<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 23:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 23:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช็อก แคนาดาพบหลุมศพนิรนามอีก751หลุมใกล้โรงเรียนชนพื้นเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ยิ่งขุดยิ่งเจอ แคนาดาพบหลุมศพไม่มีป้ายชื่อมากกว่า 750 หลุมใกล้กับโรงเรียนประจำเก่าของคริสตจักรคาทอลิกสำหรับเด็กชนพื้นเมืองในรัฐซัสแคตเชวันทางภาคตะวันตกของแคนาดา เป็นการค้นพบที่สร้างความตกตะลึงครั้งที่ 2 ในเวลา 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ชาวแคนาดาจัดวางรองเท้าเด็ก 215 คู่เป็นอนุสรณ์ชั่วคราวด้านนอกหอศิลป์แวนคูเวอร์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2564 ภายหลังการค้นพบศพเด็ก 215 ศพถูกฝังที่โรงเรียนประจำคัมลูปส์ (Mert Alper Dervis/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน อ้างการเปิดเผยของแคดมุส เดลอร์มี ผู้นำของกลุ่มชนพื้นเมืองคาวเวสเซสส์เฟิร์สต์เนชันว่า จนถึงวันพุธที่ผ่านมา การขุดค้นพบหลุมศพไม่มีป้ายชื่อแล้ว 751 หลุม ใกล้กับโรงเรียนประจำเก่าชื่อมารีวาลในรัฐซัสแคตเชวัน สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สุสานหมู่ แต่เป็นหลุมฝังศพที่ไม่มีเครื่องหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า หลุมศพเหล่านี้อาจเคยมีป้ายบอกชื่อ แต่พวกตัวแทนของคริสตจักรคาทอลิกรื้อแผ่นจารึกเหนือหลุมศพออก ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมในแคนาดา และพวกตนถือว่าหลุมฝังศพเหล่านี้เป็นสถานที่เกิดเหตุอาชญากรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การค้นพบครั้งล่าสุดตอกย้ำประวัติศาสตร์ดำมืดของแคนาดาอีกครั้ง และกระตุ้นเสียงเรียกร้องให้สมเด็จพระสันตะปาปาและคริสตจักรคาทอลิกขอโทษต่อการล่วงละเมิดและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนกินนอนเหล่านี้ ที่พวกเด็กๆ ชนพื้นเมืองถูกบังคับให้หลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมที่ครอบครองประเทศในขณะนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขุดค้นที่โรงเรียนมารีวาลแห่งนี้ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองริไจนา เมืองเอกของรัฐซัสแคตเชวัน ทางตะวันออกราว 150 กิโลเมตร เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ภายหลังการค้นพบโครงกระดูกเด็กนักเรียน 215 โครง ถูกฝังอยู่ที่โรงเรียนประจำสำหรับเด็กชนพื้นเมือง คัมลูปส์ ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ที่นำไปสู่การขุดค้นใกล้กับโรงเรียนเก่าของชนพื้นเมืองทั่วแคนาดา โดยหน่วยงานของรัฐบาลให้ความช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า มีเด็กๆ ชนพื้นเมืองอเมริกัน, เมทิส และอินูอิต ประมาณ 150,000 คนถูกเกณฑ์มาเข้าโรงเรียนประจำลักษณะนี้ 139 แห่งทั่วแคนาดาจนถึงยุคทศวรรษ 1990 ที่นั่นเด็กๆ ถูกบังคับให้พรากจากครอบครัว, ละทิ้งภาษาและวัฒนธรรมของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กหลายคนโดนล่วงละเมิดทางเพศและทำร้าย มากกว่า 4,000 คนเสียชีวิตในโรงเรียนเหล่านี้ ตามข้อมูลจากการไต่สวนของคณะกรรมการชุดหนึ่งที่สรุปว่า แคนาดาได้กระทำการ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม&amp;quot; กับชุมชนชาวพื้นเมือง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107554</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาทอลิกแคนาดา, ชนพื้นเมืองแคนาดา, พบศพเด็กพื้นเมือง, รัฐซัสแคตเชวัน, ล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม, หลุมศพหมู่, แคนาดา, โรงเรียนชนพื้นเมือง, โรงเรียนประจำสำหรับเด็กพื้นเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d4ba4ab949a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 21:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 21:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูเอ็นพบหลุมศพหมู่เหยื่อไอเอสมากกว่า 200 หลุมในอิรัก คาดฝัง 12,000 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานฉบับใหม่ของยูเอ็นเผยแพร่เมื่อวันอังคารเผยว่า ไอเอสขุดหลุมฝังศพขนาดใหญ่ไว้มากกว่า 200 หลุมในอิรัก คาดฝังร่างเหยื่อกว่า 12,000 ราย ที่อาจใช้เป็นหลักฐานสำคัญของการก่ออาชญากรรมสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 ชาวอิรักตรวจสภาพโครงกระดูกของชาวยาซิดีที่โดนไอเอสฆ่าหมู่ หลังจากกองกำลังชาวเคิร์ดพบหลุมศพใหญ่หลุมนี้ที่เขตซินจาร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2561 อ้างข้อมูลใหม่ของภารกิจให้ความช่วยเหลืออิรักแห่งองค์การสหประชาชาติในอิรัก (ยูเอ็นเอเอ็มไอ) และสำนักงานด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นว่า&amp;nbsp; องค์กรได้รับเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับหลุมฝังศพรวมขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 202 หลุม ในหลายพื้นที่ทางตะวันตกและทางเหนือของอิรักที่กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) เข้ายึดครองระหว่างปี 2557-2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของยูเอ็นเตือนด้วยว่า การตรวจสอบที่ยังดำเนินต่อไปอีกหลายเดือนอาจพบหลุมศพแบบนี้เพิ่มอีก และเรียกร้องให้ทางการอิรักปกป้องดูแลและขุดหลุมเหล่านี้อย่างเหมาะสมเพื่อให้ครอบครัวของเหยื่อทำพิธีฝังให้เรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาน คูบิส ผู้แทนยูเอ็นประจำอิรัก กล่าวว่า สถานที่ฝังศพรวมขนาดใหญ่ที่บันทึกไว้ในรายงานฉบับนี้เป็นบทพิสูจน์ชัดเจนถึงความสูญเสียชีวิตของมนุษย์อย่างน่าเจ็บปวดทรมาน ความทุกข์อย่างร้าวลึกและความโหดร้ายอันน่าตกใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไอเอสเข้ายึดครองดินแดนกว้างใหญ่ในอิรักเมื่อปี 2557 โดยใช้วิธีการกดขี่หลายรูปแบบเพื่อยึดครองและควบคุมดินแดนทางเหนือและตะวันตกของอิรัก ซึ่งรวมถึงการฆ่าหมู่นักรบอีกฝ่ายและพลเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยูเอ็นกล่าวว่า หลุมศพหมู่เหล่านี้อาจเป็นวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญยิ่งที่สามารถช่วยเปิดเผยรายละเอียดของการฝ่าฝืน รวมถึงระบุเอกลักษณ์บุคคลของเหยื่อการสังหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะสอบสวนของยูเอ็นเริ่มรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมสงคราม, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ไว้สำหรับศาลของอิรักใช้ในการพิจารณาคดีกับพวกนักรบไอเอส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากหลุมศพหมู่ 202 หลุมที่บันทึกไว้ในรายงานฉบับนี้ มีเพียง 28 หลุมที่เจ้าหน้าที่ทางการอิรักได้ทำการตรวจค้นและขุดศพขึ้นมาได้ 1,258 ศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกือบครึ่งของหลุมศพหมู่นี้พบที่จังหวัดนิเนเวห์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโมซุล ที่ไอเอสเคยยึดถือเป็นเมืองหลวงของรัฐอิสลามและพวกนักรบญิฮาดสุหนี่หัวรุนแรงสุดโต่งกลุ่มนี้เคยสังหารหมู่ชนกลุ่มน้อยชาวยาซิดี ข้าหลวงสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นเคยระบุว่า มีชาวยาซิดีสูญหายมากกว่า 7,000 คนที่นิเนเวห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลุมอื่นที่เหลือนั้นพบในเมืองเคอร์คุกและซาลาเฮ็ดดินทางตอนเหนือของอิรัก หรือที่จังหวัดอันบาร์ในภาคตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวด้วยว่า หลุมขนาดใหญ่ที่สุดที่เมืองคัสฟาทางใต้ของโมซุลนั้นอาจฝังศพไว้ถึง 4,000 ศพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21486</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยาซิดี, ยูเอ็น, รัฐอิสลาม, หลุมศพหมู่, อิรัก, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be197de9845a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
