<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 13:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4ปีภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ช่วยดัน“หวานน้อย”ติดเทรนด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;10เม.ย.64- เมื่อเดือนกันยายน 2560 กรมสรรพสามิตได้ประกาศเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีค่าความหวานหรือน้ำตาลมากกว่าที่กฎหมายกำหนด จนทำให้ภาษีจะสูงขึ้นประมาณ 2% จากที่เคยเก็บในขณะนั้นที่ 20% โดยอัตราการจัดเก็บภาษีช่วง 2 ปีแรกที่บังคับใช้วันที่ 16 ก.ย. 2560 ถึง 30 กันยายน 2562 ในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผัก หากมีน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตรจะไม่เสียภาษี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมามีการจัดเก็บระยะที่ 2 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2564 ได้เพิ่มอัตราการเก็บภาษีต่อเครื่องดื่ม 100 มิลลิลิตรมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัมยังคงเก็บอัตราเดิม แต่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัมจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นสูงสุด 4 เท่าตัว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ถือเป็นความพยายามในการปรับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเพื่อแก้ไขปัญหาโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ทางเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเก็บภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด ได้ทำการสํารวจการบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวานของคนไทยภายหลังการออกมาตรการเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เกี่ยวกับความรู้ ปริมาณ และความถี่ของการบริโภคเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาล และการรับรู้ต่อการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การศึกษาวิจัยนี้ครอบคุลมประชากรทั่วทุกภาคในทุกกลุ่มวัยรวม 11,553 คน พบว่า ความรู้เกี่ยวกับปริมาณนํ้าตาลที่ควรบริโภคต่อวัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 81.9 ไม่ทราบว่า &amp;ldquo;ปริมาณนํ้าตาลที่บริโภคต่อวัน คือ ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน&amp;rdquo; มีเพียงร้อยละ 18.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ปริมาณของการดื่มเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาลทุกประเภทเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 519.3 มิลลิลิตร หรือเกือบเท่ากับน้ำดื่มบรรจุขวดขนาดเล็กที่มีปริมาณความจุ 600 มิลลิลิตร ส่วนนํ้าอัดลม ดื่มเฉลี่ยต่อวันมากที่สุดเท่ากับ 281.8 มิลลิลิตร (หรือประมาณครึ่งขวดขนาดกลาง 550 มิลลิลิตร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการรับรู้ต่อการเก็บภาษีฯ ของรัฐนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 38.7 คิดว่า ราคาเครื่องดื่มประเภทชาเขียวหรือนํ้าอัดลมในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 37.9 เชื่อว่าเครื่องดื่มยี่ห้อที่ตัวเองดื่มลดปริมาณนํ้าตาลลง แต่ก็มีกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 15-59 ปี ถึงร้อยละ 40.3 คิดว่า ผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มีรสหวานยังคงใส่ปริมาณนํ้าตาลเท่าเดิม ประเด็นเรื่องราคาเครื่องดื่มกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 43.7 คิดว่า ราคาเครื่องดื่มไม่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการจัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่เติมนํ้าตาลเกินกว่าที่กําหนด มีเพียงร้อยละ 19.2 ของกลุ่มตัวอย่างที่รับรู้ว่า หน่วยงานภาครัฐได้มีการจัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่เติมนํ้าตาลเกินกว่าที่กำหนด และประชาชนมากกว่า 3 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่างคิดว่า หน่วยงานภาครัฐยังให้ข้อมูลเรื่องการจัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่เติมนํ้าตาลกับประชาชนไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตามการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีความหวานในระยะที่ 3 ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคมปีนี้นั้น มีแผนจัดเก็บเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาล 6-8 กรัมจะปรับอัตราภาษีขึ้นเป็น 0.30 บาทต่อลิตร จากเดิม 0.10 บาทต่อลิตร หากมีน้ำตาล 8-10 กรัมก็จะปรับเป็น 1 บาทต่อลิตรจากเดิม 30 สตางค์ แต่ถ้ายังคงไว้ซึ่งน้ำตาล 10-14 กรัมต่อลิตรก็จะปรับเพิ่มจาก 1 บาท เป็น 3 บาทต่อลิตร ส่วนเครื่องดื่มหวานจัดน้ำตาล 14-18 กรัม จะปรับขึ้นจาก 3 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข รักษาการในตำแหน่งทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) ในฐานะผู้จัดการโครงการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ให้ความเห็นว่า การขึ้นภาษีรอบแรกมีมาตั้งแต่ปี 2560 เท่ากับว่าผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวถึง 4 ปี โดยในรอบแรกตั้งแต่ปี 2560 เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงไม่เกิน 10 กรัมจะเสียภาษีน้อยมาก พอรอบที่สองน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัมก็ยังเสียไม่มากนัก ส่วนรอบที่สามที่จะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้จึงเท่ากับว่าผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวนานพอสมควร หากปรับสูตรเครื่องดื่ม เพื่อไม่ให้มีน้ำตาลไม่เกิน 6% ก็ไม่ต้องเสียภาษีเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่สำคัญเป็นเป้าหมายของเราในการขึ้นภาษี ก็เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อของแพงขึ้น ซึ่งของที่ว่านี้ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่อย่างใด เพราะเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในชีวิต หากกินหวานมากเกินไป ก็เป็นแหล่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) โรคกลุ่มนี้เป็นง่าย แต่ตายยาก เมื่อเป็นแล้วคนในครอบครัวต้องเสียเวลามาดูแลอีก &amp;nbsp;อย่างเบาหวาน คนที่เป็นต้องกินยาตลอดชีวิตและต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา&amp;rdquo; ทพญ.ปิยะดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้จัดการโครงการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานได้รณรงค์สร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคหวานของคนในสังคมต้องมาอย่างต่อเนื่องในทุกโอกาสและช่องทาง ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศ โดยเฉพาะความกล้าหาญในการจัดการด้านภาษี เพื่อให้คนในประเทศบริโภคหวานน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราต้องรู้ก่อน ว่ากินหวานแล้วอ้วน เรื่องนี้สำคัญ จากนั้นก็จะนำไปสู่เรื่องของการจัดสิ่งแวดล้อมในบ้าน ต้องไม่มีสิ่งของที่เรียกว่าของหวานอยู่ในตู้เย็น เมื่อเริ่มได้แบบนี้แล้ว ความรู้ที่มีก็จะส่งต่อไปยังชุมชนทำกติการ่วมกัน หรือจัดสิ่งแวดล้อมไม่ให้เอื้อต่อการกินหวาน อย่างในโรงเรียนก็อย่าให้มีน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบขาย เป็นต้น&amp;rdquo; ทพญ.ปิยะดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่ามาตรการภาษีจะช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยได้มากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการลดความเสี่ยงจากโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ แต่การให้ความรู้กับประชาชนในการบริโภคก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งวันนี้คนไทยจำนวนมากก็หันมารับประทาน &amp;ldquo;หวานน้อย&amp;rdquo; กันมากขึ้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม, ภาษีน้ำตาล (sugar tax) เพื่อสุขภาพ, หวานน้อยสั่งได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_6071492b72e68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาเฟ่ อเมซอน รับรางวัลเชิดชูเกียรติที่ร่วมขับเคลื่อนนโยบายหวานน้อยสั่งได้ ของกระทรวงสาธารณสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ นายสุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ในโอกาสที่ คาเฟ่ อเมซอน ได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายหวานน้อยสั่งได้ นำร่อง (เฟส 1) ณ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คาเฟ่ อเมซอน นับเป็นผู้ประกอบการร้านกาแฟสดรายแรกที่ได้รับตราสัญลักษณ์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพ และเป็นหนึ่งกำลังสนับสนุนให้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มหวานน้อย โดยร่วมนโยบาย &amp;ldquo;หวานน้อยสั่งได้&amp;rdquo; กับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้วยการใช้ &amp;ldquo;Sweetness Scale&amp;rdquo; เป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ซึ่งเริ่มนำร่องที่ร้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คาเฟ่ อเมซอน สาขากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2563 และเริ่มใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2563 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมี &amp;ldquo;เมนูทางเลือกสุขภาพ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Light Menu&amp;rdquo; ที่เป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่รักสุขภาพอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98360</URL_LINK>
                <HASHTAG>Light Menu, Sweetness Scale, กระทรวงสาธารณสุข, คาเฟ่ อเมซอน, ดร.สาธิต ปิตุเตชะ, นายสุชาติ ระมาศ, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หวานน้อยสั่งได้, เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพ, เครื่องดื่มหวานน้อย, เมนูทางเลือกสุขภาพ, โออาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606a8e58666db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
