<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2020 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2020 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจำนวน 7 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.63 -&amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙) อนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน๗ คน และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ(๒ มกราคม ๒๕๖๒) อนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการดังกล่าว จำนวน ๔ คนแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ และลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๒ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการดังกล่าวได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๕ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๓ อนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน ๗ คน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. รองศาสตราจารย์ประสบศรี อึ้งถาวร ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. นายเจษฎา โชคด ารงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. นายอนันต์ชัย อัศวเมฆิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔. พลเอก เอกจิต ช่างหล่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕. นางดวงตา ตันโช ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖. นายจิรวุสฐ์ สุขได้พึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๗. นายสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศณ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
อนุทิน ชาญวีรกูล
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68583</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, สธ., หลักประกันสุขภาพ, อนุทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2019 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2019 06:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOชื่นชมไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้นแบบระดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส.ร่วมถกบนเวทีนานาชาติ 51th APACPH จาก 29 ประเทศ ชี้มาตรการสร้างเสริมสุขภาพช่วยแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผู้แทน WHO ประจำประเทศไทยแสดงความชื่นชมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมืองไทยเป็นต้นแบบระดับโลก มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม สภาพัฒน์ตั้งความหวังรอเติมเต็มช่องว่างด้านสุขภาพ หนุนสร้างแผนจัดการความเสี่ยง ประเมินผลจริงจังต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บนหนทางแห่งการพัฒนาภายใต้ข้อตกลงร่วมกันของประชาคมโลก ตามที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้มี &amp;ldquo;เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rdquo; เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2558-2573 กระบวนทัศน์ดังกล่าวสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในหลายโอกาสนับตั้งแต่ปี 2517 และหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 ที่พสกนิกรได้สืบสานพระราชปณิธานต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้วยแนวทางการดำรงชีวิตและการบริหารจัดการ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสายกลางและความไม่ประมาท มุ่งประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นฐานในการกลั่นกรองกระบวนการทางความคิดและการจัดการ ภายใต้หลักของความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน นำไปสู่การตัดสินใจที่รอบคอบ ระมัดระวัง สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์แวดล้อมต่างๆ อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อชีวิตตนเองและประเทศชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฏ์สกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย บรรยายในเวทีหลักหัวข้อ &amp;ldquo;SDGs and Public Healt h: At Present&amp;rdquo; เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการสาธารณสุข : ณ ปัจจุบัน ภายในการประชุมวิชาการสาธารณสุขนานาชาติ 51st APACPH conference : SDGs in Reality&amp;rdquo; จัดโดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดากล่าวว่า ในช่วงศตวรรษที่ 21 เป้าหมายการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีถูกจัดเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs (ข้อ 3) ในขณะที่ภาพใหญ่ของ 17 เป้าหมาย SDGs เน้นพัฒนาความสมดุลระหว่างปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมล้วน แต่เป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพประชาชนซึ่งการสร้างเสริมสุขภาพร่วมสมัยได้มุ่งที่จะทำงานกับปัจจัยเหล่านี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายขจัดความยากจน ขจัดความหิวโหย การศึกษาเท่าเทียม ความเท่าเทียมทางเพศ การจัดการน้ำและสุขาภิบาล การจ้างงานที่มีคุณค่า การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน หมอดูแลเรื่องสุขภาพได้ดี คนมีอายุยืนขึ้น แต่คนทั้งโลกเสียชิวิตด้วยโรค NCDs ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับวิถีชีวิต จึงหนีไม่พ้นในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดากล่าวว่า มีการพิสูจน์แล้วว่ามาตรการสร้างเสริมสุขภาพที่มุ่งแก้ไขปัจจัยกำหนดสุขภาพ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสุขภาวะของประชาชนในวงกว้าง แล้วยังนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สมดุลทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมผ่านยุทธศาสตร์สำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ อาทิ แนวคิดทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (health in all policies) สสส.ในฐานะองค์กรหลักที่สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรืออีกนัยหนึ่งนับได้ว่าได้ปฏิบัติภารกิจประสานภาคีที่มุ่งขับเคลื่อนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยการจัดเก็บภาษี 2% จากยาสูบและแอลกอฮอล์เพื่อที่จะได้นำมาสร้างงานเป็น Model win-win ในการสร้างนวัตกรรม การสร้างความพอเพียงในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ขณะนี้ สสส.มีภาคีเครือข่าย 2 หมื่นองค์กร มีผู้ได้รับประโยชน์ส่วนรวมหลายล้านคน ทั้งนี้ สสส.สนับสนุน 5,000 โครงการเพื่อให้คนไทยดื่มเหล้าและสูบบุหรี่น้อยลงเพื่อรักษาสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฏ์สกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงช่องว่างในการบรรลุเป้าหมาย SDGs ว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะมิติทางด้านสุขภาพ ความท้าทายของคุณภาพ ความเท่าเทียมในระบบบริการสุขภาพ ปัญหาความยากจนของผู้สูงวัยที่กำลังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรวัยอื่นๆ รวมทั้งปัญหาผู้สูงวัยป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้มีการเสนอให้รัฐจัดทำแผนจัดการความเสี่ยง สร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงนโยบายใหม่ๆ พร้อมกับมีระบบประเมินผลติดตามนโยบายนั้นๆ ว่ายังตอบสนองถูกกลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญคือความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ 3 ของ SDGs &amp;ldquo;การมีสุขาภาพและความเป็นอยู่ที่ดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวเกี่ยวกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าไปสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในหลายๆ ส่วนเทียบกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางอื่นๆ โดยยังคงมีบางประเด็นที่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางควรจะเร่งพัฒนาให้เกิดขึ้น อาทิ การมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งประเทศไทยเป็นต้นแบบระดับโลก การมีระบบจัดการข้อมูลที่ดีเพื่อใช้กำกับติดตามผลอย่างมีประสิทธิภาพ และการดึงภาคส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากภาคสุขภาพให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ มีผลพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการลงทุนในด้านสุขภาพให้ผลตอบแทนกลับสู่สังคมเป็นอย่างมาก สามารถนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย SDG ข้อ 3 ตลอดจนเป้าหมายข้ออื่นๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทน World Health Organization (WHO) ประจำประเทศไทย เริ่มต้นทำงาน WHO ตั้งแต่ปี 2540 ประจำมาแล้วหลายประเทศในทวีปแอฟริกา แคนาดา ฯลฯ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจประจำอยู่ประเทศแคนาดา เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอายุรศาสตร์และโรคติดเชื้อ ทั้งนี้ จบการศึกษาวิทยาการระบาดเป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพและความเจ็บป่วยของประชากร ทำให้สนใจงานด้านสาธารณสุขและเวชศาสตร์ป้องกัน จากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน London School of Hygiene and Tropical Medicine อีกทั้งยังจบการศึกษาด้านศัลยแพทย์ที่ประเทศแคนาดา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การประชุม APACPH เป็นการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปี ริเริ่มโดยสมาพันธ์เครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านสาธารณสุขของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia-Pacific Academic Consortuum for Public Health (APACPH) โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของประชาชน สร้างสรรค์และแบ่งปันนวัตกรรมที่จะส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืน และความรู้ด้านสาธารณสุขที่ทันสมัยในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การประชุมวิชาการนานาชาติด้านสาธารณสุขประจำปี 2562 จัดขึ้นเป็นปีที่ 51 ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในความเป็นจริง (SDGs in Reality)&amp;rdquo; มุ่งสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์การทำวิจัยในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุขในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สุขภาพหนึ่งเดียว การส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค โภชนาการ อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย และระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นับว่าเป็นเวทีระดับโลกในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ต่อยอด และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านสาธารณสุขในการขับเคลื่อนทุกภาคส่วนในสังคม ให้เกิดการพัฒนาและเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์และการสาธารณสุขไทย อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านสาธารณสุขในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก และความร่วมมือของสถาบันการศึกษาด้านสาธารณสุข 5 แห่ง ได้แก่ University of Hawaii มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ Peking Medical University National University of Singapore เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี วันพระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดล และครบรอบ 72 ปีแห่งการสถาปนาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีทางการศึกษาด้านสาธารณสุข งานประชุมวิชาการนานาชาติด้านสาธารณสุขประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 20-22 พ.ย. ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การประชุมนานาชาติครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนจาก 29 ประเทศกว่า 800 คน อาทิ ประเทศไทย, จีน, ไต้หวัน, ฮ่องกง, ออสเตรเลีย, ศรีลังกา, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ มีการนำเสนอด้วยวาจาและการนำเสนอด้วยโปสเตอร์กว่า 300 เรื่อง ทั้งอาจารย์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักศึกษา ผู้แทนจากองค์กรของรัฐและเอกชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนแนวคิด เครื่องมือ อุปกรณ์ การจัดประชุมแบบ Healthy and Green Meeting และยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่มีนโยบายการสร้างสุขภาพและพัฒนาสุขภาพอย่างยั่งยืน ตามนโยบายองค์การอนามัยโลกที่เรียกว่า &amp;ldquo;ทุกระบบเพื่อสุขภาพ&amp;rdquo; AIA เอสแอนด์พี เบทาโกร ธนาคารออมสิน บริษัท Sensorium บริษัทเครื่องมือทางการแพทย์ Nitto มหาวิทยาลัยต่างๆ ของสมาพันธ์เครือข่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อนึ่ง ในงานนี้ผู้ที่ได้รับรางวัลผู้นำทางด้านสาธารณสุข (APACPH Award) จำนวน 3 รางวัล The APACPH Public Health Recognition Award คือ Professor Myong-Sei Sohn, APACPH President Emeritus ส่วนรางวัล The APACPH Excellence in Leadership Medallion มีผู้ที่ได้รับรางวัล 2 ท่านคือ รศ.ดร.ยุพา อุดมศักดิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52069</URL_LINK>
                <HASHTAG>51th APACPH, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, สหประชาชาติ (UN), หลักประกันสุขภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5dedbe6518ed4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 18:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กแนวคิด 6 พรรคการเมืองกับหลักประกันสุขภาพคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.62&amp;nbsp;-&amp;nbsp;ที่โรงแรมมิลาเคิล ในงานรำลึก 11 ปี นพ.สงวน นิตยารัมพงศ์ และมอบรางวัลมิตรภาพบำบัดดีเด่นประจำปี 2561 ให้แก่หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ และจิตอาสา ที่ได้รับคัดเลือกเพราะมีผลงานดีเด่นอย่างต่อเนื่องด้านจิตอาสา มิตรภาพบำบัด เพื่อช่วยเพื่อน ผู้ป่วยช่วยผู้ป่วย มีการเปิดเวทีเสวนามองไปข้างหน้า &amp;ldquo;พรรคการเมือง กับการสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อคนไทยทุกคน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย(พท.) ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทพ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี ตัวแทนพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นายธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) นางสาวบุญยืน ศิริธรรม องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค และนายธนพล ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกันเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าบัตรทองเป็นระบบรัฐสวัสดิการ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนที่ควรได้รับ ควรให้สิทธิแก่คนชายขอบและผู้ตกหล่นที่ไม่ได้รับสิทธิ ความท้าทายในอนาคตเกี่ยวกับระบบการเงินการคลัง ยังคงมองว่าการรักษาสุขภาพต้องเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมต้องเสียเงินสองต่อ ทั้งเงินสมทบและเสียภาษี ผู้อยู่ในสิทธิ์ควรมีสิทธิในการเลือกที่จะอยู่ระบบหรือไม่อยู่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บัตรข้าราชการต้องได้รับการชดเชยและการดูแล อย่าไปมองเรื่องการยุบกองทุน เพราะไม่แน่ใจว่าระบบหลักประกันสุขภาพจะดีขึ้น เพราะสิ่งที่หลายคนจะได้รับประโยชน์อาจเสื่อมถอยเช่นเดียวกับระบบภาษีปัจจุบันมีลักษณะลดถอยลงทั้งภาษีเงินได้ของมนุษย์เงินเดือนและข้าราชการที่ต้องจ่าย แต่คนรวยกลับมีช่องโหว่ในการยกเว้นภาษี ตลอดจนค่าพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนจะต้องเข้าไปควบคุม ทั้งนี้ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการรวมกองทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่น ปชป. จะปรับปรุงคุณภาพการบริการพยาบาล ต้องนำระบบข้อมูล รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแก้ปัญหา มีระบบรวมข้อมูลเพื่อลดระยะเวลาการรอคิว การจ่ายยาและระบบส่งต่อผู้ป่วย การเพิ่มขึ้นของงบประมาณต้องแยกออกจากระบบการเงินการคลัง สิทธิของกลุ่มต่างๆ จะได้รับการดูแลมากขึ้นและขยายสิทธิประโยชน์ ผู้ซื้อบริการและขายบริการต้องแยกให้ชัดจน เพราะสธ.เข้ามาบริหารทำให้ระบบประกันขาดประสิทธิภาพ ต้องทำงานเชื่อมโยงเชิงรุก รวมทั้งการให้ภาคส่วนทั้งรพ.สต. และอสม. เข้ามามีส่วนร่วมให้เข้ามาบริหารจัดการได้ รวมถึงดึงคลินิกเอกชนเข้ามาช่วยจัดการบริการเพื่อให้การบริการอย่างครอบคลุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นหลักการที่ทั่วโลกยอมรับและยกย่อง ว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่เราได้ทำเพื่อต้องการให้ให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพทัดเทียมกัน และเป็นที่ชัดเจนว่าตั้งแต่มีระบบทำให้มีครอบครัวที่เป็นหนี้สินจากการรักษาพยาบาลน้อยลง ประชาชนมีอายุเฉลี่ยยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจากการดำเนินการมา 16 ปี ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพ กองทุนประกันสังคม และสิทธิ์ข้าราชการ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อผู้ประกาศนโยบายเปลี่ยนไปเรื่อยๆก็ทำให้เกิดการเพี้ยนในนโยบายและการที่โลกเปลี่ยน แม้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงมากขึ้น อัตราแพทย์และพยาบาลเพิ่มมากขึ้น แต่ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการไม่มีความสุข ต้องจ่ายค่าตอบแทนเหมาะสม โดยวันนี้ต้องต้องถูกปรับใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การทำ 30 บาทรักษาทุกโรคยุคใหม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบสุขภาพเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพ โดยให้คนเป็นศูนย์กลาง ต้องปรับปรุงการบริหารจัดการเรื่องของการกระจายอำนาจระดับเขต ระดับโรงพยาบาล เพื่อให้การบริหารจัดการบูรณาการทำงานร่วมกัน หน่วยงานสาธารณสุขต้องได้รับการดูแล ลดการบั่นทอนจิตใจ เพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสมและจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวว่า พปชร.ต้องการเตรียมความพร้อมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เชื่อว่าการลงทุนทางการแพทย์และสุขภาพจะช่วยให้มีผลตอบแทน บัตรทองต้องไม่มองเรื่องของการเมือง จำเป็นต้องทำต่อให้ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งประเด็นท้าทายต้องตอบคำถามว่าประชาชนทุกคนได้รับสิทธิถ้วนหน้าหรือไม่ ต้องนำผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชนเข้ามาร่วม เมื่อมีสิทธิแล้วประชาชนได้เข้าถึงสิทธิจริงหรือไม่ &amp;nbsp;เมื่อเข้าถึงแล้วได้รับการบริการที่ดีเพียงใด บริการที่ให้ไปแล้วมีการบริหารจัดหารที่มีประสทธิภาพและประสิทธิผลภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร ในเรื่องรัฐสวัสดิการต้องเป็นเป้าหมายจะต้องไปให้ถึง มองว่าแต่ละระบบจะต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ ทั้งบัตรทอง ประกันสังคมและบัตรข้าราชการ โดย พปชร.กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ ทั้ง 3 กองทุนมีสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกันและสิทธิประโยชน์อย่างครอบคลุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพ.ศุภผล กล่าวว่า การทำให้เกิดนโยบายแต่ละเรื่องจะต้องรับฟังเสียงของประชาชน เพื่อทำนโยบายให้ตอบโจทย์ โดยการเดินคารวะแผนดิน พบว่าปัญหาสุขภาพสัมพันธ์กับสุขภาพคนไทย หากจะแก้ปัญหาสุขภาพจำเป็นจะต้องแก้ปัญหาเรื่องอื่นด้วย เช่น นโยบายอาหารปลอดภัย เป็นต้น พรรครปช. มองเห็นว่าหลักประกันสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพของประเทศ แต่เป็นส่วนสำคัญของคนไทย การทำหลักบัตรเป็นเรื่องที่ดี ควรยกเว้นการเมือง โดยทุกพรรคควรส่งเสริมและพัฒนาระบบให้ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่รอบ15-16 ปีที่ผ่านไม่ถูกนำมาปฏิบัตรอย่างจริงจัง รปช.มองว่างานส่งเสริมสุขภาพของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ โดยหัวใจอยู่ที่ชุมชนและหมู่บ้าน รพ.สต. โรงพยาบาลศูนย์ จะต้องยกระดับการบริการให้มีศักยภาพสูงเพียงพอ โดยที่ประชาชนไม่เดินทางเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง&amp;quot; ทพ.ศุภผล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธนาธร กล่าวว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความสำคัญ คือ &amp;ldquo;ประกัน&amp;rdquo; ไม่เคยมีมาก่อนเป็นการประกันว่าเป็นสิทธิในประเทศไทย &amp;ldquo;ถ้วนหน้า&amp;rdquo; สิทธิถ้วนหน้าทุกคนได้รับสิทธิถ้วนหน้าและเท่าเทียมเหมือนกันทุกคน แต่ผลกระทบทำให้การเปิดมิติใหม่ของการเมืองว่าประชาธิปไตยกินได้จริงๆ ว่านโยบายดังกล่าวเป็นไปได้จริง ซึ่งการเดินทางยังไม่จบสิ้น สิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบันยังไม่ใช้รูปแบบสุดท้ายของการพัฒนายังคงต้องดำเนินไปข้างหน้า สำหรับอนาคตใหม่อยากเห็นระบบประกัน ที่ถ้วนหน้าและทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมอย่างแท้จริง สิทธิข้ารากชการต้องโตในอัตราที่น้อยลง และให้สิทธิบัตรทองโตมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ระบบหลักประกันถ้วนหน้าเป็นโครงการที่ต้องการให้ประชาชนมีสิทธิในการักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน โดยจุดเริ่มต้นระบบต้องการให้มีการปรับปรุงระบบผ่านกลไก โดยรัฐเป็นผู้จ่ายให้ประชาชนคิดเป็นต่อหัว หลักการดังกล่าวเมื่อทำจริงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เดิมหลักบัตรประกันต้องการให้มีการปรับปรุงทั้งระบบ ทำให้ระบบหลักประกันปัจจุบันกลายเป็นการโจมตีทางการเมือง สำหรับความเท่าเทียมทั้ง3 กองทุน ควรทำให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น แต่ถ้าจะนำมารวมกันให้เหมือนกันทั้งหมดนั้น ต้องคำนึงผู้ที่ทำประกันสังคม ซึ่งกว่าจะเกิดขึ้นต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน ส่วนสวัสดิการข้าราชการจะช่องโหว่มาก อย่างไรก็ตาม เห็นควรให้ปรับปรุงให้เท่าเทียม แต่การทำให้เหมือนกันทั้งหมดจะทำให้กระทบต่อกองทุนอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนพล กล่าวว่า สิ่งต้องการฝากผู้นำประเทศในอนาคตมี 3 &amp;nbsp;เรื่องสำคัญ คือ 1.ต้องหาทางในการวมกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ 3 กองทุน เป็นกองทุนเดียว เพื่อให้มาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียม 2.ต้องแก้ปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพง โดยเฉพาะในรพ.เอกชน ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำการรักษาพยาบาลของคนไทย และ3.ต้องให้มีการจัดซื้อยารวมของประเทศ โดยให้ทั้ง3 กองทุนจัดซื้อยารวมกัน ไม่ต้องกระจายแยกซื้อเป็นรายกองทุน จะทำให้เกิดการต่อรองราคายาได้สูงมาก ช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณ หากไม่แก้ไขจะเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;อย่างเช่น การซื้อน้ำยาล้างไต &amp;nbsp;บัตรทองซื้อ 113 บาท ประกันสังคม ซื้อ 150 บาท และสวัสดิการข้าราชการ ซื้อสูงกว่านี้ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.บุญยืน ศิริธรรม กล่าวว่า การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพรัฐควรจะต้องนำสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ และเกิดระบบบำนาญแห่งชาติ ด้วยการเปลี่ยนเบี้ยยังชีพมาเป็นระบบประกันบำนาญแห่งชาติ มีการบริหารภาษีอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการตีตราว่าคนจนหรืคนรวย ที่สำคัญ ต้องไม่มีการเก็บค่าบริการ ณ จุดบริการในการเข้ารับการรักษาพยาบาลของประชาชน &amp;nbsp;นอกจากนี้ จะต้องแก้ไขกฎหมายให้คนไทยทุกคนเข้าถึงหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่จำกัดอยู่เพียงคนที่มีเลข 13 หลักเท่านั้น รวมถึง ต้องเปิดกว้างให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคด้วย ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยบริการเท่านั้น &amp;nbsp;ที่สำคัญ ต้องหยุดนโยบายการพัฒนาที่เป็นการทำลายสุขภาพประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26316</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สงวน นิตยารัมพงศ์, นโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคการเมือง, สุขภาพ, หลักประกันสุขภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c386988a3324.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
