<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบรมราโชบาย ร.๑ การแก้ปัญหาหัวเมืองภาคใต้การควบคุมเมืองปัตตานี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ที่เจ้าเมืองปัตตานีคิดกบฏในปี พ.ศ.๒๓๓๒ นั้น ระบุในจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ ว่าเป็นปี พ.ศ.๒๓๓๔ และกล่าวถึงเหตุการณ์กบฏเมืองตรังกานูและเมืองยะหริ่ง ในปี พ.ศ.๒๓๕๑ เนื่องจากพระยาตรังกานู (แยนา) กับดาตูปักลัน เจ้าเมืองยะหริ่ง ได้คบคิดก่อการกบฏโดยชักชวนแขกชาวเมืองลานน ซึ่งเป็นสลัดในทะเล ยกทัพเข้ามาตีเมืองสงขลา ซึ่งในครั้งนั้นเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นหัวเมืองที่สำคัญมากเมืองหนึ่งทางภาคใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยาสงขลา (บุญฮุย) ได้เกณฑ์ชาวเมืองสงขลาขึ้นเป็นกองทัพต่อสู้กับแขกกบฏแต่เกณฑ์ได้น้อย &amp;nbsp;จึงรีบมีใบบอกเข้ามาขอกองทัพกรุงเทพฯ ออกไปช่วย ทางราชธานีจึงโปรดให้เจ้าพระยาพลเทพ &amp;nbsp;(บุนนาค บ้านแม่ลา) ผู้รักษากรุงเก่า เป็นแม่ทัพยกกองทัพกรุงเทพฯ ออกไปเกณฑ์ผู้คนทางหัวเมืองปักษ์ใต้ไปช่วยสงขลาทำการปราบพวกแขก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบฏตรังกานูและยะหริ่งแตกหนีไป และตามตีได้เมืองทั้งสองคืนด้วย การปราบกบฏครั้งหลังนั้นนครศรีธรรมราชไม่ได้ส่งกองทัพไปช่วยพระยาสงขลา ทั้งนี้เพราะเจ้าเมืองทั้งสองเป็นอริกันซึ่งนับว่าเป็นผลเสียที่ร้ายแรงมากประการหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการปราบกบฏทั้งสองครั้งสามารถกระทำได้สำเร็จ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงตระหนักถึงจุดบกพร่องในการปกครองเมืองปัตตานีในขณะนั้น นับแต่เมื่อครั้งที่โปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จยกทัพไปปราบพม่าที่ยกมาตีหัวเมืองทางแหลมมลายูเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเสร็จศึกจากพม่าแล้วจึงโปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จยกทัพไปตีเมืองปัตตานี หลังจากตีได้แล้ว โปรดตั้งให้ชาวมลายูที่มีเชื้อสายเจ้าเมืองเก่าเป็นพระยาตานีอยู่รักษาบ้านเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุการณ์ต่อมาปรากฏว่าพระยาตานีผู้นี้เองกลับเป็นตัวตั้งตัวตีไม่ยอมจงรักภักดีต่อไป โดยร่วมมือกับแขกสลัดยกทัพมาตีเมืองสงขลา ทำให้พระองค์ไม่ทรงวางพระทัยเจ้าเมืองที่เป็นชาวต่างชาติอีก &amp;nbsp;โดยโปรดตั้งให้ปลัดเมืองจะนะชื่อขวัญซ้าย ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นพระยาตานี ปรากฏว่าพระบรมราโชบายดังกล่าวได้ผล เพราะตลอดระยะเวลาที่ครองเมืองปัตตานี บ้านเมืองตั้งอยู่ในความสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากพระบรมราโชบายแก้ปัญหาความไม่สงบในหัวเมืองปัตตานีแล้ว พระองค์ได้ทรงพยายามที่จะใช้เมืองสงขลาเป็นศูนย์กลางในการควบคุมเมืองปัตตานี และสร้างความผสมกลมกลืนทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม โดยโปรดให้ยกคนไทยเลขส่วยดีบุกเมืองสงขลา พัทลุง และจะนะ ไปเป็นกำลังอยู่ที่ปัตตานีพร้อมกับพระยาปัตตานี (ขวัญซ้าย) ถึง ๕๐๐ ครัวเรือน กล่าวได้ว่าพระบรมราโชบายดังกล่าวเป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความสะดวกในการปกครองหัวเมืองภาคใต้ในสมัยต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบรมราโชบายที่มีส่วนสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาหัวเมืองภาคใต้อีกประการหนึ่งคือ ปัญหาการควบคุมเมืองปัตตานี ซึ่งแต่เดิมอยู่ในความควบคุมดูแลของเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อเกิดกบฏปัตตานีในปี พ.ศ.๒๓๓๔ พระยาสงขลา (บุญฮุย) ได้แสดงความสามารถในการปราบกบฏ จึงมีความดีความชอบได้รับมอบอำนาจในการควบคุมเมืองปัตตานีแทน กล่าวได้ว่าเป็นพระบรมราโชบายที่แก้ปัญหาได้ตรงเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพราะการกำหนดเมืองนครศรีธรรมราชกำกับดูแลหัวเมืองมลายูทั้งหมด ย่อมไม่อาจปฏิบัติราชการได้ทันท่วงที อีกประการหนึ่งเมืองปัตตานีและเมืองนครศรีธรรมราชก็อยู่ห่างไกลกันมาก หากมีการรวมพลกับหัวเมืองมลายูอื่นๆ ย่อมเป็นการยากลำบากในการปราบปราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงโปรดให้เมืองปัตตานีอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเมืองสงขลา เพื่อการควบคุมดูแลจักกระทำได้ใกล้ชิดกว่าเดิมเพราะเมืองสงขลาอยู่ใกล้กับเมืองปัตตานีมากกว่าเมืองนครศรีธรรมราช &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นทั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) กับพระยาสงขลา (บุญฮุย) ซึ่งเคยมีความสนิทสนมชอบพอกันมาก่อน ได้มีเรื่องวิวาทเป็นอริกันด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมีพระราชประสงค์จะแยกคู่พิพาททั้งสอง โดยการปูนบำเหน็จความชอบแก่พระยาสงขลาที่ตีปัตตานีได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกันโปรดให้ตัดทอนอำนาจของเมืองนครศรีธรรมราช แสดงถึงนโยบายการถ่วงดุลระหว่างหัวเมืองทั้งสองประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งการควบคุมเมืองปัตตานีก็สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้น เมืองสงขลาจึงมีหน้าที่ตรวจตราดูแลเมืองมลายูฝ่ายตะวันออก ส่วนเมืองนครศรีธรรมราชให้ตรวจตราว่ากล่าวข้างฝ่ายตะวันตกอันติดเนื่องกับเขตแดนอังกฤษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ก่อนที่จะได้ศึกษาวิเคราะห์ถึงพระบรมราโชบายในการปกครองเมืองสงขลา ควรกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักฐานการแบ่งแยกเมืองปัตตานีซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของเมืองสงขลา และได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น ๗ เมือง ได้แก่ ปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง รามันท์ ระแงะ สายบุรี และหนองจิก กล่าวถึงตามพงศาวดารเมืองสงขลาของพระยาวิเชียรคีรี (ชม) ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๘ และตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ได้ระบุถึงการแบ่งแยกปัตตานีในรัชกาลเดียวกัน แต่เป็นปี พ.ศ.๒๓๓๔&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากหลักฐานที่ระบุจัดได้ว่าเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อได้ศึกษาอย่างละเอียด จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าการแบ่งเมืองปัตตานีควรเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมากกว่า ทั้งนี้มีข้อที่น่าเชื่อถือนำมาหักล้างกับข้อมูลเดิมได้กล่าวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ ซึ่งอธิบายเรื่องหัวเมืองมลายู ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ราวในจุลศักราช ๑๑๗๒ ปีมะเมียโทศก เจ้าพระยาสงขลา (บุญฮุย) ถึงอสัญกรรม พระยาตานี (ขวัญซ้าย) ก็ถึงแก่กรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดให้หลวงวิเศษสุนทร (จ๋อง) เป็นพระยาวิเศษภักดีศรีสุรสงครามผู้ว่าราชการเมืองสงขลา และนายพ่าย (น้อง) เป็นพระยาตานีต่อมา พระยาตานี (พ่าย) ว่าราชการเมืองตานีไม่เรียบร้อยได้ เกิดโจรผู้ร้ายแลจลาจลขึ้นในบ้านเมืองชุกชุม จึงโปรดให้พระยาอภัยสงครามเป็นข้าหลวงพร้อมด้วยพระยาสงขลา (จ๋อง) &amp;nbsp;ลงไปจัดแยกเมืองออกเป็น ๗ เมืองในระหว่าง จ.ศ.๑๑๗๒ จน ๑๑๗๙ จะเป็นปีใดไม่ทราบแน่.....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำนานของหัวเมืองปักษ์ใต้และมลายูประเทศ มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงการแบ่งเมืองปัตตานี ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังระตูปักหลั่นพระยาตานีเป็นขบถ กองทัพหลวงยกออกไปจับระตูปักหลั่นเข้ามากรุงเทพฯ &amp;nbsp;แล้วโปรดเกล้าฯ ให้คนไทยที่เมืองสงขลาชื่อ ก๋งชา (เห็นจะเป็นจีน) ออกไปเป็นพระยาตานี ได้บังคับเขตแดนไปตามเดิมทุกตำบล ได้ส่งต้นไม้ทองเงิน เครื่องราชบรรณาการต่อมา จนพระยาตานีถึงแก่กรรม พอถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลา (จ๋อง) ออกไปแบ่งเขตแดนเมืองตานีออกเป็นเจ็ดเมือง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำให้การของโต๊ะหะยีศะตำ อายุ ๘๑ ปี เล่าความที่หอนั่งพระยารามัญ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๖ แม้ว่าคำให้การของโต๊ะหะยีศะตำจะเป็นปากคำที่ให้เมื่อเจ้าตัวชราภาพมาก แต่ก็มีความสอดคล้องกับหลักฐานข้างต้นความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ครั้นอายุข้าพเจ้าได้ ๑๓ ปี ข้าพระพุทธเจ้าจำความได้ ระตูปักหลั่น พระยาตานีเป็นกบฏ กองทัพหลวงยกออกมาจับระตูปักหลั่นเข้าไป ณ กรุงเทพฯ คนไทยชื่อก๋งซายเดิมอยู่ที่เมืองสงขลาออกมาเป็นพระยาตานี ได้บังคับเขตแดนมาทุกตำบล ได้ส่งเครื่องราชบรรณาการทูลเกล้าฯ ถวายต่อมา พระยาตานีต๋งซายถึงอนิจกรรม ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาให้ข้าหลวงพระยาสงขลาที่สองออกมา แยกเขตแดนเมืองตานีออกเป็น ๗ หัวเมือง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พงศาวดารเมืองปัตตานี ได้ระบุว่าการแบ่งแยกเมืองปัตตานีในสมัยพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋อง) และพระยาปัตตานี (พ่าย) แม้จะมิได้ระบุปีที่แน่นอน แต่ก็อาจสรุปได้ว่าเป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทั้งนี้เพราะพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋อง) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสงขลาในปี พ.ศ.๒๓๕๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบรมราโชบายในการแบ่งแยกเมืองปัตตานีนั้น ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะตัดทอนกำลังอำนาจของเมืองปัตตานี เนื่องจากสาเหตุ ๒ ประการคือ ประการแรกเป็นสาเหตุดั้งเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือปัตตานีเป็นเมืองใหญ่มีกำลังเข้มแข็ง หากรวมกำลังก่อการไม่สงบขึ้นเมื่อใด ย่อมเป็นปัญหาหนักในการปราบปราม ลำพังเมืองสงขลาเมืองเดียวซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแลปัตตานีก็ยังไม่มีกำลังพอที่จะปราบได้ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ยกมาตีสงขลาในปี พ.ศ.๒๓๓๔ นั้น เจ้าเมืองกรมการสู้รบมิได้ก็พาครอบครัวชาวเมืองยกหนีไปอยู่แขวงเมืองพัทลุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายพระยาศรีไกรลาศซึ่งออกไปเป็นพระยาพัทลุงก็พลอยตื่นตกใจกลัวทัพแขกข้าศึกฯ ก็ยังมิได้ยกมาถึงเมืองพัทลุง พากรมการและครอบครัวอพยพหนีเข้าป่า แม้ว่าผลสุดท้ายกองทัพเมืองสงขลาและเมืองนครศรีธรรมราช จะช่วยกันตีทัพปัตตานีแตกไปได้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า เมืองปัตตานีมีกำลังมาก จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อขจัดอำนาจของเมืองปัตตานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุอีกประการหนึ่งเป็นสาเหตุปัจจุบันเล็งเห็นว่าเจ้าเมืองปัตตานีผู้มีอำนาจเพียงผู้เดียวก็มิอาจแก้ปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของตนได้ เนื่องจากเกิดปัญหาโจรผู้ร้ายและการจลาจลขึ้นในบ้านเมือง พระยาปัตตานี (พ่าย) ไม่สามารถปราบได้ ได้มีใบบอกมายังสงขลาจึงโปรดให้พระยาอภัยสงครามเป็นข้าหลวงพร้อมด้วยพระยาสงขลา (จ๋อง) ลงไปจัดแยกเมืองออกเป็น ๗ เมือง สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พระองค์ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและดำเนินการแก้ปัญหามิให้เกิดความวุ่นวายได้อีกต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;--------
อ้างอิง: จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 จ.ศ.1194 (พ.ศ.2375)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36691</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ปัตตานี, มลฑลนครศรีธรรมราช, ร.๑, หัวเมืองภาคใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190524/image_big_5ce7af0c33d38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
