได้ดื่ม และไม่ได้กระทำผิดตามที่คนร้ายกล่าวหา แต่อยากจะเตือนสติว่าทำผิดก็ควรยอมรับผิดและไม่ควรไปกระทำแบบนี้กับคนอื่นอีก &amp;nbsp;เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังบาปกรรมด้วย ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นก็ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ส่วนทรัพย์สินที่คนร้ายขู่รีดเอาไปหากเป็นไปได้ก็อยากจะได้คืนเพราะเป็นทรัพย์สินของพี่สาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเสาร์ สุโพธิ์ &amp;nbsp;พี่สาวเจ้าอาวาส &amp;nbsp;บอกว่า &amp;nbsp;ที่มาวันนี้เพราะตั้งใจจะมาดูหน้าผู้ต้องหาที่กล้ามาข่มขู่รีดไถได้แม้กระทั่งกับพระโดยไม่กลัวบาปกรรมเลย &amp;nbsp;แต่พอเห็นหน้าและคำพูดของคนร้ายที่ไม่ได้สำนึกผิดกับสิ่งที่กระทำเลย ก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด &amp;nbsp;เพราะหากออกมาก็จะมากระทำในลักษณะดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นอีก &amp;nbsp;ส่วนทองหนัก 3 บาท ที่ถูกคนร้ายขู่รีดเอาไปก็อยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตามเอาคืน เพราะกว่าจะได้มาและมีอยู่แค่นี้.
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67363</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรโชกทรัพย์, บุรีรัมย์, หลอกลวง, อรรฆเดช ขันน้อย, อุบลราชธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200530/image_big_5ed216e477471.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 06:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2020 06:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ผู้กองเก๊&#039; โผล่อีกฉกเหล้าอีก 2 ขวด-ขู่รีดเงินแม่ค้าร้านของชำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.63 - จากกรณีชายฉกรรจ์อายุประมาณ 35 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน บุกเข้าไปภายในวัดกมลาวาส (อ่านว่า กำ-มะ-ลา-วาด) ต.บ้านดู่ &amp;nbsp;อ.นาโพธิ์ &amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;แล้วอ้างตัวว่าเป็น &amp;ldquo;ผู้กองณัฐ&amp;rdquo; ตำรวจสังกัดกองปราบ แล้วมีพฤติกรรมขู่กรรโชกเรียกเอาเงินจาก พระอธิการศักดิ์ วิสุทธสีโล &amp;nbsp;อายุ 63 ปี เจ้าอาวาสวัด จำนวน 250,000 บาท &amp;nbsp;โดยพยามยามยัดข้อกล่าวหา เจ้าอาวาสว่าขับรถเร็ว ดื่มสุรา &amp;nbsp; โกงเงินวัด &amp;nbsp;และขับรถชนคนบาดเจ็บ ทั้งที่เจ้าอาวาสยืนยันว่าไม่เคยกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา &amp;nbsp; แต่คนร้ายก็พยายามใช้ปืนข่มขู่ &amp;nbsp;จนสุดท้ายพี่สาวเจ้าอาวาสต้องยอมถอดสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 3 บาท และเงินสดอีก 5,000 บาทให้ไป &amp;nbsp;เพราะกลัวจะเป็นอันตรายเหตุเกิดเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบจะสามารถจับกุมตัวชายฉกรรจ์คนดังกล่าวได้แล้ว คือ นายอรรฆเดช &amp;nbsp; ขันน้อย &amp;nbsp;อายุ 35 ปี &amp;nbsp;เป็นชาวจ.อุบลราชธานี ได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง จ.นครปฐม &amp;nbsp;ได้แล้ว &amp;nbsp;จากการตรวจสอบยังพบว่านอกจากจะก่อเหตุข่มขู่เอาเงินเจ้าอาวาสวัดที่ อ.นาโพธิ์ ในวันที่ 24 พ.ค. แล้ว &amp;nbsp;ยังมีพฤติกรรมขู่กรรโชกทรัพย์ร้านค้าในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. &amp;nbsp;และ อ.สตึก วันที่ 23 พ.ค. อีกด้วย &amp;nbsp;โดยที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ ได้เงินไปจำนวน 10,000 บาท &amp;nbsp;พร้อมเหล้า 2 ขวด &amp;nbsp;ส่วนที่ อ.สตึก &amp;nbsp;ยังไม่ได้ทรัพย์สินไปเนื่องจากเหยื่อไหวตัวทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายณัฏฐ์กร &amp;nbsp;ศิริผ่องแผ้ว &amp;nbsp; นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ &amp;nbsp; ได้มอบหมายให้ นายทวี &amp;nbsp;ไขว้พันธุ์ &amp;nbsp;ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง &amp;nbsp;พร้อมด้วยนายกรพล &amp;nbsp;มีสัตย์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน &amp;nbsp; ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ &amp;nbsp; ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลร้านขายของชำแห่งหนึ่งในหมู่บ้านหว่าน &amp;nbsp; ม.4 &amp;nbsp;ต.ตาเป๊ก &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้เสียหายอีกรายที่ตกเป็นเหยื่อถูกนายอรรฆเดช &amp;nbsp;ผู้ต้องหา ขู่กรรโชกทรัพย์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนางอรุชา &amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนโน &amp;nbsp; อายุ 58 ปี &amp;nbsp;ผู้เสียหาย &amp;nbsp;บอกว่า &amp;nbsp;เมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่ม วันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ก็เปิดขายของชำตามปกติ จู่ๆ นายอรรฆเดช &amp;nbsp;ผู้ต้องหา &amp;nbsp;ซึ่งขับรถบิ๊กไบค์มาจอดที่หน้าร้านแล้วเดินเข้ามาในร้าน &amp;nbsp;อ้างตัวเป็นตำรวจกองปราบ &amp;nbsp;แล้วก็เดินเข้าไปหลังร้านแล้วเข้าไปถ่ายรูปลังเบียร์ที่ตนเองตั้งเก็บไว้หลังร้าน &amp;nbsp;เพราะหลังจากประกาศห้ามขายก็ไม่ได้เอาออกมาตั้งขายเลย &amp;nbsp; แต่ไม่มีที่เก็บก็ตั้งเอาไว้หลังร้าน &amp;nbsp;แต่นายอรรฆเดช ที่อ้างว่าเป็นตำรวจก็มาข่มขู่กล่าวหาว่าตนเองแอบขายเหล้า &amp;nbsp; ตนก็ยืนยันว่าไม่ได้ขายแต่ผู้ต้องหา ก็ยังขู่ว่ามีหลักฐานภาพถ่าย &amp;nbsp;หากยอมจ่ายเงินให้ 20,000 บาทก็จะไม่เอาผิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ถ้าไม่จ่ายจะส่งฟ้องศาลต้องเสียเงิน 400,000 บาท &amp;nbsp; ซึ่งตอนนั้นกลัวมากเพราะคิดว่านายอรรฆเดช &amp;nbsp;เป็นตำรวจจริง กลัวจะถูกกลั่นแกล้งสร้างหลักฐานเท็จเพื่อยัดข้อหา &amp;nbsp;ประกอบกับตนเองอยู่บ้านกับแม่ที่ป่วยติดเตียงลำพัง จึงกลัวจะเป็นอันตราย &amp;nbsp;ก็เลยจำใจต้องเอาเงินเก็บจากการขายของ และเงินแบงค์ 20 ที่เหลือไว้ทอนให้ลูกค้ารวมจำนวน 10,000 บาท จ่ายให้ไปแถมยังฉกเอาเหล้าหลังร้านไปอีก 2 ขวด &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้นายอรรฆเดช &amp;nbsp;ก็ยังบอกอีกว่าส่วนที่เหลือวันหลังจะกลับมาเอาอีก &amp;nbsp;จึงไม่กล้าไปแจ้งความเพราะกลัว &amp;nbsp;ก็ถือว่าทำบุญไปตัวเองและแม่ปลอดภัยก็ดีแล้ว &amp;nbsp;แต่ก็ดีใจที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้จะได้ไม่ไปก่อเหตุกับคนอื่นอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายอรรฆเดช &amp;nbsp;ผู้ต้องหา เคยประกอบอาชีพรับซื้อขายเป็ด ไก่ ในพื้นที่ภาคอีสาน &amp;nbsp; เคยต้องโทษ คดีเกี่ยวกับลักทรัพย์, พรบ.ทหาร, คดีพรากผู้เยาว์ &amp;nbsp;และคดีกรรโชกทรัพย์ ในหลายท้องที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67322</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรโชก, ตำรวจปลอม, ต้มตุ๋น, บุรีรัมย์, หลอกลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200530/image_big_5ed1a02127fb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัจฉริยะ&#039;พาผู้เสียหายแจ้งจับพ่อค้าออนไลน์อ้างเป็นลูกน้องอดีตผู้สมัครส.ส.หลอกขายหน้ากากอนามัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เม.ย.63-ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อม ผู้เสียหาย 2 ราย เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.วีระพล อุปชิต รอง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคบ. หลังถูกบุคคลอ้างตัวเป็นลูกน้องของ นายอานนท์วัฒน์ วรเมธชยางกูร อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคภราดรภาพ ร่วมฉ้อโกงหลอกขายหน้ากากอนามัยรวมมูลค่ากว่า 5.2 แสนบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนได้สั่งซื้อหน้ากากอนามัยผ่านผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งในกลุ่มซื้อขายหน้ากาก ซึ่งมี นายอานนท์วัฒน์ วิดีโอคอลให้เห็นสินค้าและโชว์หน้ากากความหนา 3 ชั้นเพื่อให้เชื่อถือว่ามีคุณภาพ จึงสั่งซื้อ 600 กล่อง เพื่อนำไปบริจาคให้กับโรงเรียน รวมราคา 3.9 แสนบาท โดยให้โอนเงินเข้าไปยังบัญชีชื่อของ นายภัครพล (สงวนนามสกุล) กระทั่งเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ไปรับสินค้าที่ขนส่งแห่งหนึ่ง ปรากฎว่าได้รับของเพียง 50 กล่อง แถมเป็นหน้ากาก 2 ชั้นบางๆไม่มีคุณภาพตามกล่าวอ้าง และไม่สามารถติดต่อกลับไปได้ จึงไปโพสต์เรื่องราวผ่านเฟซบุ๊ก จึงทราบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นถูกหลอกเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.บี (นามสมมุติ) ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ตนหาซื้อหน้ากากอนามัยมาใช้เองและให้ครอบครัว ซึ่งพี่สาวที่ทำงานในโรงพยาบาลไปใช้ จึงสั่งซื้อผ่านเฟซบุ๊กรายเดียวกัน โดยสั่งซื้อไปจำนวน 200 กล่อง ราคา 1.3 แสนบาท และโอนเงินไปยังบัญชีชื่อ นายภัครพล เช่นกัน สุดท้ายไม่ได้รับสินค้าแต่อย่างใดตามวันกำหนดนัดส่งของ จากนั้น นายภัครพล ได้โทรศัพท์ติดต่อกลับมาหาตน อ้างว่าถูก นายอานนท์วัฒน์ นำบัญชีไปใช้แอบอ้างโอนเงินและจะคืนเงินให้ แต่ขณะนี้ก็ไม่ได้รับเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทาง นายอัจฉริยะ กล่าวว่าจากนี้จะแจ้งความดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากคนร้ายได้หลอกขายหน้ากาก อนามัยไม่ตรงตามสเป็ก และยังพบว่ามีกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ขายเป็นคนละแบบกับที่โพสต์แจ้งด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62384</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลูกน้องอดีตผู้สมัครส.ส., หน้ากากอนามัย, หลอกลวง, อัฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c2ab64ea28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตุ๋นป้ายห้อยคอ อ้างกันไวรัสโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตำรวจ ปคบ.ร่วมกับ อย.บุกจับป้ายห้อยคอป้องกันไวรัสโควิด-19 พบของกลางกว่า 100 ชิ้น ขายทางออนไลน์ชิ้นละ 400 บาท อ้างปล่อยสารยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ไม่ต้องใช้หน้ากากอนามัย อีกราย สาวหลอกขายหน้ากากอนามัยทั้งที่ไม่มีของอยู่จริง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) สั่งการ พ.ต.อ.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผกก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรีและศาลอาญาเข้าตรวจอาคารพาณิชย์ หมู่บ้านพฤกษาวิลล์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และบ้านพัก ถนนสุขาภิบาล 5 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ หลังสืบทราบว่าบ้านทั้งสองหลังมีการกักตุนสินค้าที่อวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชนันนัทธ์เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่ามีการขายแผ่นป้ายหรืออุปกรณ์ห้อยคอในรูปแบบต่างๆ ในสื่อออนไลน์ ราคา 300-500 บาทต่อชิ้น โดยมีการอวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถปล่อยสารบางอย่างออกมาช่วยกรองอากาศ สามารถป้องกันและยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอากาศ และสามารถใช้แทนหน้ากากอนามัยได้ จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวน จนทราบว่าอาคารบ้านพักทั้งสองหลังเป็นแหล่งกักตุนสินค้า จึงนำหมายค้นเข้าตรวจสอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจค้นทั้งอาคารบ้านพักทั้งสองหลัง สามารถตรวจยึดผลิตภัณฑ์ Virus Shut Out ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าเมื่อห้อยคอสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้จำนวนกว่า 100 แผ่น จึงได้ตรวจยึดเพื่อตรวจสอบ ในเบื้องต้นได้สอบถามนายโน้ต และนายเอ็ม ให้การว่าเป็นผู้ดูแลสินค้า รับแผ่นดังกล่าวมาจำหน่ายในราคาชิ้นละ 400 บาท ซึ่งขั้นตอนจากนี้ได้ส่งแผ่นดังกล่าวไปตรวจ หากพบว่ามีสารคลอรีนไดออกไซด์ตามที่กล่าวอ้าง จะถูกดำเนินคดีในข้อหาครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่หากไม่พบสารคลอรีนไดออกไซด์ ก็จะดำเนินการแจ้งข้อหาฉ้อโกงต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ชนันนัทธ์กล่าวว่า อุปกรณ์ห้อยคอในรูปแบบต่างๆ ในสื่อออนไลน์ เช่น ปากกา พัดลม ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถปล่อยสารบางอย่างออกมาช่วยกรองอากาศ สามารถป้องกันและยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอากาศ สามารถใช้แทนหน้ากากอนามัยได้นั้น ขอแจ้งว่า ผลิตภัณฑ์ที่สามารถฆ่าเชื้อในอากาศจัดเป็นวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน หรือทางสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งต้องขอขึ้นทะเบียนและขออนุญาตนำเข้ากับ อย. และผ่านการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนจึงจะสามารถขายได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้ขึ้นทะเบียนกับ อย. จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ เพราะจะทำให้ขาดความระมัดระวัง ละเลยการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง เช่น คิดว่าคล้องแผ่นป้ายนี้แล้วไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย ไม่ต้องล้างมือ ไม่ต้องกินร้อน ช้อนกลาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอย้ำว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ และขอเตือนไปยังผู้ลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสดังกล่าวให้หยุดขายสินค้นดังกล่าวทันที ผู้ที่ฝ่าฝืนนำเข้าโดยไม่ขึ้นทะเบียนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ขออนุญาตนำเข้าจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากพบเห็นการโฆษณาขายสินค้าดังกล่าวสามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ.1135 หรือทางเพจ รู้ทันภัยเครื่องสำอาง อาหารและยา&amp;rdquo; พ.ต.อ.ชนันนัทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกองปราบปราม พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป., พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ สว.กก.2 บก.ป. นำกำลังจับกุม น.ส.ชนัญชิดา หรือนุ่น นาคประสูตร อายุ 25 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ จ.84/2563 ลงวันที่ 5 มี.ค.2563 ข้อหา &amp;ldquo;ฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ&amp;rdquo; จับกุมได้ที่บริเวณหมู่ 8 ต.บัวปากท่า อ.บางเลน จ.นครปฐม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ กองปราบปรามได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีผู้หลอกขายหน้ากากอนามัยป้องกันไวรัสโควิด-19 ผ่านทางเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อ &amp;ldquo;Khun nune หน้ากากอนามัยราคาส่ง&amp;rdquo; ทำให้มีผู้หลงเชื่อสั่งซื้อนับสิบราย บางรายก็จะสั่งซื้อหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปบริจาคให้กับเพื่อนที่อยู่ประเทศจีน หรือบริจาคให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังขาดแคลน หรือเอาไว้ใช้ส่วนตัว ต่อมาเมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปให้แล้ว ผู้ต้องหาก็จะทำทีว่าจะส่งสินค้าให้ทันที หรือส่งไปกับบริษัทส่งสินค้าเอกชน แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก เกิดความเสียหายรวมกันแล้วหลายแสนบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่า ผู้ต้องหาเคยมีประวัติก่อคดีหลอกลวงขายสินค้ามาแล้วหลายประเภท ทั้งโทรศัพท์มือถือ, เสื้อผ้า, รองเท้า ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2558 ผู้ต้องหาเคยถูกจับคดีหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ ภายหลังได้ประกันตัวก็ยังไปก่อเหตุขึ้นอีก ขณะนี้กำลังหลบหนีคดีอยู่ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ กระทั่งตามจับกุมตัวได้พร้อมของกลางสมุดบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มที่ใช้หลอกลวงผู้เสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวน น.ส.ชนัญชิดาให้การรับสารภาพว่าได้หลอกลวงผู้เสียหายจริง ส่วนเงินที่ได้ก็จะนำไปซื้อทอง, แหวน และไปใช้เที่ยวเตร่ จึงแจ้งข้อหาตามหมายจับก่อนนำตัวส่ง สภ.ปากเกร็ด ดำเนินคดีต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59188</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายทางออนไลน์, ปล่อยสารยับยั้งเชื้อไวรัส, ป้ายห้อยคอกันไวรัสโควิด, หลอกลวง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200308/image_big_5e64f7c542de3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2020 21:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2020 21:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รายการ‘ครัวลั่นทุ่ง’เตือนภัย มิจฉาชีพหลอกผู้ประกอบการ! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายการ &amp;ldquo;ครัวลั่นทุ่ง&amp;rdquo; จากช่อง 8 ต้องออกมาเตือนภัย หลังทางเจ้าของ &amp;ldquo;ไร่จุ๋มติดล้อ&amp;rdquo; ที่อยู่ อ. ศรีประจันต์ จ. สุพรรณบุรี ซึ่งเคยมาออกรายการ &amp;ldquo;ครัวลั่นทุ่ง&amp;rdquo; ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา โดยเจ้าของไร่ &amp;ldquo;คุณจุ๋ม&amp;rdquo; ได้โทร.เข้ามาแจ้งที่ทางรายการว่าถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินเป็นค่าออกบูธ 14 วัน ในงานอีเว้นท์งานหนึ่ง ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากรายการ &amp;ldquo;ครัวลั่นทุ่ง&amp;rdquo; มาเนียนตีสนิท หวังดีให้ไปออกบูธงานอีเว้นท์ที่กรุงเทพฯ ซึ่งหลอกว่ามีบูธดาราร่วมด้วยมากมาย แต่ทางเจ้าของไร่จุ๋มติดล้อ ได้ไหวตัวทันโทร.กลับเข้ามาเช็คกับทางรายการ เลยรู้ว่าถูกหลอก&amp;nbsp; จึงเตรียมตัวเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวัน และเตือนผู้ประกอบการรายอื่นอย่าหลงเชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางโปรดิวเซอร์รายการครัวลั่นทุ่ง เล่าว่า &amp;ldquo;ทางรายการครัวลั่นทุ่ง ได้รับแจ้งจากเจ้าของกิจการชื่อคุณจุ๋ม จาก &amp;ldquo;ไร่จุ๋มติดล้อ&amp;rdquo; ที่ อ. ศรีประจันต์ จ. สุพรรณบุรี&amp;nbsp; ซึ่งได้เคยมาออกรายการครัวลั่นทุ่ง ที่ออกอากาศไปเมื่อวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมีพิธีกร เอ ไชยา มิตรชัย เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมแขกรับเชิญคุณรัศมีแข เล่าเรื่อง วิธีการปลูกกระจับที่ไร่จุ๋มติดล้อ&amp;nbsp; แล้วหลังออกอากาศ ได้มีโทรศัพท์เข้ามาเพื่อพูดคุย และอ้างว่า ชื่อ &amp;ldquo;วัฒน์&amp;rdquo; เป็นเจ้าหน้าที่ของทางรายการ สนใจให้ทางคุณจุ๋มนำผลิตภัณฑ์ไปร่วมออกบูธ ที่งานอีเว้นท์งานหนึ่งที่กรุงเทพฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเวลา 14 วัน โดยมีค่าใช้จ่ายในการออกบูธ เป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท โดยขอให้ทางคุณจุ๋มโอนเงินจำนวนดังกล่าวให้ในทันที &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งทางคุณจุ๋มก็เกิดความสงสัยและลังเล จึงได้ขอทางมิจฉาชีพให้รอแล้วจะติดต่อกลับไปใหม่ และขอแลกข้อมูลทางไลน์กับทางมิจฉาชีพ รวมถึงเลขบัญชีการโอนให้ทางมิจฉาชีพส่งมาให้ หลังจากนั้นอีกวันทางคุณจุ๋มได้ติดต่อกับมาทางรายการ และรู้ข้อมูลความจริงว่าไม่มีเจ้าหน้าที่จากทางรายการครัวลั่นทุ่งที่ชื่อวัฒน์ และไม่เคยขอให้ทางคุณจุ๋มไปออกอีเว้นท์ดังกล่าวด้วย ทำให้คุณจุ๋มรู้ว่าถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพดังกล่าว จึงได้เตรียมรวบรวมข้อมูลเข้าแจ้งความ และอยากเตือนให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆให้ระวังตัวจะโดนมิจฉาชีพคนนี้หลอกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงทางรายการครัวลั่นทุ่ง อยากแจ้งให้ทราบว่าทางรายการ &amp;ldquo;ครัวลั่นทุ่ง&amp;rdquo; ไม่มีเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว และไม่มีนโยบายในการให้เจ้าหน้าที่ของรายการกระทำการเกี่ยวกับเรื่องการไปออกงานอีเว้นท์ต่างๆ ตามที่มิจฉาชีพคนนั้นแอบอ้างมา และหากเกิดเหตุการณ์ที่ทางผู้ประกอบการคนอื่นๆได้เจอเรื่องราวแบบนี้ ให้ติดต่อประสานงานกับมาทางรายการ &amp;ldquo;ครัวลั่นทุ่ง&amp;rdquo; ช่อง 8 โดยตรงและระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อกับเหล่า &amp;ldquo;มิจฉาชีพ&amp;rdquo; ทางโซเชียลต่างๆเป็นอันเด็ดขาด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54752</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครัวลั่นทุ่ง, มิจฉาชีพ, หลอกลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200116/image_big_5e206fe19f3f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
