<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว. ผนึกหอการค้าไทย โชว์ศักยภาพ SME กว่า 600 ราย เปิดร้านค้าออนไลน์ สร้างรายได้ปรับตัวสู้วิกฤติโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์&amp;nbsp; มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาดเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการ SME ปีงบประมาณ 2564 หรือ &amp;ldquo;สสว.CONNEXT สีสันถิ่นไทย หอการค้าแฟร์&amp;rdquo; ซึ่ง สสว. ร่วมดำเนินการกับหอการค้าไทย จำเป็นต้องงดการจัดงานในลักษณะออฟไลน์ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ได้ลงทะเบียนเตรียมออกบูธในจังหวัดต่างๆ เปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Shopee ซึ่งมีความร่วมมือกับ สสว. อยู่แล้วภายใต้แคมเปญ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; รวมทั้งจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อื่น อาทิ Facebook และ Line เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าได้ แม้จะไม่ได้มีการจัดงานในลักษณะออฟไลน์ เป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 600 ราย มีการนำสินค้าขึ้นจำหน่ายนับหมื่นรายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สสว. พยายามสร้างโอกาสในวิกฤติ ด้วยการพัฒนาช่องทางออนไลน์ เพิ่มเติมจากช่องทางปกติ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เพราะนอกจากจะสอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคยุคนี้แล้ว ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งจะมากระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิต เช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขอบคุณหอการค้าไทย แพลตฟอร์มช้อปปี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกรายที่สู้ไปพร้อมกันในภาวะวิกฤตินี้ เปิดรับช่องทางจำหน่ายสินค้าใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตไปด้วยกัน สสว. ยืนยันว่าก็จะอยู่เคียงข้าง คอยดูแล สนับสนุน และหาทางสร้างโอกาสในการพัฒนาเอสเอ็มอีทั่วประเทศในมิติต่างๆ ต่อไป&amp;rdquo; ผอ. สสว. กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยได้ร่วมกับ สสว. ในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายกลางและรายเล็กให้เปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Shopee เพื่อสร้างช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้เกิดรายได้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเปิดร้านเข้าร่วมแคมเปญกว่า 600 ร้านค้า โดยมียอดจำหน่ายผ่าน Shopee และช่องทางออนไลน์อื่น เช่น Facebook และ Line รวมกันกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งหอการค้าไทยจะนำข้อมูลดังกล่าวไปเป็นแนวทางเพื่อเสริมสร้างโอกาสด้านต่างๆ ทั้งช่องทางจำหน่าย แหล่งทุน และการพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยมีความเข้มแข็งในทุกมิติและเติบโตได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นับเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่เอสเอ็มอีที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังเกิดผลสำเร็จในภาพรวมเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการและยอดจำหน่ายที่เกินความคาดหมาย&amp;rdquo; นายสนั่น กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผู้แทน บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ผู้นำแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน กล่าวว่าการได้ร่วมมือกับ สสว. และหอการค้าไทย จัดแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; โดยใช้ศักยภาพของแพลตฟอร์มของ Shopee ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในทั่วประเทศ เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ สสว. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของ Shopee ในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี และจากความร่วมมือในครั้งนี้จะยังสามารถต่อยอดช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ และเติบโตได้อย่างแข็งแรงต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แคมเปญ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; โดยความร่วมมือของ สสว. และ หอการค้าไทย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-20 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา บนแพลตฟอร์ม Shopee ภายใต้ไมโครไซต์ https://shopee.co.th/OSMEP&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117645</URL_LINK>
                <HASHTAG>SHOPEE, ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด, นายวีระพงศ์  มาลัย, นายสนั่น อังอุบลกุล, บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย), สร้างโอกาสในวิกฤติ, สสว., สสว.CONNEXT สีสันถิ่นไทย หอการค้าแฟร์, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, หอการค้าไทย, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, โครงการพัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาดเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการ SME, โชว์ศักยภาพ SME</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c426176528.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 15:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว. จับมือ หอการค้าไทย หนุนแคมเปญ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” บน Shopee</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สสว. จับมือ หอการค้าไทย ชวนผู้ประกอบการ SME กว่า 600 ราย ทุกกลุ่มทั่วประเทศ เปิดร้านค้าออนไลน์สร้างรายได้ ปรับตัวสู้วิกฤติโควิด-19 พร้อมจัดแคมเปญ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; บน Shopee&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์&amp;nbsp; มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ปีนี้ สสว. ดำเนินโครงการกับหลายหน่วยร่วมในการพัฒนาผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ โดย โครงการพัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาดเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการ SME ปีงบประมาณ 2564 หรือ &amp;ldquo;SME สีสันถิ่นไทย หอการค้าแฟร์&amp;rdquo; ซึ่งร่วมดำเนินการกับหอการค้าไทย เป็นหนึ่งในโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสด้านการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ SME ทุกกลุ่มทั่วประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องงดการจัดงานในลักษณะออฟไลน์ จึงได้ร่วมมือกับหอการค้าไทยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ได้ลงทะเบียนเตรียมออกบูธในจังหวัดต่างๆ เปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Shopee ซึ่งมีความร่วมมือกับ สสว. อยู่แล้วภายใต้แคมเปญ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าได้ แม้จะไม่ได้มีการจัดงานในลักษณะออฟไลน์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สสว. พยายามสร้างโอกาสในวิกฤติ ด้วยการพัฒนาช่องทางออนไลน์ เพิ่มเติมจากช่องทางปกติ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับ SME ทั่วประเทศ เพราะนอกจากจะสอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคยุคนี้แล้ว ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่จะมากระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิต เช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ แคมเปญ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; จะช่วยให้ผู้ประกอบการยังสามารถจำหน่ายสินค้า และมีรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะเดียวกันลูกค้าหรือผู้ซื้อก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า SME ของเรายังมีความเข้มแข็ง เดินหน้าฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้ได้ ขณะที่ สสว. ก็จะอยู่เคียงข้าง คอยดูแล สนับสนุน และหาทางสร้างโอกาสในการพัฒนา SME ทั่วประเทศต่อไป&amp;rdquo; ผอ. สสว. กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยได้ร่วมกับ สสว. ในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายกลางและรายเล็กให้เปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Shopee เพื่อสร้างช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้เกิดรายได้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างมาก ทั้งนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเปิดร้านเข้าร่วมแคมเปญกว่า 600 ร้านค้า และนำสินค้าจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์แล้วกว่า 1,500 รายการ รวมทั้งยังมีผู้ประกอบการให้ความสนใจทยอยเปิดร้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่เอสเอ็มอีที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยหอการค้าไทยจะคอยเสริมสร้างโอกาสด้านต่างๆ ทั้งช่องทางจำหน่าย แหล่งทุน และการพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยมีความเข้มแข็งในทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผู้แทนช้อปปี้ (ประเทศไทย) ผู้นำแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดเผยว่าได้ร่วมมือกับ สสว. จัดแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; ในครั้งนี้มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน และด้วยศักยภาพของแพลตฟอร์มของ Shopee ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในทั่วประเทศ จึงมั่นใจว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ สสว. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของ Shopee ในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี จึงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ได้อย่างแข็งแรงและเติบโตยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แคมเปญ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; บนแพลตฟอร์ม Shopee&amp;nbsp; ได้คัดสรรสินค้าคุณภาพดีจากผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ ให้ได้เลือกช้อปกันอย่างจุใจในราคาพิเศษลดสูงสุด 15% ด้วยโค้ดส่วนลด SME21 ที่ https://shopee.co.th/OSMEP ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กันยายน 2564 โดยสามารถดาวน์โหลดช้อปปี้แอพพลิเคชั่นได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115298</URL_LINK>
                <HASHTAG>SHOPEE, SME สีสันถิ่นไทย หอการค้าแฟร์, ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด, ช้อปปี้ (ประเทศไทย), นายวีระพงศ์  มาลัย, นายสนั่น อังอุบลกุล, ปรับตัวสู้วิกฤติโควิด-19, ผู้ประกอบการ SME, ร้านค้าออนไลน์สร้างรายได้, สสว., สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, หอการค้าไทย, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, โครงการพัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาดเชิงลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f3a00d1509.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าฯแนะรัฐเร่งจัดวัคซีนให้แรงงานพื้นที่สีแดงด่วน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ส.ค.2564 นายพจน์ &amp;nbsp;อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ว่าสำหรับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มแรงงาน แม้ว่าจะมีมาตรการเยียวยาดูแลประชาชน ผู้ประกันตน สถานประกอบการอย่างต่อเนื่องแล้ว หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถึงการดูแลแรงงานทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าวกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ประกอบการโรงงานทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก &amp;nbsp;โควิด-19 ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ผู้ประกอบการโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ทั้งภาคการส่งออก ภาคการผลิต การแปรรูปสินค้าวัตถุดิบในประเทศซึ่งยังได้รับการจัดการที่ล่าช้าอยู่ซึ่งหอการค้าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากและได้มีการประสานงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสนุนสนุนเสนอแนะข้อมูลทั้งหมดไปยังกระทรวงแรงงาน แต่ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายข้อที่ยังเป็นห่วงอยู่และความล่าช้าในบ้างเรื่อง จึงอยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันหลังจากนี้จึงขอเสนอมาตรการด้านแรงงานในสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันเป็นการเร่งด่วน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มาตรการเร่งรัดการจัดสรรวัคซีนให้กับลูกจ้างผู้ประกันตนอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะพื้นที่สีแดง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปในจังหวัดใกล้เคียงและควบคุมตัวเลข &amp;nbsp;ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ให้มีจำนวนสูงมากไปกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน2.สนับสนุนโครงการ Factory Sandbox อย่างต่อเนื่อง โดยต้องเร่งขับเคลื่อนจับคู่ระหว่างสถานประกอบกิจการ โรงพยาบาล และภาครัฐในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ตรวจ รักษา ควบคุม ดูแล 3.เร่งรัดการจัดหาเตียงสำหรับผู้ประกันตนและในกลุ่มแรงงานที่ติดเชื้อ โควิด-19 โดยเฉพาะเตียงสีเหลืองและเตียงสีแดง 4.จัดสรรวัคซีนให้เข้าถึงกลุ่มแรงงานทุกภาคส่วน ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ประกันตนมาตรา 33&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้ผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ กลุ่มมติ 20 ส.ค. 2562 กลุ่มมติ 4 สิงหาคม 2563 จำนวน 1.3 ล้านคน ให้สามารถทำงานต่อในราชอาณาจักรไทยได้นั้น จึงขอให้เร่งดำเนินการจัดสรรวัคซีนและจับคู่งานกับนายจ้าง (Matching) เพื่อให้เข้าสู่ระบบโดยเร็ว และ6จัดตั้ง Team Thailand เพื่อศึกษาแนวทางการนำเข้าและบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น จำนวน 500,000 คน &amp;nbsp;และศึกษาแนวทางการนำเข้าแรงงานต่างด้าว MOU แบบบูรณาการตามมาตรการของสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยได้เผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเป็นเวลานาน และมีสถิติตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 คน/วัน ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศจากการล๊อคดาว์น รวมถึงผลจากการระลอกที่ 3 และระลอกที่ 4 จากเดือน มกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม 2564 ความเสียหายทางเศรษฐกิจนั้น ประมาณ 8 แสน ถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากประเทศไทยต้องมีการขยายการล๊อคดาว์นต่อไป อาจส่งผลกระทบเกิน &amp;nbsp; 1 ล้านล้านบาทสำหรับปีนี้ ซึ่งจะทำให้ GDP Growth มีโอกาสติดลบ -1.5% ถึง 0 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิบูลย์ &amp;nbsp;สุภัครพงษ์กุล รองประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการดูแลสถานประกอบการและลูกจ้างร่วมกับกระทรวงแรงงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้แก่ 1.มาตรการเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้กับผู้ประกันตน 2.มาตรการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เชิงรุกใน สถานประกอบการ 3.มาตรการเยียวยาผู้ประกันตนและสถานประกอบการ และ4มาตรการการบริหารจัดการช่วยเหลือสนับสนุนแรงงานต่างด้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กำหนดแนวทางดำเนินการเพื่อเร่งรัดให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงและได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วน ซึ่งสามารถสรุปผลการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.-16 ส.ค. 2564 ใน 10 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา มีผู้ได้รับวัคซีนแล้ว จำนวน 1,321,286 เป็นคนไทย 1,197,463 คนต่างชาติ 123,823 คน แบ่งเป็นผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่หนึ่ง จำนวน 1,297,362 คน และได้รับวัคซีนครบสองเข็ม จำนวน 23,924 คน โดยได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผณิศวร ชำนาญเวช รองประธานคณะกรรมการแรงงาน และพัฒนาฝีมือแรงงาน หอการค้าไทย และ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า จากผลกระทบของโควิด-19 ในพื้นที่ภาคอุตสาหกรรม เอกชนได้เร่งดำเนินมาตรการต่างๆเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นและให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับภาคการผลิตภายในประเทศ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการผลิตสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคในประเทศและการส่งออก โดยมาตรการที่ทำนั้นถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นไม่ปล่อยให้เกิดการระบาดในพื้นที่ อาทิ มาตรการ Factory sandbox ควบคุมพื้นที่การผลิต และแรงงานให้อยู่ในวงจำกัด การใช้ Bubble and Seal แยกส่วนแรงงานอย่างชัดเจน ทำให้ปราศจากเชื้อโควิค-19 100% เป็นการการันตีความปลอดภัยในการผลิตสินค้าของประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114503</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน, หอการค้าไทย, แรงงานพื้นที่สีแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125f63e1e46e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>8 จังหวัดภาคเหนือรวมพลังแก้ปัญหาฝุ่นควัน เสนอรัฐบาล 8 มาตรการแก้วิกฤตก่อนเข้าสู่ฤดูเผาไหม้รอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงนามความร่วมมือแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน 8 จังหวัดภาคเหนือและภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ ภาคีเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง &amp;lsquo;ขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันที่เรื้อรังมานานกว่า 15 ปี&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน กระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว &amp;nbsp;เสนอมาตรการ 8 ข้อต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ประกาศมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่เป็นไปตามมาตรฐานของ WHO &amp;nbsp;ขยายผล &amp;lsquo;โรงเรียนสู้ฝุ่น&amp;rsquo; กระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้ชุมชนและท้องถิ่น&amp;nbsp; แก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ&amp;nbsp; โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี&amp;nbsp; โดยมีสาเหตุที่หลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไฟป่า&amp;nbsp; การเผาเศษซากไร่&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากการเผาซากไร่ข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากในเมือง&amp;nbsp; ผลกระทบจากโลกร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำให้เกิดการรวมตัวของภาคประชาสังคมตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรณรงค์และหามาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในนาม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; &amp;nbsp;และปัจจุบันได้ขยายความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่าย 8 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดวันนี้ (9 กรกฎาคม) ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว&amp;nbsp; ระหว่างเวลา 9.00-10.30 น. มีการประชุม &amp;lsquo;สภาลมหายใจภาคเหนือครั้งที่ 1&amp;nbsp; และพิธีลงนามความร่วมมือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ&amp;rsquo; โดยมีนายเจริญฤทธิ์&amp;nbsp; สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; เป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; มีผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; สภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และผู้แทนภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานประมาณ 50 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิทยา ครองทรัพย์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควัน PM 2.5 ของภาคเหนือเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี&amp;nbsp; และเป็นปัญหาต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี ส่งผลให้ประชาชนในภาคเหนือได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ และส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยมีสาเหตุปัจจัยที่เป็นภาพรวมและมีความแตกต่างกันในแต่ละจังหวัดของภาคเหนือ โดยปัญหาฝุ่นควันดังกล่าวมีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยในภาคเหนือเป็นอย่างมาก&amp;nbsp; และมีแนวโน้มปัญหาจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp;แต่ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้น ภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อระดมความคิดเห็น&amp;nbsp; และพัฒนาข้อเสนอของเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้บรรลุการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในการลดความรุนแรงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือในอนาคต จึงได้จัดการประชุมและร่วมลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัดในวันนี้&amp;rdquo; นายวิทยากล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกว่า&amp;nbsp; สมาชิกสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; ลำพูน&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; แพร่&amp;nbsp; พะเยา&amp;nbsp; ลำปาง&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอน และน่าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และต่อไปจะขยายให้ครบทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน เช่น &amp;nbsp;หอการค้าภาคเหนือ สภาการเกษตร &amp;nbsp;สถาบันการศึกษาในแต่ละพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชน ชมรมด้านสิ่งแวดล้อมทางอากาศ &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจริญฤทธิ์&amp;nbsp; สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผวจ.เชียงใหม่ (แถวหลังที่ 5 จากซ้ายไปขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมบัติ ชินสุขเสริม ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย และที่ปรึกษาสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า แนวโน้มของสถานการณ์มลพิษทางอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายตัวของมลพิษครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ กว้างขวางขึ้น  และยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือแลประเทศ ทั้งในด้านงบประมาณในการรักษาพยาบาล ความเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชาชนและการจัดการมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หอการค้าไทย และหอการค้าจังหวัดภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด พร้อมที่จะร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของสภาลมหายใจภาคเหนือ &amp;nbsp;และทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เพื่อช่วยกันแก้ไขฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศให้หมดไปในอนาคต&amp;rdquo; นายสมบัติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ชายชาญ &amp;nbsp;โพธิรัตน์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ปรึกษาสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า จากการถอดบทเรียนของปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือในปี 2564 ช่วงวิกฤติฤดูแล้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีว่าสถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อได้วิเคราะห์ประเด็นปัญหาแล้วพบว่า&amp;nbsp; สถิติจุดความร้อนลดลงอย่างชัดเจน &amp;nbsp;ส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับปัจจัยจากการบริหารจัดการในบางจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไฟป่าที่เชียงใหม่&amp;nbsp; ภาพโดย Phurinat &amp;nbsp;Singthorat&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ปัจจัยเอื้อสำคัญที่สุดมาจากสภาพภูมิอากาศ เกิดปรากฏการณ์ลานีญ่ามีฝนมากกว่าปกติ ค่ามลพิษและการเกิดไฟโดยเฉพาะในเดือนเมษายนลดลงเมื่อเทียบจากปีปกติ จึงไม่อาจยืนยันว่ามาตรการแก้ปัญหาของปี 2564 ได้รับความสำเร็จ และยังพบว่ามาตรการแก้ปัญหาของรัฐหลายประการยังมีปัญหาในเชิงประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามแผนปฏิบัติการตามวาระแห่งชาติฯ และคาดว่าปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันไฟ pm 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือระยะต่อจากนี้ไปถึงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 จะรุนแรงขึ้นกว่าปีนี้&amp;nbsp; เนื่องปัจจัยทางภูมิอากาศความแห้งแล้ง และการสะสมของเชื้อเพลิงจากใบไม้ในป่า รวมถึงพื้นที่เผาไหม้ทางการเกษตรในเขตภาคเหนือตอนล่าง และจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ศ.นพ.ชายชาญแจงรายละเอียด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; สภาลมหายใจภาคเหนือ จึงได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาที่ถูกละเลยก่อนฤดูฝุ่นควันรอบใหม่ พ.ศ.2565 &amp;nbsp;รวม 8 ด้านด้วยกัน &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.รัฐบาลต้องประกาศมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่เป็นไปตามเป้าหมายระยะ 3 ของ WHO คือ ค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; ปรับจาก 50 มคก./ลบ.ม. เป็น 37มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปีปรับจาก 25 มคก./ลบ.. เป็น15 มคก./ลบ.ม. ขอให้รัฐบาลจัดการต่อยอดขยายโครงการโรงเรียนสู้ฝุ่น ซึ่งจะมีการให้องค์ความรู้ในการป้องกันตัวเองของนักเรียนและชุมชน ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทุกตำบลใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่มีวิกฤตคุณภาพอากาศเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ประชาชนและเป็นการเตรียมการป้องกันด้านสุขภาพของตัวเองด้วยก่อนขยายไปทั้งภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่ายมอบอุปกรณ์ทำแนวป้องกันและดับไฟป่าให้ชาวบ้านในตำบลต่างๆ เมื่อต้นปี 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ขอให้รัฐบาลเร่งศึกษาสาเหตุต้นตอการเกิดไฟในพื้นที่ป่าภาคเหนืออย่างจริงจัง และวางมาตรการป้องกันและแก้ไขให้ตรงกับลักษณะปัญหา รวมถึงเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐอื่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนในการร่วมแก้ปัญหาตลอดทั้งปี &amp;nbsp;โดยไม่ติดข้อปัญหาทางกฎหมายป่าไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ให้รัฐบาลเร่งรัดทุกมาตรการเปลี่ยนการเผาภาคเกษตรให้เป็นวิธีการอื่นที่ยั่งยืน โดยขอให้เกิดมาตรการเชิงรุกกำหนดเป้าหมายโซนนิ่ง&amp;nbsp; เกิดพื้นที่นิเวศเกษตรยั่งยืน รับรองสิทธิเกษตรกรให้ปลูกพืชผลยืนต้นปลอดการใช้ไฟ โดยกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณให้ชัดเจน และให้เกิดการดำเนินการร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นได้ภายในปีงบประมาณ 2564 เช่น ไร่อ้อยในสัดส่วนที่ยังจำเป็นต้องเผา ให้มีมาตรการบริหารจัดการไม่ให้เผาแปลงใหญ่&amp;nbsp; ไม่ให้เผาข้ามคืน โดยให้เสร็จสิ้นภายในเวลากำหนด &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านตำบลแม่โป่ง&amp;nbsp; อ.ดอยสะเก็ด ช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.เสนอให้เกิดกลไกกระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้ชุมชนและท้องถิ่น ในการร่วมออกแบบวางแผน กำหนดมาตรการระดับพื้นที่สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีงบประมาณสนับสนุนด้วย&amp;nbsp; นอกจากจะมีกลไกแก้ปัญหาที่ทำงานกับชุมชนทั้งปีแล้ว ยังเกิดประสิทธิภาพการบูรณาการระหว่างชุมชนและท้องถิ่นกับผู้ว่าราชการจังหวัดในช่วงเผชิญเหตุในช่วงฤดูไฟ และมีการเสนอให้แต่ละจังหวัดมีการดำเนินการพื้นที่ต้นแบบชุมชนนำร่องที่เป็นต้นแบบแต่ละจังหวัด ครอบคลุมทั่วภาคเหนือ &amp;nbsp;เพื่อความยั่งยืนและขยายผลในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.การเร่งรัดนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทุกจังหวัดอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในการรับรู้ข้อมูล สภาพการณ์ระหว่างที่เกิดปัญหามลพิษอากาศอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสะดวก&amp;nbsp; โดยตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศมลพิษฝุ่นควันไฟและระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกระดับจังหวัด และให้มีการตั้งวอร์รูมบัญชาการสถานการณ์ระดับจังหวัดที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ทราบข้อมูลดาวเทียม สภาวะอากาศและการสื่อสารสั่งการที่ทันสมัย รวมถึงเกิดการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มาจากผลการวิจัย การริเริ่มแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนวัตกรรมมาใช้ให้แพร่หลาย โดยสร้างกลไกความร่วมมือกับภาควิชาการและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp; รวมถึงชุมชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบตองตึงที่ร่วงอยู่ในป่าอาจกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงเก็บมาทำประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.เร่งกระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนเชิงรุกที่เกิดจากพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรม (Trans-boundary Externality) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และสร้างฝุ่นควันให้กับภาคเหนือ การเกิดผลกระทบจากภายนอกข้ามพรมแดนส่งผลต่อระดับคุณภาพอากาศของจังหวัดที่มีชายแดนต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน เสนอให้เกิดกระบวนการส่งเสริมการประสาน งานระหว่างประชาชนกับประชาชน&amp;nbsp; ควบคู่การเจรจาระหว่างหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ส่งเสริมโครงการการเปลี่ยนอาชีพและรับซื้อผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่พรมแดนตลอดถึงสินค้าข้ามแดน และพิจารณาเตรียมศึกษาและนำมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.ส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน เนื่องจากการได้รับอากาศที่สะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงจะได้รับจากการปกป้องของภาครัฐที่จะสามารถบริหารจัดการได้ หลักการข้อนี้เป็นหลักพื้นฐานที่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางและเกิดสภาพปฏิบัติจริงในทุกระดับ โดยให้มีการประกาศหลักปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;เพื่อรับรองสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชนเกิดขึ้นและใช้ปฏิบัติจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.เสนอให้รณรงค์ความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนเป้าหมายตลอดทั้งปี &amp;nbsp;ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพต่อคนในชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะผลกระทบด้านการพัฒนาการของเด็กเล็ก ให้มีมาตรการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปีก่อนฤดูฝุ่นควันไฟ &amp;nbsp;ให้มีการตั้งห้องปลอดภัยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ &amp;nbsp;และแจกจ่ายหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; และมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ปลอดภัยจากฝุ่นควันเกินมาตรฐานครอบคลุมทุกพื้นที่ภาคเหนือที่มีค่ามลพิษเกินมาตรฐาน รวมถึงแนวทางหยุดเรียนหรือหยุดงานกลางแจ้งกรณีค่าฝุ่นควันเกินมาตรฐาน ให้เป็นข้อปฏิบัติอย่างครอบคลุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;ตัวอย่างการนำใบตองตึงมาอัดขึ้นรูปเป็นจานชามขาย&amp;nbsp; ช่วยลดเชื้อเพลิงในป่า&amp;nbsp; และสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109162</URL_LINK>
                <HASHTAG>Trans-boundary Externality, กฎหมายสิ่งแวดล้อม, นายวิทยา ครองทรัพย์, นายสมบัติ ชินสุขเสริม, นายเจริญฤทธิ์  สงวนสัตย์, ปรากฏการณ์ลานีญ่า, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ฝุ่นควัน PM 2.5, ภาคีเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือ, มลพิษอากาศ, ศ.นพ.ชายชาญ  โพธิรัตน์, สภาลมหายใจเชียงใหม่, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หน้ากากกันฝุ่น PM 2.5, หอการค้าไทย, เกษตรอุตสาหกรรม, แก้ปัญหาฝุ่นควัน, โครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.), โรงเรียนสู้ฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e81e13b72fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นดิ่งในรอบ22ปี คาดดีขึ้นหลังลุยฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.64 ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 22 ปี 8 เดือน กังวลพิษโควิดรอบ 3-กระจายวัคซีนไม่แน่นอน-การเมืองมีเสถียรภาพน้อยลง คาดจะปรับตัวในเดือน มิ.ย.หลังปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ กระตุ้น ศก.ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน หวังจีดีดีโตกว่า 2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.อยู่ที่ 44.7 จากเดือน เม.ย.64 ซึ่งอยู่ที่ 46.0 โดยดัชนีลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 38.9 จาก 40.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 41.3 จาก 42.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 53.9 จาก 54.7
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่อประชาชนและภาคธุรกิจ, การกระจายวัคซีนโควิด-19 ที่ยังไม่แน่อน, สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผย GDP ไตรมาส 1/64 ติดลบ 2.6% และปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 64 เหลือโต 1.5-2.5%, ราคาน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น, ความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ, กังวลภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้รายได้ไม่สอคล้องค่าครองชีพ, เงินบาทแข็งค่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ, การฉีดวัคซีนในประเทศเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5%, การส่งออกเดือน เม.ย. ขยายตัว 13%, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน พ.ค.64 ถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในเดือน ต.ค.41 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศรอบที่ 3 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับความกังวลในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพน้อยลง และการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่ล่าช้า ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก และขาดแรงกระตุ้นในการฟื้นตัว แม้ว่ามาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; และโครงการต่างๆ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ปรับตัวดีขึ้นทั่วประเทศในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เห็นสัญญาณการซื้อสินค้า การท่องเที่ยวที่มีการชะงัก การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ซึ่งการระบาดของโควิดส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค การล็อกดาวน์บางธุรกิจมีผลต่อภาพรวมการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจคาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะเริ่มปรับตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. หลังจากที่เริ่มมีปฏิบัติการปูพรมฉีดวัคซีนต้านโควิดกันทั่วประเทศในเดือนนี้&amp;nbsp; แม้ปริมาณวัคซีนอาจจะมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่การฉีดวัคซีนก็ดำเนินการเป็นวงกว้าง และมีแผนการฉีดวัคซีนที่เป็นรูปธรรม ในขณะที่กำลังจะมีวัคซีนทางเลือกยี่ห้ออื่นๆ เข้ามาในประเทศมากขึ้น เพิ่มเติมจากวัคซีนยี่ห้อหลักที่ใช้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะกลาง คือ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ซึ่งผู้บริโภคมีความกังวลว่าสถานการณ์จะไม่นิ่ง การอภิปรายต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์ตอนนี้ คนมีความกังวลเงินในกระเป๋า และได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบโควิด แต่หากการเมืองยังมีเสถียรภาพ ก็คาดว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มดีขึ้นได้หลังจากนี้&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า หากการฉีดวัคซีนโควิดในประเทศทำได้มากขึ้นในเดือน มิ.ย., ก.ค.นี้ ประกอบกับรัฐบาลยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3 นี้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงการดำเนินการตามแผน Phuket Sandbox และการส่งออกไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโต 2% เป็นอย่างน้อย และคาดว่าการส่งออกไทยในปีนี้จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 7% และหากสามารถรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ราว 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกที่จะเป็นตัวช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้ไวขึ้น เพราะมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุก 1% จะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเพิ่มขึ้น 6-8 แสนล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105977</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ปูพรมฉีดวัคซีน, พิษโควิด, ลดลงต่ำสุด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c21b23ced22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>OR เตรียม PTT Station พระราม 2 ให้พร้อมเป็นจุดฉีดวัคซีน COVID-19 นอกโรงพยาบาล รองรับได้ 1,500 คนต่อวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ตามที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 รุนแรงขึ้น การกระจายวัคซีนให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงจึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งดำเนินการ OR จึงได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการจัดหน่วยบริการวัคซีน COVID-19 ให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้จัดเตรียมพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station พระราม2 (ขาออก) ให้เป็นหน่วยบริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลสำหรับให้บริการประชาชนทั่วไป สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้วันละ 1,500 คน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนได้รับวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง เป็นไปตามเป้าหมายของกรุงเทพมหานครที่มุ่งให้บริการวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อยร้อยละ 70 ของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดการแพร่ระบาดจากการเดินทางข้ามพื้นที่ โดยได้จัดเตรียมสถานที่ในพื้นที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก และเป็นไปตามแนวทางและหลักการป้องกันการติดเชื้อจัด รวมทั้งเตรียมสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัครสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนได้อย่างสะดวกราบรื่นที่สุด โดยพร้อมเริ่มให้บริการตามระยะเวลาที่กรุงเทพมหานครกำหนดไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station พระราม 2 ตั้งอยู่บนถนนพระรามสอง (ขาออก) กม.12 เขตบางขุนเทียน ไม่ไกลจากโรงพยาบาลพระราม 2 มีพื้นที่เพียงพอรองรับการให้บริการฉีดวัคซีน เปิดให้บริการฉีดวัคซีนระหว่างเวลา 8:00 &amp;ndash; 18:00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด สามารถเดินทางได้สะดวก มีขนส่งมวลชนที่ผ่านได้แก่ รถโดยสารประจำทางสาย 140, 68, 105, 141, 76, ปอ.68, 142, 529 และรถสองแถวสาย 8328 (สมุทรสาคร/กานดาพาร์ค) อีกทั้งยังมีที่จอดรถรวมถึงร้านค้าพร้อมให้บริการอย่างครบครัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวจิราพร เพิ่มเติมว่า OR ได้พัฒนารูปแบบของสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;Living Community&amp;quot; พร้อมเป็นศูนย์กลางที่เติมเต็มความอุ่นใจระหว่างทางให้ผู้เดินทางสัญจร รวมไปถึงเติมเต็มคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและรอยยิ้มให้คนทุกระดับ เพื่อให้ PTT Station เป็นพื้นที่ที่เติมเต็มทุกความสุขให้ทุกคนได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101949</URL_LINK>
                <HASHTAG>Living Community, OR, PTT Station, กรุงเทพมหานคร, จุดฉีดวัคซีน, นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), พระราม 2, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, หน่วยบริการฉีดวัคซีน, หอการค้าไทย, โควิด -19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_609373046d184.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;วาง4ประเด็นถกภาคเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.2564 - &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โดยนายกฯ เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ และเป็นวันแรกที่สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือสื่อมวลชนงดเข้าทำข่าวภายในทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลา 14 วัน ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ขณะที่เวลา 10.00 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ คณะกรรมการหอการค้าไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือและนำเสนอแนวทางการทำงานของหอการค้าไทยในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยว่า วันนี้วาระสำคัญที่จะพิจารณา คือ มาตรการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในฐานะทีมประเทศไทย เพื่อรับฟังข้อเสนอและแผนงานจากภาคเอกชน แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประมาณการณ์ไว้ แต่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมบริหารสถานการณ์ไปด้วยกัน เพื่อให้การทำงานสอดคล้องต้องกัน เพื่อประโยชน์ ต่อประเทศชาติและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรมว.พลังงานกล่าวถึงการหารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทย ว่าการประชุมจะมุ่งหารือ 4 ประเด็นร่วมกันคือ การบริหารจัดการ การคัดกรอง-ดูแลรักษาพยาบาล &amp;nbsp;การฉีดวัคซีน และสถานนะการวัคซีน เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อภาครัฐและเอกชน เห็นตรงกันก็เร่งขับเคลื่อนทันที แต่เมื่อซับซ้อนกัน ก็แบ่งงานกัน ซึ่งไม่มีช่องว่างการทำงานแต่อย่างใด เพราะขณะนี้สถานการณ์การแก้ปัญหาโควิด-19 ถือว่านายกรัฐมนตรีได้ให้อำนาจ ศบค.อย่างเต็มที่แล้ว เหมือนครั้งแรกที่แก้ไขปัญหาโควิด-19 ครั้งแรก พร้อมขออย่ามองว่าการที่นายกฯรวบการแก้ปัญหาโควิดไว้ที่ ศบค. โดยไม่มีนักการเมือง จะส่งผลเสีย แต่นี้คือการเร่งแก้ปัญหาให้จบเร็ว ซึ่งภาคเอกชนต้องการเช่นนั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101047</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาคเอกชน, หอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6089016fda4bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
