<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38405</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวังเห็นประชุมสภาฯเชิงสร้างสรรค์  เสียงสะท้อน ส.ส.ใหม่-สมัยแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ได้ทำหน้าที่เข้าประชุมไปแล้วรวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง เช่น ประชุมสภาฯ เพื่อเลือกประธาน-รองประธานสภาฯ รวมถึงการเข้าประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ เมื่อ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หลายคนติดตามชม-ฟังการประชุมของสภาฯ-รัฐสภา โดยบางส่วนก็บอกว่าสนุกเข้มข้น ได้สาระ แต่บางส่วนก็มองว่า การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน-ส.ว.ยังเป็นแบบเดิมๆ ไม่ปฏิรูป ไม่สร้างสรรค์เท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เสียงสะท้อน-ข้อคิดเห็นจาก ส.ส.หน้าใหม่-ส.ส.สมัยแรก ของสภาฯ ชุดปัจจุบัน มองภาพรวมบรรยากาศการประชุมสภาฯ-รัฐสภา 4 นัดที่ผ่านมาอย่างไร และอยากเห็นการประชุมสภาฯ เป็นอย่างไรต่อจากนี้ มีการให้ทัศนะไว้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เริ่มที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน &amp;ldquo;วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่&amp;rdquo; โดยเธอบอกว่า จากที่เข้าประชุมทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา ภาพรวมโดยส่วนตัวจากที่ได้เข้าประชุมสภาฯ และรัฐสภา ก็มีทั้งความรู้สึกประหลาดใจ แปลกใจ หมดหวัง และมีความหวัง ก็มีหลายอารมณ์ เพราะแต่ละวันแต่ละช่วงก็จะไม่เหมือนกัน แต่ก็จะประมาณนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;วรรณวรี&amp;rdquo; กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ได้เห็นก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี คือไม่โอเค ซึ่งด้านที่ดี ก็มี เพราะสมาชิกหลายคนก็อภิปรายกระชับตรงประเด็น แบบนี้ก็โอเค รู้สึกว่าเป็นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ แต่ก็มีบ้างที่เรารู้สึกว่าไม่โอเค เช่น การประท้วงระหว่างประชุมกันบ่อย หรือมีการอภิปรายลักษณะเหน็บแนม มีการใช้อารมณ์ความรู้สึกเยอะ และอีกอย่างหนึ่งที่เห็นก็คือ เหมือนกับมีการใช้ความเป็นผู้ใหญ่จะมาบอกว่า ส.ส.ที่เด็กกว่า ส.ส.หน้าใหม่ ไม่มีประสบการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เมื่อถามว่า ในฐานะเป็น ส.ส.สมัยแรก เมื่อเข้ามาเป็น ส.ส.ทำหน้าที่ในสภาฯ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสภาฯ เหมือนกับสิ่งที่เคยคาดหวังไว้ก่อนหน้านี้ตอนมาลงเลือกตั้งหรือไม่ วรรณวรี ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่การประชุมสภาฯ วันแรก (25 พ.ค. การประชุมเพื่อเลือกประธานสภาฯ) วันแรกที่เราเดินเข้าสภาฯ คือเราวาดภาพเอาไว้สวย ว่าการเป็น ส.ส.เป็นอาชีพ เป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ เราก็เดินเข้ามาด้วยความหวังว่าเราอยากเห็นการเมืองแบบใหม่ เพราะเราไม่ได้มีรัฐสภามาหลายปี ก็หวังจะเห็นสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่สร้างสรรค์ แต่เมื่อเข้ามาเห็นจริงๆ วันแรก ก็ได้เห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี ก็เลยเป็นความหวังปนกับความประหลาดใจ ว่าจริงๆ มันไม่ใช่ แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้และนำไปเป็นบทเรียน ว่าอะไรที่เราไม่อยากเห็น สิ่งใดที่เราอยากให้ประชาชนเห็น เราก็พยายามทำสิ่งนั้นจะดีกว่า ไม่ได้ไปคาดหวังอะไรจากผู้อื่น แต่เริ่มจากที่ตัวของเราเองจะดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วรรณวรี ในฐานะ ส.ส.หน้าใหม่ กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่อยากเห็นสำหรับการประชุมสภาฯ หลังจากนี้ ก็คือไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน สิ่งที่อยากเห็นจากทั้ง 2 ฝ่ายก็คือ อยากเห็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านทำเพื่อส่วนรวมทำเพื่อประเทศจริงๆ เพราะหากมีจุดยึดดังกล่าวไว้ ยังไงประเทศก็เดินหน้า แต่ว่าถ้าต่างคนต่างทำ เช่น ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน ก็จะไม่มีทางคุยกันลงตัว ไม่มีทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แต่ถ้าเรามีเป้าหมายร่วมกันเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหน แต่อย่างน้อยเรามีสิ่งที่เราคุยเหมือนกัน มีเป้าหมายเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องการเห็นก็คือ อยากเห็นการทำงานแบบมีวุฒิภาวะ มีความเป็นมืออาชีพของทั้ง 2 ฝ่าย ความเป็นมืออาชีพดังกล่าว ก็เช่นอภิปรายให้อยู่ในข้อบังคับการประชุมสภาฯ หรือการอภิปรายให้อยู่ในประเด็น ไม่อยากให้ใช้อารมณ์หรือใช้ความรู้สึก และอยากเห็นสภาฯ แห่งนี้มีความเท่าเทียมกัน เพราะเราทุกคนได้รับเลือกให้เข้ามาเป็น ส.ส.เหมือนกัน วันนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงผู้ชาย รวมถึง LGBT ด้วย ไม่อยากให้แบ่งแยก เพราะการเป็น ส.ส.ก็เป็นอาชีพเดียวกัน ทำงานอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วรรณวรี กล่าวถึงบทบาทการเป็นพรรคฝ่ายค้านของพรรคอนาคตใหม่ต่อจากนี้ว่า ทางพรรคมีการวางตัว ส.ส.ของพรรคแต่ละคนให้เหมาะกับหน้าที่แต่ละด้าน ใครมีแบ็กกราวด์ด้านไหน ก็วางตัวบุคคลตามงานนั้น โดยหนึ่งในวาระแรกเรื่องแรกๆ ที่พรรคให้ความสำคัญก็คือ เรื่องงบประมาณ (ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563) ซึ่งทางพรรคมีการกระจายงานให้ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่แต่ละคนไปศึกษาลงรายละเอียดกันไว้แล้ว เพราะจุดประสงค์ก็คือ เราต้องการอภิปรายด้วยข้อมูลล้วนๆ ทำให้ ส.ส.ของพรรคต้องทำการบ้านอย่างหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะที่ความเห็นจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส. สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาจังหวัดสมุทรปราการมาแล้ว 2 สมัย ก่อนจะพาสชั้นมาเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ไพลิน ให้ทัศนะว่า การประชุมสภาฯ แต่ละครั้ง ส.ส.แต่ละฝ่าย ในการทำหน้าที่ต่างๆ เช่น การอภิปรายให้ข้อเสนอแนะ การใช้สิทธิ์ประท้วงในที่ประชุม ควรต้องดูวาระการประชุมให้ชัดเจนว่าการประชุมแต่ละครั้งเป็นการประชุมเรื่องใด หาก ส.ส.มีการทำการบ้านมา ก็จะทำให้การประชุมสภาฯ ประชาชนที่ได้รับชม ก็จะเข้าใจว่าการประชุมสภาฯ ช่วงต่างๆ ประชุมในเรื่องใด เพราะหาก ส.ส.มีการประท้วงตอบโต้กันโดยไม่ได้อยู่ในกรอบของวาระการประชุม ก็ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจ เกิดความสับสนว่า ส.ส.กำลังอภิปรายเรื่องใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ยกตัวอย่างการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการประชุมเหมือนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไงไม่รู้ เพราะการอภิปรายวันดังกล่าว ที่มีแคนดิเดต 2 ชื่อคือ พลเอกประยุทธ์ กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่การอภิปรายจะพบว่า ประเด็นการพูดเพื่อสนับสนุนชื่อแต่ละคนจะมีน้อยมาก แต่บรรยากาศไปเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้ประชาชนที่ติดตามดู ก็อาจรู้สึกว่า ส.ส.ไม่อยู่ในกรอบ จึงมองว่า ส.ส.แต่ละคน จะต้องศึกษากฎ ระเบียบข้อบังคับการประชุมให้มาก เพื่อให้การอภิปรายแต่ละครั้งของสภาฯ ได้เนื้อหาสาระจริงๆ โดยไม่มีการโยงหรือพาดพิงอะไร ไม่ทำให้การประชุมยืดเยื้อโดยไม่มีสาเหตุ จนสุดท้ายเนื้อหาการอภิปรายเหลือแก่นจริงๆ มีน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ไพลิน กล่าวถึงบทบาทการเป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ที่ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เพราะมี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแค่ 253-254 เสียง ว่าเราไม่ได้มองว่าจะเป็น ส.ส.รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เรามองว่าวันนี้ที่เราอาสาประชาชนมาทำงานการเมืองมาเป็น ส.ส. ประโยชน์สูงสุดคือทำงานเพื่อประเทศชาติ ดังนั้นอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สิ่งนั้นคือ key point สำคัญ เพราะหากวันข้างหน้า หาก ส.ส.ฝ่ายค้านเห็นว่านโยบายรัฐบาลที่ทำออกมาแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ก็ต้องยกมือสนับสนุนให้อยู่แล้ว เพราะ ส.ส.มาทำงานเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชน แต่หากจะถือแต่ว่าเป็นรัฐบาล-ฝ่ายค้าน แล้วจะค้านอย่างเดียว ไม่สนับสนุนเลย ประเทศก็เดินหน้าไม่ได้ เราไม่ได้มองว่าเป็นฝ่ายค้าน-รัฐบาล หรือเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แต่เราเชื่อว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม-ประเทศชาติ ต้องทำ อันนี้คือ key point หลักสำคัญมาก ที่สุดท้ายเชื่อว่า ส.ส.ทุกคนก็พร้อมยกมือสนับสนุนหากสิ่งที่ทำมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เป็นความเห็นของ ส.ส.หน้าใหม่-ยังบลัด ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ในสภาฯ ชุดปัจจุบัน ท่ามกลางการถูกจับตามองว่า การเมืองในสภาฯ ระหว่างฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ต่อจากนี้จะเข้มข้นทุกสัปดาห์ หลัง ครม.ประยุทธ์ 2/1 เข้าปฏิบัติหน้าที่. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38405</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, หวังเห็นประชุมสภาฯเชิงสร้างสรรค์, เกษมราษฎร์, เสียงสะท้อน ส.ส.ใหม่-สมัยแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d01088432fec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
