<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าเพิ่งตื่นสายพันธุ์มิว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ทรงตัว หายป่วยเยอะ อยู่ระหว่างรักษาตัวลดลงเรื่อยๆ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์รามาฯ เผยอย่าเพิ่งตื่นสายพันธุ์มิว ยังไม่พบแถบเอเชีย ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่บ่งชี้ว่าจะรุนแรงกว่าสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่​ 2​ กันยายน 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14,956 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 14,583 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 12,361 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุก 2,222 ราย และมาจากเรือนจำ 356 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 17 ราย​ ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,234,487 ราย​ หายป่วยเพิ่มขึ้น 17,963 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,058,704 ราย​ อยู่ระหว่างรักษา 163,680 ราย อาการหนัก 4,841 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,030 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 262 ราย เป็นชาย 140 ราย หญิง 122 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 183 ราย มีโรคเรื้อรัง 52 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 1 ราย โดยพบผู้เสียชีวิตมากสุดใน กทม. 80 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 12,103 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อใหม่ 219,265,651 ราย เสียชีวิตสะสม 4,545,159 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่สูงสุด วันที่ 2 ก.ย. ได้แก่ กทม. 3,322 ราย, สมุทรปราการ 1,220 ราย, &amp;nbsp;ชลบุรี 881 ราย, สมุทรสาคร 733 ราย, &amp;nbsp;พระนครศรีอยุธยา 494 ราย, นราธิวาส 428 ราย, ราชบุรี 349 ราย, นครปฐม 341 ราย, ระยอง 340 ราย, สระบุรี 310 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล เผยว่า โควิดสายพันธุ์มิวถูกค้นพบครั้งแรกที่ประเทศโคลอมเบีย เมื่อเดือน ม.ค.2564 ต้นปีที่ผ่านมา ในฐานข้อมูลกลางโควิดโลก หรือ GISAID มีการเผยแพร่ข้อมูลที่พบการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น และมีการถอดรหัสพันธุกรรม พบการกลายพันธุ์ที่ต่างจากสายพันธุ์ดังเดิมอู่ฮั่นค่อนข้างมากถึง 50-60 ตำแหน่ง จึงเป็นปัจจัยทำให้องค์การอนามัยโลกพิจารณายกระดับให้เป็นสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังตัวที่ 5
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่ก่อนหน้ามี 4 สายพันธุ์ที่ถูกจัดให้เฝ้าระวังคือ อีตา (Eta- B.1.525) ระบาดในหลายประเทศ, ไอโอตา (Iota - B.1.526) ระบาดในสหรัฐอเมริกา, แคปปา (Kappa- B.1.617.1) ระบาดในอินเดีย และแลมบ์ดา (Lambda-C.37) ระบาดในเปรู สายพันธุ์เหล่านี้ถูกจัดเป็นกลุ่มสีเหลืองที่ความรุนแรงยังต่ำกว่าสายพันธุ์ที่ต้องระวัง หรือ Variants of Concern (VOC) เป็นกลุ่มสีแดงมี 4 ตัวที่ระบาดในขณะนี้ คือ เดลตา, อัลฟา, เบตา และแกมมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์มิวระบาดอยู่ในประเทศที่ไกลจากบ้านเรา ประเทศในแถบเอเชียก็ยังไม่พบรายงานการระบาด และประเทศไทยยังไม่มีรายงานพบสายพันธุ์นี้ ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่บ่งชี้ว่าจะรุนแรงกว่าสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่รหัสพันธุกรรมบ่งชี้ว่าอาจจะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ ความกังวลที่ถูกจัดให้เฝ้าระวัง ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับวัคซีนป้องกัน เนื่องจากเกรงว่าวัคซีนที่ฉีดเข้าไปหรือแอนติบอดีสังเคราะห์ที่ฉีดเข้าไปจะไม่ตอบสนอง ดังนั้นจึงต้องรีบศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่ไม่ได้หมายความว่าในร่างกายมนุษย์จริงๆ จะเป็นเช่นนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์กล่าวเพิ่มเติมว่า บ่อยครั้งที่เรากังวลใจ ทำให้เกิดการเฝ้าระวัง เป็นสิ่งที่ดี เช่น สายพันธุ์เบตาที่ระบาดใน จ.นราธิวาส แต่เมื่อศึกษาพบการแพร่ระบาดไม่ได้เพิ่มจำนวนมากเท่าเดลตาหรืออัลฟา กระทรวงสาธารณสุขก็ควบคุมจำนวนจนเรียกได้ว่าเอาอยู่ อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังสายพันธุ์มิวสำหรับประเทศไทย ก็คงต้องเข้มงวดระบบการเฝ้าระวังคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ทั้งในสถานกักตัวของผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและในโครงการแซนด์บ็อกซ์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมแถลงความคืบหน้าเรื่องการตรวจหาเชื้อโควิดในสายพันธุ์กลุ่ม AY, C.1.2. และสายพันธุ์มิว แต่ขณะนี้ยังไม่พบทั้งสายพันธุ์ C.1.2. หรือมิวในไทย อย่าเพิ่งรีบตกใจหรือกังวล มาตรการต่างๆ ทั้งสวมหน้ากากอนามัย การหมั่นล้างมือ และมีระยะห่างยังเป็นกลไกในการป้องกันควบคุมโรคที่ดีที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเมื่อมีการผ่อนปรนกิจกรรมและกิจการให้สามารถดำเนินการได้ เช่น การนั่งรับประทานอาหารในร้านนั้น ขอย้ำว่าการตรวจด้วยชุดทดสอบ ATK สามารถช่วยคัดกรองได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ไวเท่าการตรวจด้วย RT-PCR แต่ก็มีราคาถูกกว่า หากต่อไปในอนาคตราคาของ ATK ถูกลงเรื่อยๆ เพียงชุดละ 60 บาท เชื่อว่าการตรวจคัดกรองในระดับบุคคลจะเพิ่มมากขึ้น และเกิดความคุ้มค่ามากกว่า เพราะต้นทุนในการตรวจ RT-PCR สุ่มตรวจ 100,000 คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,500 บาทต่อคน รวมค่าใช้จ่ายสูงถึง 150 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ย.2564 เวลา 16.00 น.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 356 ราย (พบในเรือนจำสีแดง 151 ราย และพบในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 205 ราย) รักษาหายเพิ่ม 451 ราย เสียชีวิต 1 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 3,557 ราย (กลุ่มสีเขียว 85.9%, สีเหลือง 13.3% และสีแดง 0.8%) เป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร 471 ราย, ปริมณฑล 523 ราย และต่างจังหวัด 2,563 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า สถานะเรือนจำยังคงที่ ไม่พบเรือนจำระบาดเพิ่มเป็นวันที่ 3 จึงมีเรือนจำสีแดงอยู่ที่ 39 แห่ง และเรือนจำสีขาวที่ไม่มีการแพร่ระบาด 103 แห่ง โดยมีผู้ติดเชื้อรักษาหายสะสม 53,075 ราย หรือ 91.2% ของผู้ติดเชื้อสะสม 58,181 ราย เสียชีวิตสะสม 124 ราย คิดเป็นอัตรา 0.2% ของผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้เสียชีวิต เป็นผู้ต้องขังจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง มีโรคประจำตัว แม้ว่าได้ดูแลรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐานโดยทีมแพทย์ และส่งต่อการรักษายังโรงพยาบาลภายนอกแล้ว แต่อาการยังคงไม่ดีขึ้น จนกระทั่งได้เสียชีวิตลง ทั้งนี้ ได้ประสานญาติเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามวิธีการจัดการศพผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทั้งการป้องกันและควบคุมการระบาดอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว ภายใต้การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงโรงพยาบาลแม่ข่าย และสำนักงานสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของกรมราชทัณฑ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง พบการระบาดใหม่ที่ค่อนข้างชะลอตัว ขณะที่เรือนจำต่างๆ เริ่มทยอยสิ้นสุดการระบาด โดยที่ผ่านมามีเรือนจำที่สิ้นสุดการระบาด หรือ EXIT และกลับมาปฏิบัติหน้าที่ปกติไปแล้วกว่า 15 แห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเรือนจำสีแดง พบการระบาดในปัจจุบันเพียง 8 แห่งเท่านั้น ซึ่งยังอยู่ระหว่างควบคุมการระบาด ขณะที่อีก 31 แห่งสามารถควบคุมการระบาดได้แล้ว และในจำนวนนี้มีถึง 27 แห่งที่อยู่ในกระบวนการรอ EXIT แล้ว และคาดว่าจะสามารถ EXIT ได้ทั้งหมดในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ ยังมีเรือนจำไม่น้อยกว่า 15 แห่งที่กำหนดวันสิ้นสุดการระบาดแล้ว โดยเริ่มจากเรือนจำกลางคลองเปรม ที่จะ EXIT ในวันที่ 3 ก.ย. ส่วนเรือนจำจังหวัดสระบุรี เรือนจำกลางสงขลา และเรือนจำอื่นๆ จะเริ่มทยอย EXIT อย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115444</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ทรงตัว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หายป่วยเยอะ, เผยอย่าเพิ่งตื่นสายพันธุ์มิว, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210902/image_big_61301dc707a3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
