<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าเผยโควิด-19 ทำเงินสะพัดฟุตบอลยูโร 2020 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลสำรวจ&amp;rdquo;พฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในช่วงมหกรรมฟุตบอลยูโร ปี2020 พบว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มีผลกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนทำให้มีการใช้จ่ายน้อยลง ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายในระบบและนอกระบบ ส่งผลทำให้เงินสะพัดโดยรวมในช่วงฟุตบอลยูโร 2020 ลดลงร้อยละ 20.3 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 62,440 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแยกเป็นเงินสะพัดในระบบ จากการซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การดูฟุตบอลและอาหารจัดเลี้ยง 15,200 ล้านบาท ลดลง 15.1% และมีเงินสะพัดนอกระบบจากการพนันฟุตบอล 45,800 ล้านบาท ลดลง 22.3 % ซึ่งการเล่นพนันส่วนใหญ่เป็นการเล่นพนันออนไลน์ และมีเป้าหมายเพื่อต้องการเงินรางวัล ไม่ได้เล่นเพื่อแฟชั่นหรือความสนุกสนาน โดยมีการใช้เงินในแต่ละนัดเฉลี่ย 1,000-5,000 บาท ซึ่งที่มาของเงินมาจากเงินออมและรายได้ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินจำนวนดังกล่าวจะมีผลต่อเศรษฐกิจ 0.1% และทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.0 โดยความเชื่อมั่นของประชาชนจะสามารถกลับมาได้หาก การกระจายวัคซีนของรัฐบาลทำได้ตามแผนและสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ให้อยู่ในวงจำกัดได้ สามารถเดินหน้าเปิดประเทศได้ตามการประกาศของนายกรัฐมนตรี 120 วัน โดยใช้ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นโมเดล สร้างความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลสำรวจ, พนันฟุตบอล, ฟุตบอลยูโร, หอการค้า, เงินสะพัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d178619183a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดกดนักท่องเที่ยวต่างชาติวูบคาดเหลือแค่ 1.2 ล้านคน &#039;หอการค้าฯ&#039;หนุนเปิดภูเก็ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เมษายน 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกที่ 3 นี้ คงจะใช้ระยะเวลานานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา กว่าที่สถานการณ์จะกลับมาผ่อนคลายลง เนื่องจากการระบาดครั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงกว่าการระบาดในรอบก่อน และเป็นเชื้อกลายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่ม ที่มีแผนจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยในช่วงไตรมาส 2 นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;ผลจากการระบาดของโควิดระลอกที่ 2 และ 3 ส่งผลกระทบทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ยังอยู่ระดับต่ำ โดยประเมินว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 น่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยประมาณ 3.5 หมื่นคน&amp;quot; บทวิเคราะห์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ น่าจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยมองว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2564 จะมีประมาณ 2.5 แสนคน - 1.2 ล้านคน เป็นการปรับลดประมาณการจากเมื่อเดือนมีนาคม 2564 ที่มองว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยประมาณ 2 ล้านคน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังประเมินแนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติครึ่งหลังของปี 64 ว่า ยังมีความเปราะบางสูงจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกใหม่นี้ที่มีความรุนแรงกว่ารอบก่อน ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบถึงความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทางการได้วางแผนไว้ให้มีความล่าช้าออกไปอีกครั้ง หลังจากที่แผนงานต่างๆ ต้องถูกเลื่อนไปจากการระบาดในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ขณะที่ประเด็นการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศ ยังสามารถทำได้จำกัด เนื่องจากตามแผนการจัดหาวัคซีนที่จะเริ่มฉีดให้กับประชาชนทั่วไป จะเริ่มทยอยนำส่งมาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ แม้ในประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดในประเทศได้ แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับการระบาดของโควิดในต่างประเทศอีกเช่นกัน รวมถึงนโยบายการสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศในแต่ละประเทศด้วย และที่สำคัญเหตุการณ์โควิดที่ระบาดเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศได้ในช่วงนี้ จึงอยากเสนอให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับ 31 บาท/ดอลลาร์ เพื่อเป็นแรงหนุนให้กับภาคการส่งออกของไทย ขณะเดียวกัน สนับสนุนการใช้มาตรการ &amp;quot;ภูเก็ต Sandbox&amp;quot; ซึ่งจะเป็นสัญญาณในการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจากภูมิประเทศของภูเก็ตที่เป็นเกาะ ทำให้มีความสามารถในการควบคุมการระบาดได้ง่ายกว่า ประกอบกับแผนการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภูเก็ตให้ได้อย่างน้อย 50% ในเดือนมิ.ย.นี้ ก็จะยิ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100407</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักท่องเที่ยวต่างชาติ, ปี 2564, ภูเก็ต Sandbox, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, หอการค้า, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082327e7d546.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดระลอก3ซัดหนัก หอการค้า คาดจีดีพีปี 64 หดตัวเหลือ 1.6% ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจวูบแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เมษายน 2564 &amp;nbsp;ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 64 จะโตได้ 1.6% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 2.8% เนื่องจากจากผลกระทบการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ ซึ่งทำให้มียอดผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเหลือเพียง 2.8 ล้านคนเท่านั้น จากเดิมคาด 4 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดไว้ได้ในช่วง 2 เดือน คิดเป็นมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาท/เดือน ส่งผลให้เศรษฐกิจย่อลงราว 1.2% จากเดิม 2.8% มาเหลืออยู่ที่ 1.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี จากแนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่า โดยทั้งปีคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 30.80 บาท/ดอลลาร์ จะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ซึ่งประเมินว่าการส่งออกไทยปีนี้ มีโอกาสขยายตัวได้ 4.7% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 3.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 รอบที่ 3 นี้ มีผลทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการของทั้งประเทศ หายไปราว 1 แสนล้านบาท/เดือน แยกเป็น โซนสีแดง-พื้นที่ควบคุมสูงสุด (18 จังหวัด) หายไปราว 8.4 หมื่นล้านบาท/เดือน และโซนสีส้ม-พื้นที่ควบคุม (59 จังหวัด) หายไปราว 1.57 หมื่นล้านบาท/เดือน และมีผลให้ความต้องการใช้แรงงานในทุกภาคทั่วประเทศ ลดลงราว 1.48 แสนคน/เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ม.หอการค้าไทย จะยังไม่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่คาดไว้ 2.8% ในปีนี้ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อชดเชยผลกระทบจากโควิดราว 2-3 แสนล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน ซึ่งเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่จะโตได้ 2.5-3% อยู่แล้ว แต่หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอะไร เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสจะย่อลงเหลือ 1.6% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางที่รัฐบาลจะเพิ่มการเติบโตของ GDP ในปีนี้ให้อยู่ที่ระดับ 2.8% สามารถทำได้จากการเพิ่มมูลค่าการอุปโภคบริโภคของภาครัฐ โดยจัดทำโครงการที่มุ่งเน้นการจ้างงานชั่วคราวโดยหน่วยงานภาครัฐ และโครงการที่เน้นการฟื้นการจ้างงานประจำในธุรกิจเอกชน, การเพิ่มมูลค่าการลงทุนของภาครัฐ โดยจัดทำโครงการลงทุนขนาดเล็กในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบภัยแล้ง, การเพิ่มการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน ด้วยการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ผ่านโครงการช็อปช่วยชาติพลัส โครงการบ้านหลังแรกปี 64 โครงการรถยนต์ไฟฟ้าคันแรก หรือโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ตลอดจนการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเพิ่มมูลค่าการลงทุนของภาคเอกชน เช่น เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจนักลงทุนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปแล้ว ให้เร่งให้เกิดการลงทุนจริงเร็วขึ้น, การเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐ โดยเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเร่งส่งออกสินค้าเกษตรในรูปแบบ G to G ให้มากขึ้น ปรับแผนเจาะตลาดส่งออกเป็นเชิงรุก เน้นตลาดที่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากโควิด และสุดท้ายคือการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งต้องเร่งกระบวนการกระจายวัคซีนในประเทศให้เร็วกว่าแผนเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศได้ในช่วงนี้ จึงอยากเสนอให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับ 31 บาท/ดอลลาร์ เพื่อเป็นแรงหนุนให้กับภาคการส่งออกของไทยได้ช่วยชดเชยเศรษฐกิจของประเทศ ที่รายได้หดหายไปจากการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบโควิดระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน สนับสนุนการใช้มาตรการ &amp;quot;ภูเก็ต Sandbox&amp;quot; ซึ่งจะเป็นสัญญาณในการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจากภูมิประเทศของภูเก็ตที่เป็นเกาะ ทำให้มีความสามารถในการควบคุมการระบาดได้ง่ายกว่า ประกอบกับแผนการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภูเก็ตให้ได้อย่างน้อย 50% ในเดือนมิ.ย.นี้ ก็จะยิ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาไทย โดยเฉพาะในภูเก็ตได้เป็นอย่างดี ดังเช่นสถานการณ์การท่องเที่ยวของเกาะมัลดีฟ ที่ขณะนี้การท่องเที่ยวกลับมาสู่ภาวะปกติแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ ถึงผลกระทบทางธุรกิจและเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 3 โดยพบว่า ส่วนใหญ่เกือบ 60% มองว่าธุรกิจในจังหวัดได้รับผลกระทบมากจากโควิดรอบสาม และหากเทียบการเกิดโควิดในรอบ 1, 2 และ 3 แล้ว ส่วนใหญ่ตอบว่าโควิดรอบ 3 สร้างผลกระทบมากที่สุด เพราะแม้รอบที่ 3 นี้จะไม่ได้มีการล็อกดาวน์ประเทศ หรือมีคำสั่งเคอร์ฟิวเหมือนรอบแรกก็ตาม แต่ผลกระทบของธุรกิจที่ได้รับถูกซ้ำเติมต่อเนื่องกันมาตั้งแต่รอบแรก รอบที่สอง และยังไม่สามารถฟื้นตัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมาชิกหอการค้าจังหวัดส่วนใหญ่ คาดว่า รัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดของโควิดรอบ 3 นี้ได้ในช่วง 2 เดือน หรือหมายถึงสถานการณ์จะคลี่คลายได้ในเดือนมิ.ย.64 โดยมองว่ากว่าที่ธุรกิจจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ น่าจะต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปีนับจากนี้ ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ในอีก 15 เดือน ไม่ว่าจะเป็นแง่ของการบริโภค การใช้จ่าย และการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลรีบดำเนินการหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการมากที่สุด คือ อันดับแรก สนับสนุนมาตรการทางการเงิน เช่น สภาพคล่อง การเข้าถึงแหล่งทุน การพักชำระหนี้ อันดับสอง ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดหาวัคซีนร่วมกับภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ และอันดับสาม หามาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดภายใต้ความเหมาะสม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100311</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี64, หอการค้า, เศรษฐกิจวูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081188fef22c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2026 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หอการค้าประชุม 40 ซีอีโอ วางแผนช่วยรัฐกระจายวัคซีนลุ้นเป้ากทม.ได้ฉีด 70% ในปี 64  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เมษายน 2564 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยจัดการประชุมระหว่างหอการค้าไทยกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทใหญ่กว่า 40 บริษัท จากทุกกลุ่มธุรกิจของไทยผ่านระบบประชุมทางไกล เพื่อร่วมกันวางแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของภาคเอกชน และต้องจัดหาวัคซีนทางเลือกให้เพียงพอ โดยสนับสนุนภาครัฐให้สามารถเปิดประเทศได้อย่างรวดเร็ว เพื่อความปลอดภัยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวโยบายหลัก ภารกิจ 99 วันแรกของการทำงานในหอการค้า ที่ต้องมีการ Connect the dots คือ ดึงความร่วมมือจากทุกฝ่าย ให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
ufa007
ufa350
ufa356
sbobet888
ufalion168
ufa369
ufaland
ufasa
ufa169
ufascr
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม วัคซีนล็อตใหญ่ที่จะเริ่มเข้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ จะต้องมีการเตรียมตัว และวางแผนการกระจายวัคซีนให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น หอการค้าไทยและเครือข่ายภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนภาครัฐในการกระจายวัคซีนที่ภาครัฐจัดซื้อมา ให้เกิดประสิทธิภาพและทั่วถึงมากที่สุด โดยจะเริ่มที่ กทม.ก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างให้จังหวัดอื่น ๆ พร้อมสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วมในการเจรจาซื้อวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้าไทยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2564 ต้องบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนในกรุงเทพฯ 70% โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าของ กทม. ต้องได้รับการฉีดทั้งหมด 100% ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ส่วนการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไปในกรุงเทพฯ ต้องให้ได้อย่างน้อย 50,000 โดสต่อวัน โดยภาคเอกชนจะเข้ามาเสริมการทำงานของภาครัฐเพื่อให้ได้เป้าหมายดังกล่าว พร้อมกันนั้น จะจัดทำรูปแบบมาตรฐาน หรือรูปแบบตัวอย่างของภาคเอกชนที่สนับสนุนการฉีดวัคซีน ให้กับจังหวัดอื่น ๆ ภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ และเชื่อมั่นว่า ภาคเอกชนสามารถใช้ความถนัด ความเชี่ยวชาญ และ ทรัพยากรของพวกเราเพื่อประเทศได้ &amp;rdquo; นายสนั่น กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หอการค้าไทยและเครือข่าย จะแบ่งงานออกเป็น 4 ทีม เพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีน ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	TEAM A: Distribution and Logistics ทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีน ช่วยสนับสนุน สถานที่ บุคลากร อาสาสมัคร และอุปกรณ์ IT เช่น คอมพิวเตอร์ ปริ๊นเตอร์ เครื่องอ่านบัตรประชาชน ให้ กทม. เพิ่มจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งตอนนี้ได้มีการเตรียมและไปลงพื้นที่สำรวจกับ กทม. แล้วในระยะแรก จำนวน 10 พื้นที่ใน กทม. ที่เอกชนจะนำร่อง เช่น กลุ่มเซ็นทรัล , SCG , เดอะมอลล์ , สยามพิวรรธน์ , เอเชียทีค , โลตัส , บิ๊กซี , ทรูดิจิตัลพาร์ค เป็นต้น โดยจะสรุปกับ กทม.ภายใน
	วันที่ 27 เมษายนนี้ และในระยะถัดไปจะมีการหารือในการจัดทำหน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ไปยังจุดต่าง ๆ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายของประชาชน
	&amp;nbsp;
	TEAM B: Communication ทีมการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและมาฉีดวัคซีนในสถานที่ที่พร้อม เพราะปัจจุบันหลายคนยังไม่เข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีน หลายคนไม่ยอมฉีด ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจ
	ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ภาครัฐจะทำระบบ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; เสร็จสิ้นในเดือนนี้ ซึ่งจะสามารถระบุสถานที่
	ต่าง ๆ ที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีน การจัดคิวการฉีดที่ไม่หนาแน่น หรือลำดับการฉีดที่เหมาะสม โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายบริษัท อาทิเช่น Google, LINE, Facebook, VGI และ Unilever เป็นต้
	&amp;nbsp;
	TEAM C: IT Operation ทีมเทคโนโลยีและระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการลงทะเบียน ขั้นตอนในการฉีดที่รวดเร็ว และมีระบบการติดตามตัว พร้อมสามารถออกใบรับรองการฉีดวัคซีนได้ โดยมีหลายบริษัท นำทีมโดย IBM เข้ามาสำรวจและปรับปรุงกระบวนการ
	TEAM D: Extra Vaccine procurement ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ร่วมกับภาครัฐและเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน โดยจะไปสำรวจความต้องการฉีดวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น นำโดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งในวันนี้ได้มีการหารือกันแล้ว ประเมินว่ายังต้องการวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติมอีก 30 ล้านโดส เพื่อให้ครอบคลุม 70% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งวัคซีนทางเลือก ได้แก่ 1 ประเทศสหรัฐอเมริกา วัคซีน Moderna และ Pfizer 2. ประเทศจีน วัคซีน Sinopharm และ CanSino Biologics 3. ประเทศอินเดีย วัคซีน COVAXIN จากบริษัท Bharat Biotech และ 4 ประเทศรัสเซีย วัคซีน Sputnik V ซึ่งภาคเอกชนยินดี
	ที่จะจ่ายค่าวัคซีนให้กับพนักงานของบริษัทรวมแล้วเกือบ 1 ล้านราย เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับรัฐบาล


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลสรุปจากการประชุม CEO ทุกบริษัทเห็นตรงกันว่าขณะนี้ประเทศไทยได้รับการฉีดวัคซีนไปเพียง 0.4% ของประชากรเท่านั้น ซึ่งถือว่าล่าช้ามากสำหรับการที่จะเปิดประเทศที่จะต้องฉีดให้ได้ถึง 70% ของประชากร ภาครัฐจำเป็นต้องจัดหาวัคซีนให้เพียงพอกับทุกคน &amp;nbsp; โดย CEO ทุกท่านพร้อมที่จะช่วยภาครัฐ ซึ่งหอการค้าไทยพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการ Connect the dots เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทย และเชื่อว่า หากคนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะทำให้ประเทศไทยของเราฝ่าวิกฤติ COVID-19 นี้ไปได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo; นายสนั่น กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100047</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กระจายวัคซีนโควิด, วัคซีนโควิด, หอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e49d27b225.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2021 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2021 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หอการค้า&#039; เสนอ 4 แนวทางบริหารจัดการวัคซีนรับมือเปิดประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มี.ค.2564 นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้เน้นจุดยืนขององค์กรในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นมาโดยลำดับ อย่างไรก็ตามผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และยังมีความท้าทายอีกหลายอย่างที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปี 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายประเทศทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนกันไปมากพอสมควร ซึ่งถือเป็นผลดีกับการฟื้นตัวของเศรษกิจโลก ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนการเปิดประเทศที่ชัดเจน เพื่อรองรับการกลับมาของเศรษฐกิจ จึงฝากการบ้านไปถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะฟื้นแล้ว ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับการฟื้นตัวดังกล่าวได้ทันหรือไม่&amp;rdquo; นายกลินท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้ คือ แผนบริหารจัดการวัคซีนที่ชัดเจน โดยหอการค้าไทยเสนอ 4 แนวทางสำหรับเรื่องดังกล่าว ได้แก่ 1) การกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยในภาคธุรกิจนั้น กลุ่มที่มีความเสี่ยงในธุรกิจบริการ ที่ต้องมีการติดต่อทั้งกับคนไทยและคนต่างชาติ ควรได้รับการฉีดเป็นลำดับต้น ๆ 2) รัฐต้องมีแผนกระจายวัคซีนที่ชัดเจน เพื่อให้เอกชนสามารถบริหารจัดการธุรกิจ ให้สอดคล้องกับแผนการกระจายวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3)เร่งฉีดอย่างรวดเร็วซึ่งเอกชนสามารถร่วมทำแผนการกระจายวัคซีน เพื่อให้เข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว และบริษัทที่มีกำลัง ก็ยินดีจ่ายค่าวัคซีนให้พนักงานเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามที่รัฐบาลอยู่ระหว่างจัดหาและกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่ประชาชน และสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดหาวัคซีนเพื่อฉีดให้แก่พนักงานของตนเอง โดยสถานพยาบาลของรัฐ หรือโรงพยาบาลเอกชนนั้น หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจความต้องการของสถานประกอบการ ซึ่งขณะนี้รวมได้ประมาณ 750,000 คน และคาดว่าทั้งหมดประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งเราจะนำปริมาณความต้องการนี้ ไปหารือกับภาครัฐในการจัดหาวัคซีน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประเทศปลอดภัยต่อไป และ 4) การสื่อสารสร้างความมั่นใจ โดยทุกฝ่ายต้องช่วยกันสื่อสารชี้แจงถึงความปลอดภัยของวัคซีน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยให้เร็วยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การทำงานร่วมกับภาครัฐถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งหอการค้าไทยได้เข้าไปร่วมอยู่ในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อผลักดันแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เรื่อง Vaccine Passport สำหรับชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย การวางแผนรองรับการเปิดประเทศ เรื่องการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) เรื่องการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมไปถึงการประยุกต์ใช้ Happy Model หรือ โมเดลอารมณ์ดี มีความสุข (กินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี แบ่งปันสิ่งดี ๆ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว สิ่งเหล่านี้จะมีการบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด นอกจากนั้น ยังมีเรื่องเกษตรมูลค่าสูงที่จะต้องดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและเกษตรมูลค่าสูงจะเป็นจุดแข็งของประเทศที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป โดยหอการค้าไทยก็มีแนวทางในการส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ยังต้องจับตามองในปีนี้ก็คือเรื่อง อากาศสะอาด และการบริหารจัดการน้ำ โดยที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้เสนอร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดต่อรัฐสภาไปแล้ว ซึ่งรอการพิจารณาอยู่ นอกจากนั้น เรื่องการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูร้อนนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากพอสมควร ซึ่งจะต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปลายเดือนนี้ หอการค้าไทยจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ แทนชุดเดิมที่หมดวาระลง แต่ก็เชื่อมั่นว่า แนวทางที่หอการค้าไทยได้ดำเนินการมาโดยตลอดไม่ว่าจะยุคสมัยใด จะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ดังนั้น ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธาน หรือเป็นกรรมการก็ตาม ทุกคนจะร่วมมือกันเพื่อประเทศชาติต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาช่วยเสริมและสานเจตนารมณ์ของหอการค้าต่อไป&amp;rdquo; นายกลินท์ กล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96244</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลินท์ สารสิน, ฉีดวัคซีน, หอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60507bf19ecd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าฯ จับมือ โออาร์ ผุดโครงการสิทธิพิเศษบัตร Blue Card สำหรับสมาชิก หวังกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยหมุนเวียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกลินท์ &amp;nbsp;สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากเครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิดเป็นอย่างมาก ขณะที่มาตรการเยียวยาฯ กำลังจะสิ้นสุดลง และสถานการณ์การจ้างงานก็ยังคงเปราะบาง ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลงตามลำดับ โดยจะเห็นได้ว่า ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ลงมาเป็น -9.0% ถึง -7.0% จาก -8.0% ถึง -5.0% และปรับลดคาดการณ์การส่งออกลงมาที่ -12.0% ถึง -10.0% จาก -10.0% ถึง -7.0%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่บั่นทอนเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันนั้น หอการค้าไทยมิได้นิ่งนอนใจ และได้พยายามหาหนทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการมาโดยตลอด แต่ด้วยภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก และมาตรการล็อคดาวน์ของประเทศต่าง ๆ เป็นอุปสรรคสำคัญในการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ ดังนั้น การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศจึงเป็นทางออกที่สามารถทำได้ดีที่สุดในขณะนี้ ทั้งนี้ หอการค้าไทยพยายามผนึกกำลังจากเครือข่ายสมาชิกที่มีมากกว่า 100,000 รายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ มากมาย ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ไทยช่วยไทย คือไทยเท่&amp;rdquo; อาทิ กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมไทยเที่ยวไทย ซึ่งเป็นการหมุนเวียนเม็ดเงินไปสู่ท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว การจัดงานแฟร์ร่วมกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดโดยนำเสนอสินค้าท้องถิ่นที่มีศักยภาพจากทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ การจัดทำโครงการสิทธิประโยชน์หอการค้าทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมส่วนลดสินค้าและบริการต่าง ๆ จากเครือข่ายสมาชิก กว่า 7,000 ร้านค้า ผ่าน Application TCC Connect เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้าไทยได้รับเกียรติจาก บริษัท ปตท.น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ในฐานะสมาชิกหอการค้าไทย ซึ่งเป็น 1 ในองค์กรขนาดใหญ่ ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์ในระดับประเทศ โดยมาร่วมจัด &amp;ldquo;โครงการสิทธิพิเศษบัตร Blue Card&amp;rdquo; ให้สามารถสะสมคะแนนเพิ่ม 2 เท่า สำหรับสมาชิกหอการค้าไทยและเครือข่ายทั่วประเทศ ถือเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและจับจ่ายใช้สอย ผ่านการเดินทางของสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ และในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีสมาชิกหอการค้าฯ ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทยอยให้สิทธิประโยชน์ในลักษณะดังกล่าวเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก&amp;rdquo; นายกลินท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสวาท&amp;nbsp; ธีระรัตนนุกูลชัย รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศมีสมาชิกรวมกันกว่า 40,000 ราย จากสมาชิกทั้งหมดในเครือข่ายหอการค้าไทยเกือบ 1 แสนราย โดยหอการค้าไทยได้พยายามเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่าน Mobile Application &amp;ldquo;TCC Connect&amp;rdquo; ซึ่งสมาชิกสามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ของทางหอการค้าไทยได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งใช้แสดงตนการเป็นสมาชิก เพื่อนำไปรับสิทธิประโยชน์ส่วนลด หรือสิทธิพิเศษจากการซื้อสินค้า และการใช้บริการ เช่น ของฝาก ของที่ระลึก ร้านอาหาร และโรงแรมที่พัก ฯลฯ จากผู้ประกอบการในเครือข่ายทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั่วประเทศ กว่า 7,000 ร้านค้า และคาดว่าจะมีจำนวนร้านค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความร่วมมือในโครงการสิทธิพิเศษบัตร Blue Card กับโออาร์ จะยิ่งช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิกหอการค้าฯ มากยิ่งขึ้น และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของภาคเอกชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ และคาดหวังให้เกิดการต่อยอดขยายผลไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจิราพร&amp;nbsp; ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ กล่าวว่า โออาร์ ในฐานะบริษัท Flagship ของกลุ่ม ปตท. ด้านการค้าน้ำมันและการค้าปลีก และเป็นหนึ่งในสมาชิกของหอการค้าไทย ยินดีมอบสิทธิพิเศษ คะแนนสะสมบัตร Blue Card 2 เท่า ให้แก่สมาชิกของหอการค้าไทยและเครือข่ายทั่วประเทศ เมื่อเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ หรือซื้อสินค้าที่ ร้านคาเฟ่อเมซอนครบ 20 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2563 - 31 สิงหาคม 2564 เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติ และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศให้ขับเคลื่อนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับ บัตร Blue Card เป็นบัตรสะสมคะแนนสำหรับสมาชิกเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์หรือใช้บริการของ PTT Station ร้านคาเฟ่อเมซอน และร้านค้าในเครือของ โออาร์ ที่เข้าร่วมโครงการ โดยสมาชิกสามารถนำคะแนนสะสมมาแลกเพื่อใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการครั้งถัดไป อีกทั้งยังสามารถรับส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่มอบให้เฉพาะสมาชิกเป็นรายบุคคล ตามความต้องการและความสนใจ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของผู้บริโภค ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละรายได้อย่างตรงใจ โดยปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกกว่า 6 ล้านราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74403</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปตท.น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์, หอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f360dca450ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2019 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. ลงนาม  MOU “หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม” จังหวัดมุกดาหาร • พร้อมเปิดโครงการ“คักอีหลี ประกันภัยโลจิสติกส์ผ่านแดน”เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ ความเข้าใจด้านประกันภัยสู่เครือข่ายภูมิภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) มอบหมายให้ นายชนะพล มหาวงษ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ เป็นผู้แทนของสำนักงาน คปภ. เพื่อลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จำนวน 2 ฉบับ คือ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยเรื่อง การบูรณาการส่งเสริมความรู้และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย กับ หอการค้าจังหวัดมุกดาหาร โดยมี นายศรายุทธ เขมะลักษณ์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร ร่วมลงนาม อีกฉบับหนึ่งเป็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยเรื่อง การบูรณาการส่งเสริมความรู้และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย กับ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร โดยมี นายไกรฑูรย์ สุวรรณปัฎนะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร ร่วมลงนาม ซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทั้ง 2 ฉบับ ได้รับเกียรติจากนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ด้วย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ณ ห้องกระดุมเงินกระดุมทอง โรงแรมมุกดาหารแกรนด์ โฮเทล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญในการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทั้ง 2 ฉบับนั้น เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมในจังหวัดมุกดาหารได้รับความรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง และเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเป็นเครือข่ายในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประกันภัยไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารอย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ นายชนะพล มหาวงษ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เป็นประธานเปิด &amp;ldquo;โครงการ คักอีหลี ประกันภัยโลจิสติกส์ผ่านแดน&amp;rdquo; โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า สำนักงาน คปภ. เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย รวมทั้งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ได้ใช้ประโยชน์จากระบบประกันภัยมากยิ่งขึ้น และสามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการประกันภัยด้วยตนเอง จึงได้กำหนดนโยบาย ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการประกันภัย และ การประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ ผ่านการบูรณาการ ความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมีจุดผ่านแดนถาวรที่สำคัญคือ จุดผ่านแดนถาวรมุกดาหาร &amp;ndash; สะหวันเขต (สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 ) มีการค้าขายผ่านแดน มีปริมาณรถเข้า-ออกทั้งรถไทยและรถสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นจำนวนมาก การนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศมีมูลค่าหลายพันล้านบาท และยังมีการขนส่งผ่านแดนไปยังประเทศที่ 3 ต่อไปอีกด้วย ปัจจุบันการค้าชายแดนถือเป็นรายได้ที่สำคัญที่จะช่วยทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวดีขึ้น หากขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลให้ความสำคัญในการผลักดันการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทิศทางการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนยังมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การค้าขายระหว่างประเทศมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการขนส่งสินค้า เริ่มตั้งแต่รับสินค้าเข้ามาในโกดังเพื่อจัดเก็บ การเตรียมการขนส่ง การสต๊อกสินค้า การคัดแยก การประกอบ การบรรจุสินค้าและกิจกรรมอื่นๆ ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการนำระบบการประกันภัยมาใช้ในการบริหารความเสี่ยง เพื่อลดความสูญเสียอันอาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งสินค้า การประกันภัยจึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญสำหรับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ รวมไปถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยว หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้รับความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญ และมีความเชื่อมั่นในการใช้ระบบประกันภัยมาบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการประกันภัยมีหลากหลายรูปแบบสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจและชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47740</URL_LINK>
                <HASHTAG>(เลขาธิการ คปภ., ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกันภัย, มุกดาหาร, สภาอุตสาหกรรม, หอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191010/image_big_5d9e9e4b15bd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
