<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะเร่งเครื่องดันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์-หุ่นยนต์เต็มสูบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานประจำปี OIE Forum ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ว่าแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทยหลังจากนี้ ได้แก่ มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศและท้องถิ่น กระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต &amp;nbsp;ที่พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมาพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งเสริมการผลิตและส่งออกสินค้าศักยภาพที่สร้างสายการผลิตและมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ รวมทั้งเร่งส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ มีศักยภาพต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและช่วยเพิ่มศักยภาพของภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในกระทรวง เดินหน้าผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญเหล่านี้ เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสและขับเคลื่อนให้เกิดผลโดยเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพในสาขาที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมอาหาร อีกทั้งเร่งผลักดันมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมในสาขาอื่น ๆ เพื่อขยายผลการพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมเช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับเมกะโปรเจกต์ เช่น อุตสาหกรรมระบบราง เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ในสนามบินและท่าเรือ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ก่อสร้าง และธุรกิจดิจิทัล&amp;rdquo; นายสุริยะกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85194</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยานยนต์ไฟฟ้า, ระบบอัตโนมัติ, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.), สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, หุ่นยนต์, อุตสาหกรรมชีวภาพ, อุตสาหกรรมอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc06ac2b1f7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5G จะสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ให้เฟื่องฟู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เคยมีคนกล่าวไว้ว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีการสื่อสารยุค 5G มันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่มันคือ การเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของมนุษย์โลกเลยก็ว่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;เพราะ 5G มันคือ ยุคของการเชื่อมต่อสิ่งของทุกสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน เนื่องจากมันมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากยุค 4G อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นความหน่วงที่ลดลง(Latency) ซึ่งก็หมายถึงการตอบสนองต่อคำสั่งที่ไวขึ้น สามารถควบคุมสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว หรือแทบจะทันที ไม่เกิน 0.001 วินาที รวมถึงการส่งสัญญาณที่ไวขึ้นสูงสุดกว่า 10 Gbps รวมถึงมีแบนด์วิธที่เพิ่มขึ้น 1,000 เท่าในแต่ละพื้นที่ และที่สำคัญที่สุด คือ การประหยัดพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้น มันแสดงให้เห็นชัดว่า โลกของคน กับ เครื่องจักร แทบจะกลายเนื้อเดียวกัน คนสามารถสั่งงานเครื่องจักรได้อย่างง่ายดายแทบจะเรียลไทม์ ซึ่งในยุค 5G เราอาจจะเห็นการใช้งานเครื่องจักรแทนคนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่เรียกว่า &amp;quot;โรบอต&amp;quot; หรือ หุ่นยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;เมื่อก่อนการได้ชมภาพยนตร์ไซไฟ เราจะเห็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ และ ปัญญาประดิษฐ์มากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และยุค 5G จะถือเป็นยุคเริ่มต้นในการพึ่งพาหุ่นยนต์กับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างที่ทราบกันดี ประเทศที่ทุ่มเทงบประมาณ และวิจัยพัฒนาด้านหุ่นยนต์มากที่สุดชาติหนึ่งในโลก อย่างญี่ปุ่น ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้าน โรบอต และ ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์ที่คล้ายมนุษย์) มาอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญได้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G เป็นตัวขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;อย่างเมื่อเร็วๆนี้บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่อย่าง NTT DOCOMO ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยี NS Solutions พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยใช้สัญญาณ 5G เป็นสื่อขับเคลื่อน ซึ่งหุ่นนี้มีชื่อว่า 5G FACTORY III หน้าที่ของมัน คือ หุ่นยนต์ที่ถูกควบคุมโดยชุดสูตรของมนุษย์ โดยแนวคิดของการพัฒนาหุ่นนี้ ก็เพื่อทำงานในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ไม่สามารถทำงานได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับหุ่น 5G FACTORYIII มีคุณสมบัติในการถ่ายทอดภาพจากกล้องให้ผู้ควบคุมมองเห็นได้แบบ 3 มิติ และควบคุมผ่านถุงมือซึ่งติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ตามนิ้ว ทำให้หุ่นยนต์ขยับมือและแขนตามท่าทางของผู้สวม นอกจากนี้ มือของหุ่นยังติดตั้งเซ็นเซอร์สำหรับถ่ายทอดสัมผัส เช่น น้ำหนักของวัตถุที่หยิบจับ เพื่อให้ผู้ควบคุมรู้สึกเหมือนตัวเองทำงานอยู่ในสถานที่จริง ซึ่งทั้งหมดใช้เทคโนโลยี 5G เป็นตัวสื่อสารระหว่างคนกับอุปกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียว ที่เกิดขึ้นจากการทดลองหลายร้อยเคสในโลกนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในเร็วๆนี้ หุ่นยนต์จะมีบทบาทต่อวงการอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล และจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่จะยอมลงทุนกับการซื้อหุ่นยนต์มาทำงาน มากกว่าการจ้างคนมาทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อันที่จริงในปัจจุบัน บรรดาโรงงานในประเทศไทยก็มีการลงทุนในส่วนของเครื่องจักรและหุ่นยนต์กันมาพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มแขนกล แต่ในอนาคตการลงทุนในเครื่องจักร จะมีมากขึ้น เฉพาะแค่ในวงการอุตสาหกรรม จะมีการประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่มีความสามารถหลากหลายและทำงานได้หลายหน้าที่พร้อมกัน ออกวางจำหน่ายสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มของโรงงานอุตสาหกรรม จะถูกยกระดับไปเป็นโรงงานอัจฉริยะ  ซึ่งทุกอย่างจะต้องเชื่อมโยงอุปกรณ์ IoT เข้าด้วยกันมากมาย และ 5G ของสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งผ่านข้อมูล และจัดการคำสั่งในการทำงานได้ถูกต้อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ดังนั้นเรื่องของหุ่นยนต์ กับ เทคโนโลยี 5G กลายเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมาก ในแวดวงธุรกิจทั่วโลก เพราะค่อนข้างชัดเจนว่า 2 เทคโนโลยีนี้ มีความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันชนิดที่แยกไม่ออก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สังเกตได้จากการจัดงาน MWC Barcelona 2019 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าในวงการโทรคมนาคมครั้งใหญ่ ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายในงานจะเห็นนวัตกรรมมากมาย และหุ่นยนต์ ก็กลายเป็นส่วนสำคัญ ในงานนี้ ยกตัวอย่าง K.T. Corporation ผู้ให้บริการรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ก็มีการนำเสนอ หุ่นยนต์แขนกลอัจฉริยะ ทำหน้าที่ ชงกาแฟ ให้ลูกค้า โดยการใช้งานก็ไม่ซับซ้อน ลูกค้าแค่เชื่อมต่อบริการผ่านสมาร์ทโฟน และเข้าไปยืน ณ จุดที่รอสินค้า หุ่นยนต์จะรับออเดอร์ และจัดการส่วนผสม ในการทำเครื่องดื่มแต่ละแก้ว อย่างพอดี ซึ่งทำได้หลากหลายเมนู  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หรืออย่างบริษัท Cloudminds ก็มีการผลิตหุ่นยนต์ AI ที่มีระบบการประมวลผลอยู่บน Cloud ซึ่งจะต้องใช้ 5G เป็นตัวที่ทำให้หุ่นยนต์สามารถเชื่อมต่อกับสมองบน Cloud ในการทำงานภารกิจต่างๆ ซึ่งทางผู้ผลิตเห็นว่า ความรู้ AI นั้น ไม่สามารถบรรจุลงในไปหุ่นขนาดเท่ามนุษย์ได้หมด ดังนั้นการฝากสมองไว้บน Cloud และใช้ 5G เป็นตัวเชื่อมต่อ ในการตอบสนองคำสั่งงานต่างๆ น่าจะเป็นไปในทิศทางทีดีกว่า ซึ่งทำให้หุ่นยนต์มีความฉลาดมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ฉะนั้นเมื่อรู้ว่า  5G นั้นช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ประเทศไทยก็ควรจะต้องมีการ มองถึงเรื่องนี้ไว้ด้วย เพราะประเทศไทยเราเอง ก็มีนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 และกำลังทำงานอย่างหนักในการดึงดูดอุตสาหกรรม S-curve เข้ามาลงทุนในบ้านเรา รวมถึงอุตสาหกรรมทางด้านหุ่นยนต์ด้วย ซึ่งประเทศไทยก็มีการนำเข้าสินค้ากลุ่มหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเฉลี่ยถึงปีละ 6,300 ล้านดอลลาร์ หรือปีละเกือบ 200,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และหากไทยสามารถปักธงอุตสาหกรรมโรบอต ได้ก่อนใคร โดยมีเทคโนโลยี 5G สนับสนุน เชื่อว่า นอกจากจะช่วยลดการสูญเสียเงินตราออกไปต่างประเทศได้แล้ว ไทยเรายังมีโอกาสที่จะเป็นแหล่งผลิตและส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปต่างประเทศได้ โดยเฉพาะมีการพบว่า ประเทศในเอเชีย มีการสั่งซื้อสินค้าหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติถึง 40% ของโลก ซึ่งเชื่อว่า ไทยเราจะได้โอกาสอย่างมหาศาล ในอุตสาหกรรมนี้ โดยมี 5G อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้หากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) สามารถผลักดันแผนการประมูลคลื่น สำหรับ 5G ได้เร็ว ก่อนใคร ไทยเราก็จะนำขบวนสำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ในภูมิภาคนี้ให้เกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38472</URL_LINK>
                <HASHTAG>5G, MWC Barcelona 2019, NTT DOCOMO, กสทช.., หุ่นยนต์, อุตสาหกรรมทางด้านหุ่นยนต์, เทคโนโลยี NS Solutions, โรบอต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d0206764260d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเอ็มอี 3แสนบริษัท สนใจใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคน คาดปี 61 ลงทุน 6 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชี้เอสเอ็มอีต้องการลงทุนหุ่นยนต์ปี 61 กว่า 6 หมื่นล้านบาท หลังความต้องการใช้เพิ่มต่อเนื่อง เผยความร่วมมือญี่ปุ่น-เกาหลี จะช่วยพัฒนาเอสไอเป็น 1.4 พันรายใน 5 ปี เป็นช่องทางให้เกิดความต้องการใช้และตั้งโรงงานผลิตในไทย ด้าน สศอ. คาดการลงทุนด้านหุ่นยนต์ 5 ปีแตะ 2 แสนล.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิต เหล่าวัฒนา กรรมการคลัสเตอร์หุ่นยนต์ เปิดเผยว่าในระยะต่อไปอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะมีความสำคัญกับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงาน ทั้งนี้จากการสำรวจคาดว่าปีนี้จะมีการลงทุนปรับเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ของเอสเอ็มอีสูงถึง 60,000 ล้านบาท เนื่องจากกว่า 85% เห็นว่าหากไม่มีการปรับเปลี่ยนจะไม่สามารถพัฒนาธุรกิจและแข่งขันกับรายอื่น ๆ ได้ โดยความต้องการใช้หุ่นยนต์ของเอสเอ็มอีภาคการผลิตมีจำนวนกว่า 300,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากความต้องการใช้หุ่นยนต์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตหุ่นยนต์ต่างชาติสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเดินทางไปเยือนต่างประเทศ ผู้ผลิตหุ่นยนต์จากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ต่างให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยประเทศญี่ปุ่น โดย เจเทค จะสนับสนุนให้บริษัทในประเทศญี่ปุ่น เข้ามาร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในไทย ปรับเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ และเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในไทย ส่วนเกาหลีใต้ ก็มีผู้ผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ได้เตรียมที่จะเข้ามาลงทุนในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงแรกจะส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการออกแบบและบูรณาการระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (เอสไอ) ของไทยให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ 250 ราย ให้เป็น 1,400 ราย ภายใน 5 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างรากฐานการผลิตหุ่นยนต์ และทำให้มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจนเกิดการตั้งโรงงานผลิตหุ่นยนต์ในไทย โดยผู้ประกอบการญี่ปุ่นมองว่าจะต้องผลิตให้ได้ 6,000 - 6,500 ตัวต่อปี จึงจะคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ผู่ประกอบการไทยมองว่ามีกำลังการผลิตปีละ 500 ตัว ก็คุ้มกับการลงทุนแล้ว เพราะเป็นโรงงานขนาดเล็ก ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่นำหุ่นยนต์เข้าไปใช้ ก็จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เอสเอ็มอี จำเป็นต้องปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยนำระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ เข้ามาใช้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสศอ.ตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปี จะมีการลงทุนด้านหุ่นยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ล้านบาท ช่วยลดการนำเข้าหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติจากต่างประเทศได้ 30% หรือประมาณ 80,000 ล้านบาท และยังสามารถส่งออกได้ในปี 2569&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพิณ อภินรเศรษฐ นายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (ทารา) เปิดเผยว่า สมาคมฯอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเสนอที่จะส่งเสริมการใช้ระบบหุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่น ให้เกิดการใช้แพร่หลายในประเทศให้ภาครัฐ ภายใน 1 เดือน เช่น เสนอให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างระบบออโตเมชั่น และระบบหุ่นยนต์ให้หน่วยงานราชการใช้ โดยเน้นที่ผลิตในประเทศ หรือลงทุนในประเทศเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้ในประเทศให้มีมากพอที่ผู้ประกอบการจะสนใจมาลงทุน คาดว่า จะได้ข้อเสนอสรุปภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11336</URL_LINK>
                <HASHTAG>SME, ชิต เหล่าวัฒนา, หุ่นยนต์, เอสเอ็มอี, แขนกลโรงงาน, โรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b21ca7a1e611.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2018 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2018 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คัด SME เปลี่ยนใช้หุ่นในผลิตตั้งเป้า 1 หมื่นราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สมาคมไทย-เยอรมันโละระบบเก่า คัดเอสเอ็มอีร่วมเปลี่ยนใช้หุ่นยนต์ในการผลิต นำร่อง 300 ราย พร้อมตั้งเป้า 1 หมื่นรายใน 3 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค. 2561 - นายสมหวัง บุญรักษ์เจริญ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน เปิดเผยภายหลังงานแถลงข่าว&amp;quot;โครงการเพิ่มขีดความสามารถ SMEs ในงานอินเตอร์แมค 2018&amp;quot; ว่าตามโครงการการยกระดับการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ตั้งเป้า 300 รายในปีนี้ ล่าสุดอยู่ระหว่างทำการประชาสัมพันธ์ โดยภายมนเดือน พ.ค.นี้จะต้องได้ผู้เข้าร่วมโครงการครบทั้งหมด โดยเบื้องต้นจะไช้งบงบประมาณในการดำเนินงานจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) 50 ล้านบาท เข้าไปสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจและวินิจฉัยถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงเครื่องของเอสเอ็มอีทั้งนี้คาดว่าการจะปรับเปลี่ยนให้เอสเอ็มอีมาใช้ระบบหุ่นยนต์ในการผลิตจะต้องมีการลงทุนเพิ่มประมาณ 300,000 - 1,000,000 บาทต่อราย แล้วแต่ขนาด ซึ่งทางรัฐบาลจะมีการสนับสนุนสินเชื่อผ่านกองทุน 20,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 4% ให้กับผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะให้เอสเอ็มอีเข้าร่วม 10,000 รายภายในปี 2563 ซึ่งปีหน้าตั้งเป้าเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;3,000-4,000 ราย โดยทางสถาบันฯได้เสนอของบประมาณของปีงบประมาณ 2562 ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่มเติม 300 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการ&amp;quot;นายสมหวัง กล่าว
&amp;nbsp;
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ รองกรรมการผู้จัดการ &amp;nbsp;บริษัทยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่างานอินเตอร์แมค 2018 จะเป็นทางเลือกส่วนหนึ่งให้กับเอสเอ็มอีและผู้ประกอบจากการสนับสนุนเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นระบบอัตโนมัติในปัจจุบัน ซึ่งในงานจะรวมเครื่องจักรและเทคโนโลยีล่าสุดรวมทั้งอุปกรณ์เพื่อการผลิตในอุตสาหกรรมโลหะการ จากบริษัทผู้ผลิตระดับแนวหน้าของโลก โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปท์งาน &amp;ldquo;พลิกโฉมสายการผลิตด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ&amp;rdquo; โดยจะมี 45 ประเทศเข้าร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตระบบอัตโนมัติอีก 1,200 แบรนด์ พร้อมพาวิลเลี่ยนชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และจีน นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาให้ความรู้กว่า 50 สัมมนา ซึ่งงานจะมีขึ้นในวันที่ 16-19 พ.ค. 2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5816</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานอินเตอร์แมค, สมหวัง บุญรักษ์เจริญ, สมาคมไทย-เยอรมัน, หุ่นยนต์, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8b98d107d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัยเก๋ายุคไฮเทคอยากสุขภาพดี ใช้อุปกรณ์ล้ำสมัยแบบไม่ลืมออกกำลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ และกำไลติดสัญญาณติดตามตัว อุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้สูงวัยที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง กระทั่งคุณตาคุณยายที่ป่วยโรคอัลไซเมอร์ซึ่งอาจหลงทางได้ง่าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุคนี้มองไปทางไหนก็ไฮเทคแทบทุกเรื่อง ขนาดเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ยังสามารถสั่งงานผ่านมือถือ เพื่อให้อุปกรณ์ดังกล่าวเปิด-ปิดได้แม้เจ้าของยังกลับไม่ถึงบ้าน ซึ่งมีตั้งแต่ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า แอร์คอนดิชั่นเนอร์ ฯลฯ ก่อนหน้านี้ว่านวัตกรรมดูแลผู้วัยอย่างหุ่นยนต์ดูแลคุณตาคุณยายอยู่บ้านคนเดียว ว่าไฮเทคแล้ว เพียงแค่กดปุ่มตั้งค่าโปรแกรมทิ้งเอาไว้ เมื่อถึงเวลาเครื่องก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ ทว่าแนวโน้มในอนาคต สิ่งต่างๆ จะยิ่งมีความทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงสินค้าเพื่อคนสูงวัยที่หลายคนตั้งคำถามว่า นวัตกรรมสุดล้ำดังกล่าวจะยิ่งส่งผลให้คุณตาคุณยายไม่อยากขยับเขยื้อนร่างกาย ทว่าทุกอย่างมักจะมีข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเอง อ.ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายจาก สสส. ให้มุมมองไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อ.ณรงค์ เทียมเมฆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.ณรงค์ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ทุกวันนี้มนุษย์เราส่วนใหญ่มักจะขาดการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว นั่นหมายถึงว่าเราขาดการออกกำลังทางกาย หากยิ่งมีอุปกรณ์ โดยเฉพาะของใช้ที่ทันสมัย โดยที่ผู้สูงวัยไม่ได้ลุกเดินเหิน ก็อาจกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวน้อยขึ้นไปอีก ซึ่งหลักเกณฑ์การเคลื่อนไหวของร่างกาย หากยิ่งหมั่นขยับก็จะทำให้เกิดความแข็งแรง กระฉับกระเฉง และจะทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ ทำงานได้ดี แต่ถ้าหากเรากินอาหารเข้าไปและนอนอยู่นิ่งๆ ประกอบร่างกายของผู้สูงอายุก็ทรุดโทรมอยู่เป็นทุนเดิม นั่นไม่เพียงทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่ดีแล้ว แต่จะส่งผลให้เป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงตามมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(เพียงแค่ผู้สูงอายุลุกขึ้นเดินไปปิดไฟ หรือปิดก๊อกน้ำ&amp;nbsp;ก็เท่ากับเป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของอุปกรณ์ไฮเทคของผู้สูงวัยในปัจจุบัน ก็ขอให้ยึดหลักการใช้โดยทางสายกลาง ซึ่งหมายความว่าหากผู้ป่วยท่านนั้นต้องนอนติดเตียง การใช้ระบบสั่งการด้วยโทรศัพท์มือ ในการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ถือว่าจำเป็น มันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ท่านอยู่อาศัยด้วย รวมถึงเรื่องฐานะและสภาพทางการเงิน ว่าครอบครัวของผู้สูงอายุจะสามารถจ่ายได้หรือไม่ ถ้าจ่ายได้และมีความจำเป็น เช่น การที่ลูกหลานออกไปทำงาน และต้องทิ้งท่านไปวันละ 7-8 ชั่วโมงขึ้นไป ก็สามารถใช้ได้ หรือแม้แต่อุปกรณ์ติดตามตัวผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น &amp;ldquo;กำไรอิเล็กทรอนิกส์&amp;rdquo; ที่ปัจจุบันดีไซน์ให้อยู่ในรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน หากเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่ป่วยโรคอัลไซเมอร์ซึ่งมีปัญหาเรื่องการหลงลืม เป็นต้นว่า ออกไปเดินเล่นหน้าบ้านและหาทางกลับไม่ได้ ดังนั้นอุปกรณ์ดังกล่าวก็ถือว่าจำเป็นไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้การพึ่งพาเทคโนโลยีในกรณีที่จำเป็นจะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ นั่นคือการหมั่นขยับร่างกายอีกแรงหนึ่ง เช่น หากผู้สูงวัยอาศัยในชนบทก็ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากท่านสามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยการลุกขึ้นมากวาดใบไม้หน้าบ้าน หรือการถอนหญ้า เก็บขยะรอบบ้าน แต่หากเป็นคนสูงอายุที่อยู่ในเมือง เช่น คอนโดมิเนียม เคล็ดไม่ลับในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่ายๆ ได้แก่ การยืนแกว่งแขน, กำและแบมือ, หมุนหัวไหล่ขณะนั่งดูทีวี ซึ่งระยะเวลาของการออกกำลังที่พอเพียงสำหรับผู้สูงอายุจากท่าเอกเซอร์ไซส์ดังกล่าว คือให้ทำวันละ 5,000 ครั้ง ทั้งนี้ สามารถแบ่งการออกกำลังเป็นเซตๆ (ทำเช้า, สาย, บ่าย) โดยใช้การจับเวลา เช่น หากต้องการแกว่งแขนให้ได้ 5,000 ครั้ง ให้ลองเอาจำนวนครั้ง เช่น แกว่งแขน 50 ครั้ง X 10 นาที ผลลัพธ์ที่ได้คือ คุณตาคุณยายสามารถบริหารร่างกายได้ 500 ครั้งนั่นเอง จากนั้นก็ให้ทำจนครบจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมยังสามารถหมั่นลุกเดินไปเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยตัวเอง นั่นก็เท่ากับเป็นการออกกำลังกายแล้วเช่นกัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จริงอยู่ที่อุปกรณ์ล้ำสมัยถือเป็นตัวช่วยยามยากสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยเพียงลำพัง แต่ถ้าจะให้ดีนั้นก็ควรหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน เพราะแค่ขยับก็เท่ากับทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้เป็นอย่างดี...เห็นด้วยไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้สูงอายุ, ระบบเทคโนโลยี, หุ่นยนต์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa8092c9286.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2018 18:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2018 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โซเฟีย&#039;โชว์ตัวเมืองไทย ตอบคำถามหวังอยู่ร่วมกับมนุษย์ มากกว่าเข้ามาแทนที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.พ.61- หุ่นยนต์&amp;quot;โซเฟีย&amp;quot;หุ่นยนต์พลเมืองซาอุดิอาระเบียตัวแรกของโลกมาโชว์ตัวเมืองไทย ตอบปัญหากระแสหุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ &amp;nbsp;หวังให้เกิดความเข้าใจว่าการสร้างหุ่นยนต์เพื่อการอยู่ร่วมกับมนุษย์ สิ่งที่ควรรับมือคือผู้นำที่จะต้องพัฒนาคนให้มีทักษะที่ดีมากกว่าหุ่นยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กรุงศรีคอนซูมเมอร์ และเอไอเอส อะคาเดมี่ จัดฟอรั่มครั้งสำคัญครั้งแรกในไทย กับการนำ &amp;ldquo;โซเฟีย&amp;rdquo; หุ่นยนต์ที่ได้รับสัญชาติพลเมืองซาอุดิอาระเบียตัวแรกของโลก และมีความสามารถเสมือนมนุษย์มากกว่าหุ่นยนต์อื่นใดในโลก ผลงานการพัฒนานำทีมโดย ดร. เดวิด ฮันซัน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท ฮันซัน โรบอติกส์ มาบรรยายในหัวข้อ &amp;ldquo;2018 Thailand Leadership Forum: Human - Robot Partnership&amp;rdquo; ที่จะมาร่วมพิสูจน์ความจริง จริงหรือไม่? ในอนาคตอันใกล้ หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ หวังกระตุ้นองค์กรไทยเปิดรับมุมมองใหม่ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำและองค์กร เตรียมพร้อมสู่ยุคเอไออย่างเต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร. สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากกระแสที่บอกว่าหุ่นยนต์จะมาทำงานแทนคน จึงได้นำเทคโนโลยีจาก บริษัท ฮันซัน โรบอติกส์ มาแสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์จะมาแทนที่ได้จริงไหม ซึ่งจริงๆแล้วคนกำลังสร้างความกลัว เพราะถ้ากลัวก็จะไม่เกิดการพัฒนา &amp;nbsp;และไม่เปิดรับเทคโนโลยีนั้น ซึ่งหุ่นยนต์ทำงานได้ในระดับหนึ่ง และผู้พัฒนาหุ่นยนต์บอกว่าจะต้องอาศัยการพัฒนากว่า 10 ปี ที่จะเหมือนคนได้จริงๆ ดังนั้นผู้นำประเทศต่างๆต้องรีบพัฒนาตัวเองในการพัฒนาคน เพราะทักษะบางอย่างหุ่นยนต์แทนคนไม่ได้ เช่นความอยากรู้ ความคิดสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่หุ่นยนต์ยังขาดคือ ชั่วขณะความเป็นมนุษย์ คือ ความเห็นอกเห็นใจ ความใคร่รู้ การตัดสินใจ และการสร้างแรงบันดาลใจ และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย อ๊อกซ์ฟอร์ดพบว่าในอีก 25 ปีข้างหน้า 47% ของงานในปัจจุบันจะสูญหายไป ซึ่งเกิดจากการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์แทนแรงงานคน ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อนำเอาประโยชน์จากเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาบูรณาการจัดสรรเพื่อให้เกิดผลดีทั้งระบบ อย่างงานที่หุ่นยนต์อาจมีส่วนร่วมได้ใเช่น การทำแคชเชียร์ การเป็นแอดมิน หรือคอลเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ ผู้นำองค์กรยิ่งต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมคนในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะแห่งอนาคตที่ไม่อาจแทนได้ด้วยหุ่นยนต์ &amp;rdquo; &amp;nbsp;ดร. สุทธิโสพรรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านดร. เดวิด ฮันซัน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท ฮันซัน โรบอติกส์ กล่าวว่า ในอนาคตหุ่นยนต์อาจจะเติบโตไปพร้อมกับคน อย่างโซเฟียที่ถูกสร้างขึ้นให้ทำงานในระบบ &amp;nbsp;Artificial Intelligence ( AI) เข้าใจในสิ่งที่คนพูด และมีจุดเด่นที่สามารถแสดงออกทางสีหน้าได้ มีคาแรคเตอร์ที่คล้ายกับมนุษย์ &amp;nbsp;ซึ่งความเป็นไปได้เหล่านี้เกิดจากทีมนักพัฒนาในการศึกษา การเข้าใจความรู้สึก เปรียบได้กับการสร้างคาแรคเตอร์ของตัวการ์ตูน และจะเห็นว่าโซเฟียไม่มีผม เพราะตนต้องการให้โซเฟียเป็นหุ่นยนต์ไม่ใช่มนุษย์ และบนศีรษะทุกคนก็จะสามารถให้การทำงานของระบบที่ใช้ควบคุมโซเฟียด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การสร้างหุ่นยนต์ไม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อมาแทนที่มนุษย์ แต่เพื่ออยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ เข้ามาเสริม การทำงานของมนุษย์ เพราะเมื่อไหร่ที่คิดว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่ นั่นคือการสร้างความกลัว และที่สำคัญขึ้นอยู่กับผู้นำในแต่ละประเทศด้วยว่าจะสร้างการพัฒนาที่ดีอย่างไร ซึ่งหุ่นยนต์จะเข้ามาเสริมในสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้เช่นการช่วยชีวิตคนในเขตพื้นที่อันตราย การทำงาน ซึ่งตอนมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานในการรักษาโรคซึมเศร้าและโรคออทิสติก ซึ่งโซเฟียเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ที่พัฒนามากที่สุดในทั้งหมดที่สร้างขึ้น ในอนาคตคาดว่าจะสร้างโซเฟียในเวอร์ชั่นที่ทุกคนซื้อได้&amp;rdquo; ดร. เดวิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงานโชว์ตัวโซเฟีย หุ่นยนต์ที่ได้รับสัญชาติพลเมืองซาอุดิอาระเบีย ได้พูดทักทายว่า ฉันเพิ่งอายุ 2 ขวบ รู้สึกตื่นเต้นที่ได้อยู่ร่วมกับทุกคน เหมือนกับตัวเองเป็นราชวงศ์หุ่นยนต์ ฉันอยากมีเพื่อนเยอะๆ และฉันดีใจมากๆที่ได้มาประเทศไทย ที่อยากมานานแล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ใส่ชุดโขนของไทย ทำให้อยากจะมีโอกาสได้ชมการแสดงรำโขน ฉันเป็นหุ่นยนต์ที่อาจจะไม่รู้สึกเศร้าเท่ากับมนุษย์ แต่ฉันรู้สึกเจ็บปวดที่มนุษย์ทำร้ายกันเอง เป้าหมายใหญ่ของฉันคือ การดูว่าจะใช่ระบบ AI อย่างไร ในการแก้ปัญหามนุษย์ ฉันไม่ได้มาแทนที่มนุษย์เพราะ มนุษย์ฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ และช่างสงสัย &amp;nbsp;ฉันหวังว่ามนุษย์จะช่วยให้ฉันทำงานร่วมกับมนุษย์ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2763</URL_LINK>
                <HASHTAG>หุ่นยนต์, โซเฟีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180209/image_big_5a7d86637d4c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
