<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หาบเร่แผงลอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อหัวหน้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ชายที่แสนดี เริ่มลงพื้นที่แข็งขันมากกว่าปกติ ก็เป็นธรรมดาที่หลายคนจะคิดมากว่า ทำไม 2 ป.ถึงออกแอกชันขนาดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร ยุบหรือไม่ยุบสภา ผลดีย่อมตกอยู่กับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสนาบดีออกจากบ้านพัก ทำเนียบรัฐบาลทั้งที นอกจากฟังแต่ข้าราชการรายงานแล้ว คราวนี้ก็จะได้เบิกเนตรดูสภาพบ้านเมืองของจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในตอนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แวะดูเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยเฉพาะร้านค้าตามตึกแถว ริมทาง ดูให้ดีว่าถูกปล่อยให้เช่า-เซ้งระนาว ลงไปคุยกับเขา รับฟังปัญหาด้วยตัวเองโดยตรงก็จะดีมาก &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ หนึ่งคนที่ทำพื้นที่สม่ำเสมออย่าง เชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้สะท้อนเสียงพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย เขตวังทองหลาง ว่าเจ้าหน้าที่เทศกิจปฏิบัติหน้าที่ตึงเปรี๊ยะ ก่อนหน้านี้เคยเอาของมาวางขายได้ตั้งแต่ตีสี่ถึงเจ็ดโมงเช้า แต่ปัจจุบันไม่ให้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดอะเชาว์ จึงขอร้องให้ รัฐบาล ช่วยทบทวนนโยบายเรื่องจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า &amp;ldquo;ฟุตปาธเป็นของคนเดินก็จริง แต่รัฐสามารถจัดสรรให้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจชุมชนได้เช่นเดียวกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าตัวเสนอฮาวทูไว้ 4 ข้อ เพื่อให้คนขายของและคนเดินอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข คือ จัดผังแผงลอย จัดแผนการใช้พื้นที่สาธารณะ จัดงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่ และจัดให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครม.เพิ่งเคาะมาตรการดึงดูดเศรษฐีชาวต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทย เตรียมลดภาษีนำเข้าไวน์ สุรา และซิการ์ลงกึ่งหนึ่ง เป็นเวลา 5 ปี ก็อยากให้รัฐบาลหันกลับมาดูเศรษฐกิจรากหญ้า สร้างรายได้หมุนเวียนให้คนจนบ้าง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทนายเชาว์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้รัฐเปลี่ยนมุมคิดใช้บาทวิถีร่วมกันแบบเกิดประโยชน์สูงสุด คนเดินเท้าได้อาหารราคาถูก หาบเร่แผงลอยมีรายได้ แค่รัฐเข้าไปบริหารจัดการ เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตคนจนจะดีกว่านี้ ไม่ใช่ถือไม้ไล่จับไล่ตียึดข้าวของ ตะกร้า รถเข็น เห็นแล้วหดหู่ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดการ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องสอดคล้องทั้งทางด้านภูมิประเทศ และภูมิสังคม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มินนี่เมาธ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117461</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, มินนี่เมาธ์, หาบเร่แผงลอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2ff6c243787.jpg   </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; จ่อนำกลุ่มหาบเร่-แผงลอยทั่วกรุงร้องนายกฯ ปลดผู้ว่าฯกทม.ยกเลิกจุดผ่อนผันเอื้อทุนใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 25 ก.ค.62 ที่ผ่านมาโดยเฉพาะการกําหนดเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดําเนินการ เพื่อบรรเทาปัญหาและลดผลกระทบกับประชาชน และระบบเศรษฐกิจ เรื่องแรกที่ต้องรีบเร่งดำเนินการคือ การแก้ไขปัญหาในการดํารงชีวิตของประชาชน โดยลดข้อจํากัดในการประกอบอาชีพของคนไทย การทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อยังคงเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งร้านอาหารริมถนน นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ กทม.จะออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดพื้นที่ทำการค้าและการขายหรือจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ ลงวันที่ 28 ม.ค.63 แล้วก็ตาม แต่ทว่าเป็นประกาศที่มีเงื่อนไขที่บีบรัดจนไม่สามารถปฏิบัติได้ และปรากฏว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของคน กทม. ได้ยกเลิกจุดผ่อนผันไปแล้วกว่า 508 แห่งคงเหลือจุดที่ผ่อนผันให้ขายได้เพียง 175 แห่งเท่านั้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อหาบเร่/แผงลอยมากกว่า 170,000 ราย ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค คนยาก คนจน ในระดับรากหญ้า ที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุตที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 อย่างมาก เพราะไม่มีศักยภาพที่เพียงพอที่จะไปซื้อหาอาหารหรือสินค้าในซุปเปอร์มาเก็ต ห้างสะดวกซื้อ หรือคอนวีเนียนสโตร์ขนาดใหญ่ได้ หาบเร่/แผงลอยจึงที่ที่พึงที่ดีที่สุดของคนยากคนจน คนทำงานระดับกลางจนถึงล่างอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ กทม.ใช้มาตรการกำจัดจุดผ่อนผันหรือยกเลิกมิให้มีหาบเร่/แผงลอยเป็นจำนวนมากดังกล่าว ทำให้เกิดการสูญเสียรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากไม่น้อยกว่า 67,728 ล้านบาทต่อปี และหากจะพิจารณาในการประกอบการค้าหาบเร่/แผงลอยและสตรีทฟู๊ดสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างน้อย 675,162 ล้านบาทต่อปี การที่ กทม.ไม่ส่งเสริมอาชีพหาบเร่/แผงลอย ทำให้ประเทศชาติเสียโอกาสในการสร้างรายได้ หรือการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP หลายล้านล้านบาทเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยอยู่ว่า การที่ กทม.ฝ่าฝืนนโยบายของรัฐบาลโดยการยกเลิกจุดผ่อนผันไปเป็นจำนวนมากนั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แต่เฉพาะร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วเมือง ทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ด้วยหรือไม่ ทั้งๆที่ขณะนี้กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่/แผงลอยได้มีการรวมตัวกันตั้งคณะกรรมการในการบริหารเพื่อจัดระเบียบแผงค้าด้วยกันเอง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาด ไม่กีดขวางทางเท้า ไม่ล้ำผิวทางจราจร ไม่ขายสินค้าที่ผิดกฎหมาย ตามเงื่อนไขของทางราชการแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำตัวแทนพ่อค้าหาบเร่/แผงลอยทั่วพื้นที่ กทม. เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อขอให้สั่งปลดผู้ว่าฯอัศวิน ขวัญเมือง ที่ไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล และเร่งรีบดำเนินการให้ความช่วยเหลือหาบเร่/แผงลอยให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาและให้เป็นไปตามนโยบายของ ศบค.เศรษฐกิจต่อไปด้วย โดยจะไปยื่นในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย.63 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ ทำเนียบรัฐบาล&amp;quot; นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77014</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศรีสุวรรณ จรรยา, หาบเร่แผงลอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f599b72e401a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2020 15:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2020 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หาบเร่-แผงลอย&#039;ลุ้นคลังเปิดช่องเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.2563 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ชี้แจงว่าถึงกรณีที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวที่รัฐบาลจะดำเนินการมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐผ่าน &amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง&amp;rdquo; ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) เห็นชอบในหลักการของกรอบแนวคิดโครงการในคราวประชุมเมื่อวันที่2 ก.ย.2563 นั้น สศช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ ขอชี้แจง ว่า โครงการคนละครึ่งยังมีลักษณะเป็นกรอบกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงการคลัง จะต้องไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น คุณสมบัติของประชาชนและร้านค้าที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการ จำนวนประชาชนที่จะได้รับสิทธิ์ วงเงินค่าใช้จ่ายต่อวัน ระบบการลงทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ต้องพิจารณากลไกในการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกผู้ค้าที่เป็นหาบเร่ แผงลอย ให้สามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบการชำระเงิน
ทั้งนี้ เมื่อกระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดโครงการที่มีความสมบูรณ์แล้ว จะนำเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาตามขั้นตอนอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่กระทรวงการคลังยังจัดทำรายละเอียดโครงการให้มีความสมบูรณ์ ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนรอความชัดเจนในรายละเอียดของโครงการดังกล่าวภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ในครั้งต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76732</URL_LINK>
                <HASHTAG>หาบเร่แผงลอย, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f55e9bad9bcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ่อค้าแม่ค้าแผงลอยได้ลุ้น!ศาลปกครองสูงสุดนัดพิจารณาคดีครั้งแรกห้ามขายบนทางเท้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.63- สำนักงานศาลปกครองขอแจ้งกำหนดนัดพิจารณาคดีที่น่าสนใจของศาลปกครอง ระหว่างวันที่ 24 &amp;ndash; 28 สิงหาคม 2563 &amp;nbsp;ดังนี้ วันที่ 25 สิงหาคม 2563 เวลา 14.00 น. ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำที่ อร.5/2561 ระหว่าง นายปพนวัจน์ ภูเสาวพงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 128 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า กรุงเทพมหานคร กับพวกรวม 2 คน ออกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง ยกเลิกจุดผ่อนผันให้ทำการค้าหาบเร่-แผงลอย ตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดจุดผ่อนผันให้ทำการค้าหาบเร่ - แผงลอย ลว. 31 พ.ค. 2548 (เฉพาะจุด) ในพื้นที่เขตราชเทวี จำนวน 12 จุด ลว. 27 เม.ย. 2559 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าบนทางเท้าบริเวณจุดผ่อนผันดังกล่าวขาดรายได้ จึงฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศกรุงเทพมหานครที่พิพาทดังกล่าว และขอให้มีการประชุมร่วมกันทุกฝ่ายเพื่อให้ผู้ค้าสามารถค้าขายในพื้นที่เดิมต่อไปได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้น มีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โดยปกติ ทางเดินเท้าสาธารณะมีวัตถุประสงค์ของการใช้เพื่อประโยชน์สาหรับการสัญจร และกรุงเทพมหานคร มีนโยบายที่จะจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่ - แผงลอย เพื่อคืนทางเท้าให้แก่ประชาชน ซึ่งกรุงเทพมหานครได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพปัญหาด้านความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของจุดผ่อนผันย่านประตูน้ำ บริเวณถนนราชปรารภและถนนเพชรบุรี และข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบแปดและผู้ค้ารายอื่นทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกประกาศกรุงเทพมหานครที่พิพาทแล้ว ยังผ่อนปรนโดยให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบแปดสามารถค้าขายต่อไปได้จนถึงวันที่ 5 ก.ย. 2559 และผ่อนผันต่อไปอีกจนถึงวันที่ 3 ต.ค. 2559 ซึ่งจะเห็นได้ว่านโยบายและแผนปฏิบัติการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่ - แผงลอย เพื่อคืนทางเท้าให้แก่ประชาชนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 การดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อเทียบกับความเดือดร้อนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบแปดได้รับผลกระทบจากการถูกยกเลิกจุดผ่อนผันให้ทาการค้าหาบเร่ - แผงลอย ในบริเวณพิพาทแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ครั้งนี้ถือเป็นคำสั่ง ทางปกครองทั่วไปที่โดยสภาพแล้วมิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่บุคคลใดในจำนวนผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อย ยี่สิบแปดเป็นการเฉพาะเพียงแต่ระบุพื้นที่ที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นบริเวณพิพาทที่เคยถูกกำหนดเป็นจุดผ่อนผันให้ทำการค้าหาบเร่ - แผงลอย มาก่อนเท่านั้น กฎหมายจึงมิได้บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต้องแจ้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศยกเลิกจุดผ่อนผันได้มีโอกาสทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งคัดค้านหรือชี้แจงแสดงเหตุผลก่อนการประกาศยกเลิกจุดผ่อนผันแต่อย่างใด ดังนั้น การใช้ดุลพินิจในการยกเลิกจุดผ่อนผันให้ทำการค้าหาบเร่ - แผงลอย บริเวณพิพาทซึ่งตนเองเป็น ผู้กำหนดไว้เดิม จึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตาม ม. 49 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง ยกเลิกจุดผ่อนผันให้ทำการค้าหาบเร่ - แผงลอย ตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดจุดผ่อนผันให้ทำการค้าหาบเร่ - แผงลอย ลว. 31 พ.ค. 2548 (เฉพาะจุด) ในพื้นที่เขตราชเทวี ลว. 27 เม.ย. 2559 ซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบแปด ยื่นอุทธรณ์สรุปความได้ว่า พื้นที่ตามพิพาทที่ถูกยกเลิกเป็นจุดผ่อนผันให้ทำการค้าหาบเร่-แผงลอย มีทางเดินสัญจรที่กว้างมากและไม่มีการวางวัสดุอุปกรณ์ค้าขายกีดขวางทางเท้าและทางจราจร ดังนั้นการมีประกาศพิพาทยกเลิกจุดผ่อนผันดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย).
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75308</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ศาลปกครองสูงสุด, หาบเร่แผงลอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2aecfc1e0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ออมสินเท2หมื่นล. สินเชื่อคนตัวเล็ก เจาะแม่ค้าหาบเร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รากหญ้าเฮ &amp;quot;สมคิด&amp;quot; สั่งออมสินเดินเครื่องช่วยเหลือผลกระทบจากโควิด-19 เจาะกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอยไร้ที่พึ่ง ผุดมาตรการสินเชื่อคนตัวเล็ก 2 หมื่นล้านโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์-คนค้ำประกัน พ่วงปล่อยกู้ซอฟต์โลนเวอร์ชันล่าสุดอีก 1 แสนล้านบาท ช่วยนักธุรกิจกลุ่มท่องเที่ยวโดยเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งว่า ได้มอบนโยบาย 2 เรื่องให้ธนาคารออมสินไปเร่งดำเนินการ คือ 1.ลดผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 ให้ผู้ประกอบการรายย่อย (คนตัวเล็ก) กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอยที่ไม่มีที่พึ่งพิง จนต้องไปกู้หนี้นอกระบบดอกเบี้ย 24-28% ต่อปี โดยขยายมาตรการพักชำระหนี้และให้สินเชื่อเพิ่ม โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและบริการให้ดูแลเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องตึงตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิดกล่าวต่อว่า 2.เตรียมแผนในระยะต่อไป ในการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจในยุคหลังนิวนอร์มอล ให้เป็นธนาคารสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ พัฒนาสตาร์ทอัพ และร่วมกับมหาวิทยาลัยในการเสริมองค์ความรู้และดูแลกลุ่มที่ต้องการเงินทุน เช่น นักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานทำ แม่บ้านที่ต้องการทำอาหารขาย ก็ให้มาขอสินเชื่อจากออมสินได้ โดยออมสินต้องพร้อมให้ความร่วมมือ ซึ่งจะให้มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธนาคารออมสินรายงานว่า ในพอร์ตสินเชื่อของออมสินมีการดำเนินงานและมีลูกค้าตามนโยบายรัฐบาลกว่า 30% จะต้องเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มคนตัวเล็กและกลุ่มเอสเอ็มอีเข้าไปอีก เพื่อให้เป็นธนาคารรัฐแห่งแรกที่โดดออกมาดูแลในเรื่องนี้ เป็นธนาคารสำหรับอนาคตคนตัวเล็กที่แท้จริง ไม่ใช่เก่งแต่เรื่องรับฝากเงิน&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า ธนาคารออมสินจะเตรียมวงเงินไว้สำหรับ 2&amp;nbsp; มาตรการ คือ 1.เพิ่มวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินสำหรับคนตัวเล็ก จำนวน 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินลดผลกระทบโควิด-19 เต็มวงเงินแล้ว ช่วยประชาชนได้กว่า 1 ล้านราย และ 2.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) รอบใหม่ 1 แสนล้านบาท โดยจะปล่อยให้ธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ซึ่งจะใช้ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์และมี บสย.ค้ำประกัน ซึ่งน่าจะออกมาเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัยกล่าวว่า มาตรการสินเชื่อคนตัวเล็กจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับสินเชื่อฉุกเฉิน แต่มีการปรับเงื่อนไขจากเดิมเป็นรายละไม่เกิน 3-5 หมื่นบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน โดยผู้เข้าโครงการจะต้องมาลงทะเบียนใช้สิทธิ์เพราะเป็นการเปิดรอบใหม่ โดยจะมีการนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัยกล่าวว่า ส่วนมาตรการซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาทจะมีการกำหนดเงื่อนไขชัดเจน และแตกต่างจากซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยปล่อยให้กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ไม่รวมธุรกิจสายการบิน และจะปล่อยให้ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่า&amp;nbsp; ไม่กำหนดว่าจะต้องเป็นหนี้ที่อยู่ในช่วงวันที่ 31 ธ.ค.62 รายละไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยยังคิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ปล่อยให้ธนาคารไปคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ส่วนซอฟต์โลนออมสินรอบแรก&amp;nbsp; 1.5 แสนล้านบาท ปล่อยได้แล้ว 1.2 แสนล้านบาท ใกล้ครบวงเงินแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ธนาคารออมสินจะเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อให้กลับมาเป็นธนาคารเพื่อสังคมโดยแท้จริง จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีหนี้นอกระบบจากพิโกไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์ ที่ยังคิดอัตราดอกเบี้ยสูงมาก 24-28% โดยธนาคารออมสินจะดึงอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้เหลือไม่เกิน 18% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผน ถือเป็นแผนระยะกลาง&amp;quot; นายวิทัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน จึงสั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank&amp;nbsp; ดำเนินโครงการ &amp;quot;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;quot; ช่วยเหลือเอสเอ็มอีเร่งด่วน ใช้เป็นทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง ฟื้นฟูธุรกิจ ที่จะช่วยส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่ เช่น &amp;quot;สินเชื่อรายเล็ก Extra Cash&amp;quot;&amp;nbsp; เพื่อกลุ่มนิติบุคคลธุรกิจท่องเที่ยว วงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ &amp;quot;สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน&amp;quot; อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.875%&amp;nbsp; ต่อปี ใน 3 ปีแรก เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะกล่าวว่า ในพื้นที่ภาคกลางโครงการเริ่มในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมระดับเอสเอ็มอีตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก การลงพื้นที่จัดโครงการในครั้งนี้ ธพว.ได้จัดเตรียมทีมงานให้คำแนะนำและช่วยบริการพาเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษต่างๆ ได้ทันที&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะกล่าวว่า ทั้งนี้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจาก ธพว. ในโครงการ &amp;quot;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;quot; รวม 41 ราย วงเงิน 62,319,000 บาท โดยนับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ธพว.สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ จำนวน 431 ราย วงเงิน 565&amp;nbsp; ล้านบาท โดยเป็นการอนุมัติเพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 250 ราย วงเงิน 285 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีเสนอให้ตั้งศูนย์ฟื้นฟูเศรษฐกิจในลักษณะของ ศบค.ว่ายังไม่ทราบเรื่องนี้ และยังไม่ได้รับมอบหมาย แต่ในทางกฎหมายหากจะมีการตั้งศูนย์ฟื้นฟูเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่ได้ยากอะไร แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ความคิดดังกล่าว เลยไม่สามารถจะพูดอะไรได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71363</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า, ผลกระทบจากโควิด-19, สินเชื่อคนตัวเล็ก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หาบเร่แผงลอย, ออมสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c6aff09524.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใกล้เลือกตั้ง!หาบเร่เฮ!มหาดไทยสั่งกทม.ปล่อยขายที่เดิมไปก่อนจนกว่าจะมีทางแก้ไข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย.61-ภายหลังจากที่กลุ่มเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กว่า 100 คน ได้เดินทางมาทวงถามความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาผู้ค้าหาบเร่แผงลอยทั่วกทม.ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) และได้มีการเจรจาส่งตัวแทนกลุ่มเครือข่ายฯเข้าไปร่วมประชุมหารือกับคณะทำงานแก้ไขปัญหาของภาครัฐเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดนายธนาคม จงจิระ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติราชการแทนปลัดมท. ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าหาบเร่ - แผงลอย โดยมีเนื้อระบุว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มเครือข่ายแผงลอยไทยฯ นำโดยนายเรวัตร ชอบธรรม ประธานเครือข่ายฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ และให้พิจารณาแก้ไขปัญหาให้กับผู้ค้าฯ ในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. จัดทำแผนเยียวยา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการจัดระเบียบสังคมตามแนวทางคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งกำหนดมาตรการแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอความอนุเคราะห์พิจารณาให้กลุ่มผู้ค้าฯ ทำการค้าขายในพื้นที่เดิมไปก่อน จนกว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3. จัดประชุมสำนักงานเขต ทั้ง 50 เขต ร่วมกับกลุ่มผู้ค้าฯ เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาพื้นที่ค้าขายร่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระทรวงมหาดไทยจึงขอให้กทม. พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายใต้ระเบียบ กฎหมาย คำสั่ง/ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยของสังคม แล้วรายงานผลตามข้อ 1 - ข้อ 3 ให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายในวันที่ 22 พ.ย.นี้ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ร้องทราบด้วย&amp;quot; หนังสือระบุทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21880</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, ขายที่เดิม, ผ่อนปรน, หาบเร่แผงลอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea6a6f8d780.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2018 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2018 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หาบเร่แผงลอยเฮ! กทม.อนุโลมขายถนนสายรอง-ซอยย่อยได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;31 ต.ค. 61 - ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีเครือข่ายวิชาการสร้างเมืองเพื่อทุกคนร่วมกับเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเรียกร้องให้ คณะกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการจัดระเบียบสังคม ที่มีรมว.มหาดไทยเป็นประธาน เร่งรัดจัดประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้ค้าหาบเร่-แผงลอยกว่า 3 แสนราย โดยปัจจุบันมีผู้ค้าจำนวนมากได้รับผลกระทบจนได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่มีแหล่งค้าขายใหม่รองรับที่เหมาะสม และเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีบทบาทดูแลเมือง หยุดการให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับหาบเร่-แผงลอยในแง่ลบ เช่น อาหารสกปรก เพราะเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้เลวร้ายลงไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มท. ได้แจ้งให้คณะกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการจัดระเบียบสังคมรับทราบแล้ว รวมทั้งได้มีหนังสือแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการจัดระเบียบสังคมประจำจังหวัดแล้วรายงานให้ มท. ทราบ ซึ่งในขณะนี้ มท. อยู่ระหว่างสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการจัดระเบียบสังคมในแต่ละด้าน โดยหลังจากที่ทุกจังหวัดได้รายงานการดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ มาครบถ้วนแล้วจะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่คณะกรรมการบรรเทาผลกระทบฯ เพื่อชี้แจงแนวทาง นโยบาย ที่จะดำเนินการในการจัดระเบียบสังคมด้านต่างๆ ต่อไป ซึ่งในแต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่ก็จะมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน เช่น การจัดระเบียบทางเท้า หาบเร่แผงลอย การใช้ที่สาธารณะ ถนน หรือแม่น้ำลำคลอง เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับในกรณีคนเมืองได้พูดในลักษณะในการกดดันร้านค้า หรือเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีบทบาทดูแลเมืองหยุดการให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับหาบเร่ &amp;ndash; แผงลอยในแง่ลบนั้น มท. ได้รับรายงานจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่ามิได้กล่าวในลักษณะเช่นนั้น แต่เป็นการพูดในลักษณะขอความร่วมมือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ร้านค้าโดยเฉพาะร้านอาหาร มีความสะอาด ถูกสุขลักษณะ เพราะหากร้านค้าและถนนหนทางสะอาด จะช่วยป้องกันสัตว์ที่จะเป็นพาหะนำโรค มิได้ไปซ้ำเติมผู้ค้าขายแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ส่วนทางด้านของสถานที่สำหรับจำหน่ายสินค้านั้น ทาง กทม. ยืนยันว่า ได้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดกับผู้ค้าและประชาชนโดยทั่วไป จึงได้ดำเนินมาตรการผ่อนปรน ด้วยการจัดสถานที่ไว้ให้ใหม่ ทั้งจุดที่เป็นสถานที่อนุโลมหลายพื้นที่ด้วยกัน รวมทั้งจัดสรรพื้นที่ตลาดประชารัฐต่างๆ รองรับผู้ค้า ซึ่งผู้ค้าหลายรายอาจไม่ได้ไปลงทะเบียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่อนุโลม ได้แก่ 1) อนุโลมให้ผู้ค้าสามารถค้าขายได้ในถนนสายรองและซอยย่อยไปพลางก่อน โดยต้องปฏิบัติตนบนความเป็นระเบียบและสุขอนามัยในกรณีจำหน่ายอาหาร เช่น การอนุโลมให้ขายในซอยย่อยของถนนสุขุมวิท ถนนพหลโยธิน ถนนสีลม บริเวณส่วนในสุดของพื้นที่โดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และในซอยแยกย่อยของถนนทองหล่อ (สุขุมวิท55) เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ในกรณีผู้ค้าแขวนขายสินค้าบนประตูของร้านค้าที่ปิดทำการค้าประจำวันแล้ว แม้จะล้ำเข้ามาในทางเท้าเล็กน้อยบ้างก็ตาม กทม. ได้ผ่อนปรนและอนุโลม 3) อนุโลมให้ผู้ค้าประเภทอาหารสามารถขายอาหารบนทางเท้าเพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้ออาหารในราคาย่อมเยารับประทานได้ เช่น บนถนนคอนแวนต์ (แยกจากถนนสีลม) ซอยอารีย์สัมพันธ์ (ถนนพหลโยธิน) เชิงสะพานหัวช้าง (ถนนพญาไท) เชิงสะพานเหลือง (ถนนพระราม4) วัดแขก (ถนนสีลม) ถนนสุสาน (แยกจากถนนสีลม) และสะพานลอยถนนกิ่งเพชร (แยกจากถนนเพชรบุรี) เป็นต้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21071</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ถนนสายรอง, พรพจน์ เพ็ญพาส, มท., หาบเร่แผงลอย, อนุโลม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181031/image_big_5bd921cc7fcbc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
