<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 19:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CIMBT หั่นจีดีพี ปี 64 เหลือโต 0.4% มองโอกาสติดลบหากโควิดยืดเยื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค. 2564 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า สำนักวิจัย CIMBT ปรับลดการคาดการณ์ที่เคยให้ไว้ในเดือน ก.ค.64 ที่ 1.3% ลงเหลือ 0.4% ในปี 64 และ จาก 4.2% เหลือ 3.2% ในปี 65 หลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงานว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2/64 ขยายตัว 7.5% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน หรือ 0.4% จากไตรมาส 1/64 หลังปรับฤดูกาล และคาดทั้งปี 64 จะขยายตัว 0.7-1.3% หรือเฉลี่ยที่ 1.0%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากสถานการณ์การระบาดยืดเยื้อกระทบภาคบริการในประเทศ และส่งผลต่อภาคการผลิตที่อาจลดลงจากปัญหาคนงานติดเชื้อจนทำให้การส่งออกลดลงจากที่คาดแล้ว เศรษฐกิจไทยมีโอกาสติดลบได้ถึง -1.1% ในปีนี้และอาจไม่ขยายตัวเลยในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะชะลอกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าจากการระบาดที่รุนแรง ผู้ติดเชื้อรายวันในระดับสูง ซึ่งน่าจะมีผลให้รัฐบาลคงมาตรการเข้มงวดในการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลากยาวไปตลอดไตรมาส 3/64 แม้จะสามารถเปิดกิจกรรมบางส่วนได้มากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/64 แต่ภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงไม่ฟื้นตัว เพราะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวยังต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การกระจายวัคซีนยังไม่ครบ ไวรัสกลายพันธุ์มีผลให้ประสิทธิภาพวัคซีนลดลง ประชาชนยังคงกังวลการไปแหล่งชุมชนและเลี่ยงการเดินทาง การบริโภคภาคเอกชนปีนี้จึงมีโอกาสติดลบเทียบปีก่อน แม้จะพอมีปัจจัยสนับสนุนการบริโภคบ้างคือรายได้ภาคเกษตรขยับตัวดีขึ้นจาก และกำลังซื้อของคนรายได้ระดับกลาง-บน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคการผลิตเพื่อส่งออกและมนุษย์เงินเดือนนอกกลุ่มท่องเที่ยวยังทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การส่งออกเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย จากกำลังซื้อตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐ ยุโรป และจีนยังขยายตัวได้ดี ส่งผลให้การส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ สินค้าเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปยังขยายตัว แต่ต้องจับตาปัญหาการระบาดที่ทำให้คนงานติดเชื้อและมีการหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งมีผลให้กำลังการผลิตลดลงและอาจทำให้การส่งออกชะลอตัวได้ อย่างไรก็ดี ปัญหานี้น่าจะได้รับการแก้ไขได้ด้วยการจำกัดจำนวนแรงงานในพื้นที่และการตรวจเชื้อคนงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงในการปิดโรงงานในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เอกชนยังพร้อมลงทุนด้านเครื่องจักร แต่อาจชะลอการลงทุนด้านการก่อสร้าง ซึ่งอาจเห็นการชะลอของภาคอสังหาริมทรัพย์ใหม่ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม แต่เอกชนน่าจะเน้นการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์แนวราบมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการคนทำงานที่บ้านที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนของมาตรการทางการคลัง รัฐบาลสามารถใช้เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ผ่านการใช้จ่ายและการลงทุนที่มากขึ้น เราเห็นว่าหากจะต้องกู้เพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้านบาทก็ทำได้ เพื่อประคองเศรษฐกิจด้วยการเยียวยาชดเชยผู้ขาดรายได้ และสร้างแรงจูงใจให้แรงงานอิสระอยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อหากต้องไปหารายได้นอกบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การกู้รอบนี้อาจเสริมเศรษฐกิจระยะยาวได้สองทาง หนึ่ง คือการวางแผนให้ท้องถิ่นเลือกหาโครงการในการใช้จ่ายเงิน เพื่อสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ การกระตุ้นหรือลดค่าใช้จ่ายของคนผ่านมาตรการเติมเงินในกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์เมื่อการระบาดลดลง และสอง คือการใช้มาตรการทางการคลังร่วมกับมาตรการทางการเงินด้วยการที่คลังแบ่งเงินมาเพื่อช่วยแบกรับความเสี่ยงในกรณีสินเชื่อที่ปล่อยเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจและครัวเรือนกลายเป็นหนี้เสีย ไม่เช่นนั้น มาตรการทางการเงินผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูธุรกิจก็ทำได้ช้า จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังสามารถลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 0.25% สู่ระดับ 0.25% พร้อมลดเงินนำส่ง FIDF อีก 0.23% เพื่อลดภาระหนี้ และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจหรือคลายข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านค่าเงินบาท มีโอกาสอ่อนค่าได้อีกในระยะสั้นถึงระดับ 33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาส 3/64 แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความชัดเจนในการส่งสัญญาณการถอน QE ขณะที่การควบคุมการระบาดในประเทศพร้อมๆกับการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาสสี่ ที่สนับสนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและแนวโน้มการท่องเที่ยวในปีหน้า เงินบาทจะมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ราว 33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐและน่าจะทยอยแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐในปีหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113890</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีไอเอ็มบีไทย, หั่นจีดีพี, อมรเทพ จาวะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดเป็นเหตุ! “กนง.”หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 1.8% สั่งตรึงดอกเบี้ย 0.50% หลังประเมินเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค. 64 - นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% ต่อปี พร้อมปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2564 เหลือ 1.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3% และปี 2565 จะขยายตัวที่ 3.9% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.7% โดยประเมินว่าการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 ส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้าและไม่ทั่วถึงเมื่อเทียบกับประมาณการเดิม และระยะต่อไปมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำจากการระบาดระลอกใหม่ ส่วนการเร่งดำเนินมาตรการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อฟื้นฟู การปรับโครงสร้างหนี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบได้ตรงจุดมากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว และพร้อมดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัดในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107372</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.), ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส, ธปท., หั่นจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_60924564ded90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดกลายพันธุ์ทำศก.สูญ5.8แสนล. &#039;กรุงไทย&#039;หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ0.8-1.6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 พ.ค.2564 ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ลดลงเหลือ 0.8-1.6% เทียบกับประมาณการที่ 2.5% กรณีที่ไม่มีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 โดยประเมินมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจ อาจสูงถึง 4-5.8 แสนล้านบาท เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ หลังเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องคงระดับความเข้มข้นของมาตรการควบคุมโรคยาวนานขึ้น ส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ แผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และอุปสงค์ในประเทศค่อนข้างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในกรณีพื้นฐาน คือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 4 เดือน (เม.ย.-ก.ค.) และอาจจะกระทบเศรษฐกิจยาวนานถึง 5 เดือน (เม.ย.-ส.ค.) เป็นกรณีแย่ก่อนสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายได้อย่างช้า ๆ ทำให้คาดว่าอุปสงค์ในประเทศจะถูกกระทบมากในช่วงไตรมาส 2 และ 3/2564 ซึ่งจากการประเมินในกรณีฐาน คาดว่าอุปสงค์ในประเทศจะเสียหายประมาณ 1.3 แสนล้านบาท หรือราว 0.9% ต่อจีดีพี และในกรณีเลวร้าย อุปสงค์ในประเทศอาจหายไปถึง 2.3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 1.4% ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;การระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดยังได้ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่ดำเนินกิจการได้อย่างจำกัด จากมาตรการควบคุมโรค และส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานให้เปราะบางมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ อาจหายไปมากกว่า 1 ใน 3 ตามแผนการเดินทางและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศที่ต้องล่าช้าออกไป เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่เกิดการระบาดในระลอกที่ 3 ที่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศจะอยู่ที่ 115.2 ล้านคน-ครั้ง โดยประเมินจากกรณีฐาน คาดว่า การระบาดระลอกล่าสุดจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวราว 4 เดือน กดดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศ จะอยู่ที่ 81.2 ล้านคน-ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 1.8 แสนล้านบาท แต่หากสถานการณ์การระบาดในประเทศลากยาวกว่าที่ประเมินไว้ (ในกรณีเลวร้าย) คาดว่าจะกระทบกับแผนการท่องเที่ยวลากยาวไปถึง 5 เดือน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเหลือเพียง 72.6 ล้านคน-ครั้ง สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2.3 แสนล้านบาท ส่วนนโยบายการเปิดประเทศอาจล่าช้า ส่งผลให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ช้า ซึ่งจะส่งผลให้ภาคบริการยังมีแนวโน้มซบเซาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ การระบาดของโควิด-19 จากเชื้อกลายพันธุ์ทั้งสายพันธุ์อังกฤษ และสายพันธุ์อินเดียในหลายประเทศ ทำให้แผนการเปิดประเทศต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและรัดกุมมากขึ้น ซึ่ง Krungthai COMPASS ประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2564 อาจเหลือเพียง 1-5 แสนคน จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 1 แสนคน &amp;ndash; 2.4 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจถึง 0.9-1.2 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
Kurngthai COMPASS ยังได้ปรับประมาณการตัวเลขการส่งออกในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 8.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 6% เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หนุนมูลค่าการส่งออกโดยรวม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลดีต่อมูลค่าการส่งออกของไทย สะท้อนจากการส่งออกในไตรมาส 1/2564 ขยายตัวได้ถึง 8.2% (ไม่รวมทองคำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 700,000 ล้านบาทนั้น มองว่าเป็นการเตรียมพร้อมของรัฐบาลในช่วงนี้ มีความจำเป็น เพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างไม่ติดขัด ทั้งยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการอีกด้วย โดยคาดว่าการระดมเงินจำนวนดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้เกิดการตึงตัวในตลาดการเงิน เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินใสระบบปัจจุบันมีค่อนข้างมาก เห็นได้จากปริมาณเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นถึง 6 แสนล้านบาทในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103701</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบจีดีพี, ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย, หั่นจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b8e1ee1f86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หั่นจีดีพีเหลือ2.3 ส่งออกขยายตัว เร่งเบิกจ่ายเงินกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; รับโควิดทำพิษ ทำใจหั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 2.3% หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งไทย-เทศชะงัก นักท่องเที่ยวต่างชาติหดเหลือ 2 ล้านคน รายได้วูบ 49% ส่งออกโตสวนทางที่ 11% อานิสงส์เศรษฐกิจโลก-ประเทศคู่ค้าฟื้นตัวคึกคัก พร้อมเร่งเบิกจ่ายเงินกู้ปีนี้ คาดอัดเข้าระบบเศรษฐกิจได้ 6.2 แสนล้านบาท ยันยังเหลือตุนอีก 2.37 แสนล้านบาท พ.ค.นี้ได้ข้อสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 เมษายน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้เหลือ 2.3% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 1.8-2.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ลดลงเหลือ 2 ล้านคน จากคาดการณ์เดิมที่ 5 ล้านคน รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมาอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท ลดลง 49% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.6 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากหลายประเทศสามารถกระจายวัคซีนได้ดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะเริ่มกลับมาได้ในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส 3/2564 ถึงต้นไตรมาส 4/2564 และจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวว่า ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 11% ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 6.2% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นที่ 6% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 5.2% และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเร่งดำเนินมาตรการด้านการเงินการคลังในหลายประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลดีกับการส่งออกของไทยในปีนี้ ส่วนการนำเข้า คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 18% ต่อปี ส่วนการเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากโครงการเราชนะ, โครงการคนละครึ่ง, โครงการม 33เรารักกัน และมาตรการด้านการเงินเพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบผ่านสถาบันการเงินก็เป็นปัจจัยเสริม รวมทั้งเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ถูกส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจ ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภค ประคับประคองธุรกิจ และรักษาระดับการจ้างงานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวมีผลสำคัญต่อการปรับประมาณการเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังในครั้งนี้ โดยตัวเลขคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ในหลายประเทศ แม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2563 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2564 รวมถึงหลายประเทศมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ล่าช้ากว่าคาดการณ์ อีกทั้งแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัวจะเป็นเฉพาะบางพื้นที่ ทำให้ภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัด&amp;rdquo; นางสาวกุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าปีนี้จะสามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ได้ประมาณ 6.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมประมาณ 1 แสนล้านบาท และในปี 2563 มีการเบิกจ่ายไปแล้วราว 3.4 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2565 จะมีการเบิกจ่ายเม็ดเงินในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและมีส่วนช่วยในการประคองเศรษฐกิจของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น ปัจจุบันมีการอนุมัติวงเงินแล้ว 7.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 85.41% และมีการเบิกจ่ายแล้ว 6.4 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยภายในปีนี้ โดยรัฐบาลยังมีวงเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินเหลือเพื่อดำเนินมาตรการดูแลเยียวยาและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อีก 2.37 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน พ.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวที่ระดับ 2.3% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวที่ 4.8% ส่วนการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 5% ต่อปี และการลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 10.1% ต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในหลายประเทศที่ยังมีความรุนแรงและยืดเยื้อ, ข้อจำกัดในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ, ราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับเพิ่มขึ้นได้ หากปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศรุนแรงขึ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงาน และความผันผวนของระบบการเงินโลกและเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีฐานะการคลังที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ ทำให้กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการดำเนินมาตรการทางการคลังเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ประกอบกับนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการลงทุนด้านดิจิทัล และนโยบายการยกระดับปรับทักษะแรงงาน จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป&amp;rdquo; นางสาวกุลยากล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101228</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จีดีพี, จีดีพีเหลือ2.3, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หั่นจีดีพี, โควิด 19, โควิด-19, โควิดทำพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608ac14f6c395.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทยหั่นจีดีพี 64 เหลือโต 1.8% เผยถ้า Q3 ระบาดอีกศก.ไม่โต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เมษายน 2564 จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิดระลอกใหม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มเติบโตลดลงที่ 1.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.6% โดยมองว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่มีความรุนแรงกว่าในระลอกก่อนหน้านี้ ในขณะที่แม้ว่าจะไม่ได้มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวด แต่ความกังวลต่อสถานการณ์จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน รวมถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงมีผลต่อการบริโภคครัวเรือนให้มีทิศทางต่ำกว่าที่ประเมิน

อย่างไรก็ตาม ประมาณการเศรษฐกิจใหม่ได้รวมปัจจัยบวกจากแนวโน้มการส่งออกที่จะเติบโตดีกว่าที่เคยประเมินไว้จากอานิสงส์ของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด นอกจากนี้ยังได้รวมถึงปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าไปแล้ว โดยมีโครงการที่ยังดำเนินอยู่ เช่น โครงการเราชนะ และโครงการเรารักกัน ขณะที่มีมุมมองว่า ภาครัฐจะมีมาตรการต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศภายใต้วงเงินกู้ 1 ล้านล้าน ซึ่งยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ราว 2.4 แสนล้านบาท ประกอบกับยังมีเงินจากงบกลาง ภายใต้ พรบ.งบประมาณปี 2564 ที่สามารถนำมาใช้ได้อีกราว 1.3 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีความกังวลถึงการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ตัวแปรสำคัญคือการเร่งฉีดวัคซีน ซึ่งหากการฉีดวัคซีนมีความล่าช้า ก็มีความเป็นไปได้ที่การแพร่ระบาดจะยืดเยื้อหรืออาจเกิดการแพร่ระบาดอีกระลอก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาก และทำให้ความหวังของการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวให้ทยอยกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอาจต้องล่าช้าออกไป

ทั้งนี้ ในกรณีที่การแพร่ระบาดยืดเยื้อหรือมีการระบาดที่รุนแรงอีกรอบไตรมาส 3/2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มที่จะไม่เติบโตจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดรวมถึงการเร่งปูพรมกระจายวัคซีนเป็นภารกิจเร่งด่วน เนื่องจากระบบสาธารณสุขไทยมีขีดจำกัดในการรองรับผู้ติดเชื้อ หากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังอยู่ในระดับสูงมากกว่าพันคนอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนๆ อาจเกิดภาวะระบบสาธารณสุขล่ม และส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับต้นทุนแฝง (Hidden cost) ที่อาจประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มเห็นหลายโรงพยาบาลเผชิญกับปัญหาเตียงผู้ป่วยเต็ม และขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเครื่องช่วยหายใจ ขณะที่ต้นทุนต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนจะเพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยธรรมดาก็ไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้เป็นปกติเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประสิทธิภาพของแรงงานให้ลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะมีมากกว่าการบริโภคที่ลดลงและรายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100058</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาดการณ์จีดีพี 2564, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ, หั่นจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;เอดีบี&#039;หั่นฉับจีดีพีไทยปีนี้ติดลบ8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้เปิดเผยในรายงาน Asian Development Outlook 2020 Update โดยคาดการณ์ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ (จีดีพี) จะติดลบ 8% ซึ่งหดตัวมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ที่ 4.8% &amp;nbsp;เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้จะมีแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังและการเงินก็ตาม แม้ว่าผลจากความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ผลจากการระบาดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวที่ 4.5% ปรับเพิ่มจากคาดการณ์เดิมที่ &amp;nbsp;2.5% โดยอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะติดลบในปีนี้อยู่ที่ 1.6% จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน การหดตัวสูงของราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ รวมถึงมาตรการรัฐบาลที่ช่วยลดค่าสาธารณูปโภคด้วย ก่อนจะปรับตัวเป็นบวกที่ 0.8% ในปีหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังคงเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ในทั่วโลก การกีดกันทางการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายใน ได้แก่ การกลับมาระบาดซ้ำของโควิด -19 ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เอดีบียังคาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียในปีนี้จะหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 6 ทศวรรษที่ 0.7% &amp;nbsp;แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2564 ที่ 6.8% เนื่องจากภูมิภาคเริ่มฟื้นตัวจากหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจที่อ่อนแอในปี 2563 แต่ผลผลิตในปีหน้ายังคงต่ำกว่าประมาณการก่อนการแพร่ระบาดโควิด -19 โดยในรายงานได้แนะนำการฟื้นตัวแบบรูปตัว &amp;quot;L&amp;quot; แทนที่จะเป็นตัว &amp;quot;V&amp;quot; และคาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคจะติดลบถึง 3 ไตรมาสในปี 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77516</URL_LINK>
                <HASHTAG>หั่นจีดีพี, เศรษฐกิจไทย, เอดีบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f607944a3bb8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอมหั่นจีดีพี62เหลือ2.8% โอดปัจจัยนอกกดส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ไปไม่ถึงฝัน! &amp;quot;คลัง&amp;quot; ยอมหั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 2.8% จากเป้าหมายเดิมที่ 3% โอดปัจจัยเสี่ยงนอกประเทศกระทบส่งออกไทยสาหัสโตบักโกรก -2.5% ลุ้นใหม่ปี 2563 เศรษฐกิจโตฟื้นแตะ 3.3% ส่งออกพุ่ง 2.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2562 ลงเหลือ 2.8% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 2.6-3.0% ชะลอตัวลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3.0% โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยนอกประเทศเป็นสำคัญ &amp;nbsp;จากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่คาดว่าจะขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.5% โดยเฉพาะจีน, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย และเวียดนาม และปริมาณการค้าโลกซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้า (เทรดวอร์) ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ให้ขยายตัว -2.5% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ -2.7 ถึง -2.3% จากคาดการณ์เดิมที่ &amp;nbsp;-0.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.1% ซึ่งดีกว่าช่วงครึ่งแรกของปี ที่ขยายตัว 2.6% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลได้พยายามผลักดันในช่วงที่ผ่านมา อาทิ มาตรการสวัสดิการแห่งรัฐ, มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านมาตรการชิมช้อปใช้ &amp;nbsp;ระยะที่ 1 และ 2, มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพสำหรับเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง, โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน, มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์ &amp;nbsp;(ธอส.), มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัย และมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่มีส่วนสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชน&amp;quot; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวต่อว่า ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปี 2562 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 39.8 ล้านคน ขยายตัว 4.3% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 40 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.98 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.6% เนื่องจากที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่ออายุมาตรการ ยกเลิกค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival : VOA) รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวต่างๆ การจัดอีเวนต์สำคัญ อาทิ Moto GP และ World Cannabis Expo &amp;nbsp;(งานกัญชาโลก), การเข้าสู่ช่วงฤดูการท่องเที่ยว, การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งในส่วนนี้คาดว่าจะมีส่วนในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวในปี 2563 ด้วย โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 41.5 ล้านคน เติบโต 4.1% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2.09 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.3% ขณะที่ภาคการส่งออกจะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.6% การนำเข้าขยายตัว 3.4% การบริภาคภาครัฐขยายตัว 2.5% การลงทุนภาครัฐขยายตัว 6.6% การลงทุนภาคเอกชน 4.6% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.8% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก &amp;nbsp;กรณีการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ปัญหาสงครามการค้าโลก ไปจนถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่คาดว่าจะมีผลอย่างมากต่อภาคการส่งออกของไทยและภาพรวมเศรษฐกิจไทย&amp;quot; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.สศค.กล่าวอีกว่า ในส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/2562 พบว่ายังมีสัญญาณการชะลอตัวจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัว -0.5% ต่อปี เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การนำเข้าขยายตัว -6.1% ต่อปี ขณะที่ภาคการผลิตพบว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 15 เดือน โดยในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.9 ล้านคน ขยายตัว 10.1% ส่งผลให้ในไตรมาส 3/2562 นักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว 7.2% ต่อปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49065</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบส่งออกไทย, ขยายตัว2.8%, คลัง, นายลวรณ แสงสนิท, ปัจจัยเสี่ยงนอกประเทศ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หั่นจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db6f37914cf5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
