<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.เสียงแตก! หั่นดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี หลังประเมินเศรษฐกิจไทยทรุดแรงกว่าคาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 2563 - นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 20 พ.ค.2563 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เป็น 0.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวกว่าประมาณการเดิมตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรงกว่าที่คาดและผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดทั่วโลก

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบกว่าที่ประเมินไว้ เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น รวมทั้งสอดประสานกับมาตรการการคลังของรัฐบาลและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ออกไปก่อนหน้านี้ ขณะที่กรรมการ 3 ท่าน เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ใน

การประชุมครั้งนี้และเร่งรัดประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ประกาศไปแล้ว คณะกรรมการฯ โดยรวมเห็นว่า ควรผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น และเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ได้ออกมาก่อนหน้าเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุดและทันการณ์

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ การท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามากกว่าคาด ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวกว่าที่ประเมินไว้จากการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นและมาตรการควบคุมการระบาด

อย่างไรก็ดี มาตรการการเงินการคลังจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวได้ คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ยังมีความจำเป็นต่อการสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ SMEs เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรักษาศักยภาพการเจริญเติบโตในระยะต่อไป สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบมากกว่าที่คาดตามราคาพลังงานที่ลดลงเป็นสำคัญ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจต่างประเทศและการระบาดของ COVID-19 ในต่างประเทศ การผ่อนคลายมาตรการควบคุมและโอกาสที่การระบาดในประเทศอาจกลับมา รวมทั้งประสิทธิผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภาวะการเงิน ตลาดการเงินมีเสถียรภาพ หลัง ธปท. ออกมาตรการดูแลเสถียรภาพตลาดการเงิน รวมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงและอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ที่ซื้อขายในตลาดรองผันผวนน้อยลง ตลาดตราสารหนี้กลับมาทำหน้าที่ได้เป็นปกติมากขึ้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ ให้ติดตามสถานการณ์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการลงทุนในตราสารหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสินเชื่อขยายตัวโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคชะลอลงบ้าง สภาพคล่องในระบบการเงินในภาพรวมยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ต้องดูแลให้สภาพคล่องกระจายตัวไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ปรับลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาและการปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF fee) เป็นการชั่วคราว ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. และเงินสกุลภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการฯ กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดระบบสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง แต่ในระยะข้างหน้ายังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือนหลังมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องของภาครัฐทยอยสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถาบันการเงินจึงต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ รวมถึงเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ได้ออกมาก่อนหน้าและให้ ธปท. ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเตรียมแนวทางรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้อยลงกว่าคาด รวมถึงดูแลสภาพคล่องและกลไกการทำงานของระบบสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพและสามารถทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 รวมถึงความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น


&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66441</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., หั่นดอกเบี้่ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191106/image_big_5dc2d72f6bd80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.หั่นดอกเบี้ย0.25% งัดมาตรการลดบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กนง.เสียงแตก 5 ต่อ 2 หั่นดอกเบี้่ย 0.25% เหลือ 1.25% ต่ำสุดในประวัติการณ์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังประเมินโตสุดแผ่ว ส่งออกยังโคม่า ธปท.ออก 4 มาตรการลดบาทแข็ง กกร.ชงปรับโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยน เสนอตั้งคณะทำงานร่วมดูแลค่าเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวภายหลังการประชุม กนง.ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เหลือ 1.25% โดยให้มีผลทันที โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้และต่ำกว่าศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกที่ลดลงจากสงครามการค้าส่งผลให้มีการเลิกจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อ มีปัจจัยเสี่ยงต้องติดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ให้ลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และทำให้เงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย ขณะที่คณะกรรมการฯ อีก 2 คนเห็นว่าภาวะปัจจุบันนโยบายการเงินอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอยู่แล้ว การลดดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจมากนัก และจำเป็นต้องรักษาความสามารถดำเนินนโยบาย (Policy Space) ที่มีจำกัดเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอ การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวตามรายได้ที่น้อยลงและการถูกเลิกจ้างงานในภาคการผลิตส่งออก รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การลงทุนภาคเอกชนก็ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปรับลดดอกเบี้ยลงมาที่ 1.25% ต่อปี ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ เทียบกับช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เนื่องจาก กนง.เห็นว่าเศรษฐกิจไทยระยะต่อไปยังต้องเผชิญความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะด้านต่างประเทศ ผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และปัจจัยภายในประเทศเรื่องการทุนภาครัฐและเอกชน ที่ กนง.ยังต้องติดตามใกล้ชิด&amp;quot; นายทิตนันทิ์ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอัตราเงินเฟ้อปี 2562 และ 2563 ที่แนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต ขณะเดียวกัน กนง.ยังเป็นห่วงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น คณะกรรมการฯ จึงสนับสนุนให้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออก ลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และช่วยให้ภาคเอกชนบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้สะดวกขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.กล่าวว่า กนง.ได้ประเมินแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับที่ประเมินครั้งล่าสุดปีนี้ ที่คาดว่าที่ 2.8% มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาด ทั้งจากปัจจัยการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาด การจ้างงานชะลอตัวเร็ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศขยายตัวต่ำ แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศของรัฐแล้วก็ตาม ทำให้การประชุมครั้งต่อไปในเดือน ธ.ค. จะต้องมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะต้องติดตามต่อเนื่อง เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด ส่งผลให้ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้น ดอกเบี้ย MRR และดอกเบี้ย MOR ปรับตัวลดลงตาม แต่ดอกเบี้ย MLR ไม่ได้ปรับลง ดังนั้นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่ จะส่งผลให้ MLR ลดลงหรือไม่ จะต้องติดตาม และยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายลง ส่งผลให้ Policy Space มีจำกัดมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและ ธปท.ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้เงินทุนไหลออก ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาท รวมทั้งจะช่วยให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศมีความสะดวกมากขึ้น โดยจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 8 พ.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 1.การยกเว้นการนำเงินรายได้จากการส่งออกกลับประเทศ อนุญาตให้ผู้ส่งออกที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 เหรียญสหรัฐ จากเดิม 50,000 เหรียญสหรัฐต่อใบขน สามารถฝากเงินไว้ในต่างประเทศโดยไม่จำกัดระยะเวลา นอกจากนี้หากผู้ส่งออกมีรายได้สูงกว่าวงเงินข้างต้น ยังสามารถนำไปหักกลบกับรายจ่ายในต่างประเทศได้ ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศ ทั้งนี้ ธปท.ได้หารือเบื้องต้นกับ รมว.การคลัง ว่าจะขยายวงเงินรายได้จากการส่งออกไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อใบขน ภายในระยะ 3 เดือนข้างหน้า โดยการผ่อนคลายดังกล่าวจะครอบคลุมประมาณ 80% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยเปิดเสรีให้นักลงทุนรายย่อยสามารถออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เองในวงเงิน 200,000 เหรียญสหรัฐต่อปี จากเดิมที่ต้องผ่านตัวกลางในประเทศ หรือต้องมีสินทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนด และเพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่จัดสรรให้นักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็น 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เปิดเสรีการโอนเงินออกนอกประเทศได้ทุกวัตถุประสงค์ ยกเว้นเพียงไม่กี่รายการ และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ สามารถโอนได้ในวงเงินไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และ 4.อนุญาตให้ลูกค้าคนไทยที่มีการลงทุนซื้อขายทองคำกับบริษัทผู้ค้าทองคำที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ชำระราคาในรูปเงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD ที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศได้ ทั้งนี้เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทได้ และหวังว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนจะมีความสมดุลมากขึ้นระหว่างเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าและไหลออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท., สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่าที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าขณะนี้มีความจำเป็นต้องทบทวนนโยบายอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ที่ควรต้องมีการปรับโครงสร้างระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบกึ่งจัดการในปัจจุบันให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยภายในสัปดาห์หน้าภาคเอกชนจะทำหนังสือขอเข้าหารือกับ ธปท. ว่ามีมาตรการอะไรที่ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นในระยะกลางกับระยะยาวหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย กล่าวว่า ในระยะสั้น กกร.ยังมีข้อเสนอให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระหว่าง กกร., ธปท., กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาแนวทางดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และให้มีมาตรการลดผลกระทบเงินบาทแข็งค่าโดยเร็ว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า อย่างไรก็ตาม กกร.ยังมีมติคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ 2.7-3% การส่งออกคาดอยู่ที่ติดลบ 2% ถึงโตได้ 0% และเงินเฟ้อคาดอยู่ที่ 0.8-1.2%.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49719</URL_LINK>
                <HASHTAG>1.25%, กนง., คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.), ตั้งคณะทำงานร่วมดูแลค่าเงิน, ต่ำสุดในประวัติการณ์, บาทแข็ง, ปรับโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หั่นดอกเบี้่ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191106/image_big_5dc2d70ad14c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
