<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2020 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2020 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.เปิดหลักเกณฑ์  รับเงินประกันการใช้ไฟคืนได้ตั้งแต่ 25 มี.ค. นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค. 2563 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ประกาศหลักเกณฑ์คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรื่อง&amp;ldquo;การคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก พ.ศ. 2563&amp;rdquo; จะมีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (20 มี.ค. 63) ส่งผลให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ซึ่งได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพเรือ (กฟส.) จะต้องคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าว จำนวนกว่า 23 ล้านรายทั่วประเทศ วงเงินกว่า 33,000 ล้านบาท โดยผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแจ้งความประสงค์ขอรับคืน และให้ผู้บริการไฟฟ้าคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 ซึ่งต้องคืนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่วางหลักประกันตามประเภทของขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า และจะไม่มีการเรียกเก็บเงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่อีกต่อไป ยกเว้นกรณีเปลี่ยนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าจากประเภทที่ 1 และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 2 ไปเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กกพ. และการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้หารือและเตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มเปิดให้มีการตรวจสอบสิทธิ์ และทยอยคืนเงินประกันฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. เป็นต้นไป ในช่องทางออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยคาดว่าผู้ที่มีสิทธิ์จะได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการยื่นผ่านระบบแอพพลิเคชั่นเป็นระบบที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกพ. มีมติเห็นชอบและให้ออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายนำไปใช้เป็นแนวทางคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประกอบกิจการขนาดเล็กทุกราย ก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเตรียมมาตรการในการรองรับ และอำนวยความสะดวกให้พี่ น้อง ประชาชนอย่างเต็มที่ เนื่องจากครอบคลุมประชาชนจำนวนมาก และเน้นให้เข้าถึงได้อย่างสะดวก ครอบคลุมทุกกลุ่ม พร้อมกับได้มีการพัฒนาช่องทางเพิ่มเติมรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าวระหว่างการแถลงข่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเทศ ศรีชมภู รองเลขาธิการสำนักงาน กกพ. กล่าวว่า สำนักงานได้หารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเน้นการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นผู้วางเงินประกัน (ชื่อตรงกับบิลค่าไฟฟ้า) สามารถตรวจสอบสิทธิ์และรับเงินผ่านระบบที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจัดเตรียมไว้ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป
&amp;ldquo;วันนี้ เราต้องคำนึงถึงสถานการณ์ของการแพร่ระบาด (COVID-19) ซึ่ง ครม. มีมติเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2563 ที่ให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง ป้องกัน และลดความเสี่ยงที่จะให้ประชาชนเดินทางและเข้าไปในสถานที่
ที่แออัด คับแคบ ดังนั้น เพื่อความสะดวกปลอดภัยในช่วงแรกนี้ ขอให้ผู้ใช้ไฟฟ้าใช้บริการผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง&amp;rdquo; นายประเทศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า สำหรับในช่องทางของ กฟภ. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อขอรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนการขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านเว็บไซต์ https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/ ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยกรอกชื่อ นามสกุล หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า หมายเลขบัตรประชาชน ให้ครบถ้วน และส่งเอกสารหลักฐานผ่านระบบและรอรับเงินตามช่องทางการคืนที่ระบุ ผ่าน Prompt Pay บัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือรับเงินสด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่สำนักงานการไฟฟ้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ จะมี SMS ยืนยันผลการลงทะเบียน และแจ้งผลการคืนเงินให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทราบ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเริ่มจ่ายเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทาง กฟภ. ยังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อตอบข้อซักถามและข้อสงสัยให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า&amp;nbsp;
เป็นจำนวน 90 คู่สาย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1129 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า กฟน. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อขอรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืน ด้วยการอำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า&amp;nbsp;
ในช่องทางที่หลากหลายประกอบด้วย
ช่องทางที่ 1 ลงทะเบียนทางออนไลน์ (เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ตลอด 24 ชั่วโมง) ประกอบด้วยช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
&amp;sect;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอปพลิเคชัน : MEA Smart Life
&amp;sect;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็ปไซต์ : www.mea.or.th
&amp;sect;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA
&amp;sect;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Twitter : @mea_news
&amp;sect;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Line : @meathailand
&amp;sect;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สแกน QR Code ในใบแจ้งค่าไฟฟ้า (ใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่จดเลขอ่านตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์จะได้รับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืนตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป
ช่องทางที่ 2 ลงทะเบียนทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 02-256-3333 จำนวน 50 คู่สาย (ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 &amp;ndash; 29 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 &amp;ndash;15.30 น. ในวันทำการ)
ช่องทางที่ 3 ลงทะเบียน ณ ที่ทำการของการไฟฟ้านครหลวง 18 เขต (เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 จึงขอความร่วมมือเริ่มใช้ช่องทางนี้ได้ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลงทะเบียนทั้ง 3 ช่องทางดังกล่าว ผู้ขอคืนหลักประกันสามารถเลือกช่องทางการคืนเงินได้ 3 ช่องทางโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ ดังนี้
ช่องทางที่ 1 บัญชีพร้อมเพย์ (Prompt Pay) เฉพาะที่ผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ของผู้วางหลักประกัน
ช่องทางที่ 2 บัญชีธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อตรงกับผู้วางหลักประกันที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือธนาคารกสิกรไทย
ช่องทางที่ 3 เคาน์เตอร์เซอร์วิส (จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท)
สำนักงาน กกพ. จะดำเนินนโยบายเพื่อการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้าให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุด นายคมกฤช กล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60247</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, คืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้า, หลักเกณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200229/image_big_5e5a4809489f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;สนธิรัตน์&quot; ชี้ ม.ค.นี้สรุปเกณฑ์โรงไฟฟ้าชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2563 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ภายในเดือนม.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปและความชัดเจนของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนจะเปิดตัวและให้เอกชนยื่นประกวดราคา(ประมูล) อย่างเป็นทางการในเดือนก.พ.นี้ เบื้องต้นจะเปิดรับซื้อไฟฟ้า 700 เมกะวัตต์ โดยจะอนุมัติพร้อมกันให้กับคนที่ได้รับสิทธิตามที่กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการลักลั่น ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลในต่างจังหวัด สามารถยื่นได้ที่พลังงานจังหวัด ต้องมีศักยภาพเหมาะสมตามเงื่อนไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาทิ มีแผนการจัดหาเชื้อเพลิง มีสัญญารับซื้อเชื้อเพลิงในราคาประกันกับวิสาหกิจชุมชน มีรูปแบบสัญญา ระบุปริมาณรับซื้อเชื้อเพลิง ระยะเวลารับซื้อเชื้อเพลิง คุณสมบัติเชื้อเพลิงและราคารับซื้อเชื้อเพลิง ยืนยันว่าเปิดให้กับทุกคนที่มีสิทธิ โครงการนี้ไม่มีวิ่งเต้น หรืออ้างว่ารัฐมนตรีใดเข้าให้ความช่วยเหลือ อย่าเชื่อใครก็ตามที่กล่าวอ้าง ทุกอย่างเป็นไปตามกติกาและกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จะเป็นหน่วยงานนำร่องโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนอย่างเป็นทางการ จำนวน 2 โรง คือ โรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแทบ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เชื้อเพลิงหญ้าเนเปียร์สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 1 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันทำหน้าที่วิจัยพัฒนาเชื้อเพลิง หลังจากนี้จะเดินหน้าผลิตไฟฟ้าเข้าระบบจริง โดยกฟผ.อยู่ระหว่างประสานเกษตรกรในการปลูกหญ้าเนเปียร์ ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ(ซีโอดี)ปีนี้ อีกโรงคือ โรงไฟฟ้าชีวมวล อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เชื้อเพลิงหลักคือ ซังข้าวโพด ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาการปลูกพืชอื่นสลับระหว่างข้าวโพดเติบโต อาทิ ไม้ยูคาลิปตัส คาดจะใช้เวลาดำเนินการ 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;กลุ่มโรงไฟฟ้าควิกวินของเอกชน เป็นโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้าง อยู่ใกล้สายส่ง มีเชื้อเพลิงรองรับ ขณะนี้หลักเกณฑ์เบื้องต้นออกแล้ว อาทิ ปริมาณรับซื้อไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ จากกำลังผลิตรวม 700 เมกะวัตต์ ใช้วิธีประมูลเสนอราคาตอบแทนชุมชนสูงสุด ไม่ล็อกสเปก หากยื่นมา 20 ราย อาจเลือก 10 โรงไฟฟ้าแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด คาดว่าจะมีจำนวนโรงไฟฟ้านำร่องเมื่อรวมกับกฟผ.ประมาณ 10 โรง&amp;quot;นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55668</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หลักเกณฑ์, โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200117/image_big_5e21c9979e3c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 17:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2020 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ก.-ส.ข.&#039;เฮก่อน!กกต.เตรียมเคาะปฏิทินเลือกตั้งแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 ม.ค.2563 - &amp;nbsp;มีรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคม กกต.จะมีการประชุมใหญ่เพื่อพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดของการเลือกตั้งท้องถิ่น หลังจากที่นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 &amp;nbsp;ลงในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 136 ตอนที่ 137 ก เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ซึ่งเนื้อหาของระเบียบดังกล่าวมีทั้งสิ้น 256 ข้อด้วยกัน&amp;nbsp;อ่านรายละเอียดระเบียบ กกต.ที่นี่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คาดว่า กกต.จะมีประเมินว่าจะให้สภาท้องถิ่นใดเลือกตั้งนำร่องก่อน ซึ่งก็เป็นได้ที่การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นส่วนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยเฉพาะในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ก่อนจะให้เมืองพัทยาจัดการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นได้ที่จะให้เลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.และพัทยาไปพร้อมเพรียงกัน ซึ่งก็ขึ้นกับที่ประชุม กกต.จะสรุปผล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า เดิม กกต.คาดว่าจะเริ่มวางปฏิทินเลือกตั้งท้องถิ่นในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือน ม.ค. แต่เนื่องจากนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ได้ออกระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 140 ก เมื่อวันที่ 23ธันวาคม 2562 ซึ่งมีทั้งสิ้น 55 ข้อ และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ทำให้ กกต.ต้องรีบวางปฏิทินกำหนดการเลือกตั้งท้องถิ่นให้เร็วขึ้น เพราะบรรดานักการเมืองท้องถิ่นเองก็ต้องการการเลือกตั้งหลังหยุดนิ่งมากว่า 5-6 ปีแล้ว อ่านรายละเอียดระเบียบศาลฎีกาที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53598</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., คณะกรรมการการเลือกตั้ง, ประธานศาลฎีกา, รายละเอียด, หลักเกณฑ์, อิทธิพร บุญประคอง, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b28b02b7c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2018 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2018 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติออกประกาศ3ฉบับรวด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.2561- นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย 3 ฉบับรวดลงในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ โดยประกาศดังกล่าวประกอบด้วย 1.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.7/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน 2.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.8/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.9/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนสำหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประกาศฉบับหลักคือ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 7/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน ซึ่งเหตุผลในการออกประกาศระบุว่า ธปท.ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงินในบริษัทอื่นเพื่อป้องกันมิให้สถาบันการเงินเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจสนับสนุนทางการเงินเกินสมควร โดยมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องตามสภาวการณ์ของตลาดที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การถือหรือมีใบทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust) ที่ร่วมลงทุนใน (1) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (2) ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน และ (3) ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่ไม่ใช่บริษัทลูกภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจการร่วมลงทุน (Private Equity) ในรูปแบบอื่น ที่มีการร่วมลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (Financial Technology : FinTech) อันจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมในภาคการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินหลายแห่งมีแผนในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศมากยิ่งขึ้น แต่การขยายธุรกิจดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในบางประเทศที่มิให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนจนมีอำนาจควบคุมกิจการในสถาบันการเงินท้องถิ่น หรืออาจมีข้อจำกัดในการถือหุ้นจากการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ ดังนั้น เพื่อให้สถาบันการเงินไทยสามารถขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพื่อสนับสนุนกิจการของสถาบันการเงินโดยรวม ตลอดจนเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community : AEC) ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน โดยอนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถถือหรือมีหุ้นในสถาบันการเงินที่อยู่ในต่างประเทศเกินกว่าอัตราส่วนที่กำหนดสำหรับการถือหรือมีหุ้นในบริษัทแต่ละรายได้ โดยให้สถาบันการเงินยื่นคำขอผ่อนผันมายังธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาจากข้อจำกัดทางกฎหมายในประเทศที่สถาบันการเงินจะไปลงทุนซึ่งห้ามมิให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนจนมีอำนาจควบคุมกิจการในสถาบันการเงินท้องถิ่น หรือข้อจำกัดในการต่อรองทางธุรกิจเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามการถือหรือมีหุ้นข้างต้นจะต้องไม่เกินกว่าอัตราส่วนที่กำหนดสำหรับการถือหรือมีหุ้นในทุกบริษัทรวมกันและอัตราส่วนที่กำหนดสำหรับการถือหรือมีหุ้น หน่วยลงทุน และใบทรัสต์ของสถาบันการเงิน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดประกาศฉบับที่ 7/2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดประกาศฉบับที่ 8/2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดประกาศฉบับที่ 9/2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8757</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุน, ธปท., ประกาศ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, มีผลบังคับใช้, ราชกิจจานุเบกษา, วิธีการลงทุน, วิรไท สันติประภพ, สถาบันการเงิน, หลักเกณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180207/image_big_5a7a710d94695.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติออกประกาศ3ฉบับรวด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.2561- นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย 3 ฉบับรวดลงในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ โดยประกาศดังกล่าวประกอบด้วย 1.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.7/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน 2.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.8/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.9/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนสำหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประกาศฉบับหลักคือ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 7/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน ซึ่งเหตุผลในการออกประกาศระบุว่า ธปท.ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงินในบริษัทอื่นเพื่อป้องกันมิให้สถาบันการเงินเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจสนับสนุนทางการเงินเกินสมควร โดยมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องตามสภาวการณ์ของตลาดที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การถือหรือมีใบทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust) ที่ร่วมลงทุนใน (1) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (2) ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน และ (3) ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่ไม่ใช่บริษัทลูกภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจการร่วมลงทุน (Private Equity) ในรูปแบบอื่น ที่มีการร่วมลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (Financial Technology : FinTech) อันจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมในภาคการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินหลายแห่งมีแผนในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศมากยิ่งขึ้น แต่การขยายธุรกิจดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในบางประเทศที่มิให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนจนมีอำนาจควบคุมกิจการในสถาบันการเงินท้องถิ่น หรืออาจมีข้อจำกัดในการถือหุ้นจากการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ ดังนั้น เพื่อให้สถาบันการเงินไทยสามารถขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพื่อสนับสนุนกิจการของสถาบันการเงินโดยรวม ตลอดจนเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community : AEC) ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน โดยอนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถถือหรือมีหุ้นในสถาบันการเงินที่อยู่ในต่างประเทศเกินกว่าอัตราส่วนที่กำหนดสำหรับการถือหรือมีหุ้นในบริษัทแต่ละรายได้ โดยให้สถาบันการเงินยื่นคำขอผ่อนผันมายังธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาจากข้อจำกัดทางกฎหมายในประเทศที่สถาบันการเงินจะไปลงทุนซึ่งห้ามมิให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนจนมีอำนาจควบคุมกิจการในสถาบันการเงินท้องถิ่น หรือข้อจำกัดในการต่อรองทางธุรกิจเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามการถือหรือมีหุ้นข้างต้นจะต้องไม่เกินกว่าอัตราส่วนที่กำหนดสำหรับการถือหรือมีหุ้นในทุกบริษัทรวมกันและอัตราส่วนที่กำหนดสำหรับการถือหรือมีหุ้น หน่วยลงทุน และใบทรัสต์ของสถาบันการเงิน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดประกาศฉบับที่ 7/2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดประกาศฉบับที่ 8/2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดประกาศฉบับที่ 9/2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8756</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุน, ธปท., ประกาศ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, มีผลบังคับใช้, ราชกิจจานุเบกษา, วิธีการลงทุน, วิรไท สันติประภพ, สถาบันการเงิน, หลักเกณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180207/image_big_5a7a710d94695.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอดล็อตใหญ่! กฎเกณฑ์ชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.2561- เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชุดใหญ่รวมกว่า 16 ฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องของระบบการชำระเงินและบริการอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ ประกอบด้วย 1.ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดระบบการชำระเงินภายใต้การกำกับ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/1.PDF) 2.ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/3.PDF) 3.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 1/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลผู้ให้บริการระบบการชำระเงินที่มีความสำคัญ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/7.PDF) 4.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 2/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสมาชิกของระบบการชำระเงินที่มีความสำคัญ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/14.PDF)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 3/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตการประกอบธุรกิจระบบการชำระเงินภายใต้การกำกับ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/17.PDF) 6.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 4/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจระบบการชำระเงินภายใต้การกำกับ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/21.PDF) 7.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 5/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการขอขึ้นทะเบียนการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/41.PDF) 8.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 6/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์ทั่วไปในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/47.PDF) 9.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 7/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/62.PDF) 10.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 8/2561เรื่อง หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/68.PDF)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 9/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบริการรับชำระเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/71.PDF)
12.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 10/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลตัวแทนของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/73.PDF) 13.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 11/2561 เรื่อง นโยบายและมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศ&amp;nbsp;(http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/79.PDF) 14.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 12/2561 เรื่อง การให้บริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรเดบิตที่ออกและมีการใช้จ่ายภายในประเทศ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/83.PDF) 15.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 13/2561เรื่อง มาตรฐานชิปการ์ดกลางสำหรับบัตรเดบิตที่ออกและมีการใช้จ่ายภายในประเทศ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/89.PDF) และ 16.ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 14/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การรายงานข้อมูลด้านการชำระเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/086/91.PDF)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7288</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, บริการอิเล็กทรอนิกส์, ประกาศ, ระบบการชำระเงิน, ราชกิจจานุเบกษา, หลักเกณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
