<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WFHลดแพร่โควิด ค่าไฟ-น้ำ-เน็ตพุ่ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สวนดุสิตโพลชี้เวิร์กฟรอมโฮมช่วยลดแพร่เชื้อโควิด แต่ค่าใช้จ่ายในบ้านเพิ่มขึ้น ค่าไฟ-น้ำ-อินเทอร์เน็ตพุ่ง ซูเปอร์โพลเผยคนไทยยังมีหวังเศรษฐกิจฟื้นหลังวิกฤติไวรัส ขอรัฐบาลเยียวยาเรื่องปากท้อง ผ่อนผันหนี้สิน แก้ปัญหาสินค้าเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;พฤติกรรมของคนไทยกับการทำงานที่บ้าน (Work From Home)&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,553 คน ระหว่างวันที่ 10-13 พ.ค. 2564 พบว่า ในช่วงนี้ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน ร้อยละ 42.72 และทำทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ร้อยละ 34.45 โดยเห็นว่าการทำงานที่บ้าน (WFH) ทำให้รู้สึกปลอดภัย ลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ร้อยละ 74.82 รองลงมา ร้อยละ 48.60 ระบุ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐ/ให้ความร่วมมือในการอยู่บ้าน ร้อยละ 44.05 ระบุ มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น ร้อยละ 40.53 ระบุอุปกรณ์ เครื่องมือไม่พร้อม ไม่เอื้อต่อการทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ข้อดีของ WFH คือ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 88.33 ระบุ ลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขณะที่ข้อเสียคือ ร้อยละ 65.80 ระบุ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามจากการทำงานที่บ้าน ผลงานประสบความสำเร็จ ร้อยละ 70.33 ส่วนความชื่นชอบต่อรูปแบบการทำงาน พบว่า ชอบทั้งการทำงานที่บ้านและการทำงานที่ทำงาน ร้อยละ 37.17 และเห็นว่านโยบายการทำงานที่บ้านนั้นช่วยลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ ร้อยละ 82.66
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในระยะเวลาปีกว่าที่ภาคประชาชนให้ความร่วมมือด้วยการทำงานที่บ้าน และปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะต้องการให้สถานการณ์โควิด-19 นั้น &amp;ldquo;เจ็บแต่จบ&amp;rdquo; เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ในส่วนของภาครัฐเองก็ต้องเร่งมาตรการอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย ทั้งการรับมือและเร่งการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ทิพสุดา คิดเลิศ รองผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า การทำงานที่บ้านเป็นแนวคิดช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ถึงแม้การทำงานที่บ้านจะทำให้มีค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มมากขึ้น แต่ภาครัฐได้ออกมาตรการเยียวยาเป็นการแบ่งเบาประชาชน ซึ่งการทำงานที่บ้านจะเกิดประสิทธิภาพได้นั้น ควรแยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว (Work Time and Personal Time) เพื่อกำหนดชั่วโมงการทำงานและความสำเร็จของงาน และองค์กรควรกำหนดนโยบาย (Policy) ให้ชัดเจนในเรื่องการทำงานที่บ้านนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างสำนักงานเสมือน (Virtual Office) สนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันในการสื่อสารและทำงานร่วมกันในองค์กร หรือพัฒนารูปแบบการทำงานเป็นแบบไฮบริด (Hybrid model) ที่เน้นการทำงานแบบผสมผสาน พนักงานสามารถเลือกทำงานจากที่บ้านหรือที่สำนักงานได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานที่บ้าน &amp;ldquo;ทำให้เกิดสิ่งใหม่&amp;rdquo; นั่นคือ &amp;ldquo;วิถีการทำงานรูปแบบใหม่&amp;rdquo; และยังเป็นการช่วยลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง &amp;quot;ปากท้องวันนี้ ปากท้องหลังโควิด&amp;quot; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,382 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ขอรัฐบาลบูม ส่งเสริมสินค้าเกษตร รองลงมาคือร้อยละ 78.0 ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการผ่อนผันการชำระหนี้ในระบบ เช่น ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ร้อยละ 74.4 ต้องการมาตรการเยียวยา เช่น ลดค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ ร้อยละ 73.0 ต้องการให้เจ้าสัว ผู้ประกอบการ ลดราคาอาหารและสินค้าจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.6 ต้องการรัฐบาลช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ หามือปราบหนี้นอกระบบมาสร้างผลงานช่วงวิกฤติชาติ ลดความเดือดร้อนปลอดจากอำนาจมืด และร้อยละ 64.0 ต้องการให้รัฐบาลกระจายที่ทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม ทั่วถึง ตามลำดับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนหลังโควิด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.5 หวังให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตอาหารปลอดสารพิษ รองลงมาคือร้อยละ 74.4 ต้องการให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวพลิกฟื้นเศรษฐกิจปากท้องนำชีวิตชีวาของประชาชนกลับมา ร้อยละ 66.1 คาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวรวดเร็ว และร้อยละ 63.1 ระบุประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.5 ระบุมีความหวังจะลุยไปข้างหน้าค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 16.4 ระบุปานกลาง และร้อยละ 4.1 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่มีความหวังเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประเทศชาติและประชาชนยังมีทางออกที่ดีหลายทาง โดยข้อมูลที่ค้นพบสามารถจำแนกออกให้เห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความหวัง หลังโควิดที่จะลุยกันต่อไปข้างหน้า ด้วยความหวังในมาตรการต่างๆ ของรัฐ ใน 3 กลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 1 คือ การเยียวยาเร่งด่วน แก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึงในกลุ่มต่างๆ เพื่อพยุงให้ยืนได้ก่อนกลับมาเดินหน้ากันต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผ่านแรงเสียดทานของอารมณ์ความรู้สึกและความพึงพอใจที่หลากหลาย ที่ต้องการความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 คือ การช่วยเหลือแก้ปัญหายาดำเดิมในสังคม ที่บั่นทอนความรู้สึกเหลื่อมล้ำเป็นธรรมในสังคม เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ดินทำกิน ราคาพืชผลการเกษตร และสิ่งค้างคาใจอื่นๆ ที่ประชาชนอยากปฏิรูปในเรื่องใกล้ตัวมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกลุ่มที่ 3 คือ เป้าหมายที่ชัดเจนของประเทศและความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการขับเคลื่อน เช่น การเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การเป็นประตูอาเซียน และการเป็นศูนย์กลางการเกษตรปลอดสารพิษ เป็นต้น ซึ่งหากมีสนับสนุนและมีความชัดเจนจากรัฐ มันคือหัวรถจรวดกำลังแรงที่จะฉุดประเทศให้เปลี่ยนแปลงอย่างโดดเด่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การสะท้อนของประชาชนผ่านผลโพลถึงความหวังทั้ง 3 กลุ่ม จะเห็นว่าในวิกฤติยังมีโอกาส และในโอกาสนี้ยังเป็นความหวังของทุกคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ และพัฒนาการของคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น ในขณะที่เรากำลังปัดป้องตั้งรับจากโรคระบาดด้วยความกลัวและขัดแย้งกันอยู่ ในเวลาเดียวกัน เราต่างไม่หยุดคิดและจินตนาการตัวเราและสังคมไทยในอนาคตอย่างมีความหวังร่วมกัน ต้องช่วยกันจบโรคระบาดให้เร็วที่สุด และพร้อมจะรวมพลังขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทางและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ขอเพียงความจริงใจและความมุ่งมั่นที่ชัดเจนจากรัฐบาล เชื่อว่าเราทุกคนทุกภาคส่วนพร้อมใช้ยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ล้มและลุกทันที&amp;rdquo; เมื่อเราล้มแล้วพยุงกันลุกพร้อมจับมือเดินหน้าลุยไปด้วยกัน&amp;quot; ผศ.ดร.นพดลระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103130</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, ค่าไฟ-น้ำ-อินเทอร์เน็ต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หวังเศรษฐกิจฟื้น, เวิร์กฟรอมโฮม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a12599342db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
