<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84990</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ปลื้มพบ&#039;นักลงทุนสหรัฐ&#039;ร่ายผลงานยาว  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.2563 - ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุญาตให้คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S. - ASEAN Business Council: USABC) ในรูปแบบกึ่งออนไลน์ (hybrid) โดยมีคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิก USABC จำนวน 28 บริษัท เข้าเยี่ยมคารวะที่กระทรวงการต่างประเทศ และคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิก USABC จำนวน 11 บริษัท เข้าเยี่ยมคารวะผ่านระบบการประชุมทางไกล เพื่อเป็นโอกาสในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปว่า นายกฯ ได้กล่าวต้อนรับ นายอเล็กซ์ เฟลด์แมน ประธาน USABC นายเจฟฟ์ เลอร์แมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Chevron Asia South และคณะผู้บริหาร USABC และผู้แทนบริษัทสมาชิก USABC ทุกท่าน ทั้งที่เข้าร่วมที่ทำเนียบรัฐบาลและผ่านระบบทางไกล ชื่นชมนายไมเคิล ดีซอมเบร เอกอัครราชทูตสหรัฐิอเมริกาประจำประเทศไทย ที่มีบทบาทอย่างแข็งขันในการส่งเสริมความร่วมมือไทย-สหรัฐ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการพบปะหารือกับคณะผู้แทน USABC เป็นประจำทุกปีเปรียบเสมือนการพบเพื่อนเก่า และการพบกันครั้งนี้ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเปรียบเสมือนเครื่องพิสูจน์ความใกล้ชิด และความพร้อมในการร่วมมือระหว่างกัน เชื่อมั่นว่าการพบกันในวันนี้จะเป็นโอกาสที่ดีในการกระชับความร่วมมือ ดำเนินนโยบายมองไปข้างหน้าร่วมกัน เพื่อฟื้นฟู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจเมื่อสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกฯ ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 และได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ครั้งที่ 8 ร่วมกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ โรเบิร์ต โอไบรอัน ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้อาเซียน-สหรัฐฯ กระชับความร่วมมือใน 3 ประเด็น ซึ่งเชื่อมั่นว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ สามารถมีบทบาทสนับสนุนการดำเนินความร่วมมือเหล่านี้ได้ ได้แก่ 1. การส่งเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุข โดยให้ความสำคัญกับการวิจัย และการผลิตยาและวัคซีนต้านโควิด-19 &amp;nbsp;2.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ด้วยการสร้างความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานสินค้า และ 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต การฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาในสาขาใหม่ๆ และการพัฒนาทักษะภาษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนยังได้มีการลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุม 15 ประเทศ มี GDP รวมกันมูลค่ากว่า 26.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 30 ของ GDP โลก ครอบคลุมตลาดที่มีจำนวนประชากรรวมกว่า 2.2 พันล้านคน โดยความตกลงดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ในภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์และโอกาสให้แก่ภาคเอกชนสหรัฐที่ดำเนินธุรกิจและมีการลงทุนในไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายกฯ ได้กล่าวถึงพัฒนาการที่สำคัญของนโยบายไทย กล่าวคือ ไทยดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างจริงจังต่อเนื่อง ไทยมีจุดแข็งด้านระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ได้รับการยอมรับในแวดวงผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของไทยในด้านสาธารณสุขอันเป็นผลจากการลงทุน ในด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือกับ CDC (Centres for Disease Control and Prevention) และ AFRIMS (Armed Forces Research Institute of Medical Sciences) ของสหรัฐประกอบกับประสบการณ์รับมือการแพร่ระบาดช่วงโรคซารส์ เมื่อปี 2546&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์ โควิด-19 จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท (เท่ากับ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์) โดยได้ดำเนินมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และมาตรการช่วยเหลือทางภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับภาคธุรกิจ มาตรการช่วยเหลือบุคคลที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งในส่วนมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ เช่น การสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากโดยเฉพาะการสนับสนุนเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; และโครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงานที่สำคัญของไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลมองไปข้างหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกยุคหลังโควิด-19 ให้ความสำคัญกับแนวคิด &amp;ldquo;สามใหม่&amp;rdquo; (Three New) ซึ่งได้นำเสนอในการประชุม ASEAN ที่ผ่านมา เป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ภายใต้วิถีปกติใหม่ ได้แก่ 1.การส่งเสริมการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน 2.การแสวงหาพลังเศรษฐกิจใหม่โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นจุดแข็งของภูมิภาค และ 3.การสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นการเชื่อมโยงและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ประชาชนและธุรกิจรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ ทั้งสามด้านจะประสบความสำเร็จได้เมื่อทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมต่อการลงทุน หากมีการเอื้ออำนวยและส่งเสริมสภาวะแวดล้อมที่ดีต่อการลงทุน ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้านการลงทุนอย่างยิ่งในโลก พร้อมกล่าวชื่นชมการรับมือกับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของไทย ที่ประสบสำเร็จและได้รับการยอมรับเป็นที่ประจักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธาน USABC กล่าวชื่นชมการจัดการโรคโควิด-19 ของรัฐบาล ทำให้ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนของสหรัฐฯ โดยไทยเป็นตลาดการค้าที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูอาเซียนภายหลังโรคโควิด-19 ทั้งนี้ USABC ได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแสวงหาความร่วมมือใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ส่งเสริมความร่วมมือด้านสาธารณสุข 2) สร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภค 3) การฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยินดีร่วมมือกับไทยในการแจกจ่ายวัคซีนอย่างทั่วถึงและราบรื่น พร้อมหวังว่าประเทศไทยจะเปิดเสรีในการเดินทางข้ามพรมแดนมากขึ้นเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนท้าย นายกฯ ได้ขอบคุณผู้เข้าร่วม ชื่นชมทุกบริษัทที่ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ซึ่งรัฐบาลพร้อมจะให้ความร่วมมืออำนวยความสะดวกอย่างดีที่สุด และย้ำไทยให้ความสำคัญ โครงการ EEC ขอเชิญชวนให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ ร่วมขยายการลงทุน ยินดีที่ภาคเอกชนสหรัฐฯ เชื่อมั่นสนใจเพื่มการลงทุนในไทย และที่ EEC อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ในช่วงการตอบคำถามนายกฯ ได้กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่ไทยให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ความมั่นคงด้านสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับภาคเอกชน และประชาสังคม ซึ่งหวังว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากนักธุรกิจสหรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84990</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน, ห้องวิเทศสโมสร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbdfc55d6345.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
