<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริโภค“หอมแดง”ช่วยผู้สูงวัย บรรเทาอาการหวัดหนีปอดบวม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(บริโภคหอมแดงในรูปแบบของเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร จะช่วยบรรเทาอาการโรคหวัด อาทิ คัดจมูก และช่วยให้หายใจได้โล่งยิ่งขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หอมแดง&amp;rdquo; สมุนไพรลูกเล็ก แต่สรรพคุณมากมาย โดยเฉพาะหน้าฝนที่โรคหวัดมักถามหาผู้สูงอายุ และทำให้เกิดอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก งานนี้หอมแดงเป็นฮีโร่ที่ช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ดีไม่น้อย แม้ว่าหลายคนจะไม่ชอบบริโภค เนื่องจากรู้สึกแสบตาเวลาที่นำมาประกอบอาหาร หรืออาจทำให้เกิดกลิ่นตัวและกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ แต่ถ้าหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมในรูปแบบของการแต่งกลิ่น แต่งรสอาหาร นั่นจะทำให้ดีต่อสุขภาพได้ไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(กัลยา กาลสัมฤทธิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กัลยา กาลสัมฤทธิ์ นักกำหนดอาหาร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;หอมแดงเป็นสมุนไพรเครื่องเทศที่ใช้ในการแต่งกลิ่นของอาหาร และหากใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ นั่นจึงทำให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มักเป็นหวัดได้ค่อนข้างบ่อยในช่วงหน้าฝนอย่างนี้ เนื่องจากสรรพคุณของหอมแดงที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด โดยทำให้หายใจได้โล่งสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นจะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มของ &amp;ldquo;แอนโทไซยานิน&amp;rdquo; ที่พบได้ในพืชสีแดง ป้องกันการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน ตลอดจนความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ชอบบริโภคหอมแดงเจียวคู่ไก่ทอดบ่อยๆ อาจทำให้ได้รับไขมันที่เป็นโทษต่อร่างกายมากกว่าประโยชน์จากสมุนไพรเครื่องเทศดังกล่าว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะมีข้อดี แต่การบริโภคหอมแดงก็มีข้อควรระวังเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ชอบรับประทานหัวหอมแดงเจียวคู่กับไก่ทอด ถ้ารับประทานมากไปก็จะได้ไขมันเข้าไปแทน นอกจากนี้ ผู้สูงวัยที่ป่วยโรคไตซึ่งมีโพแทสเซียมในร่างกายค่อนข้างสูง การบริโภคหัวหอมแดงในปริมาณที่สูง (ในหอมแดง 100 กรัม มีแร่ธาตุโพแทสเซียม 334 มิลลิกรัม หรือ 7%) จะทำให้โพแทสเซียมคั่ง และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ เนื่องจากธาตุดังกล่าวไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้ นอกจากนี้อาจทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากและกลิ่นตัว เนื่องจากกลิ่นจะถูกขับออกมาทางรูขุมขน ที่สำคัญหากรับประทานหอมบ่อยๆ และเป็นประจำ จะทำให้ผมหงอกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งทำให้สายตาพร่ามัวได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสรุปแล้ว ผู้สูงวัยและคนทั่วไปควรบริโภคหอมแดงให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ในรูปแบบของอาหารประเภทเพื่อช่วยแต่งกลิ่นและแต่งรส อาทิ เมนูต้มยำ, ต้มโคล้งปลาแห้งใบมะขามอ่อน, แกงเผ็ดต่างๆ หรือใส่ในอาหารประเภทยำ ก็จะทำให้ผู้สูงวัยเจริญอาหารยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวกได้เป็นอย่างดี จากการบริโภคเป็นอาหาร หรือจะนำหอมแดงใส่น้ำร้อน และนำมาอังสูดดมเบาๆ ขณะเป็นโรคหวัด ก็ทำให้หายใจโล่งเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คุณตาคุณยายท่านไหนที่เริ่มเจ็บคอ ไอค่อกแค่ก และหายใจไม่สะดวกจากโรคหวัด หอมแดงถือเป็นตัวช่วยที่ดี จริงไหมค่ะ&amp;hellip;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12005</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัลยา กาลสัมฤทธิ์, คุณภาพชีวิต, ต้มยำ, ต้มโคล้งปลาแห้งใบมะขามอ่อน, มะเร็ง, สมุนไพร, หลอดเลือดหัวใจ, หอมแดง, หอมแดงเจียว, เบาหวาน, แอนโทไซยานิน, โลกวัยเกษียณ, ไก่ทอด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180624/image_big_5b2f97ea5f97e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อดีผ่าตัดบายพาสหัวใจ ด้วยเทคนิค Off-Pump CABG</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในอดีต การผ่าตัดบายพาสหัวใจเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน จำเป็นต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมมาช่วยในการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้น ส่งผลให้เกิดการขาดออกซิเจน ขาดเลือด มีผลต่อระบบการทำงานของปอด ไต และสมอง แต่ปัจจุบันการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันมีทางเลือกสำหรับผู้ป่วย หนึ่งในนั้นคือการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแบบไม่ต้องหยุดหัวใจ หรือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (Off-Pump Coronary Artery Bypass Grafting) ทำให้หัวใจไม่ต้องหยุดเต้น ส่งผลดีกับผู้ป่วย ลดผลข้างเคียง ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีในเร็ววัน เป็นวิธีการผ่าตัดที่น่าสนใจสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดหัวใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล รองผู้อำนวยการศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวถึงการผ่าตัดบายพาสแบบใหม่ คือ การผ่าตัดหัวใจในขณะที่หัวใจยังเต้นอยู่ โดยนำเครื่องมือเข้ามาเกาะยึดหัวใจให้หยุดนิ่งในตำแหน่งที่ทำการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หัวใจยังเต้นเป็นจังหวะ ข้อดีของการผ่าตัดบายพาสด้วยเทคนิคหัวใจไม่หยุดเต้น (Off-Pump CABG) ที่หลายคนไม่รู้คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ลดอัตราการเสียชีวิต 2.เสียเลือดน้อย ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดบายพาสแบบหัวใจหยุดเต้น (On-Pump CABG) หรือการผ่าตัดบายพาสแบบหัวใจไม่หยุดเต้น (Off-Pump CABG) จำเป็นจะต้องให้ยาละลายลิ่มเลือดขณะผ่าตัด (Heparin) ซึ่งหากทำการผ่าตัดแบบ Off-Pump CABG ที่ไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมจะใช้ยาละลายลิ่มเลือดน้อยกว่าการผ่าตัดแบบ On-Pump CABG ที่ต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมถึง 3 เท่า ทำให้เสียเลือดน้อยกว่าถึง 70% และไม่ต้องให้เลือดเพิ่มในขณะผ่าตัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ฟื้นตัวเร็ว เนื่องจากการผ่าตัดบายพาสด้วยเทคนิคหัวใจไม่หยุดเต้น (Off-Pump CABG) ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีน้อยกว่ามาก เพราะหากเป็นการผ่าตัดบายพาสแบบหัวใจหยุดเต้น (On-Pump CABG) ที่ต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมจะมีผลข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบทั่วร่างกาย เนื่องจากเลือดผ่านเครื่องปอดหัวใจเทียมเพื่อเพิ่มออกซิเจนแล้วกลับไปในตัวผู้ป่วยอีกครั้ง เลือดออกมากผิดปกติหลังผ่าตัด รวมถึงการฟื้นตัวและการทำงานของหัวใจอาจลดลงหลังผ่าตัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การผ่าตัดบายพาสด้วยเทคนิคหัวใจไม่หยุดเต้น (Off-Pump CABG) ที่ในระยะยาวนั้นผลการรักษาไม่แตกต่างกับการผ่าตัดแบบหัวใจหยุดเต้น (On-Pump CABG) สิ่งสำคัญที่สุดคือ การผ่าตัดรักษากับแพทย์ที่มากด้วยประสบการณ์ทำให้การผ่าตัดรวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษา เพราะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วยด้วย รวมถึงความพร้อมของโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์และเครื่องมือในการรักษาแบบครบองค์รวม ย่อมช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ให้ผู้ป่วยมั่นใจในการรักษา การผ่าตัดได้ผลที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1719.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8288</URL_LINK>
                <HASHTAG>การผ่าตัดบายพาสหัวใจ, คุณภาพชีวิต, นพ.วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล, บายพาสแบบหัวใจไม่หยุดเต้น, ปอด, ลดอัตราการเสียชีวิต, สมอง, สุขภาพ, หลอดเลือดหัวใจ, หัวใจตีบตัน, หัวใจเทียม, โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ, ไต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae86575865da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
