<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘ทรัมป์’ยังแย่! หายใจลำบาก ‘คิม’ให้กำลังใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ทรัมป์&amp;quot; หายใจลำบาก ส่งโรงพยาบาลทหารแล้ว แต่ยังไหวหายใจเองได้ &amp;quot;คิม จองอึน&amp;quot; ส่งข้อความให้กำลังใจ เชื่อชนะโควิดได้แน่ ศบค.เผยพบผู้ป่วยใหม่ 8 รายในสถานที่กักกันของรัฐ&amp;nbsp; ส่วนทั่วโลกติดเชื้อรวม 34,824,899 ราย กรุงเทพโพลล์สำรวจพบคนไทยการ์ดตกเรียบร้อยแล้ว ขณะที่พม่าป่วยกันงอมแงม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้ากรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และภริยา เมลาเนีย ทรัมป์ ที่ผลตรวจออกมาพบติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่าทรัมป์ได้ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ประจำตำแหน่งผู้นำสหรัฐ จากทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ส่งไปรักษาในโรงพยาบาลทหาร วอลเตอร์รีดมิลลิทารีเมดิคอล ในรัฐแมริแลนด์ ซึ่งอยู่บริเวณชานกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อรักษาอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 แล้วเมื่อเย็นวันเดียวกันเนื่องจากมีไข้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ปรึกษาทรัมป์เผยว่า ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มมีอาการหายใจลำบาก หลังจากถูกส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลวอลเตอร์รีดมิลลิทารีฯ โดยแหล่งข่าวยังเผยว่า ตอนนี้มีความกังวล เกี่ยวกับอาการป่วยของทรัมป์ เนื่องจากดูเหนื่อยและอ่อนเพลียมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางเคลลีแอนน์ คอนเวย์ อดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีทรัมป์ ทวีตข้อความว่า เธอมีผลตรวจยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 แต่มีอาการไม่รุนแรงและเข้าสู่กระบวนการกักตัวเพื่อรักษาอาการป่วยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ นางคอนเวย์ เป็นหนึ่งในคณะทำงานของทำเนียบขาว และร่วมอยู่ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ทรัมป์ประกาศการเสนอชื่อผู้พิพากษาเอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์ ต่อศาลฎีกา ซึ่งมีผู้ร่วมงานอีก 2 คนที่มีผลการตรวจเป็นบวก คือนายไมค์ ลี วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน และนายทอม ทิลลิส ประธานมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทำเนียบขาวแถลงว่า นายแพทย์ฌอน คอนลีย์ หัวหน้าคณะแพทย์ประจำตัวของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ได้รายงานความคืบหน้าการรักษาอาการป่วยจากโรคโควิด-19 ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์การแพทย์ทหารวอลเทอร์รีดในรัฐแมริแลนด์ โดยคณะแพทย์เริ่มการรักษาด้วยการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเรมเดซิเวียร์โดสแรกแก่ผู้นำสหรัฐ วัย 74 ปี ซึ่งปัจจุบันใช้วิธีฉีดเข้าสู่ร่างกายผ่านเส้นเลือดดำ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นยังไม่มีอาการข้างเคียง โดยประธานาธิบดีทรัมป์พักผ่อนได้อย่างสบาย จึงไม่จำเป็นต้องให้ออกซิเจนเพิ่มเติม แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้โอนอำนาจการบริหารเป็นการชั่วคราวให้แก่นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี แต่หากเกิดกรณีที่ผู้นำสหรัฐไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ระหว่างเข้ารับการรักษา นายเพนซ์จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ในฐานะรักษาการผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเพนซ์ อายุ 61 ปี ยังคงมีผลตรวจเป็นลบ และมีกำหนดขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์กับผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต คือนางคามาลา แฮร์ริส ที่เมืองซอลต์เลกซิตี ในรัฐยูทาห์ วันที่ 7 ต.ค. นี้ ซึ่งฝ่ายจัดงานยังคงยืนยันจัดงานตามกำหนดการเดิม แต่จัดที่นั่งให้นายเพนซ์และนางแฮร์ริสเว้นระยะห่างกันไม่ต่ำกว่า 3 เมตร
&amp;quot;คิม&amp;quot;ให้กำลังใจ&amp;quot;ทรัมป์&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้ส่งข้อความเป็นกำลังใจให้กับประธานาธิบดีทรัมป์และภรรยา โดยระบุว่าเขาได้ยินข่าวอย่างกะทันหันว่า ทรัมป์และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐติดเชื้อโควิด-19 และได้ส่งกำลังใจให้กับบุคคลทั้งสอง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคิมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ปธน.ทรัมป์และภรรยาจะฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด โดยเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะโรคโควิดได้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขและกีฬาของเมียนมาแถลงว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จำนวน 1,142 ราย ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 15,525 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 353 ราย ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมียนมาพุ่งขึ้นถึง 4 เท่าในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการตรวจพบการแพร่ระบาดที่รัฐยะไข่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย พบผู้ป่วยรายใหม่ 8 ราย ในสถานที่กักตัวของรัฐ มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,583 ราย หายป่วยเพิ่มอีก 2 ราย รวมยอดสะสมของผู้ที่รักษาหายแล้ว 3,386 ราย จำนวนผู้เสียชีวิตสะสม 59 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 138 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 1-2 มาจากอินเดีย โดยรายที่ 1 เป็นเพศชาย สัญชาติอินเดีย อายุ 35 ปี เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 23 ก.ย.63 เข้าพักในสถานที่กักกันโรคแบบทางเลือกใน กทม. พบผู้ป่วยยืนยันเที่ยวบินเดียวกัน 8 ราย ตรวจครั้งแรก วันที่ 26 ก.ย.63 (Day 3) ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง กทม., รายที่ 2 เพศชาย สัญชาติอินเดีย อายุ 43 ปี เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 25 ก.ย.63 เข้าพักสถานที่กักกันโรคแบบทางเลือกใน กทม. พบผู้ป่วยยืนยันเที่ยวบินเดียวกัน 5 ราย ตรวจครั้งแรก วันที่ 28 ก.ย. 63 (Day 3) ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 3 เป็นเพศหญิง อายุ 27 ปี สัญชาติไทย อาชีพรับจ้าง มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 25 ก.ย. 63 เข้าพักในสถานที่กักกันของรัฐใน จ.ชลบุรี พบผู้ป่วยยืนยันเที่ยวบินเดียวกัน 2 ราย ตรวจครั้งแรก วันที่ 30 ก.ย.63 (Day 5) ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี, รายที่ 4 เดินทางมาจากรัสเซีย เป็นเพศหญิง อายุ 23 ปี สัญชาติลาว อาชีพนักศึกษา เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 28 ก.ย. 63 เข้าพักสถานที่กักกันโรคแบบทางเลือกใน กทม. ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันในเที่ยวบินเดียวกัน ตรวจครั้งแรก วันที่ 30 ก.ย.63 (Day 5) ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 5-7 มาจากสหรัฐอเมริกา โดยรายที่ 5 เป็นเพศชาย สัญชาติอเมริกัน อายุ 23 ปี เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 17 ก.ย.63 เข้าพักสถานที่กักกันโรคแบบทางเลือกใน กทม. ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันในเที่ยวบินเดียวกัน ตรวจครั้งแรก วันที่ 20 ก.ย.63 (Day 3) ผลไม่พบเชื้อ ตรวจครั้งที่สอง วันที่ 30 ก.ย.63 (Day 13) ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกทม. ส่วนรายที่ 6-7 เป็นเพศหญิง สัญชาติอเมริกัน เป็นมารดา- บุตร อายุ 40 และ 5 ปี มารดาเป็นครู เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 30 ก.ย.63 เข้าพักสถานที่กักกันโรคแบบทางเลือกใน กทม. ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันในเที่ยวบินเดียวกัน ตรวจครั้งแรก วันที่ 30 ก.ย.63 ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม.
ทหารไม่กลัวโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และรายที่ 8 มาจากปากีสถาน เป็นเพศหญิง อายุ 40 ปี สัญชาติมาซิโดเนีย เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 30 ก.ย.63 เข้าพักสถานที่กักกันโรคแบบทางเลือกใน กทม. ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันในเที่ยวบินเดียวกัน ตรวจครั้งแรก วันที่ 30 ก.ย.63 ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 34,824,899 ราย อาการรุนแรง 66,287 ราย รักษาหายแล้ว 25,891,581 ราย เสียชีวิต 1,033,206 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 7,549,323 ราย 2.อินเดีย จำนวน 6,471,934 ราย 3.บราซิล จำนวน 4,882,231 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.รัสเซีย จำนวน 1,194,643 ราย 5.โคลอมเบีย จำนวน 841,531 ราย ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 138 จำนวน 3,583 ราย ส่วนเที่ยวบินนำคนไทยที่ตกค้างกลับประเทศ วันที่ 3 ต.ค. จำนวน 139 คน มาจากจอร์แดน/สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 42 คน, กาตาร์ 6 คน, เมียนมา 21 คน และสหรัฐอเมริกา 70 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยความคืบหน้าในการปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศของกองทัพบกว่า ขณะนี้มีอยู่ใน 2 พื้นที่หลักคือ การประเมินผลการฝึก LF 2020 ที่สหรัฐอเมริกา และกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดานในนามสหประชาชาติ โดยคืนวันที่ 2 ต.ค.63 กองร้อยทหารราบและกองร้อยฝึกรบพิเศษผสมไทย/สหรัฐ รวม 189 นาย ที่เดินทางไปประเมินผลการฝึกที่สหรัฐอเมริกาได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วยอากาศยานแบบเช่าเหมาลำแล้ว และจะเดินทางถึงท่าอากาศยาน Alexandria สหรัฐ ในวันเสาร์ที่ 3 ต.ค.63 จากนั้นจะเคลื่อนย้ายต่อไปยังพื้นที่ฝึก Fort Polk รัฐลุยเซียนา เพื่อเข้าร่วมประเมินผลที่ศูนย์ฝึกการเตรียมความพร้อมร่วม JRTC ตลอดเดือนตุลาคมนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดาน ผลัดที่ 1 ยังคงอยู่ในช่วงการกักตัวตามมาตรฐาน ศบค. จะครบ 14 วันในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ ส่วนกำลังพลกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจฯ ผลัดที่ 1 ส่วนที่ 2 ที่ยังอยู่ที่ซูดานใต้อีก 76 นาย มีกำหนดเดินทางกลับไทยในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ หลังจากที่ได้ส่งมอบภารกิจให้กับผลัดที่ 2 เรียบร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กำลังพลทุกคนตะหนักดีว่าการปฏิบัติงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ซูดานใต้ในปัจจุบันยังคงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคอุบัติใหม่ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องพบปะกับบุคคลหลากหลาย แต่เป็นภารกิจที่สำคัญในการที่ต้องไปช่วยพี่น้องร่วมโลกในนามสหประชาชาติ ซึ่งทุกคนก็มีความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ตามมาตรฐานที่กองทัพบกได้กำหนดไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตนในระดับบุคคลและหน่วยเพื่อป้องกันการสัมผัสโรคและยึดมั่นใน &amp;quot;วินัยทหารต้านโควิด&amp;quot; อย่างเคร่งครัด
คนไทยการ์ดตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง&amp;ldquo;คนไทยการ์ดตกหรือยัง&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,215 คน พบว่า จากมาตรการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศไทยลดน้อยลงหรือเป็นศูนย์ ประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่ารักษาพฤติกรรมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคเท่าเดิม โดย 3 อันดับแรกคือ ล้างมือ-กินร้อน-ช้อนใครช้อนมัน ร้อยละ 88.1 รองลงมาคือ เก็บตัวอยู่บ้านเมื่อรู้สึกไม่สบายร้อยละ 82.2 และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน ร้อยละ 80.9
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า พฤติกรรมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่ประชาชนยอมรับว่าปฏิบัติลดลงมากที่สุด 3 อันดับแรก คือการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างน้อย 1-2 เมตร โดยลดลงร้อยละ 28.2 รองลงมาคือนั่งทานอาหารห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร ลดลงร้อยละ 23.5 และเช็กอินไทยชนะ/ลงทะเบียน ก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ ลดลงร้อยละ 17.7
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์ที่กังวลว่าจะทำให้การ์ดตกจนเกิดความเสี่ยงต่อการเกิด COVID-19 รอบ 2 ในประเทศไทยมากที่สุดคือ การปิดบัง/ไม่ปฏิบัติตามกฎ จากผู้ที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการต้องสงสัยแต่ไม่แจ้ง ร้อยละ 56.0 รองลงมาคือ พฤติกรรมการป้องกันตนเองของคนในประเทศลดลง ร้อยละ 33.2 และการเข้าไปอยู่ในที่ชุมนุมชน มีการรวมกลุ่มในพื้นที่จำกัด เช่น ผับ บาร์ เพราะอาจเจอ super spread ร้อยละ 32.3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการกระตุ้นไม่ให้คนไทยการ์ดตกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด COVID-19 รอบ 2 คือควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชน ร้อยละ 55.5 รองลงมาคือ ควรแสดงให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเกิด COVID-19 รอบ 2 ร้อยละ 49.8 และควรประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ เพื่อให้ประชาชนป้องกันตนเองจากเชื้อ COVID-19 อยู่เสมอร้อยละ 44.7.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79412</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ติดเชื้อโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หายใจลำบาก, โควิด 19, โควิด-19, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f787b93612b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
