<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งคุก 723 ปี เจ้าของ &#039;แหลมเกต&#039; บุฟเฟ่ต์ดังหลอกขายอาหารทะเลราคาถูก สั่งชดใช้กว่า 2 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.63 - ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2808/2562 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท แหลมเกต อินฟินิท จำกัด, นายอพิชาต หรือโจม บวรบัญชารักษ์ หรือพารุณจุลกะ และ น.ส.ประภัสสร บวรบัญชา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด คุณภาพ ปริมาณ ในสินค้าหรือบริการด้วยการโฆษณาข้อความอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติการณ์ความผิดของจำเลยถูกสรุปว่า นายโจมกับ น.ส.ประภัสสร ได้เปิดบริษัท แหลมเกต อินฟินิท และได้โฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิคผ่านเฟซบุ๊ก และเว็บไซด์ของร้านชื่อ www.laemgate.net กับโปรแกรมแชทไลน์ Line:@laemgate ว่า จำหน่ายบัตรรับประทานอาหารเป็นจำนวนมากตามแต่ละโปรโมชั่น และมีราคาถูกต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น &amp;ldquo;โปรราชาทะเลบุฟเฟ่ต์&amp;rdquo; ขายเป็นชุดๆละ 880 บาท มี 10 ที่นั่งๆ ละ 88 บาท, &amp;ldquo;โปรนาทีทองมาแล้วจ้า&amp;rdquo; ขายเป็นชุดๆ ละ 2,020 บาท มี 20 ที่นั่งๆ ละ 101 บาท, &amp;ldquo;โปรแฟนพันธุ์แท้&amp;rdquo; ขายเป็นชุดๆ ละ 3,000 บาท มี 30 ที่นั่งๆ ละ 100 บาท และโปรโมชั่นหมีหมี เป็นต้น โดยลูกค้าต้องจองคิววันที่จะเข้าไปทานอาหาร ผ่านทางระบบออนไลน์ของร้าน ซึ่งให้ผู้ที่สนใจโอนเงินเข้า บัญชี ธ.กสิกรไทย เลขที่บัญชี 0401759603 ชื่อ บัญชี บจก.แหลมเกต อินฟินิท จนมีคนหลงเชื่อโอนเงินไปจำนวนมาก ต่อมาวันที่ 22 มี.ค. 2562 ทางร้านอาหารแหลมเกต อินฟินิท ได้ประกาศทางโปรแกรมไลน์และเฟซบุ๊ก ขอยกเลิกและงดบริการทุกโปรโมชั่น เนื่องจากได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม และเกินความคาดหมายทำให้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะใช้วัตถุดิบสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ จึงเป็นเหตุให้มีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพแล้ว พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 341, 83 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ, ฐานหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และฐานหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ฐานหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ กับฐานหลอกลวงผู้อื่นโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 341, 83&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิด รวม 723 กระทง ให้จำคุกจำเลยที่ 2-3 ทุกกระทง กระทงละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 1,446 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมปรับ 3,615,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งทุกกระทงความผิด ไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 2-3 คนละ 723 ปี แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2-3 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) จำเลยที่ 1 คงปรับ 1,807,500 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 2,500,960 บาท แก่เจ้าของ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68322</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลอาญา, หลอกลวงผู้บริโภค, แหลมเกต ซีฟู้ด, โฆษณาเกินจริง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6969a7391c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2019 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2019 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอนแก่นเดินหน้าฟันบริษัทฯบัตรพลังลวงโลก พบผิดอาญาฐานหลอกลวงประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.62 - ที่ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่น นายสันติ เหล่าบุญเสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการหลอกลวงขายบัตรพลังงานอวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยในการประชุมครั้งนี้มีการเชิญคณะอนุกรรมการสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น และอัยการจังหวัด เข้าร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กล่าวว่า คณะกรรมการได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว พบว่ามีการระบาดในพื้นที่ อ.อุบลรัตน์ อ.น้ำพอง และอ.เมืองขอนแก่น มีประชาชนซื่อไปใช้ในราคาบัตรละ 1,100-1,500 บาท ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้เข้าหารือข้อกฎหมายกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะยังไม่มีการจดแจ้งบัตรดังกล่าวว่าเป็นบัตรรักษาโรคหรือเป็นยา ในทางการแพทย์จึงยังเอาผิดไม่ได้ แต่จากพฤติกรรมและการซื้อขาย รวมถึงการเผยแพร่นั้นเป็นการหลอกลวงประชาชนเข้าข่ายความผิดทางการคุ้มครองผู้บริโภค พนักงานสอบสวนจึงต้องเข้าหารือกับคณะอนุกรรมการสำนักงานคุ้มครอบผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น เพื่อพิจารณาความผิดในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้มีความชัดเจนมากขึ้นทั้ง สสจ.ขอนแก่น ตำรวจและอัยการจังหวัด ที่หารือร่วมกันและได้ข้อสรุปตรงกันว่า บัตรนี้ไม่สามารถรักษาคามเจ็บปวดของมนุษย์ได้ มีการหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีการเผยแพร่ตามสื่อโซเชียลต่างๆ ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ จึงเป็นหน้าที่ของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น จะต้องดำเนินการในรายละเอียดของกฎหมาย&amp;nbsp;โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อุบลรัตน์ สภ.น้ำพอง สภ.บ้านเป็ด อ.เมืองขอนแก่น เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด&amp;quot;นายสันติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้ว่าฯขอนแก่น กล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่มีการเผยแพร่เรื่องบัตรพลังงานในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นนั้น ข้อมูลต่างๆยังไม่นิ่ง มีการเคลื่อนไหวมาตลอด ขณะเดียวกันสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติก็มีการพิสูจน์ทราบว่ามีสารอันตราย ซึ่งในจุดนี้ สสจ.จะมีการตรวจพิสูจน์ต่อไปเพื่อทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับบัตรดังกล่าวว่า เมื่อนำบัตรแกว่งในน้ำแล้วน้ำนั้นรักษาโรคได้จริงหรือไม่ ซึ่งยังต้องมีการตรวจพิสูจน์ในลำดับต่อไป ส่วนการให้ประชาชนยุติการใช้หรือไม่บัตรนั้น เชื่อว่าประชาชนยังไม่คิดว่าตัวเองถูกหลอก ซึ่งอาจจะยังมีคนใช้ต่อ แต่จังหวัดขอนแก่นได้เร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบว่า บัตรนี้ไม่สามารถรักษาหรือบรรเทาความเจ็บปวด โดยมีอาสามสมัครตามหมู่บ้านให้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้อง&amp;nbsp;ส่วนคนที่จำหน่ายบัตรหรือมีบัตรในครอบครอง มีความผิดหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กล่าวอีกว่า รายละเอียดเกี่ยวกับบัตรพลัง ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วโดยเจ้าหน้าที่สาธารสุขก็ยืนยันแล้วว่าบัตรดังกล่าวไม่ใช่บัตรที่รักษาหรือบรรเทาความเจ็บป่วย จึงเห็นว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนมีความผิดตาม มาตรา 341 และ 343 เป็นความผิดตามกฎหมายอาญาที่ยอมความไม่ได้คือการปกปิด หลอกลวงและการเผยแพร่ ซึ่งตำรวจมีหลักฐานมากพอสมควร และตำรวจในแต่ละพื้นที่จะเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเองเพื่อเอาผิดกับบริษัทฯและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตาม มาตรา 341 และ 343&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38853</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดขอนแก่น, บัตรพลังงาน, บัตรพลังรักษาโรค, ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่น, สาธารณสุขขอนแก่น, หลอกลวงผู้บริโภค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190618/image_big_5d08bf9e3b49f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2019 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โผล่อีกที่หาดใหญ่! พบบริษัทขายบัตรพลังอ้างรักษาโรค ประตูปิดตายนานครั้งจะเปิดประชุมสมาชิก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.62 -&amp;nbsp;ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบริษัทเอ็กซ์เพิร์ทโปรเน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่&amp;nbsp;335&amp;nbsp;ถนนนิพัทธ์สงเคราะห์&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นบริษัทที่ถูกระบุว่าประกอบกิจการบัตรพลังงานรักษาโรค ซึ่งปรากฏเป็นข่าวที่จ.ขอนแก่น ว่าจะชาวบ้านซื้อไปใช้รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบบริษัทแห่งนี้เป็นตึกแถวสูง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ชั้น ขนาด 3&amp;nbsp;คูหา มีชื้อป้ายบริษัทใหญ่โต แต่บรรยากาศเงียบเหงาถูกปิดตายไม่มีใครอยู่และสภาพเหมือนกับถูกปิดมาพักใหญ่ตัวอาคารไม่ได้ถูกใช้งานและจากการติดต่อตามหมายเลขของบริษัทก็ไม่สามารถติดต่อได้ และชาวบ้านในละแวกดังกล่าวบอกว่าแทบไม่รู้ว่าบริษัทแห่งนี้ทำกิจการเกี่ยวกับอะไร นานๆครั้งถึงจะมีคนเจ้ามาภายในบริษัทเข้ามาเหมือนกับการนัดประชุมสมาชิกกันหลายคนเสร็จแล้วก็จะปิดเงียบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หญิงสาวคนหนึ่งบอกว่า ได้รับบัตรพลังงานจากเพื่อนที่เป็นสมาชิกมาใบหนึ่ง ซึ่งเป็นรุ่นแรกของบริษัทนี้ ซึ่งขายในราคา 1,100 บาท&amp;nbsp;โดยอ้างสรรพคุณครอบจักรวาล เช่น หากพกติดตัวก็จะทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น หากไปติดที่ถังน้ำมันรถก็จะทำให้รถประหยัดน้ำมัน หรือหากนำไปติดที่ปลั๊กไฟก็จะทำให้ประหยัดไฟ&amp;nbsp;จากการทดลองนำไปใช้ตามที่บอกก็ไม่ได้ผลอะไรขึ้น ซึ่งในความคิดส่วนตัวเหมือนกับการหลอกหลวงผู้บริโภค แต่ในส่วนรายละเอียดของบริษัทนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ แต่บริษัทนี้เปลี่ยนป้ายบริษัทบ่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สือข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทแห่งนี้ไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาทราบว่าเมื่อ 2&amp;nbsp;ปีที่แล้วบริษัทแห่งนี้ได้เคยถูกจับมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะมีการร้องเรียนเรื่องบัตรพลังงานเช่นเดียวกับกรณีนี้ และมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทผลิตเครื่องสำอาง จึงถูกปิดตัวไปและได้ส่งเรื่องให้ สคบ.ดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีนี้ยังอยู่ระหว่างระหว่างการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมเข้าตรวจสอบภายในบริษัทแห่งนี้เพื่อดำเนินการทางคดี ตามฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นทราบว่ากลับมาจดทะเบียนประกอบกิจกรรมขายตรงเครื่องอุปโภควันที่จดทะเบียน&amp;nbsp;31&amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp;2556&amp;nbsp;ทุนจดทะเบียน 1 ล้าน สถานภาพทางธุรกิจยังดำเนินการอยู่ และใช้ที่ตั้งเดิมกับบริษัทที่ถูกปิดไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38464</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสงขลา, บริษัทเอ็กซ์เพิร์ทโปรเน็ทเวิร์ค จำกัด, บัตรพลังรักษาโรค, สคบ.ดำเนินคดี, หลอกลวงผู้บริโภค, อำเภอหาดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d01e8a8bd058.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2018 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2018 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อดำเนินคดีพิธีกรดังโฆษณายาสีฟันใช้แล้วฟันขาวใน 1สัปดาห์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันตแพทยสภาเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ โฆษณายาสีฟันอ้างชื่อพิธีกรดัง ให้ข้อมูลเท็จ อวดอ้างทำฟันขาวขึ้นใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;สัปดาห์ ฟันผุ หินปูนหายไป ชี้หลอกลวงผู้บริโภค เตรียมแจ้งความดำเนินคดี เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ เลขาธิการทันตแพทยสภา กล่าวว่า ตามที่มีการโฆษณาทางสื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลสินค้าประเภทยาสีฟันที่อวดอ้างคุณสมบัติว่า ผลลัพธ์จากการใช้ใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;สัปดาห์ ทำให้ฟันขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คราบเหลืองหายไป หลังจากการใช้&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เดือน ฟันผุและหินปูนหายไป และฟันขาวขึ้น&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;ระดับ โดยอ้างชื่อพิธีกรรายการโทรทัศน์ท่านหนึ่ง ทันตแพทยสภาขอเตือนประชาชนว่า การโฆษณาดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค ทำให้เข้าใจผิด และเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของดี มีคุณภาพ และได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่โฆษณาดังกล่าวหลอกลวงว่า เติมเต็มเนื้อฟันที่ถูกทำลาย,&amp;nbsp;แลดูเรียบราวกับหิมะสีขาว,&amp;nbsp;ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การรักษาทางทันตกรรม,&amp;nbsp;ฟันผุและหินปูนหายไป และฟันขาวขึ้น&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;ระดับ ซึ่งล้วนไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่มียาสีฟันใดที่ทำให้ฟันผุและหินปูนหายไปภายใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เดือน โดยไม่ได้รับการบูรณะหรือการทำความสะอาดจากทันตแพทย์ ทั้งนี้ทันตแพทยสภากำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณาดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดความเสียหายกับประชาชนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;เลขาธิการทันตแพทยสภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8776</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทันตแพทยสภา, พิธีกรชื่อดัง, หลอกลวงผู้บริโภค, โฆษณายาสีฟัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af18fe9db8bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยตลาดดอนเมือง ไล่จับสินค้าไร้อย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.สาธารณสุขวอนเห็นใจ อย.ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ด้านความงามไม่ทั่วถึงเพราะมีเป็นแสนชิ้น ประชาชนต้องช่วยเฝ้าระวัง ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ ด้าน อย.นัดถก กสทช.ถึงแนวทางตรวจสอบโฆษณาเกินจริงทางทีวี วิทยุ เคเบิล รวมทั้งสื่อออนไลน์ แพทยสภาเตรียมตั้งอนุ กก.สอบจริยธรรมหมอบอนด์รีวิวเมจิก สกิน &amp;quot;วิระชัย&amp;quot; นำกำลังบุกตลาดดอนเมือง ร้านค้าไหวตัวปิดเกือบหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ ถึงกรณีการตรวจจับผลิตภัฑณ์เมจิก สกิน และผลิตภัณฑ์ลีนที่มีปัญหา ว่าขอให้ประชาชนมั่นใจในศักยภาพของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพราะเป็นหนึ่งในการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งต้องทำงานให้มีความรวดเร็วและคุ้มครองประชาชนด้วย แต่อยากให้ประชาชนเห็นใจ เนื่องจากสินค้าและผลิตภัณฑ์ความงามมีมากกว่าแสนชิ้น การจะสุ่มตรวจทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ แม้แต่สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถตรวจผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่นายกรัฐมนตรีให้ความห่วงใยในเรื่องอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในการสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์นั้น นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ต้องย้ำว่า อย.กำลังดำเนินการปรับระบบและจัดหาอัตรากำลังเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเพิ่มในปริมาณมาก เนื่องจากคงไม่สามารถเพิ่มให้เพียงพอกับการตรวจผลิตภัณฑ์หลายแสนชิ้นในท้องตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันกลุ่มการตลาดของธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง ทำในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้นต้นทางการเฝ้าระวังต้องเริ่มจากประชาชน มีสติ อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องรู้จักใช้วิจารณญาณ หากไม่แน่ใจ สงสัย ก็โทร.ถาม อย.ที่สายด่วน 1556 อย่าเชื่อรีวิวดารานักแสดง คนดังต่างๆ มาโฆษณา หรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทางกระทรวงได้ประกาศเตือนไปแล้วว่า บุคลากรทางการแพทย์ต้องระวังในการรีวิวสินค้าเหล่านี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการ อย. กล่าวว่า วันที่ 3 พ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. อย.จะแถลงข่าวร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในสื่อที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. 3 ประเภท คือทีวี วิทยุ เคเบิล รวมถึงจะมีประเด็นเรื่องการควบคุมออนไลน์ว่าจะทำอย่างไรในการสกัดกั้นการโฆษณาเกินจริง หลอกลวงผู้บริโภค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรอบการหารือจะมีการระบุถึงถ้อยความที่ใช้ในการโฆษณา เช่น รักษาได้ผล หรือใช้แล้วได้ผล แม้จะไม่พูดอย่างชัดเจน แต่หากก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเห็นผล ก็จะถือว่ามีความผิดด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลีนมีการเก็บออกจากท้องตลาดหมดแล้วหรือไม่ นพ.วันชัยกล่าวว่า เชื่อว่าขณะนี้ประชาชนทราบข่าวกันหมดและเฝ้าระวังกันอยู่ ขณะที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้แจ้งเตือน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ก็มีการตรวจจับ จึงเชื่อว่าหากยังมีเหลือในท้องตลาดก็ไม่มาก แต่เพื่อความปลอดภัย หากเห็นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวขออย่าใช้และแจ้งมายัง อย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีมีแพทย์รีวิวผลิตภัณฑ์เมจิก สกิน ว่าเรื่องนี้จะมีการนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา และตั้งอนุกรรมการสอบสวนจริยธรรมแน่นอน ส่วนกรณีทั่วไปหากพบว่าแพทย์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แพทยสภาจะดำเนินการตั้งอนุกรรมการสอบจริยธรรม เพื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดจรรณยาบรรณแห่งวิชาชีพหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์สามารถเข้ามาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงในชั้นอนุกรรมการฯ ได้ ซึ่งการอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดจริยธรรม จรรยาบรรณแพทย์ ก็อยู่ที่การพิจารณาของอนุกรรมการฯ โดยจะมีการสอบถามข้อคิดเห็นไปยังราชวิทยาลัยแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกแพทยสภากล่าวว่า ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพออกมาเยอะ การจะประกาศห้าม หรือประกาศเตือนแพทย์เรื่องการโฆษณา รีวิวต่างๆ นั้น จำเป็นต้องรอให้ผลการพิสูจน์สารต่างๆ ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ ออกมาก่อนจึงจะสามารถบอกได้ การประกาศไปก่อนอาจจะทำให้มีผลกระทบ รวมถึงปัจจุบันมีกฎหมายที่ควบคุมเรื่องการโฆษณาที่รุนแรงอยู่แล้ว ถ้าโฆษณาเกินจริง โทษถึงจำคุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงสายวันเดียวกัน พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ อย.เข้าตรวจสอบร้านค้าตลาดใหม่ดอนเมือง หรือตลาดแอร์พอร์ต หลังรับแจ้งมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง ไม่ถูกต้อง ไม่มี อย. ซึ่งเป็นการขยายผลจากการจับผลิตภัณฑ์เมจิก สกิน เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบเป็นตลาดใหญ่ มีร้านค้ามากกว่า 200 ร้านค้า ปรากฏว่าส่วนใหญ่ปิดร้าน เพราะได้ข่าวเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบร้านที่เปิด พบยาลดความอ้วนที่แอบอ้างว่าเป็นอาหารเสริมอีกหลายยี่ห้อ รวมถึงยี่ห้อเมจิก สกิน และลีน ที่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างสินค้าทั้งหมด พร้อมกับคุมตัวผู้ประกอบการมาลงบันทึกประจำวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวว่า การตรวจสอบตลาดดังกล่าวเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ว่ามีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐาน จากการตรวจค้นในวันนี้พบว่าส่วนใหญ่ปิดร้าน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่มาก่อนเวลาเปิด หรือทางร้านทราบข่าวและไหวตัวทัน แต่ไม่เกี่ยวว่าทางร้านจะเปิดหรือปิด ทุกร้านจะต้องทำการตรวจสอบสินค้าทั้งหมด หากพบว่ามีความผิด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการยึดสินค้าและให้เจ้าของเดินทางมาแสดงตัวเพื่อสอบปากคำ ซึ่งจากการตรวจสอบร้านในวันนี้พบว่า ร้านที่เปิดส่วนใหญ่มีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน คือไม่มี อย. และไม่มีหมายเลขจดแจ้งทะเบียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ลีนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบผู้เสียชีวิตซื้อสินค้ามาจากที่ใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานต่อมาว่า พล.ต.อ.วิระชัยได้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกโดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า (ศปก.) สืบสวนสอบสวน เพื่อเฝ้าติดตามการตรวจสอบผลิตภัณฑ์และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน โดย ศปก.จะสนธิกำลังร่วมกับตำรวจกองปราบปราม ตำรวจ ปคบ. และตำรวจ สน.ท้องที่ เพื่อเฝ้าติดตามตลอด 24 ชั่วโมงอย่างไม่มีกำหนด ทั้งนี้ หากร้านค้าใดต้องการจะเปิดร้านสามารถเข้ามาแจ้งกับเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าสินค้าภายในร้านไม่ผิดกฎหมาย และยินดีให้เข้าตรวจค้นร้านค้าได้ แต่หากไม่มีการเปิดร้านจำหน่ายสินค้า ตำรวจจะนำหมายค้นเข้าตรวจสอบภายในร้าน ทำให้ในช่วงบ่ายมีร้านค้าบางรายมาแสดงความจำนงจะเปิดร้านให้ตรวจสอบสินค้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8376</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลีน, รักษาได้ผล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หลอกลวงผู้บริโภค, อย.ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ด้านความงาม, เมจิก สกิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9c06a95042.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2018 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2018 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สายป่าน&#039;ยันไม่มีเจตนาหลอกลวง ตร.เร่งสาวเส้นทางเงินยึดทรัพย์&#039;เมจิกสกิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.61 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นางสาวอภิญญา สกุลเจริญสุข หรือสายป่าน นักแสดงที่ถูกหมายเรียกจากการโฆษณาสินค้าในเครือ บ.เมจิกสกิน เดินทางเข้ามาให้ปากคำและข้อมูล กับพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
น.ส.สายป่าน กล่าวว่า จากกรณีที่ตนโพสต์คลิปวีดิโอ และลงรูปคู่กับสินค้านั้น ไม่มีเจตนาที่จะหลอกหลวงประชาชน หรือ เอาเปรียบผู้บริโภค เพราะก่อนที่จะรีวิวสินค้าตนเองได้นำมาทดลองทานเช่นกัน และปกติการรับงานรีวิว ทางผู้จัดการจะเป็นคนรับงานให้ &amp;nbsp;ซึ่งในส่วนของกรณีดังกล่าวนั้น ได้มีการตรวจสอบเบื้องต้น ถึงเลข อย. ว่ามีอยู่จริง แต่ไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นการสวมเลข อย. พร้อมยืนยันตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ บริษัทฯ ตนเป็นแค่ลูกค้าที่รับเป็นพรีเซนเตอร์และพูดตามสคริปเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.กังสดาล เจริญพานิช ผู้จัดการส่วนตัว ระบุว่า มีตัวแทนคนกลางติดต่อมา และก่อนหน้าที่จะรับงานก็ได้ดูแล้วว่ามีเลข อย. และยังมีศิลปินดาราคนอื่นๆรีวิว จึงเชื่อว่าน่าจะไม่เป็นอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า สำหรับสายป่านที่เข้ามาให้ปากคำในฐานะพยาน ยังไม่ใช่ผู้ต้องหา &amp;nbsp;เนื่องจากสายป่านมีการอัดคลิปและภ่ายภาพนิ่ง เพื่อรีวิวสินค้าในเครือเมจิกสกิน ส่วนจะมีความผิดหรือไม่นั้น จะต้องสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานอื่นๆก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆกับดารา แต่หากตรวจสอบพบว่ามีความผิด ก็จะผิดตาม พรบ.เครื่องสำอาง ตามมาตรา41 ข้อหาโฆษณาเครื่องสำอางด้วยข้อความอันเป็นเท็จ , พรบ.อาหาร ตามมาตรา40 ข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์อันเป็นเท็จ หรือหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อโดยไม่สมควร, พรบ.อาหาร ตามมาตรา41 การโฆณาคุณประโยชน์หรือสรรพคุณเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และพรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตามาตรา14 ข้อหานำข้อมูลเท็จ หรือปลอมเข้าสู่ระบบคอมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวต่อว่าส่วนดาราที่ออกหมายเรียกล็อตแรกยังเหลืออีก 4 คนยังไม่มาให้ปากคำ คือ ม้า อรรภา กฤษฎี &amp;nbsp;, เจสซี่ วาร์ด &amp;nbsp;, ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ , โฟร์ ศกลรัตน์ วรอุไร &amp;nbsp;คาดว่าจะมาให้ปากคำตามหมายเรียกในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ได้ออกหมายเรียกดาราเพิ่มอีก 3 &amp;nbsp; คน ประกอบด้วย น.ส.สุมณทิพย์ เหลืองอุทัย หรือ กุ๊บกิ๊บ มาพบวันที่ 9 พ.ค.เวลา 13.00น. และ น.ส.ราศี บาเล็นซิเอก้า หรือมาร์กี้ พร้อมสามี นายภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ หรือป๊อก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหายนั้น สามารถที่จะ ไปแจ้งความได้ ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ แต่ขอให้แจ้งความก่อนวันที่ 11 พ.ค &amp;nbsp;เพื่อรวบรวมผู้เสียหายและส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบริษัทเมจิกสกินจะเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการสอบปากคำของพยาน และ เส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้ต้องหานั้น ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการติดตาม &amp;nbsp;ซึ่งหากใครทราบเบาะแสเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา สามารถแจ้งมาได้ ตำรวจจะทำการตรวจยึด เพื่อนำมาคืนผู้เสียหาย พร้อมยืนยันตำรวจทำงานกันตลอด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8049</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, สายป่าน อภิญญา, หลอกลวงผู้บริโภค, อย., เมจิก สกิน, โฆษณาเกินจริง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180428/image_big_5ae41ed463f98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
