<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาสูญพันธุ์!7พรรคเล็กลั่นโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.2564 - ที่รัฐสภา &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล &amp;nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ พร้อมตัวแทน 7 พรรคเล็กร่วมรัฐบาลที่มี ส.ส.พรรคละ 1 เสียง ได้แก่ &amp;nbsp;พรรคพลเมืองไทย, &amp;nbsp;พรรคครูไทย, &amp;nbsp;พรรคไทรักธรรม, &amp;nbsp;พรรคประชาธรรมไท, พรรคพลังชาติไทย และพรรคเพื่อชาติไทย แถลงจุดยืนในการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ว่า กลุ่มพรรคเล็กมีมติโหวตคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ผ่านการทำประชามติจากประชาชนแล้ว อีกทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยกเลิกระบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนตัวเล็กๆ เข้ามามีโอกาสทำงานในสภารวมถึงล้มระบบ ส.ส.พึงมีที่ถือเป็นระบบที่ยุติธรรมที่สุด และยังล้มหลักการเรื่องคะแนนเสียงตกน้ำจากเดิมที่นำมารวมเป็นคะแนนของพรรคการเมืองได้ตกน้ำไป ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ที่ใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลยุคทักษิณ-สมัคร-ยิ่งลักษณ์เกิดเผด็จการรัฐสภา มีการคอร์รัปชันเชิงนโยบายมโหฬารอย่างโจ่งแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า &amp;nbsp;หลายฝ่ายมองว่าการที่พรรคเล็กออกมาประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ไม่ให้สูญพันธุ์หรือไม่ นพ.ระวี กล่าวว่า เหมือนจะใช่ แต่ไม่ใช่ เพราะถ้าผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคขนาดเล็กจะสูญพันธุ์ พรรคขนาดกลางจะถูกแช่แข็งไปด้วย ยืนยันว่าพรรคเล็กมีจุดยืนเรื่องนี้มาโดยตลอด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า ส่วนที่บอกว่าพรรคเล็กชอบกินกล้วยหรือเป็นพรรคปัดเศษ นพ.ระวี ย้อนถามกลับว่า เคยมีกล้วยที่ไหนให้พรรคเล็ก มีแต่พรรคขนาดใหญ่ที่มีรัฐมนตรีได้เงินทอนจากโครงการต่างๆ ซึ่งการที่พรรคเล็กกล้าโหวตสวน เพราะพรรคเล็กไม่มีรัฐมนตรีจึงไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ระวี กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ขอเรียกร้องให้ ส.ส.โหวตคว่ำร่วมกับพรรคเล็ก รวมถึงเรียกร้องให้ ส.ว.คิดให้รอบคอบร่วมโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย เพราะถ้า ส.ว.สนับสนุนไม่ถึง 84 เสียงจะทำให้ร่างนี้ตกไป แต่หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน กลุ่มพรรคเล็กจะร่วมกับพรรคขนาดกลางลงชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงๆขอให้ทำประชามติก่อน ซึ่งพรรคเล็กก็พร้อมสู้ในระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ถ้าผ่านความเห็นของประชาชน&amp;rdquo;นพ.ระวี กล่าว
&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพรรคเล็ก ปัจจุบัน มี 9 พรรค &amp;nbsp;โดย 7 พรรคแรก ได้แก่ &amp;nbsp;พรรคพลังธรรมใหม่, &amp;nbsp;พรรคพลเมืองไทย, &amp;nbsp;พรรคครูไทย, &amp;nbsp;พรรคไทรักธรรม, &amp;nbsp;พรรคประชาธรรมไท, พรรคพลังชาติไทย และพรรคเพื่อชาติไทย &amp;nbsp; ไม่สนับสนุนบัตร 2 ใบ ขณะที่อีก 2 พรรค คือ พรรคประชาธิปไตยใหม่ กับพรรคประชาภิวัฒน์ ขณะนี้ให้การสนับสนุนแนวทางบัตร 2 ใบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116034</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ระวี มาศฉมาดล, พรรคครูไทย, พรรคประชาธรรมไท, พรรคพลังชาติไทย, พรรคพลเมืองไทย, พรรคเพื่อชาติไทย, พรรคไทรักธรรม, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_6138530b728ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอระวี&#039;จี้อัยการคดีพิเศษยื่นอุทธรณ์ คดี “โอ๊ค”ฟอกเงินกรุงไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 เมษายน 2563 นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มีความเห็นแย้งอัยการพิเศษ กรณีไม่อุทธรณ์ฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร ในคดีกรุงไทย ว่า พรรคพลังธรรมใหม่ขอชื่นชมในการตัดสินใจของดีเอสไอไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอัยการคดีพิเศษ โดยดีเอสไอเห็นว่าอัยการคดีพิเศษควรต้องยื่นอุทธรณ์และส่งเรื่องกลับไปให้อัยการคดีพิเศษต่อไปเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นการยืนหยัดไปในแนวทางที่รักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และทางพรรคขอเรียกร้องให้อัยการคดีพิเศษยื่นอุทธรณ์ต่อศาลตามที่ดีเอสไอส่งความเห็นกลับมา เพราะคดีนี้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น 2 ท่านมีความเห็นต่างกันผู้พิพากษาเจ้าของคดีเห็นว่า &amp;nbsp;ควรจำคุกนายพานทองแท้ แต่ผู้พิพากษาอีกท่านเห็นควรให้ยกฟ้อง ซึ่งตามระเบียบของศาลต้องตัดสินในแนวทางที่เป็นผลประโยชน์ต่อจำเลยมากที่สุด ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้อง เมื่อรายละเอียดของคดีเป็นแบบนี้จริงๆแล้วอัยการคดีพิเศษควรจะต้องยื่นอุทธรณ์ไป เพื่อให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้ตัดสินใหม่ การตัดสินใจไม่อุทธรณ์ของอัยการคดีพิเศษในครั้งนี้ด้วยเหตุผลที่กล่าวอ้างฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คดีนี้เป็นคดีของลูกชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจไม่อุทธรณ์ของอัยการคดีพิเศษในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามและข้อสงสัยของประชาชนเป็นจำนวนมากว่า เกิดอะไรขึ้นกับอัยการยังมีจุดยืนเป็นทนายของแผ่นดินที่เป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของชาติอยู่หรือไม่ ทำให้สูญเสียภาพลักษณ์ที่ดีของอัยการไปมาก เพราะเคยมีตัวอย่างคดีเลี่ยงหุ้นชินคอร์ปฯ ของนางพจมาน ชินวัตร ที่ในปี 2554 ในช่วง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี อัยการตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาคดี ทำให้จบคดีลงโดยไม่มีการยื่นฎีกา ซึ่งเป็นที่คาใจของประชาชนเป็นจำนวนมากจนถึงทุกวันนี้ในจุดยืนของอัยการชุดนั้น&amp;rdquo; หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวต่อว่า พรรคขอเรียกร้องให้อัยการคดีพิเศษเขียนคำอุทธรณ์คดีนี้อย่างละเอียดและรัดกุมบนจุดยืนที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติให้ถึงที่สุด สมกับการเป็นทนายของแผ่นดิน เพราะมีประชาชนจำนวนมากเคยเล่าลือกันมากว่า ในบางคดีอัยการเขียนคำอุทธรณ์ - คำฎีกาแบบไม่สู้เต็มที่ ทำให้จำเลยหลุดคดี และหวังว่าคดีนี้จะไม่เดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์คดีของนางพจมาน ซึ่งถ้าทางอัยการคดีพิเศษไม่ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ นอกจากอัยการจะตกเป็นจำเลยของสังคมแล้ว จะส่งผลไปถึงรัฐบาลด้วยที่จะต้องมีคนออกมาตั้งคำถามว่า รัฐบาลซูเอี๋ยกับ ดร.ทักษิณ หรือไม่ จึงขอให้อัยการคดีพิเศษตัดสินใจบนจุดยืนเพื่อชาติเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พรรคพลังธรรมใหม่จะไปยื่นหนังสือให้อัยการคดีพิเศษ ที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ ในวันที่ 27 เมษายน 2563 เวลา 11:00 น. และจะไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27 เมษายน 2563 เวลา 10:00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64278</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ระวี มาศฉมาดล, พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2, หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่, ไม่อุทธรณ์ฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e87ff308463b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2019 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2019 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอระวี&#039;เผยค่าโง่ทางด่วนใกล้จบฟันธงปิดประตูตายต่อสัมปทาน30ปี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ธ.ค. 2562- &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะผู้เสนอญัตติค่าโง่ทางด่วน โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัวระบุถึงเรื่องค่าโง่ทางด่วนว่า ใกล้จะจบแล้ว ครั้งที่ได้เสนอเป็นญัตติด่วนเข้าสู่สภาฯ เพื่อตั้งกรรมาธิการศึกษาหาทางแก้ไข ได้ผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งขอให้ถอนญัตติออก แต่เมื่อตั้ง กมธ.สำเร็จก็มาขอไม่ให้เป็นประธาน กมธ.อีก &amp;nbsp;หรือแม้แต่เริ่มศึกษาก็เจอการสกัดทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยแต่ในที่สุดก็สามารถจบลงได้ โดยเสียงโหวตในกรรมาธิการเสียงแตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากญัตตินี้ผ่านสภามา 2-3 เดือนแล้ว มี ส.ส.ในสภา และคนที่รู้จักนอกสภาจำนวนมาก ถามผมว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว ผมทราบข่าวว่าคณะทำงานของกระทรวงคมนาคมที่ปลัดกระทรวงเป็นประธาน ได้ศึกษาจนได้ข้อสรุปแล้ว จะนำเสนอรัฐมนตรีคมนาคมในวันจันทร์ที่ 23 ธ.ค.นี้ และคาดว่าวันอังคารที่ 24 ธ.ค.คงจะนำเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป&amp;quot; นพ.ระวี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี ระบุว่า ทางออกสำหรับค่าโง่ทางด่วนนี้คาดว่าจะมีทางออก 3 ทาง คือ 1.ยุติการต่อสัมปทานทางด่วนให้เอกชนพร้อมการสู้คดีในศาลทุกคดี 2.ต่อสัมปทาน 15 ปีแรกกับการยุติคดี ส่วนเรื่องการสร้าง &amp;nbsp;Double deck กทพ.ค่อยพิจารณาใหม่ และ 3.ต่อสัมปทาน 30 ปีตามที่บอร์ด กทพ. และเอกชนเสนอ ซึ่งคิดว่าแนวทางที่ดีที่สุด คือแนวทางที่ 1 ที่อัยการหลายคน ยืนยันว่าน่าจะสู้คดีได้และต้องการสู้คดีให้ถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางที่ 2 พอรับได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขอย่างน้อย 4 ข้อ คือ 1.รัฐมนตรีต้องดูประเด็นทางกฎหมายด้วยว่าสามารถทำได้หรือไม่ ควรให้กฤษฎีกาช่วยดูให้รอบคอบก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี 2.เอกชนต้องยอมยุติคดีทั้งหมด 3.ประเด็นการขึ้นค่าทางด่วน 10 บาททุก 10 ปีควรจะลดเหลือ 5 บาททุก 10 ปี และ 4.ให้กทพ.เร่งศึกษาเรื่องการลดการติดขัดการจราจรบนทางด่วนโดยเร็ว เช่นการสร้าง Double deck การขยายเลนทางด่วนบางจุด การลดด่านเก็บเงิน การใช้ easy pass &amp;nbsp;มากขึ้นฯลฯ ส่วนแนวทางที่ไม่ควรทำคือการต่อสัมปทาน 30 ปีตามที่บอร์ด กทพ. และเอกชนเสนอตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวต่อว่า เชื่อมั่นในจุดยืนของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมต.คมนาคม ที่เคยยืนยันกับตนเองตอนที่เสนอญัตตินี้เข้าสภาก่อนที่จะเป็นรมต.คมนาคม ว่าเห็นด้วยกับการออกมาต่อสู้เรื่องค่าโง่ทางด่วน ว่า น่าจะไม่เลือกแนวทางที่ 3 แน่นอน ทั้งนี้คาดว่า มติ ครม. น่าจะเลือกแนวทางต่ออายุ 15 ปี แม้ว่าจะไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดแต่ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่พอรับ อย่างไรก็ตาม หาก รมต. คมนาคม เลือกแนวทางต่ออายุ 15 ปีต้องพิจารณารายละเอียดประกอบ 4 ข้อ ตามที่ตนเองเสนอโดยเฉพาะประเด็นทางกฎหมายว่าสามารถทำตามแนวทางนี้ได้หรือไม่ ถ้ามีการร้องต่อศาลปกครองจะได้ไม่ตกม้าตาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่ทางด่วน, ญัตติ, นพ.ระวี มาศฉมาดล, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่, เฟสบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5d9fff176c126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอระวี&#039;แนะตั้งกก.ร่วม2ฝ่ายหาทางออกปมร้อนแบนสารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.62-นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความขัดแย้งทางการเมืองในซีกพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนแบนสารเคมี 2 ชนิดคือพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ส่วนไกลโฟเซตให้ใช้ได้ตามประกาศควบคุมว่า ความขัดแย้งทางการเมืองช่วง 10 ปีที่ผ่านมาต่างจากปัจจุบัน ครั้งที่แล้วเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนข้างหนึ่งกับรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นความเห็นต่างใน 3 พรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับการแบนสารเคมีกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแบนสารเคมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวว่า สิ่งที่ควรเร่งให้เกิดขึ้นคือ พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 3 พรรคต้องเร่งเดินหน้าพูดคุยกันว่า จะมีมาตรการใดในช่วง 6 เดือนที่เลื่อนแบนสารเคมี ต้องคุยกันให้ชัดเจน เพราะทั้งสองฝ่ายจะไม่หยุด เมื่อชะลอการแบนสารเคมีไป 2 ตัวแล้ว แต่ยังเหลืออีกตัวหนึ่งที่ไม่มีการแบน ฝ่ายที่อยากให้แบนก็ต้องสู้ต่อ ส่วนฝ่ายเกษตรกรที่ไม่อยากให้แบนก็สู้ต่อเช่นกัน เพราะต้องการควบคุมสารเคมีทั้ง 3 ตัว โดยไม่ให้มีการแบน หากฝ่ายการเมืองยังไม่มีข้อสรุปลงตัวชัดเจน สุดท้ายก็จะเกิดความขัดแย้งในภาคประชาชน จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีท่าทียอมรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายนั้น นพ.ระวี กล่าวว่า นายกฯอาจจะตัดสินใจเรียกทั้ง 3 ฝ่ายมาพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรกลับมติ ควรยืนยันการแบนสารเคมีทั้ง 3 ตัว โดยให้มีบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือน กำหนดมาตรการผ่อนผันหาทางออกให้เกษตรกรปรับตัว และทุกอย่างก็จะราบรื่นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขากล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นความเห็นต่างระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคพลังประชารัฐ เกี่ยวกับมุมมองต่องานที่รับผิดชอบ แต่หากยังเป็นแบบนี้ความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะไม่จบ จึงต้องหาทางออกด้วยการพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ ซึ่งในช่วงที่ตนเองทำงานกรรมาธิการได้ศึกษาข้อมูลงานวิจัยจากทั้งฝ่ายภาคประชาชน ขณะเดียวกันฝ่ายที่สนับสนุนและบริษัทนำเข้าสารเคมีก็มีรายงานวิจัยมาอ้างอิงว่าไม่มีสารตกค้าเช่นเดียวกัน จึงเสนอขอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน ตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อศึกษาวิจัยหาความจริง โดยมีตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายเก็บตัวอย่างทั้งน้ำและดิน หรือสุ่มตรวจขี้เทาของเด็กแรกเกิดว่ามีสารพิษตกค้างจริงหรือไม่ และให้มีคนกลางอย่างเช่นแพทยสภา ซึ่งน่าจะใช้งบประมาณไม่มาก และควรศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศว่าทำไมสามารถแบนสารพิษได้โดยไม่มีการประท้วง เพราะมีกระบวนการทำความจริงให้ปรากฏที่ค่อนข้างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนตัวแล้วต้องการให้แบนสารเคมีภาคเกษตรกรรมทุกชนิด และต้องการให้ทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ ซึ่งกรรมาธิการเคยเชิญหน่วยงานทางการเกษตรและผู้ว่าราชการจังหวัดหรือตัวแทนมารายงานข้อมูล พบผลที่น่าตกใจว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์อยู่นิดเดียว โดยมีนาข้าวสูงสุดที่หลักแสนไร่ ส่วนที่เหลือเป็นหลักพันและหลักหมื่นไร่เท่านั้น ถือว่าน้อยหากเทียบกับประเทศไทยที่มีพื้นที่เป็นล้านล้านไร่&amp;rdquo;เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอให้รัฐบาลต้องตั้งเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ กำหนดนโยบายกำหนด งบประมาณและการบูรณาการให้เป็นรูปธรรม 2.) เสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณปี 2563 ตั้งเขตเศรษฐกิจพอเพียงทุกอำเภอ เพื่อกำหนดโซนนิ่งปลูกเกษตรอินทรีย์ให้ชัดเจน มีฝ่ายการตลาดทำการตลาดให้พื้นที่เกษตรอินทรีย์ และคาดว่าจะทำให้พื้นที่เกษตรอินทรีย์มีจำนวนมากขึ้นทุกปี หากทำแบบนี้เกษตรกรจะมีโอกาสปรับตัวและจะไม่ส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตอาหาร แต่หากประกาศแบนทันที ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะมีข้าวโพดกินไหม จะมีผักกินพอหรือไม่ เพราะเกษตรกรปลูกผักด้วยสารเคมีจากความเคยชิน หากประกาศแบนทันทีอาจกระทบ ไม่ได้ผลิตผล ซึ่งตนเองทำมา 30 ปี การจะทำให้เกษตรอินทรีย์ได้ผลต้องเตรียมดินอยู่ 2-3 ปี ต้องอดทนที่มันจะขาดทุนไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีสภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์ 423 ต่อ 0 เสียงเห็นชอบผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ จะเป็นความหวังให้การเดินหน้าเกษตรอินทรีย์เกิดได้จริงหรือไม่นั้น นพ.ระวีกล่าวว่า โอกาสที่เกิดแบบนี้ในสภาผู้แทนราษฎรน้อยมาก แสดงว่า ส.ส.ทั้งสภาเห็นชอบกับการให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอ ดังนั้นจึงคิดว่ากรรมาธิการในสภาก็ต้องไปผลักดันที่รัฐบาลต่อ ส่วนตัวตนเองก็ต้องพยายามไปคุยกับรัฐบาลให้กำหนดเป็นนโยบายแห่งชาติ ทำให้เกิดขึ้นจริงจัง เพื่อสุขภาพของประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51568</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเวลาแบนสารพิษ, นพ.ระวี มาศฉมาดล, หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5d9fff176c126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2018 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2018 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซัด&#039;คสช.&#039;กลืนน้ำลายตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2561 - นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คลายล็อกพรรคการเมือง ว่าน่าเสียดายที่ประเทศเสียโอกาสในการปฏิรูปการเมือง ในประเด็นที่สำคัญมาก คือ ประเด็นไพรมารีโหวต เพราะการยกเลิกไพรมารีโหวตเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปฏิรูปการเมือง ที่จะทำให้ทุกพรรคจะต้องค่อย ๆ ลดหรือหยุด การดำเนินการแบบพรรคการเมืองเก่าที่มีเถ้าแก่หรือนายทุนพรรคเป็นผู้บงการพรรคให้อำนาจกับสมาชิกพรรคของทุกพรรค เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในการเลือก ส.ส.ทั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของการเริ่มต้นปฏิรูปการเมืองไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นการกลืนน้ำลายของตนเองอีกครั้งหนึ่งที่ คสช.ได้เคยประกาศจะทำการปฏิรูปการเมือง แต่ผลสุดท้ายกลับดำเนินการยกเลิกไพรมารีโหวต โดย คสช.ควรจะคง ไพรมารีโหวตไว้ แล้วใช้มาตรา 44 เลื่อนกำหนดวันประกาศรับสมัคร ส.ส. ทั้ง 2 ระบบของ กกต. ไปอีกสัก 2 เดือน การทำแบบนี้แทบทุกพรรคที่มีความพร้อมก็จะสามารถทำ ไพรมารีโหวตทัน &amp;nbsp;การเริ่มต้นปฏิรูปการเมืองก็จะได้เริ่มต้นนับหนึ่งตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวว่า แม้ว่า คสช.จะยกเลิกไพรมารีโหวต ไปแล้ว แต่พรรคยังยืนยันที่จะใช้หลักไพรมารีในการคัดเลือก ส.ส.ของพรรคทั้ง 2 ระบบ เพราะสิ่งนี้คือหลักการสำคัญของพรรคที่จะทำให้พรรคเป็นของสมาชิกพรรคทุกๆ คน สมาชิกพรรคมีอำนาจและบทบาท ในประเด็นที่สำคัญของพรรคทุกเรื่อง แต่ในการทำไพรมารีของก็จะปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายที่บัญญัติไว้ เช่น ในการเลือก ส.ส.เขตของพรรคทุกเขตจะให้สมาชิกในเขตเป็นผู้โหวตเลือกส.ส.ของพรรค คณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคจะทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของ ผู้สมัคร ส.สที่ได้รับการเลือกมาจากสมาชิกเขต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคไม่เห็นด้วยกับการที่ คสช.เพียงแค่คลายล็อกแต่ไม่ยอมปลดล็อก เพราะการที่ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองทั้งหมด ไม่มีประโยชน์อะไรต่อประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใด ควรปลดล็อกให้พรรคการเมืองทุกพรรคดำเนินการทางการเมืองได้ปกติเหมือนในระบอบประชาธิปไตยทั่วไป เพราะถ้าพรรคใดใช้สิทธิ์แล้วก่อให้เกิดความวุ่นวายความขัดแย้งอย่างรุนแรงต่อบ้านเมือง คสช.ก็สามารถใช้ ม. 44 ดำเนินการตามกฎหมายเฉพาะพรรคที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวายได้อยู่แล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17675</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, คลายล็อก, คสช., นพ.ระวี มาศฉมาดล, ปฏิรูป, พรรคการเมือง, หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b056f4ec1a46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2018 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2018 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคเพิ่งตั้งไข่ชำแหละ’รัฐบาลบิ๊กตู่’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 เม.ย.2561 - ที่ทำการพรรคพลังธรรมใหม่ นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ตั้งโต๊ะแถลงว่า พรรคมีความเป็นห่วงเรื่องการใช้งบประมาณเกินดุลของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบเกินดุลไป 1.79 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะปีนี้ได้เพิ่มงบเกินดุลในช่วงกลางปีรวมทั้งหมด ปี 2561 จะใช้งบเกินดุลถึง 6 แสนล้านบาท พรรคจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการใช้งบให้ละเอียด รอบคอบ ตรงเป้า เข้าจุด รวมถึงติดตามการใช้งบประมาณเกินดุลอย่าให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนใช้งบเกินดุลจำนวนมากขนาดนี้ นอกจากนี้ขอเตือนรัฐบาลอย่าใช้งบไปกับการหาเสียงแบบประชานิยมมากเกินไป เพราะไม่เป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวียังวิเคราะห์ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ประสงค์ที่จะเป็นนายกฯ ต่อต้องตั้งพรรคทหารขึ้น และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เป็นนายกฯ คนนอก เพราะการต้องหาเสียงสนับสนุนในรัฐสภา 501 เสียงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องเป็น 1 ใน 3 รายชื่อของพรรคทหารจะเสนอชื่อ ในส่วนของพรรคพลังธรรมใหม่นั้น เราจะดำเนินตามขั้นตอน หลังเลือกตั้งหากเราประสบความสำเร็จเราจะเสนอชื่อคนของพรรคเราขึ้นชิงตำแหน่งนายกฯ แต่หากไม่ประสบความสำเร็จเราก็จะเลือกคนดีจากรายชื่อของพรรคอื่น ๆ ที่เสนอมา ตามเป้าหมายของพรรคที่ต้องการให้คนดีขึ้นปกครองบ้านเมือง ในขณะนี้ก็ยังไม่สามารถระบุรายชื่อบุคคลดังกล่าวได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา แต่ในการเลือกนั้นเราจะใช้ประชามติสอบถามความคิดเห็นจากประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6678</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ, นพ.ระวี มาศฉมาดล, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐบาล, หัวหน้า คสช., หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fd87346151.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
