<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2018 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2018 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบยกแก๊ง &#039;โรแมนซ์สแกม&#039; แชทจีบหญิงไทยก่อนตุ๋นเงินสูญนับร้อยล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.61 - เมื่อเวลา 11.00 น. &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ 191 แถลงผลการทลายแก๊งโรแมนซ์สแกม (Romance scams) แสร้งรักออนไลน์ชาวไนจีเรีย ซึ่งเป็นเครือข่ายใหญ่ ได้ผู้ต้องหาทั้งสิ้นจำนวน 8 ราย พร้อมของกลางเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และบัตรเอทีเอ็มจำนวนมาก มีผู้เสียหายหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากมีผู้เสียหายในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้โทรศัพท์มาแจ้งสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ว่าถูกคนร้ายสร้างเฟซบุ๊กปลอมขึ้นมา ส่งข้อความหลอกลวงสร้างสถานการณ์ พูดจาอ่อนหวาน หว่านล้อม เชิงชู้สาว หลังจากนั้นก็หลอกว่าส่งสินค้าจากต่างประเทศและติดค้างที่สนามบิน ต้องโอนเงินมายังศุลกากรหรือเจ้าหน้าที่ขนส่ง เพื่อนำสินค้าออกมา ขณะเดียวกันก็มีคนไทยเข้าร่วมขบวนการ โดยทำหน้าที่เป็นคอลเซ็นเตอร์พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์สร้างสถานการณ์หลอกเหยื่อว่ามีสินค้าหรือพัสดุส่งมาจากต่างประเทศจริง ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อโอนเงินเข้ามายังบัญชีที่คนร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผบช.ทท. กล่าวว่า จากการสอบสวนทราบว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปบัญชีคนร้าย และพบว่าหลังจากนั้นเงินถูกกดออกจากบัญชีในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยคนที่มากดเงินเป็นหญิงคนไทยและชายต่างชาติผิวสี ตำรวจจึงได้ออกสืบสวนติดตามจนทราบว่าคนร้ายมาหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลกะทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ต่อมาวันที่ 30 พ.ค.2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปแสดงตัวและตรวจสอบพบชายผิวสีจำนวน 6 คน แบ่งเป็นสัญชาติไนจีเรีย 4 ราย สัญชาติอูกันดา 1 คน และสัญชาติกินิ-บิสเซา 1 คน และจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางของชายชาวต่างชาติทั้งหมดพบว่าเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมายและอยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตหรือโอเวอร์สเตย์ จึงจับกุมดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กของชายชาวต่างชาติทั้งหมดพบว่ามีพฤติกรรมสร้างเฟซบุ๊กปลอมและส่งข้อความไปหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อในหลายรูปแบบและโอนเงินให้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมลักษณะนี้คือแก๊งโรแมนซ์สแกม โดยมีข้อความการสนทนาหลอกลวงหลายรายการ และพบผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกหนึ่งรายซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน&amp;rdquo; รองผบช.ทท. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า คดีนี้มีผู้เสียหายถูกหลอกโอนเงินในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ประมาณ 28,000 บาท และที่จังหวัดบุรีรัมย์ 20,000 บาท พร้อมกันนี้ฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโอนเงินให้ชาวต่างชาติผ่านโซเชี่ยลมีเดีย และหากไม่แน่ใจสามารถขอคำแนะนำผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยวได้ อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนจับกุมแก๊งโรแมนซ์สแกรมทั้งหมดมีความเสียหายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยมีพฤติการณ์คล้ายกันคือหลอกให้เหยื่อไว้ใจและโอนเงินให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ต้องหาประกอบด้วย 1. Mr. Eriri Franklin อายุ 23 ปี สัญชาติไนจีเรีย, 2. Mr. Pedro Da Silva อายุ 28 ปี สัญชาติ กินี-บิสเซา, 3. Mr. Marcelinus Chijioke Mbakwe อายุ 32 ปี สัญชาติไนจีเรีย, 4. Mr. Ogochukwu John Obioha อายุ 30 ปี สัญชาติไนจีเรีย, 5. Mr. Nnamdi Barnabas Agubosim อายุ 32 ปี สัญชาติไนจีเรีย และ 6. Mr.Emmanuel Kasujja อายุ 37 ปี สัญชาติอูกันดา โดยศาลได้อนุมัติหมายจับ Mr.Eriri Franklin, Mr.Emmanuel Kasujja ซึ่งเป็น 2 ใน 6 ผู้ต้องหาชาวต่างชาติ นอกจากนี้ศาลยังได้อนุมัติหมายจับคนไทยอีก 2 คน คือ น.ส.จิราภรณ์ พันนารัตน์ อายุ 29 ปี ชาวจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นแฟนของ Mr.Emmanuel Kasujja ซึ่งทำหน้าที่กดเงิน และ น.ส.วิจิตตรา อัมศึก อายุ 25 ปี ชาวจังหนองคาย เจ้าของบัญชีรับโอนเงิน ในฐานความผิด &amp;ldquo;ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น&amp;rdquo; จึงได้จับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 รายไปดำเนินคดีต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10533</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155, หลอกหญิงไทย, แก๊งโรแมนซ์สแกม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180602/image_big_5b122ff687dda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบแก๊งอินเดียจดทะเบียนสมรสเก๊หญิงไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค.61 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ,พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท.1 ,พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1,พ.ต.อ.พนัญชัย &amp;nbsp;ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.1 ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม นายปราบาห์การ์ ซิงห์ &amp;nbsp;นายริเตซ กูมาร์,นายแมนจี๊ต มาลลาห์ และเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร จำนวน 5 ราย มีนายสุรัช ปรากาศ ซิงห์,นายราจู ชาร์มา,นายไชเรซ กูมาร์ ทริปาตี้,นายวิเจนดร้า นิชาร์ด ,นายบาจัน นิชาร์ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ &amp;nbsp;ชัยจินดา ผบ.ตร.มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผบช.ทท.แชะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น &amp;nbsp;ผบช.สตม.ดำเนินการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทำความผิดและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมก่อให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ประกอบกับได้รับการร้องเรียน จากหญิงไทยหลายราย ที่พบว่าตนเองมีรายชื่อจดทะเบียนสมรสกับชาวอินเดีย โดยที่ตนเองไม่เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อนและไม่รู้จักชาวอินเดียที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสมรสแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงได้สั่งการ ให้ชุดสืบสวน บช.ทท. และชุดสืบสวน สตม. ประสานกับ อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ทำการตรวจสอบ และพบว่า มีรายชื่อหญิงไทย จำนวน 300 ราย ที่อาจจดทะเบียนสมรสกับชาวอินเดียโดยมิชอบ หรือโดยอำพราง และต่อมา มีชาวอินเดียบางราย นำทะเบียนสมรสที่ได้ออกโดยส่วนราชการโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น ไปใช้ในการยื่นขออยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว โดยอ้างเหตุในการขออยู่ต่อ เพื่ออุปการะภรรยา หรือเยี่ยมคู่สมรสชาวไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร จากปฏิบัติการในครั้งนี้สามารถจับกุมชาวอินเดีย ซึ่งเคยใช้ทะเบียนสมรสที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้ช่วยเหลือพาผู้หญิงไทยซึ่งมีรายชื่อเป็นคู่สมรสของชาวอินเดียไปทำการเพิกถอนการจดทะเบียนสมรส &amp;nbsp; ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำนวน 13 ราย และอยู่ในระหว่างการประสานติดตามผู้ที่มีรายชื่อตกเป็นคู่สมรสโดยที่ตนเองไม่ทราบเรื่องดังกล่าวมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9791</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนร้ายชาวอินเดีย, พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, หลอกหญิงไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b050b5fb6c93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
