<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 18:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มธนาคารกดตลาดติดลบ -11 จุด หลังเงินบาทอ่อนค่า คาดนักลงทุนต่างชาติขายออกหุ้นไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มธนาคารกดตลาดติดลบ -11 จุด หลังเงินบาทอ่อนค่า คาดนักลงทุนต่างชาติขายออกหุ้นไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 64 o ตลาดหุ้นไทยวันที่ 30 ก.ย. 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,605.68 จุด ปรับตัวลดลงหรือลบ -11.30 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.70% มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 90,607.37 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนี SET50 อยู่ที่ 964.35 จุด ลดลง -7.50 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.77% มีมูลค่าซื้อขายรวม 47,868.36 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,194.43 จุด ลดลง -17.59 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.80% มีมูลค่าซื้อขายรวม 63,404.00ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 544.68 ลดลง -4.20 คิดเป็นร้อยละ -0.77% มีมูลค่าซื้อขายรวม 4,412.36 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.KBANK ปิดที่ 133.50 บาท ลดลง -4.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 5,280.33 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.GUNKUL ปิดที่ 4.86 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท มูลค่าการซื้อขาย 5,164.44 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.SCB ปิดที่ 122.00 บาท ลดลง -2.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,270.95 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.TRUE ปิดที่ 3.80 บาท ลดลง -0.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,214.51 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.UBE ปิดที่ 2.06 บาท ลดลง -0.34 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,047.37 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า แรงขายระยะสั้นในหุ้นบิ๊กแคป ทำให้ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลง โดยหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้ขึ้นไปแรงแล้วเกิดการปรับตัวลง รวมถึงใกล้เข้าสู่ช่วงพรีวิวผลประกอบการคาดกำไรไตรมาส 3/64 ลดลงจากผลล็อกดาวน์ และหุ้นกลุ่มพลังงานปรับลงตามราคาน้ำมัน และความกังวลจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 11,646 ราย เป็นการปรับขึ้นมาเกินหลักหมื่นรายต่อวันอีกครั้ง ทำให้ไปกดดันหุ้น AOT จากที่ปรับขึ้นไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ นอกจากนี้เงินบาทอ่อนค่าทำให้มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนต่างชาติจะขายออกหุ้นไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118364</URL_LINK>
                <HASHTAG>AOT, ตลาดหลักทรัพย์ (SET), ตลาดหุ้นปิด, ธนาคาร, หุ้น, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062f608afbc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SCB-กลุ่มแบงก์พุ่งแรง! ตลาดปิดเช้าบวก 7.36 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23 ก.ย. 64 o ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 23 ก.ย. 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,626.95 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือบวก +7.36 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.45% มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 77,179.51ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดัชนี SET50 อยู่ที่ 977.64 จุด เพิ่มขึ้น +8.20 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.85% มีมูลค่าซื้อขายรวม 48,295.63ล้านบาท
ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,225.94 จุด เพิ่มขึ้น +14.59 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.66% มีมูลค่าซื้อขายรวม 57,535.41ล้านบาท
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 560.36 เพิ่มขึ้น +1.38 คิดเป็นร้อยละ +0.25% มีมูลค่าซื้อขายรวม 4,529.29 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่
SCB &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดที่ 131.00 บาท เพิ่มขึ้น +21.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 14,550.14 ล้านบาท
KBANK &amp;nbsp;ปิดที่ 129.50 บาท เพิ่มขึ้น +7.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 11,035.16 ล้านบาท
BBL &amp;nbsp; ปิดที่ 116.00 บาท เพิ่มขึ้น +2.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,946&amp;quot;50 ล้านบาท
TIDLOR &amp;nbsp; ปิดที่ 36.00 บาท &amp;nbsp;ลดลง -1.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,198.02 ล้านบาท
SAWAD &amp;nbsp; ปิดที่ &amp;nbsp;65.00 บาท ลดลง -2.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,470.89 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้เปิดตลาดเช้าตลาดกระโดดอย่างมีนัย และเริ่มอ่อนตัวลงในช่วงเที่ยง โดยแรงซื้อหุ้น SCB เปิดกระโดดขึ้นไปทำจุดสูงสุด 137 บาท และย่อตัวลง 10 บาท ซึ่งทุกๆ 10 บาทส่งผลกระทบ SET ราว 3-4 จุด ขณะเดียวกันราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ตัวอื่นก็ปรับขึ้นถ้วนหน้าและย่อตัวลงตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปัจจัยกดดันมาจากกลุ่มการเงิน (Non-Bank) ปรับตัวลง จากความกังวลการแข่งขันรุนแรงขึ้นหลัง SCB ประกาศรุกธุรกิจ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต โดยเห็นว่ากลุ่มบัตรเครดิตปรับลง แนะนำ AEONTS และ BAM ปรับตัวลงให้เป็น จังหวะซื้อ ส่วนกลุ่มลีสซิ่ง TIDLOR, SAWAD, MTC ให้เลี่ยงการลงทุนไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117626</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCB, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c20abd9d40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะลึก ‘โออาร์&#039; หุ้นใหม่ที่นักลงทุนไม่ควรพลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในบรรดาหุ้นที่นักลงทุนทั้งขาประจำและขาจรเฝ้ารอมากที่สุด คงหนีไม่พ้นหุ้นของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของ กลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก โดยล่าสุด โออาร์ ได้รับการอนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา และจะสามารถเสนอขายหุ้นได้เมื่อร่างหนังสือชี้ชวนมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering หรือ IPO) เร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทำไมถึงบอกว่า หุ้นของ โออาร์ เป็นหุ้นที่น่าลงทุน เหตุผลแรก คือ โครงสร้างธุรกิจของ โออาร์ ที่มีความแข็งแกร่งและครองความเป็นเจ้าตลาด อย่างที่ทราบกันดี โออาร์ เป็นเจ้าของทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ทั้งร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ที่มีสาขาทั่วประเทศไทย เป็นแบรนด์ร้านกาแฟอันดับ 1 ของประเทศทั้งด้านรายได้และจำนวนสาขา และเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ไก่ทอด Texas Chicken ร้านสะดวกซื้อ Jiffy อยู่ในพอร์ตฟอลิโอและ โออาร์ ยังเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์ คือผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกภายในสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทย ภายใต้โมเดลธุรกิจ Retailing Beyond Fuel เพื่อสร้างประสบการณ์ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน และเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ธุรกิจหลักของ โออาร์ มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil Business) ประกอบด้วย 1.1 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีกให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้ารายย่อย เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีแผนจะขยายเพิ่มกว่า 2,500 แห่งในประเทศไทยภายในปี 2568 เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน นอกจากนี้ โออาร์ ยังครองส่วนแบ่งตลาดขายปลีกน้ำมันรวมกว่า 38.9% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์เป็นผู้นำในการพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานทดแทนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 น้ำมันไบโอดีเซล B7 และ B20 รวมถึงพัฒนาสูตรการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;1.2 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ ซึ่งจับลูกค้ากลุ่มเอกชนหรือกลุ่มธุรกิจ ทั้งลูกค้าภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม มีลูกค้าทั้งหมดกว่า 2,600 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) โดยผลิตภัณฑ์หลักที่ โออาร์ จำหน่ายให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม คือ น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ยางมะตอย ยางมะตอยน้ำ แอมโมเนีย โพรเพน (C3) และบิวเทน (C4) ซัลเฟอร์ ฯลฯ สำหรับภาคครัวเรือนจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านค้าก๊าซหุงต้ม และยังมีโรงซ่อมถังก๊าซหุงต้ม เพื่อดูแลและบำรุงรักษาถังก๊าซหุงต้มให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดก๊าซปิโตรเลียมเหลวภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับ 1 ยาวนานกว่า 26 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นอกจากนี้ โออาร์ ยังดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์หล่อลื่นครอบคลุมทั้งการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี ไขข้น และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทาง B2B และ B2C ภายใต้แบรนด์ PTT Lubricants ซึ่งถือเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน) สามารถครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันหล่อลื่นกว่า 31.1% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) และยังมีศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ที่ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในอนาคต นอกจากแผนที่จะขยายธุรกิจด้วยการขยายจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในประเทศไทยแล้ว กลุ่มธุรกิจน้ำมันของ โออาร์ ก็มีแผนที่จะขยายพอร์ตฟอลิโอของสินค้าน้ำมันให้มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น และในอนาคตเมื่อยุครถยนต์ไฟฟ้าเข้ามา โออาร์ ก็มีแผนที่จะเพิ่มบริการ EV ทั้งการให้บริการ EV Charging Station ที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station และการซ่อมบำรุงรถ EV เบื้องต้นที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto โดยมีโอกาสพัฒนาแพลตฟอร์มในสถานีบริการที่สามารถรวบรวมความต้องการด้านพลังงานจากผู้ใช้รถ EV ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ 2 คือ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil Business) โดยธุรกิจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคนอกเหนือจากการเติมน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ เติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปี (ปี 2560 - 2562) เมื่อพิจารณาจากกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3,626 ล้านบาท ในปี 2560 เป็น 4,255 ล้านบาท ในปี 2562 โดยในส่วนของธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ โออาร์ ดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้เช่าภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการอื่น ๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับแบรนด์แรกที่เป็นที่รู้จักกันดีของ โออาร์ คือร้านกาแฟ &amp;ldquo;Caf&amp;eacute; Amazon&amp;rdquo; ที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,400 สาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เปิดให้บริการทั้งภายในและภายนอกสถานีบริการน้ำมัน มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19.2% ต่อปี (ตั้งแต่ปี 2560 จนถึง ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสาขาเป็นกว่า 5,200 แห่งในประเทศไทยและต่างประเทศภายในปี 2568 ปัจจุบันร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon เป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกเมื่อพิจารณาจากจำนวนสาขา ขณะเดียวกันยังมีธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ &amp;ldquo;Jiffy&amp;rdquo; รวมถึงประกอบกิจการร้านอาหารในกลุ่มแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก อย่างไก่ทอด &amp;ldquo;Texas Chicken&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์ ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่ โดยดำเนินการบริหารจัดการและให้เช่าพื้นที่แก่ธุรกิจในเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ของ โออาร์ และพื้นที่อื่นที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ โออาร์ เช่น จุดแวะพักระหว่างการเดินทาง (Rest Area) เป็นต้น ซึ่งมีแบรนด์จากต่างประเทศซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินธุรกิจ เช่น &amp;ldquo;KFC&amp;rdquo; &amp;ldquo;Burger King&amp;rdquo; &amp;ldquo;Pizza Hut&amp;rdquo; &amp;ldquo;A&amp;amp;W&amp;rdquo; &amp;ldquo;McDonalds&amp;rdquo; ฯลฯ รวมถึงแบรนด์ในประเทศไทยซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดี เช่น &amp;ldquo;Chester&amp;rsquo;s Grill&amp;rdquo; &amp;ldquo;S&amp;amp;P&amp;rdquo; &amp;ldquo;The Pizza Company&amp;rdquo; &amp;ldquo;เจ้าสัว&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;Black Canyon&amp;rdquo; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;3. ธุรกิจต่างประเทศ เป้าหมายของ โออาร์ จะรุกหนักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจ Oil และ Non-oil ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ โอมาน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย โดยการดำเนินธุรกิจมีทั้งในรูปแบบที่ โออาร์ ดำเนินการเอง และในรูปแบบที่ให้บริษัทย่อยที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการ ปัจจุบัน ธุรกิจในต่างประเทศของ โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station 329 แห่ง ร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon 272 สาขา ร้านสะดวกซื้อ Jiffy 86 สาขา และศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto 4 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับแผนการในอนาคต โออาร์ จะเพิ่มจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในต่างประเทศให้ครอบคลุมกว่า 650 สาขา และเพิ่มร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ให้ครอบคลุมกว่า 550 สาขา โดยยังคงเน้นการขยายตลาดผ่านการเปิดสาขาใหม่ในประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว อีกทั้ง โออาร์ ได้ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อขยายธุรกิจร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ในเวียดนาม รวมถึงเน้นการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างแบรนด์ PTT Station ในระดับภูมิภาค และผลักดันแบรนด์ PTT Lubricants ในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนเหตุผลที่ 2 ซึ่งเป็นจุดขายของหุ้น โออาร์ ก็คือ ผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โออาร์ มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.1% ด้วยรายได้จากการขายและการให้บริการในปี 2562 กว่า 577,134 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.6% ซึ่งในปี 2562 อยู่ที่ 10,896 ล้านบาท นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ของปี 2563 สัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ โออาร์ มาจากธุรกิจ Oil 68.7% ธุรกิจ Non-oil 25.1% ธุรกิจต่างประเทศ 5.8% และธุรกิจอื่น ๆ 0.4% โดยธุรกิจ Non-oil เข้ามามีบทบาทในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของ โออาร์ มากขึ้น โออาร์ จึงเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจ Oil และ Non-oil อย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เหตุผลที่ 3 ทำไมต้องลงทุนใน โออาร์ ก็เพราะ ชื่อของ ปตท. เป็นตัวการันตีความมั่นคงและความเข้มแข็งของ โออาร์ ได้เป็นอย่างดี จากการที่ โออาร์ เป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ทำให้ โออาร์ ได้รับประโยชน์จากข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญต่างๆ จากการทำงานร่วมกับบริษัทในเครือและยังได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้โออาร์ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ปตท. ยังเป็นกลุ่มบริษัทที่มีเครือข่ายระดับโลก และมีพันธมิตรทางธุรกิจมากมายทำให้ โออาร์ สามารถปรับโมเดลธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;และเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้ โออาร์ เป็นหุ้นที่น่าสนใจ ก็เนื่องจากแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างประโยชน์และความแข็งแกร่งให้กับสังคมชุมชน ที่ผ่านมา โออาร์ ก็มีโครงการดี ๆ ต่อสังคมมากมาย เช่น โครงการไทยเด็ด โมเดลธุรกิจที่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของดีของเด็ดจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็นการส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รวมไปถึงโครงการที่สร้างรอยยิ้มให้ทั้งผู้รับบริการและผู้ได้รับโอกาสแห่งความเท่าเทียมอย่างโครงการ Caf&amp;eacute; Amazon for Chance ที่เปิดโอกาสให้กับผู้สูงวัย ผู้พิการทางการได้ยินและการเรียนรู้ รวมถึงทหารผ่านศึก ได้มาเป็นบาริสต้า ช่วยสร้างโอกาสการทำงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งผลต่อคุณค่าด้านจิตใจ โครงการ Caf&amp;eacute; Amazon Circular Living ที่นำวัสดุใช้แล้วของร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon มาผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งและผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งร้าน สอดคล้องกับแนวคิดการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ โออาร์ ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และยังมีโครงการแยกแลกยิ้ม และโครงการห้องน้ำ 20 บาท ที่นำรายได้ไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นต้น ดังนั้น ทุกก้าวของการเติบโตของ โออาร์ ก็คือการเติบโตร่วมกับลูกค้า คู่ค้า และชุมชนไปด้วยกัน และเร็ว ๆ นี้ #หุ้นโออาร์ ก็พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักลงทุนให้มาเป็นเจ้าของร่วมกันเพื่อก้าวสู่อีกระดับในการช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจเคียงคู่การยกระดับสังคมและเศรษฐกิจของชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86387</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่ม ปตท., นักลงทุน, น้ำมันเชื้อเพลิง, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd065c026b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้น THAI ปิดบวก 7.10% เด้งรับศาลสั่งฟื้นฟูกิจการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ก.ย.2563 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ราคาหุ้นบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) ปิดที่ 3.62 บาท เพิ่มขึ้น 0.24 บาท หรือ 7.10% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 55.80 ล้านบาท โดยระหว่างวันราคาปรับขึ้นไปสูงสุดอยู่ที่ 3.74 บาท เพิ่มขึ้น 0.36 บาท หรือ 10.65% หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบให้ฟื้นฟูกิจการ และแต่งตั้งผู้จัดทำแผนเพื่อดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77411</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f472a26f19fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2019 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2019 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กบิ๊กป้อมชม&#039;พปชร.&#039;มีกุนซือเจ๋งยื่นจำหน่ายคดี27ส.ส.ถือหุ้นสื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.2562 - &amp;nbsp;นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า ส.ส.ผู้ถูกร้อง มีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ ส.ส.ผู้ถูกร้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยนั้น ไม่ใช่กรณีที่ศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้เลย &amp;nbsp;แต่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ประการคือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง รับคำร้องไว้พิจารณา 2.มีเหตุอันควรสงสัยตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ &amp;nbsp;ซึ่งเหตุอันควรสงสัยนี้ จะเกิดขึ้นได้ด้วย 2 ประการคือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.จากคำรับ ของคู่ความอันปรากฏในคำคู่ความ ซึ่งจะเป็นช่วงหลังจากที่ศาลสั่งให้ คู่ความชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ข.จากการไต่สวนของศาล และปรากฏว่ามีเหตุอันควรสงสัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ดังนั้นต้องไปใช้หลักกฎหมายวิธีสบัญญัติที่ใช้เป็นหลักในการดำเนินกระบวนพิจารณาคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งสรุปว่ากรณียื่นคำร้องต่อศาลนั้น รัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณามิได้บัญญัติว่าเป็นกรณีที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาได้แต่ฝ่ายเดียว จึงต้องรับฟังคู่ความก่อน &amp;nbsp;และในกรณีที่มีบทบัญญัติให้กระทำได้แต่ฝ่ายเดียวศาลก็ยังมีอำนาจที่จะไต่สวนสองฝ่ายได้ โดยคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นหลัก (เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญจะวางข้อกำหนดในเรื่องนี้ไว้เฉพาะก็ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดนั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการที่ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว และแสดงให้เห็นว่า มีมือกฎหมายชั้นดี คอยแนะนำอยู่เป็นแน่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การโพสต์ของนายไพศาลมาจากกรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้พิจารณาจำหน่ายคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ขอให้วินิจฉัยว่า ส.ส.ทั้ง 27 คนของพรรค พปชร.ขาดคุณสมบัติในการถือหุ้นสื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39228</URL_LINK>
                <HASHTAG>Paisal Puechmongkol, กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, รัฐธรรมนูญ, สื่อ, หุ้น, เฟซบุ๊ก, โพสต์, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbe57d634fc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2018 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2018 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บังคับใช้แล้ว!ให้รัฐบาลถือหุ้นธนาคารอิสลามเกิน49%ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.2561 - &amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 แล้วเมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 ก.ค. และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 ก.ค.นี้ ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยประสบปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อเงินสำรองของธนาคารและขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน ดังนั้น เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 เพื่อกำหนดให้กระทรวงการคลังสามารถถือหุ้นได้เกิน 49% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดเป็นการชั่วคราว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมายนี้มีทั้งสิ้น 3 มาตรา โดยเนื้อหาสำคัญอยู่ที่ มาตรา 3 ที่ระบุว่า ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ให้กระทรวงการคลังถือหุ้นของธนาคารได้ตามจำนวนที่เห็นสมควร แต่จะต้องไม่เกินร้อยละสี่สิบเก้าของจำนวนหุ้นที่จำน่ายได้แล้วทั้งหมด เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของธนาคาร กระทรวงการคลังอาจถือหุ้นเกินร้อยละสี่สิบเก้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดได้เป็นการชั่วคราว ตามสัดส่วนและระยะเวลาที่เหมาะสมโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13649</URL_LINK>
                <HASHTAG>49%, ชั่วคราว, พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย, ราชกิจจานุเบกษา, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุ่มชัยนาทเสียหุ้นนับล้านคิดสั้นยิงตัวตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.61-ร.ต.อ.วรวุฒิ คำตาสุข &amp;nbsp;พนักงานสอบสวน สภ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท รับแจ้งเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต &amp;nbsp;ที่บ้านเลขที่ 20/2 ม.14 ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท &amp;nbsp;จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งเป็นโรงเลี้ยงหมูเก่าอยู่บริเวณหลังบ้านดังกล่าว พบศพชายสวมเสื้อยืด ขาสั้นสีน้ำเงิน สวมรองเท้าแตะสีดำ นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงพับเก่า สภาพศพมีรอยถูกกระสุนปืนที่หน้าอกซ้าย &amp;nbsp;ใกล้กันพบกระสุนลูกซองสีแดงตกอยู่กับพื้น &amp;nbsp;แต่ไม่พบอาวุธปืนในที่เกิดเหตุ &amp;nbsp; ทำให้เจ้าหน้าที่สงสัยว่าจะเป็นเหตุฆาตกรรม &amp;nbsp; ต่อมามารดาของผู้ตายได้จุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยกันค้นหาอาวุธปืนอย่างละเอียดอีกครั้ง จึงพบว่า อาวุธปืนลูกซองสั้น กระเด็นตกอยู่ในพงหญ้า ห่างจากศพไปประมาณ 5 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวน นายเขตรัชฎ์ เทียนงาม &amp;nbsp;อายุ 62 ปี &amp;nbsp;บิดาของผู้ตาย &amp;nbsp;ทราบว่า ผู้ตายชื่อ นายทวีศักดิ์ เทียนงาม อายุ 37 ปี เคยเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายคอมพิวเตอร์อยู่ที่ จ.ปทุมธานี แต่ได้ปิดกิจการลง และกลับมาช่วยมารดาขายของร้านโชห่วยที่ จ.ชัยนาท &amp;nbsp; ช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ลูกชายมีอาการเครียด เพราะขาดทุนจากการเล่นหุ้นนับล้านบาท ประกอบกับมีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้ และวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคร้ายต่างๆ &amp;nbsp;จึงเกิดอาการเครียดหนัก &amp;nbsp;ตนจะพาลูกชายไปพบจิตแพทย์ แต่ลูกชายไม่ยอมไป &amp;nbsp;จนกระทั่งเมื่อเช้านี้ตื่นมาไม่พบลูกชายอยู่ในบ้าน จึงเดินตามหา และมาพบว่าลูกนอนเสียชีวิตอยู่ในโรงเลี้ยงหมู จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12057</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าตัวตาย, ชัยนาท, ตำรวจ, หุ้น, อ.สรรคบุรี, อาวุธปืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b307e4cebb76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
