<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>27ก.ย.ลุ้นเปิด10กิจการ ห้าง-เซเว่นฯขายถึง3ทุ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หัวโต๊ะ ศบค.ชุดใหญ่ 27 ก.ย. จ่อเคาะคลายล็อก 10 กิจการ &amp;quot;ศูนย์เด็กเล็ก-ห้องสมุด-พิพิธภัณฑ์-หอศิลป์-ฟิตเนส-ทำเล็บ-สัก-นวด-โรงหนัง-เล่นดนตรีในร้าน&amp;quot; &amp;nbsp;ขณะที่ห้าง-ร้านสะดวกซื้อ-ตลาดเตรียมเฮเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม เปิดพื้นที่สีฟ้านำร่องท่องเที่ยว ไทยติดเชื้อใหม่ 12,697 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 132 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 กันยายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 12,697 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ &amp;nbsp;12,516 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 11,313 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 1,203 ราย และมาจากเรือนจำ 170 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 11 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 13,540 ราย อยู่ระหว่างรักษา 127,392 ราย อาการหนัก 3,377 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 743 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 132 ราย เป็นชาย 69 ราย หญิง 63 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 85 ราย มีโรคเรื้อรัง 33 ราย มีหญิงตั้งครรภ์ 1 รายที่ จ.นราธิวาส มีผู้เสียชีวิตนอกโรงพยาบาล 2 คน ที่ กทม.และลำพูน พบผู้เสียชีวิตมากสุดอยู่ใน กทม. 31 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,508,447 ราย มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,393,902 ราย มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 16,016 ราย ขณะที่ สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 231,386,985 ราย เสียชีวิตสะสม 4,742,610 ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด วันที่ 24 ก.ย. ได้แก่ กทม. 2,239 ราย ชลบุรี 897 ราย สมุทรปราการ 758 ราย ยะลา 675 ราย ระยอง 556 ราย สงขลา 555 ราย นราธิวาส 439 ราย ราชบุรี 365 ราย ตาก 294 ราย และนครราชสีมา 270 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เตรียมเสนอแนวทางผ่อนคลายมาตรการกิจการ กิจกรรมต่างๆ ต่อที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นประธานการประชุม ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ โดยจะเสนอให้พิจารณาขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 2 เดือน หรือถึงวันที่ 30 พ.ย. และจะเสนอให้เลื่อนการเปิดพื้นที่ Sandbox ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้เตรียมจะให้ 5 จังหวัดเป็นพื้นที่นำร่อง จากเดิมที่วางแผนไว้ว่าจะเปิดในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ขยับไปเป็นวันที่ &amp;nbsp;1 พ.ย. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้จะเสนอให้ผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมที่ถูกสั่งปิดเพิ่มขึ้น 10 ประเภท ได้แก่ 1.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และวัยก่อนเรียน 2.ห้องสมุดสาธารณะ ห้องสมุดเอกชน ห้องสมุดชุมชน 3.พิพิธภัณฑ์ แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน 4.ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม หอศิลป์ 5.กีฬาในร่ม ในห้องที่มีระบบปรับอากาศ ฟิตเนส 6.ร้านทำเล็บ 7.ร้านสัก 8. ร้านนวด สปา เพื่อสุขภาพ 9.ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ฉายภาพยนตร์ และ 10.การเล่นดนตรีในร้านอาหาร โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจสอบและปรับปรุงระบบหมุนเวียนอากาศ และจัดสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรการ COVID-Free Setting ก่อนเปิดบริการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า สถานที่กลุ่มกีฬากลางแจ้ง ที่ร่มโล่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก การซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกประเภท และร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดนัด ให้เฉพาะที่จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภค และ ขยายเวลาเปิดให้บริการไม่เกินเวลา 21.00 น. จากเดิมที่เปิดบริการได้ถึง 20.00 น. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน จะเสนอให้พิจารณาให้ปรับเวลาออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิว จากเดิม 21.00 น. ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ขยับเป็นเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น และจะเสนอปรับลดระยะเวลาในการกักตัวในสถานที่กักกันของรัฐ โดยให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยในทุกช่องทางที่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์มาแล้วอย่างน้อย 14 วัน ให้กักตัวอย่างน้อย 7 วัน และต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 0-1 ครั้งสอง วันที่ 6-7 ส่วนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศซึ่งโดยสารมาทางเครื่องบิน และไม่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน ให้กักตัวอย่างน้อย 10 วัน และต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 0-1 ครั้งสอง วันที่ 8-9 &amp;nbsp; ขณะที่ผู้เดินทางเข้าประเทศไทยทางช่องทางบก และไม่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน ให้กักตัวอย่างน้อย 14 วัน และตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 0-1 ครั้งสองวันที่ 12-13 ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุม ศปก.ศบค.ยังจะเสนอให้พิจารณาแนวทางการเปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 น้อยมาก หรือพื้นที่สีฟ้า โดยกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับลักษณะและความพร้อมของพื้นที่สีฟ้า คือ การจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งจังหวัด รวมถึงการจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งอำเภอ ตำบล หรือหมู่บ้าน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่ นอกจากนี้ยังต้องดูเรื่องการจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ เฉพาะสถานที่ เฉพาะพื้นที่หรือระหว่างสถานที่ ระหว่างสถานที่หรือระหว่างพื้นที่ โดยระบบการเดินจะต้องเป็นแบบ Bubble and Seal ที่เรียกว่า Sealed Route&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุม ศปก.ศบค.เห็นว่า การพิจารณาผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมครั้งนี้ จะต้องตอบโจทย์เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการควบคุมโรคอย่างเหมาะสม โดยต้องมีแผนเตรียมการและทรัพยากรรองรับสถานการณ์ ทางด้านการจัดการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 170 ราย เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำสีแดง 159 ราย และผู้ต้องขังรับใหม่ในห้องแยกกักโรค 11 ราย รักษาหายเพิ่ม 268 ราย เสียชีวิต 1 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 6,037 ราย แยกเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว 87 เปอร์เซ็นต์ สีเหลือง 12.6 เปอร์เซ็นต์ และสีแดง 0.4 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรือนจำพื้นที่กรุงเทพมหานคร 314 ราย (รวมทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์) ปริมณฑล 69 ราย และต่างจังหวัด 5,654 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีเรือนจำที่พ้นจากการระบาดเพิ่ม 2 แห่ง คือ เรือนจำอำเภอธัญบุรี และเรือนจำกลางนครสวรรค์ โดยไม่มีเรือนจำระบาดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ส่งผลให้เรือนจำสีแดงลดลงอยู่ที่ 24 แห่ง และเรือนจำสีขาว 118 แห่ง โดยมีผู้ติดเชื้อรักษาหายสะสม 60,428 ราย หรือ 88.5 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อสะสม 68,265 ราย เสียชีวิตสะสม 146 ราย คิดเป็นอัตรา 0.2 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อสะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า หลังจาก สปสช.เริ่มกระจายชุดตรวจโควิด-19 antigen test kit (ATK) แบบ Self-test สำหรับแจกให้ประชาชนไปตรวจที่บ้านตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2564 ที่ผ่านมา พบว่าผู้ที่ได้รับชุดตรวจไปแล้วได้นำไปตรวจหาเชื้อและรายงานผลการตรวจกลับมาในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นจาก 3% ในช่วงแรกเป็น 46% ของผู้ที่รับชุดตรวจไปทั้งหมดในปัจจุบัน สำหรับอีก 54% ที่เหลือนั้นมีทั้งกลุ่มที่ตรวจแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการอัปเดตข้อมูล และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่รับไปแล้วแต่ยังไม่ได้ตรวจ ซึ่งต้องขอแนะนำว่า เมื่อรับชุดตรวจ ATK ไปแล้ว ควรรีบตรวจหาเชื้อและบันทึกผลกับหน่วยบริการที่แจกชุดตรวจโดยเร็ว นอกจากนี้ยังพบข้อร้องเรียนว่ามีบางคนเมื่อรับ ATK ไปแล้ว นำไปขายต่อ ซึ่งทำให้เสียสิทธิ์และถือว่ามีความผิดตามกฎหมายด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากข้อมูลการแจกชุดตรวจ ATK ให้กับประชาชนล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2564 เวลา 14.00 น. มีประชาชนรับชุดตรวจ ATK แล้ว 122,412 ราย รวม 244,825 ชุด ในจำนวนนี้เป็นการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง จำนวน 121,777 ราย และเป็นการแจกโดย อสม. 635 ราย ตรวจโควิดและบันทึกผล 55,634 ราย หรือร้อยละ 46 เป็นผลบวก จำนวน 379 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในต่างจังหวัด พบว่าที่จังหวัดสมุทรปราการ ตัวเลขติดเชื้อลดลง โดยติดเชื้อใหม่ 758 ราย เสียชีวิต 12 ราย ส่วน จ.สมุทรสาคร ติดเชื้อเพิ่ม 261ราย เสียชีวิต 4 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ จ.กระบี่ พบผู้ติดเชื้อใหม่ 109 คน เสียชีวิต 1 ราย &amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าที่ทีมสอบสวนโรค สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองกระบี่ เร่งคัดกรองกลุ่มเสี่ยงตรวจหาเชื้อจากพ่อค้าแม่ค้าโซนขายอาหาร ภายในตลาดสดมหาราชเทศบาลเมืองกระบี่ และลูกค้า รวมกว่า 100 คน หลังจากพบแม่ค้าขายอาหารติดโควิด-19 ซึ่งเทศบาลเมืองกระบี่ได้ประกาศปิดตลาดสดมหาราชเป็นรอบที่ 3 ระหว่างวันที่ 24-25 ก.ย.นี้ เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และพ่อค้าแม่ตั้งแผงขายสินค้าบริเวณรอบนอกตลาด นอกจากนี้ได้เร่งตรวจหาเชื้อกลุ่มเสี่ยงจากคลัสเตอร์ตำรวจจราจร สังกัด สภ.เมืองกระบี่ 2 นายติดโควิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.พังงา นายวิชัย ชูจิต สาธารณสุขอำเภอเมืองพังงา พร้อมด้วยปลัดอำเภอเมืองพังงา นายจิระวัตร เพิ่มทรัพย์ ผอ.รพ.สต.ตากแดด และผู้นำท้องที่ แบ่งทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. ลงพื้นที่สอบสวนโรคพร้อมคัดกรองเชิงรุกในพื้นที่ตำบลตากแดด หลังจากพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 14 ราย และมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกว่า 50 ราย ซึ่งผู้ป่วยยืนยันรายแรกเป็นแม่บ้านในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตากแดด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ จ.ปัตตานี สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง พบผู้ติดเชื้อพุ่งอีก 270 คน เสียชีวิต 1 คน โดยนายนิอันนุวา สุไลมาน นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นวันละ 200-300 คน เนื่องจากมีการผ่อนคลายมาตรการลง และเมื่อไปตรวจดูตามร้านอาหารต่างๆ ปรากฏว่ามีการนั่งในร้านกันอย่างหนาแน่น ถ้าปล่อยไว้ก็มีความเสี่ยงที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก จึงอยากให้ทุกคนช่วยดูแลป้องกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117768</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่อเคาะคลายล็อก 10 กิจการ, ทำเล็บ, นวด, พิพิธภัณฑ์, ฟิตเนส, ศูนย์เด็กเล็ก, สัก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หอศิลป์, ห้องสมุด, เล่นดนตรีในร้าน, โควิด-19, โรงหนัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab2ef6b1e3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.คลายมาตรการ ให้ สระว่ายน้ำ ห้องสมุด สนามกีฬากลางแจ้ง เปิดได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิถุนายน 2564 มีรายงานว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ลงนามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 33) เพื่อผ่อนคลายให้สถานที่ กิจการ กิจกรรม บางประเภทตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 32) ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 สามารถเปิดดำเนินการหรือทำกิจการ กิจกรรม บางอย่างได้ โดนต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน ควบคุมโรค เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.สระว่ายน้ำสาธารณะ หรือ กิจกรรมอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สระน้ำเพื่อการเล่นกีฬา หรือ กิจกรรมทางน้ำในบึง เช่น เจ็ตสกี ไคท์เซิร์ฟ เครื่องเล่นประเภทบานาน่าโบ้ต โดยจำกัดจำนวนผู้เล่นตามจำนวนเครื่องเล่นและขนาดพื้นที่ สามารถเปิดบริการได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. และสามารถจัดแข่งขันกีฬาได้โดยไม่มีผู้ชมในสนาม เมื่อได้มีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม และหอศิลป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ห้องสมุดสาธารณะ ห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดเอกชน และบ้านหนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มในร้านได้ไม่เกินเวลา 23.00 น. แต่ห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน โดยจำกัดจำนวนผู้นั่งบริโภคในร้านเฉพาะที่เป็นการบริโภคในห้องปรับอากาศไม่เกินร้อยละ 50 ของจำนวนที่นั่งปกติ ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบการจัดให้มีมาตรการคัดกรองผู้เกี่ยวข้อง การจัดระเบียบผู้เข้าใช้บริการ และการเว้นระยะห่างตามคำแนะนำและมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.สนามกีฬาหรือสถานที่เพื่อการออกกำลังกายประเภทกลางแจ้ง หรือที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง หรือสนามกีฬา หรือสถานที่เพื่อการออกกำลังกายประเภทในร่มที่อากาศถ่ายเทได้ดี สามารถเปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. และสามารถจัดการแข่งขันได้โดยไม่มีผู้ชมในสนาม เมื่อได้มีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด 7.ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติของสถานที่นั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค เช่น การประชุม การสัมมนา การแจกจ่ายอาหารหรือสิ่งของต่างๆ การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ การเข้าค่าย การถ่ายทำภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ กิจกรรมทางศาสนา การปฏิบัติธรรม การพบปะญาติผู้ใหญ่ ให้ดำเนินการโดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เกิน 50 คน กรณีเกิน 50 คน แต่ไม่เกิน 500 คน ให้ขออนุญาตโดยยื่นแผนการจัดงานและมาตรการควบคุมโรคต่อสำนักอนามัย กทม. ก่อนจัดงาน เว้นแต่เป็นการดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่กักโรค โดยดำเนินการตามมาตรการป้องกันควบคุมโรค เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีนอกเหนือจากประกาศนี้ ให้ปฏิบัติตามประกาศฯ ฉบับที่ 32&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106998</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ผ่อนคลายมาตรการ, สนามกีฬา, ห้องสมุด, เปิดสระว่ายน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a275d70db4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส. MOU TK Park สร้างห้องสมุดกรีนดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดิศร นุชดำรงค์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่าง กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดย นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กับ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) โดย นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์แหล่งการเรียนรู้ในรูปแบบห้องสมุดมีชีวิต ส่งเสริมการอ่าน การแสวงหาความรู้ การจัดทำสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล ตลอดจนการแสดงผลงานนวัตกรรมในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อขยายการให้บริการองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แก่เยาวชนและประชาชนได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ในระยะเวลา 3 ปี ประเดิมการให้บริการครั้งแรก มีนาคม นี้ ด้วยห้องสมุดกรีนดิจิทัล ที่ TK Park เซ็นทรัล เวิลด์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดิศร นุชดำรงค์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบัน ห้องสมุด แหล่งความรู้ หรือศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ สำหรับให้บริการประชาชนทั้งของประเทศไทยและทั่วโลก มีแนวโน้มของผู้เข้ารับบริการลดน้อยลง เนื่องด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทั้งหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล ได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า ทุกหน่วยงาน ทั้งห้องสมุดและศูนย์บริการประชาชน ต่างก็ได้พยายามพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการให้บริการ ให้มีความน่าสนใจ เพื่อดึงดูดผู้คนมาให้เข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนา Co &amp;ndash; working Space พัฒนาสื่อดิจิทัล และการจัดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด ห้องสมุดที่มีชีวิต เป็นต้น ซึ่ง ข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่มีข้อมูล หนังสือ สื่อ และองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน ได้แก่ ข้อมูลองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทรัพยากรแร่ ข้อมูลด้านมลพิษ และสิ่งแวดล้อม ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของสถาบันอุทยานการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี ในรูปแบบของหนังสือและหนังสือดิจิทัล หรือ E &amp;ndash; Book ที่จะช่วยเพิ่มและขยายขอบเขตการให้บริการ ข้อมูล สื่อ และองค์ความรู้ของทั้ง 2 หน่วยงาน เข้าถึงเด็ก เยาวชน และประชาชน ในทุกช่องทางมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีภารกิจในการส่งเสริม เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ เพื่อสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม ตลอดจนให้บริการข้อมูลวิชาการกับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ขณะที่สถาบันอุทยานการเรียนรู้ เป็นต้นแบบของแหล่งเรียนรู้ ที่ตอบสนองความต้องการในการแสวงหาความรู้อย่างไม่มีขีดจำกัดของเยาวชน และประชาชนที่รักการอ่าน ในรูปแบบ &amp;ldquo;ห้องสมุดมีชีวิต&amp;rdquo; ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะร่วมมือกันขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริงต่อไปได้ อีกทั้งช่วยเพิ่มช่องทางการให้บริการองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งข้อมูลด้านต่างๆ ให้กับเยาวชน และประชาชน ได้รับรู้ ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวทางและขอบเขตของความร่วมมือ ประกอบด้วย การส่งเสริมและสนับสนุนการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่หรือแหล่งการเรียนรู้ในรูปแบบห้องสมุดมีชีวิต รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการดำเนินงาน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ การจัดนิทรรศการที่หลากหลาย การอบรมพัฒนาบุคลากร การแบ่งปันข้อมูลและสื่อการเรียนรู้ของหน่วยงาน การร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ตลอดจนการหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยระยะแรก ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 จะจัดแสดงและให้บริการข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบหนังสือ และแพลตฟอร์ม E &amp;ndash; Book ห้องสมุดกรีนดิจิทัล หรือ Green Digital Library Application ณ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) อาคารเซ็นทรัล เวิลด์ ตั้งแต่เวลา 10.00 &amp;ndash; 20.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าใช้บริการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55238</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), กรีนดิจิทัล, ลงนาม., ห้องสมุด, อดิศร นุชดำรงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200122/image_big_5e2806483e496.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห้องสมุดเพื่อผู้สูงอายุ ช่วยพัฒนาสุขภาพจิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การสหประชาชาติประเมินสถานการณ์ว่า ปี 2001-2100 (พ.ศ.2544-2643) จะเป็นศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ หมายถึงการมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรรวมทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าประชากรผู้สูงอายุเหล่านี้จะมีฐานะยากจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี กว่า 10 ล้านคนจากประชากร 65 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 15.4 สำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 สัดส่วนของประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25.1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์ &amp;nbsp;www.tkpark.or.th ระบุว่า ผลการสำรวจการอ่านของประชากรโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า กลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือน้อยที่สุด ในขณะที่การสํารวจสุขภาพจิตกับการอ่านหนังสือของประชากรสูงอายุ 2554 พบว่า พฤติกรรมการอ่านหนังสือมีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ กล่าวคือผู้สูงอายุที่อ่านเนื้อหาประเภทความรู้วิชาการจะมีคะแนนสุขภาพจิตสูงกว่าการอ่านเนื้อหาประเภทอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะความรู้วิชาการส่งผลต่อการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การสื่อสาร การเพิ่มพูนความรู้ การตัดสินใจที่ถูกต้อง การทราบข้อมูลที่แท้จริงเพื่อใช้ในการวางแผนชีวิต เช่นเดียวกับผลการทดลองของสหรัฐอเมริกาที่ยืนยันว่า การอ่านหนังสือพิมพ์ การเขียนจดหมาย การเข้าห้องสมุด การเล่นเกม เช่น หมากกระดาน หรือบอร์ดเกม เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยสร้างใยประสาทซึ่งส่งผลดีต่อสมองของผู้สูงวัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนที่มีเวลาว่าง และจำนวนมากยังคงเป็นผู้ที่สนใจในการแสวงหาความรู้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นวัยที่ต้องการการพึ่งพาที่สูงขึ้น เนื่องจากอาจมีภาวะการเจ็บป่วยและทุพพลภาพ จุดยืนของห้องสมุดท่ามกลางคลื่นมหาชนผู้สูงวัยก็คือ การปรับตัวให้เป็นองค์กรเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตบนหลักการของการเข้าถึงและเท่าเทียม กรณีที่โดดเด่นมากคือออสเตรเลีย ซึ่งมีนโยบายที่ชัดเจนและห้องสมุดระดับท้องถิ่น ต่างก็ดำเนินการสอดรับกันอย่างถ้วนหน้า นอกจากนี้ก็ยังมีอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่ต่างก็กำลังมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างคุณลักษณะและการให้บริการห้องสมุดเพื่อการรองรับความต้องการของผู้สูงอายุ ได้แก่ พื้นที่ห้องสมุด ควรตั้งอยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมโดยรถสาธารณะได้สะดวกและอยู่ใกล้ที่จอดรถ มีความปลอดภัย ให้ความรู้สึกสบายเป็นธรรมชาติ ทุกบริเวณสามารถเข้าถึงได้โดยวีลแชร์ รวมทั้งควรออกแบบโต๊ะให้อยู่ในระดับเดียวกับวีลแชร์ด้วย มีลิฟต์ระหว่างชั้น และจำเป็นต้องมีห้องน้ำภายในห้องสมุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมมีเนื้อหาหลากหลายในแต่ละช่วงของวัน เช่น ชมรมนักอ่าน กิจกรรมพูดคุยกับนักเขียน วงเสวนาเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กิจกรรมเย็บปักถักร้อย และงานฝีมือ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริการสารสนเทศ บรรณารักษ์จำเป็นต้องมีทักษะการสืบค้นด้วยอินเทอร์เน็ตอย่างคล่องแคล่ว เพื่อที่จะช่วยตอบคำถามผู้สูงอายุเกี่ยวกับงานอดิเรก การท่องเที่ยว ประวัติของเครือญาติ หรือสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเรื่องสุขภาพ นอกจากนี้ยังควรเตรียมคอมพิวเตอร์ไว้ให้บริการ และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำการใช้งานพื้นฐาน อาจจัดหลักสูตรเทคโนโลยีสำหรับเรียนรู้เป็นกลุ่ม เช่น การใช้เฟซบุ๊ก หรือการซื้อของออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบริการส่งหนังสือที่บ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมายังห้องสมุดได้ ห้องสมุดที่มีงบประมาณไม่มากอาจจับมือกับภาคีภาคเอกชนด้านขนส่ง หรือบางแห่งอาจจัดเก็บค่าบริการในราคาย่อมเยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัพยากรการอ่านสำหรับผู้มีปัญหาด้านการมองเห็น เช่น หนังสือที่มีขนาดตัวอักษรใหญ่กว่าปกติ (Large Book) หนังสือเสียง ห้องสมุดบางแห่งอาจมีเครื่องช่วยอ่านหนังสือ หรือจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครอ่านหนังสือหรือพูดคุยเรื่องเนื้อหาหนังสือให้แก่ผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาสาสมัครห้องสมุด คนในชุมชนสามารถมีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านให้แก่ผู้สูงอายุ เช่น ช่วยจัดหนังสือสำหรับส่งไปตามบ้าน ให้คำแนะนำผู้สูงอายุในการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้องภาพประวัติศาสตร์ ห้องสมุดสามารถสร้างความรู้สึกผูกพันกับผู้สูงอายุได้ง่ายๆ โดยการจัดทำห้องภาพประวัติศาสตร์ชุมชน หรือฐานข้อมูลภาพเก่า เพื่อให้ผู้สูงวัยได้รำลึกและบอกเล่าเรื่องราวความหลังที่ตนเคยมีประสบการณ์ร่วม ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำบันทึกอดีตจากคำบอกเล่า ซึ่งมีคุณค่าในแง่ประวัติศาสตร์ความทรงจำทางสังคม และเป็นแหล่งข้อมูลให้นักประวัติศาสตร์หรือผู้สนใจได้เข้ามาสืบค้น ตรวจสอบ วิจัยและตีความ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29574</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, มองมุมสูง, ห้องสมุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190220/image_big_5c6d50934ce10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2018 21:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2018 21:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นึกว่าแก๊สรั่ว ห้องสมุดอพยพมากกว่า 500 คน ที่แท้แค่กลิ่นทุเรียนเน่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในออสเตรเลียต้องอพยพอาจารย์และนักศึกษามากกว่า 500 คน เนื่องจากได้กลิ่นทุเรียนเน่าแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นแก๊สรั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุเรียนเป็นผลไม้ในเขตร้อนที่รู้จักกันดีว่ามีกลิ่นแรง หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีกฎห้ามนำทุเรียนเข้าห้องพักในโรงแรมและบริการขนส่งมวลชน เครดิตภาพ india2australia.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของแชนเนลนิวส์เอเชียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2561 อ้างคำแถลงของกรมดับเพลิงของนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของสถาบันเทคโนโลยีราชวิทยาลัยเมลเบิร์น (อาร์เอ็มไอที) โทรศัพท์แจ้งพนักงานดับเพลิงเมื่อเวลาหลัง 15.00 น.เศษ ตามเวลาท้องถิ่น ว่าได้กลิ่นเหมือนแก๊สรั่วในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น ตำรวจสั่งอพยพอาจารย์และนักศึกษามากกว่า 500 คนที่เข้ามาใช้บริการห้องสมุด จนทำให้การจราจรในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ติดขัด
กรมดับเพลิงส่งพนักงานดับเพลิงมาที่มหาวิทยาลัยราว 40 คน โดยพนักงานดับเพลิงหลายสิบคนที่สวมหน้ากากกันแก๊สพิษเข้าตรวจสอบภายในอาคารห้องสมุดเพื่อหาแหล่งที่มาของกลิ่นดังกล่าว โดยมีรายงานว่าอาคารแห่งนี้เป็นที่เก็บของสารเคมีอันตรายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว เจ้าหน้าที่กลับพบว่าต้นตอของกลิ่นที่เข้าใจว่าเป็นแก๊สเคมีรั่ว แท้ที่จริงแล้วคือทุเรียนเน่า ที่ถูกทิ้งไว้ในตู้ใบหนึ่งของห้องสมุด กลิ่นที่เหมือนแก๊สรั่วมาจากทุเรียนเน่าส่งกลิ่นแพร่กระจายเข้าไปในระบบเครื่องปรับอากาศของห้องสมุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากพบต้นตอของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และพนักงานดับเพลิงตรวจสอบอาคารจนมั่นใจแล้ว ห้องสมุดก็กลับมาเปิดให้บริการใหม่ในเวลา 18.00 น. วันเดียวกัน ส่วนทุเรียนเน่าที่พบในตู้ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของเมลเบิร์นจะกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายออกจากอาคารเพื่อนำไปทำลายต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8122</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุเรียน, ห้องสมุด, อพยพ, ออสเตรเลีย, เมลเบิร์น, แก๊สรั่ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5cf5e75ed8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
