<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.-เครือข่ายองค์กรประชาชนแนะ 5 ข้อใช้หลักสิทธิมนุษยชน แก้ปัญหาการชุมนุมทางการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(แฟ้มภาพ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 - คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 7/2564 ระบุว่า&amp;nbsp; คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายองค์กรประชาชน มีข้อห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่มีแนวโน้มที่จะขยายความรุนแรงขึ้นและนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในเดือนสิงหาคมนี้ จากความขัดแย้งและไร้ทางออกของรัฐบาลที่ยากจะแก้ไขปัญหาให้เกิดเสถียรภาพและสันติสุขในบ้านเมืองได้ เนื่องจากความผิดพลาดล้มเหลวของรัฐบาลที่เผด็จอำนาจฉ้อฉลโดยมิชอบมาอย่างยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครป. และเครือข่ายองค์กรประชาชนเห็นว่า ทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงทางสังคมในสถานการณ์ที่ประเทศเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงนั้น ทุกฝ่ายโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องใช้หลักสิทธิมนุษยชนเป็นวิธีการจัดการปัญหา เพื่อหยุดอาชญากรรมแห่งรัฐและความรุนแรงทางสังคมโดยสันติ ซึ่งครป.และเครือข่ายองค์กรประชาชน มีข้อห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองและขอเรียกร้องดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;1. ขอคัดค้านการต่ออายุ พรก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก 2 เดือน เนื่องจากการประกาศใช้กฎหมายพิเศษมากว่า 1 ปี 4 เดือนนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ-นิติธรรมตามครรลองประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและทำกลไกรัฐตามปกติให้ไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงขอคัดค้านการออกประกาศข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 30 วันที่ 1 สิงหาคม 2564 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ฉบับที่ 9 วันที่ 3 สิงหาคม 2564 โดย พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งทั้ง 2 ฉบับล่าสุดนั้นเจตนาเป็นการตั้งใจใช้อำนาจรอนสิทธิ์พลเมืองและละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยข้ออ้างการระบาดของโรคโควิด ทั้งที่สามารถใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ได้ ก่อนหน้านี้ การที่รัฐบาลออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 ฉบับที่ 27-29 ก็เพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและเสรีภาพในการนำเสนอข่าวซึ่งเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนและคุกคามประชาชนอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อต่อต้านและขับไล่รัฐบาลนั้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างสันติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยและหลักสิทธิมนุษยชนที่กฎหมายอื่นจะเหนือกว่าไม่ได้ โดยเฉพาะเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่รัฐบาลจะละเมิดไม่ได้ รัฐบาลและเจ้าหน้าที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเข้าคุกคามเพื่อปิดกั้นสิทธิดังกล่าวไม่ได้ แต่จะต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ใช้สิทธิทางการเมืองดังกล่าวตามกรอบรัฐธรรมนูญและหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ดังนั้น เพื่อใช้สิทธิทางการเมืองดังกล่าวอย่างเต็มที่ ขอให้ผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมโดยสันติ อดทน อดกลั้นและช่วยกันจัดการปัญหาเฉพาะหน้าไม่ให้เกิดการยั่วยุ การใช้ความรุนแรงและปลุกระดมความเกลียดชัง รวมถึงประสานงานเตรียมทีมแพทย์อาสากรณีมีคนบาดเจ็บเฉพาะหน้าและมาตรการป้องกันโควิดระบาดอย่างเข้มงวด หากเกิดเหตุความรุนแรงและสถานการณ์วิกฤตที่ไม่สามารถควบคุมได้ ขอให้สถาบันการศึกษาและวัดเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ส่วนเจ้าหน้าที่จะต้องไม่ใช้ความรุนแรงและบุกเข้าไปคุกคามจับกุมผู้ชุมนุม และกระทำการใดๆที่อาจเป็นเหตุในการขยายความขัดแย้งรุนแรงต่อไปจนยากแก้ไขและเกิดเหตุจลาจลอลหม่านอันเป็นวิกฤตรัฐที่ล้มเหลวในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดความคิดการสลายการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากการชุมนุมที่ผ่านมายังไม่ปรากฏลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงจนเป็นเหตุถึงขั้นที่รัฐบาลต้องตัดสินใจใช้มาตรการในการสลายการชุมนุมและพึงระวังการละเมิดหลักการสลายการชุมนุม กฎและมาตรฐานสากลในการใช้กำลัง และอย่าใช้ทหารเข้ามาแก้ปัญหาการเมือง โดยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อยุติความรุนแรงและการสร้างเงื่อนไขการปะทะ โดยออกมาตรการเท่าที่จำเป็นเพื่อปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคนตามภาระหน้าที่โดยไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่ากับประชาชนกลุ่มใด และขอเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องคุ้มครองนักกิจกรรมเพื่อสังคม ยุติการดำเนินคดีแกนนำประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยมิชอบ โดยใช้ความรุนแรงและการข่มขู่คุกคาม โดยขอให้ดำเนินนโยบายเพื่อสร้างความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ในอนาคตเพื่อเริ่มต้นกระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติและสร้างความปรองดองภราดรภาพในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ขอเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยวิถีทางการเมือง เช่น โดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทันที ซึ่งจะเป็นการรับผิดชอบต่อปัญหาความแตกแยกรุนแรงที่เกิดขึ้นและสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ เนื่องจากศูนย์กลางของปัญหาคือความไร้ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต่อปัญหาของชาติบ้านเมือง จนทำให้ตำแหน่งนั้นไร้เกียรติและสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนจนหมดสิ้นแล้ว หาไม่แล้วการหลงยึดติดในอำนาจอาจทำให้สังคมเกิดกลียุคขึ้นในไม่ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองร่วมกัน โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างจริงจัง และเน้นการเจรจาในการแก้ไขปัญหา สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบบนหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญจะต้องเข้ามามีบทบาทในการยุติการขยายความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงบทบาทของรัฐสภาในการหาทางออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขอให้รัฐสภาเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นทางออกในวิกฤตประชาธิปไตย รวมถึงการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ให้ส่งเสริมและสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็เป็นบทบาทของรัฐสภาเช่นกัน และหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลให้มีการเสนอเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยขอให้สมาชิกจากพรรคร่วมรัฐบาลยกมือออกเสียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อแสดงความรับผิดชอบร่วมกันก่อนสถานการณ์จะบานปลายจนไร้ทางออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครป. และองค์กรภาคประชาชน ขอให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันจับตาสถานการณ์ความรุนแรงร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยสร้างบรรยากาศสันติประชาธรรมในการพูดคุยหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองโดยไม่ใช้ความรุนแรงทั้งกายภาพและทางวาจาที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) การจงใจยั่วยุหรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดสถานการณ์ หรือสนับสนุนในการสร้างความรุนแรงทางสังคมหรือต่อผู้อื่น ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดอคติและความเกลียดชังทางสังคมจนเกิดการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดทางอาญาจนเกิดความรุนแรงทางสังคมที่ขยายบานปลายออกไปได้ เพื่อร่วมกันสมานฉันท์เพื่อชาติบ้านเมืองขับไล่รัฐบาลฉ้อฉลออกไปโดยฉันทามติของสังคมโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.)
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
สถาบันสังคมประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112415</URL_LINK>
                <HASHTAG>การชุมนุมทางการเมือง, ครป., พรก.ฉุกเฉิน, ม็อบไล่ประยุทธ์, หลักนิติรัฐ-นิติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107c16a97672.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 09:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดือด!&#039;ราเมศ&#039;โต้&#039;ปริญญา&#039;ทำให้สังคมสับสนชี้ม.112ยังมีผลบังคับใช้เมื่อทำผิดชัดไม่มีทางเลือกอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย.63 - นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกฎหมายพรรค กล่าวถึงกรณีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความเห็นต่อการดำเนินคดี มาตรา 112 กับผู้ชุมนุม ว่า ความเห็นของนายปริญญา อาจทำให้สังคมสับสนได้ว่า หากการบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 112 แล้วจะเกิดปัญหากับกลุ่มบุคคลที่ต้องการปฏิรูปสถาบัน ดังนั้น ตนจึงมีความจำเป็นต้องมีความเห็นแย้ง เพื่อให้เห็นถึงหลักการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.หลักการในเรื่องมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ที่มีใจความสำคัญว่าผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี สถานะกฎหมายมาตรานี้ ยังมีผลใช้บังคับ มีเจตนารมณ์ชัดเจนในเรื่องการป้องกันเพื่อไม่ให้มีผู้ที่มีเจตนา ใส่ความด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ต่อพระมหากษัตริย์ หรือดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นประจักษ์ชัดว่า การกระทำทั้งใช้วาจา โฆษณาวาดเขียน มีลักษณะเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ทั้งสิ้น เมื่อปรากฎความผิด แม้ว่าจะไม่มีใครแจ้งความ เจ้าหน้าที่ที่รู้เห็นการกระทำดังกล่าวไม่มีทางอื่นที่ที่จะต้องดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ก็ต้องถือว่ามีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.บ้านเมืองจะสงบ ถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากทำผิดกฎหมายแต่คิดว่ากลุ่มที่ทำผิดมีคนจำนวนมาก หากดำเนินการตามกฎหมายคนเหล่านี้จะโกรธ จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่สงบ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรมีกฎหมาย ต้องยกเลิกกฎหมายทุกฉบับให้หมด แล้วก็ให้ทุกคนทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ตนคิดว่าคงไม่ต้องให้นักกฎหมายบอกว่าผิดไม่ผิด แต่ทุกคนดูออกว่า ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มีความผิดหรือไม่ ไปไกลมากกว่าการใช้วาจาหยาบคายไม่เหมาะสมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ที่บอกว่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างประชาชนที่เรียกร้องเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นเมื่อบังคับใช้มาตรา 112 นั้น ผมคิดว่าการบังคับใช้กฎหมายแล้วทำให้เกิดปัญหา ก็ถือว่าผิดหลักการของรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทำไมไม่กลัวว่าปัญหาจะเกิดกับประชาชนที่อยู่ในเรือนจำที่เขาทำความผิดอื่นบ้าง เพราะที่เขาอยู่ในเรือนจำนั้นก็ล้วนเกิดมาจากการบังคับใช้กฎหมายทั้งสิ้น คนในสังคมอย่าไปคิดอะไรแบบฉาบฉวยตามกระแส เพราะไม่มีสิ่งไหนหนีหลักการความถูกต้องไปได้ อาจไม่สะใจใคร แต่นั่นคือสิ่งที่ยั่งยืน และสนันสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ภายใต้หลักนิติรัฐ&amp;quot;นายราเมศ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85190</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายราเมศ รัตนะเชวง, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, มาตรา112, หลักนิติรัฐ-นิติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc05d3ee9655.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 12:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 12:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษกพท.ชี้กระบวนการยุติธรรมใกล้ถึงจุดวิกฤติจี้รัฐบาลสังคายนาทั้งระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27ก.ค.63-นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคดีสำคัญในขณะนี้ ว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมาใกล้ถึงจุดวิกฤติศรัทธาแล้ว เพราะผู้คนในสังคมกังขาว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดผัน (abuse) ทำให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศสูญเสียความเชื่อมั่นในฐานะเป็นที่พึ่งสุดท้ายแห่งความยุติธรรมของสังคม เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย และตีความกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ยิ่งกว่าประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความสงบสุขโดยแท้จริง ซึ่งถือว่า เป็นความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
&amp;nbsp;
นายชุมสาย กล่าวว่า ความยุติธรรมตามใบสั่ง เช่นนี้ดำรงอยู่ ในกระบวนการยุติธรรมไทยมาหลายทศวรรษ ที่การบังคับใช้กฎหมายถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือในการ พิทักษ์ประโยชน์แห่งผู้มีอำนาจไม่ใช่ประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับการบังคับใช้กฎหมายในทางการเมืองและการบริหารประเทศ ได้มีการทำรัฐธรรมนูญโดยมีบทบัญญัตินิรโทษกรรมให้ตนเองกับพวกที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างชัดแจ้ง มีการตรากฎหมาย ขึ้นใช้เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้มีอำนาจ มีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะสองมาตรฐานค่อนข้างชัดเจนส่งผลให้ หลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรมพังทลายลง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุมสาย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เรามีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะด้านกระบวนการยุติธรรม ตนจึงขอเรียกร้องให้ ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องเร่งสังคายนาและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจังทั้งระบบ ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศชาติ และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของ ประชาชนอย่างแท้จริง ขอยกคำกล่าว อมตะวาจาของอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา Thomas Jefferson. ว่า &amp;quot;When injustice becomes law resistance becomes Duty &amp;quot; &amp;quot;เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การลุกขึ้นต่อต้านย่อมถือเป็นหน้าที่&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72622</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรม, ชุมสาย ศรียาภัย, หลักนิติรัฐ-นิติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba534307685.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
