<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ให้กำลังใจ-พูดภาษาเดียวกัน  เทคนิคปู่ย่าเป็นที่พึ่งพาลูกหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ยามที่ลูกหลานมีปัญหา การให้กำลังใจจากปู่ย่าตายายเป็นเรื่องที่สำคัญ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โบราณว่าไว้ ผู้ใหญ่ย่อมเป็นที่พึ่งของลูกหลาน ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง เพราะประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาของปู่ย่าตาทวดนั้นถือเป็นสิ่งที่ล้ำค่า ซึ่งนำมาเป็นคำแนะนำให้กับลูกหลานได้ โดยเฉพาะสังคมในปัจจุบันที่ทุกอย่างเร่งรีบ และกระตุ้นให้คนยุคนี้แข่งขันกัน กระทั่งทำให้เกิดปัญหาความเครียดสะสม ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการฆ่าตัวตาย หรือป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น งานนี้ปู่ย่าตายายสามารถเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับคนรุ่นลูกหลานได้ ล่าสุด อ.ศรีสมร คงพันธุ์ เจ้าของธุรกิจสอนทำอาหาร &amp;ldquo;โรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญ&amp;rdquo; ในฐานะคนรุ่นใหญ่ มาบอกถึงการเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกหลานยามที่ประสบปัญหาต่างๆ ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางการแข่งขัน และสภาวะแวดล้อมที่เคร่งเครียดไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ศรีสมร คงพันธุ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.ศรีสมร คงพันธุ์ บอกว่า &amp;ldquo;หลักของการให้คำปรึกษาลูกหลานที่ประสบปัญหาในการดำเนินชีวิต อาทิ &amp;ldquo;ลูกหลานที่ตกงาน&amp;rdquo; ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคียง สิ่งที่ดีที่สุดคือ &amp;ldquo;การให้กำลังใจเขา&amp;rdquo; เพราะช่วงที่ประสบปัญหาดังกล่าว แน่นอนว่าลูกหลานมักจะขาดกำลังใจ แต่ทั้งนี้ เราในฐานะผู้ใหญ่ก็ต้องหมั่นสังเกตว่า เขาต้องการอยากให้เราปลอบหรือไม่ หากลูกหลานต้องการ เราต้องพูดให้เขาใจเย็นๆ และให้กำลังใจในทำนองว่าต้องปรับตัวและอยู่ในสภาวะเหล่านี้ให้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการสำคัญต้องหมั่นมาพูดคุยกันบ่อยๆ หรือถ้าหากอาศัยอยู่บ้านเดียวกันนั้น เวลาที่ลูกหลานกลับเข้าบ้านก็ควรถามว่า &amp;ldquo;เขาเหนื่อยไหม... กินอะไรมาหรือยัง...วันนี้ยายมีกับข้าวอร่อยๆ เดี๋ยวเรากินด้วยกันนะ&amp;rdquo; หรือหากไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันก็ให้ถามลูกหลานว่า &amp;ldquo;เสาร์-อาทิตย์นี้ว่างหรือเปล่า ถ้าว่างก็มากินข้าวด้วยกันนะ หนูอยากกินอะไร เดี๋ยวยายทำให้กิน&amp;rdquo; เพราะอย่าลืมว่าบางครั้งการแสดงความห่วงใยผ่านคำพูดและความปรารถนาดีของปู่ย่าตายาย จะทำให้ลูกหลานซึมซับและเข้าใจความหวังดีนั้นได้ ที่สำคัญก็จะทำให้ลูกหลานเกิดกำลังใจ และความผูกพันต่อผู้สูงวัย ดังนั้นเรื่องของการเป็นที่พึ่งของผู้ใหญ่ต่อบุตรหลาน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องค่อยๆ ทำด้วยความเข้าอกเข้าใจ นอกจากนี้ก็สามารถให้คำสอนดีๆ กับเขา เช่น ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองนั้น โดยเฉพาะการที่ &amp;ldquo;ลูกหลานไม่ควรคิดทำสิ่งต่างๆ ที่เกินตัว เพราะจะทำให้เขาผิดหวังได้ง่าย ถ้าหากว่าทำตามอย่างที่คิดไว้ไม่ได้ตามเป้าหมาย และเวลาที่ลูกหลานมีปัญหาต้องค่อยๆ คิด เพราะคนเรามีทำอะไรพลาดก็ต้องค่อยๆ คลานก่อนที่จะลุกเดิน ไม่ใช่วิ่งไปเลย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(การที่ผู้สูงอายุใช้เวลาร่วมกับลูกหลาน จะทำให้พูดภาษาเดียวกัน และเด็กกล้าเข้ามาปรึกษาผู้ใหญ่มากขึ้น หากมีปัญหาและเรื่องไม่สบายใจ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งสำคัญที่สุดนอกจากการให้กำลังลูกหลาน คือการที่ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจเด็ก เช่น การที่เมื่อลูกหลานมีเพื่อน สิ่งสำคัญพ่อแม่ ผู้ใหญ่ควรให้เขาพาเพื่อนมาที่บ้าน เพราะจะทำให้เห็นและรู้จักกับเพื่อนลูก และเวลาที่เพื่อนของลูกมีปัญหา เราในฐานะคนเป็นพ่อแม่ก็ยังสามารถให้คำปรึกษากับเด็กๆ ได้ คือไม่ใช่แค่ว่าจะต้องให้กำลังใจลูกหลานของเราเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะพ่อแม่ยุคใหม่มักจะเลี้ยงลูกโดยให้เงินเป็นสำคัญ แต่ความเข้าใจลูกก็จะลดน้อยลง เพราะมีภารกิจการงานที่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นเรื่องการเข้าใจเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ แต่การที่ผู้ใหญ่จะเข้าใจลูกหลานได้ดี ก็ต้องมีการพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ หรือพูดง่ายๆ ว่าผู้ใหญ่ยุคใหม่ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของเด็ก เช่น ตัวอาจารย์ศรีสมรเองจะชอบนั่งฟังเพลงและดูทีวีกับหลานชาย โดยเฉพาะเวลาหลานดูรายการผจญภัย ย่าก็จะนั่งดูด้วย หรือเวลาที่หลานนั่งดูรายการเพลง เราก็จะนั่งดูกับเขาและถามเขาว่าเพลงนี้ใครร้อง เราต้องพยายามพูดคุยกับเขา เพื่อให้คุยภาษาเดียวกัน ดังนั้นเวลาที่เด็กมีปัญหาเขาก็จะกล้าปรึกษาเรา ที่สำคัญเด็กจะรู้สึกว่าผู้ใหญ่กับเขาเป็นเพื่อนกัน และคุยกันได้ทุกเรื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.ศรีสมร บอกอีกว่า อันที่จริงแล้วเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ดังนั้นถ้าเราต้องการให้ลูกหลานเป็นอย่างไร เราก็ต้องทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องนั้นๆ เช่น หากเราต้องการให้ลูกหลานพูดเพราะๆ เราก็ต้องพูดเพราะๆ กับเขา ยกตัวอย่างหลานชายของตัวเอง ที่เขามักจะไม่ชอบคำพูดไม่เพราะ ทั้งในทีวีที่เขาดู หรือในโรงเรียนของเขา ที่เพื่อนบางคนพูดไม่เพราะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ครูในโรงเรียนอบรมเขา เช่น การที่มีสัปดาห์ของการพูดเพราะ เช่น ให้เด็กพูด ผม คุณ ตลอดทั้งเดือนเป็นต้น และ อ.ศรีสมร เองก็มักจะไม่พูดคำหยาบคายกับเขา และก็มักจะสอนให้หลานพูดกับเพื่อนดีๆ เช่น &amp;ldquo;อันนี้ของตัว อันนี้ของเขา&amp;rdquo; เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อเราเป็นตัวอย่างที่ดี เด็กก็จะซึมซับในสิ่งที่ดีจากผู้ใหญ่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55053</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, อ.ศรีสมร คงพันธุ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200120/image_big_5e259fab9454d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ.ศรีสมร&#039;เก๋าอย่างมีพลัง ทำในสิ่งที่รักเคล็ดลับอายุยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นวัยเก๋าที่มีพลัง แถมยังเป็นกูรูเรื่องอาหารไทยระดับปรมาจารย์ชั้นครู สำหรับ อ.ศรีสมร คงพันธุ์ เจ้าของธุรกิจสอนทำอาหาร &amp;ldquo;โรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญ&amp;rdquo; ในวัย 86 ปี เพราะไม่ใช่แค่อาจารย์สอนทำอาหารไทย แต่ยังใส่ใจลงลึกถึงดีเทล อย่างการให้ความรู้กับลูกศิษย์ลูกหา ด้วยการสอนเรื่องมรรยาทการจัดโต๊ะอาหาร การตกแต่งเมนูที่ปรุงให้ดูสวยงามน่ารับประทาน การเลือกใช้ภาชนะให้เหมาะกับอาหารไทย กระทั่งการสอนคิดต้นทุนในการปรุงอาหารให้กับผู้ที่มาเรียน นั่นจึงทำให้นักเรียนได้รับประโยชน์จากคอร์สเรียนอาหารไทย ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการปรุงเมนูและอนุรักษ์อาหารพื้นบ้านให้คงอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า อ.ศรีสมร เป็นวัยหลัก 8 ที่มีพลัง เพราะเจ้าตัวมีงานด้านอื่นๆ เสริม อย่างการออกรายการวิทยุ และเขียนหนังสือตำราอาหารไทยให้กับสายการบินชื่อดังซึ่งกำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ เพราะมองว่างานเขียนนั้น แม้ผู้ประพันธ์จะไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่ผลงานก็ยังคงอยู่ให้คนที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป ประสบการณ์และความสามารถของกูรูอาหารไทยที่กล่าวมา นับเป็นตัวอย่างของการทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ และพร้อมส่งต่อกลเม็ดเคล็ดลับในการปรุงอาหารจากต้นทางไปยังปลายทางซึ่งน่าสนใจแล้ว ทว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของ อ.ศรีสมร นับเป็นตัวอย่างที่ดีและควรค่าแก่การสอนลูกหลาน ตั้งแต่การกิน อยู่ ออกกำลัง และสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ศรีสมร คงพันธุ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.ศรีสมร บอกว่า หลักการมีสุขภาพดีของเจ้าตัวนั้น คล้ายกับการเลือกวัสดุในการปลูกสร้างบ้านเรือน ประกอบเจ้าตัวเป็นคนต่างจังหวัด ดังนั้นเรื่องการกินอยู่นั้นจึงเน้นหลักให้เหมาะสมกับวัย และเลือกรับประทานอาหารที่หาได้ง่ายอาทิ &amp;ldquo;ไข่&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ผักและผลไม้ตามฤดูกาล&amp;rdquo; เนื่องจากสมัยก่อนนั้นไม่มีขนมนมเนยให้รับประทานเหมือนอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นเด็กๆ สมัยก่อนจึงกินของหวานเป็นผลไม้แทน เช่น มะละกอ มะม่วง ส้มเขียวหวาน และกล้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราเรียนจบด้านการทำอาหารมาโดยตรง ดังนั้นเวลาที่ดูแลสุขภาพก็จะเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ สังเกตอย่างง่ายๆ ว่าบางครั้งการที่เรารับประทานอาหารแล้วไม่สบายท้อง ก็เป็นสิ่งที่หลายคนไม่ค่อยชอบ และอีกนัยหนึ่งก็หมายความว่าระบบย่อยอาหารของแต่ละคนจะแตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารอย่างมีสติ ไม่ใช่กินเพราะความอร่อยอย่างเดียว เนื่องจากอาหารที่อร่อยจะนำมาซึ่งความเจ็บป่วยได้ง่าย ประการสำคัญ อาจารย์เองก็อายุค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งก็จะมีปัญหาเรื่องการท้องผูก จึงจำเป็นต้องกินผักที่มีกากใยอาหารสูง แต่จะต้องนำผักเหล่านั้นมาต้มก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น ข้าวโพดที่นำมาแกะเมล็ดแล้วต้ม เนื่องจากเป็นอาหารที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ หรือถึงกระเจี๊ยบต้มที่มีลักษณะลื่น และช่วยทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ส่วนผักบุ้งต้มจะช่วยบำรุงสายตา ขณะที่ตำลึงจะช่วยเรื่องควบคุมน้ำตาลได้ในเลือดได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะในตำลึงมีอินซูลินจากธรรมชาติ นอกจากนี้ อาจารย์ก็จะไม่เลือกกินอาหารที่มีลักษณะแตกหน่อแตกยอด เพราะจะมีกรดแล็กติกที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ และบางครั้งการรับประทานอาหารที่มีรสชาติเผ็ดบ้างก็เป็นการรักษาสุขภาพอย่างหนึ่ง เพราะในอาหารเผ็ดจะมีสารแคปไซซินจากพริก ที่ช่วยรักษาโรคจอประสาทตาได้เป็นอย่างดี และยังทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ดี และอย่างที่รู้กันดีว่า &amp;ldquo;เมนูรสเปรี้ยว&amp;rdquo; นั้นจะช่วยบำรุงสมอง อาจารย์จะชอบปรุงเมนู &amp;ldquo;ยำไข่ต้ม&amp;rdquo; ใส่มะม่วงและข้าวโพดแกะเมล็ดต้ม ใส่ในเมนูยำไข่ต้ม เพราะมีสารอาหารบำรุงสมอง รวมไปถึงเมนูจากถั่วที่ช่วยบำรุงสมองเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กูรูอาหารไทยวัยเก๋า ยังบอกอีกว่า กล่าวโดยสรุปนั้น หลักการบริโภคอาหารของอาจารย์จะเน้นไปที่ผักสดแช่น้ำเกลือ 10-15 จากนั้นนำล้างให้สะอาดและนำมาต้ม หรือทำให้สุกก่อนบริโภค เพื่อเพิ่มกากใยอาหารและช่วยย่อยในตัว ที่สำคัญจะกินไข่เป็นประจำ เพราะมีโปรตีนต่อร่างกาย อีกทั้งจะเลี่ยงอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ใหญ่ย่อยยาก และถ้าคิดเป็นการบริโภคอาหาร 3 มื้อ เจ้าตัวจะกินเนื้อสัตว์ไม่เกิน 100 กรัม ผักประมาณ 150-200 กรัม นอกจากนี้ก็พยายามลดแป้งลง เพราะเมื่ออายุมากขึ้น กิจกรรมก็จะลดน้อยลง ถ้าบริโภคมากเกินไป ไขมันจะสะสมไว้ที่บริเวณตับและตามร่างกาย ส่วนการบริโภคของหวาน เจ้าตัวเน้นเป็นผลไม้ตามฤดูกาลที่หวานน้อย อาทิ แตงโม มะละกอ ฝรั่ง และหมั่นจิบน้ำสมุนไพรที่หวานด้วยน้ำตาลทางเลือกอย่าง หญ้าหวาน ที่ปรุงเป็นน้ำตะไคร้ ใบเตย น้ำใบกะเพรา ไม่ดื่มน้ำเย็น และดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การดูแลเรื่องจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะการคิดบวก และการเป็นตัวอย่างในการทำสิ่งที่ดีให้ลูกหลานเห็น ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่หรือผู้ให้ความรู้ด้านการทำงานอาหารไทย ดังนั้นการให้ความรัก ความผูกพันกับผู้ที่มาเรียนที่เปรียบเสมือนลูกหลาน การชวนพูดคุยเพื่อสร้างความเป็นกันเองให้ลูกศิษย์ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการชวนพูดคุยเหมือนเพื่อนจะสร้างความสนิทสนม ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนมีความสุขไปพร้อมๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การดูแลจิตที่สำคัญของคนสูงอายุนั้น การที่เราคิดบวกให้มากจะส่งผลดีต่อจิตใจ เช่น ถ้าวันไหนที่ลูกหลานไม่มาหา ก็ให้คิดว่าเขาอาจจะมีธุระเยอะ เราเองก็จะได้พักผ่อน หรือหากวันไหนที่กับข้าวไม่อร่อย เราก็ต้องไม่พูดว่าไม่อร่อย แต่ใช้วิธีการกินอาหารมื้อนั้นให้น้อยลง ซึ่งนั่นก็ดีต่อสุขภาพทำให้เราไม่อ้วน เพราะถ้าเรามองลบก็จะไม่สบายใจ ทำให้นอนไม่หลับ เครียดและเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด ที่สำคัญเราต้องทำตัวเองเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกหลาน ตั้งแต่วิธีเรื่องการมองโลกแง่ดี หรือแม้แต่การแต่งตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่นั้น การนุ่งผ้าซิ่น และเกล้ามัดผมให้เรียบร้อย ก็ถือเป็นการแต่งกายที่เหมาะสมกับวัย เพราะการทำตัวเป็นแบบอย่างจะทำให้ลูกหลานซึมซับได้ดีกว่า อีกทั้งการเป็นตัวอย่างในเรื่องการพูดขอบคุณและขอโทษก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยปกติแล้ววัย 86 ปี เป็นช่วงที่ต้องพักผ่อนอยู่กับบ้าน เพราะเป็นวัยที่เชี่ยวกรำในการทำงานมานาน แต่ เจ้าของธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดัง บอกว่า นอกจากงานสอนลูกศิษย์ปรุงเมนูอาหารไทยที่โรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญแล้ว เจ้าตัวยังเจียดเวลาไปออกรายการวิทยุสื่อสารที่ทำให้สมองได้มีการพัฒนา เพราะในรายการจะมีการถามตอบปัญหา และยังทำงานด้านการเขียนตำราอาหารไทยให้กับสายการบินชื่อดัง โดยเน้นเป็นอาหารไทยแบบสำรับ หรืออาหารเป็นชุดที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งจะมีไว้ให้บริการสำหรับลูกค้ากลุ่มชั้นบิสสิเนสและชั้นเฟิร์สคลาสได้อ่านกันอยู่หลายเล่ม ซึ่งกำลังเปิดตัวเร็วๆ นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เหตุผลว่าทำไมยังต้องทำงานเขียนแม้อายุตอนนี้ 86 ปีแล้ว เพราะว่างานเขียนหนังสือนั้นเป็นกุศลอย่างหนึ่ง เมื่อเราตายไปแล้ว มันก็ยังมีอยู่ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา ซึ่งดีกว่าหนังสือที่อยู่ในรูปแบบออนไลน์ ที่เก็บไว้ไม่ได้นานเท่ากับหนังสือที่เป็นรูปเล่ม ที่สำคัญหนังสือทุกเล่มจะเก็บอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติไว้ให้คนที่สนใจได้หาความรู้ โดยเฉพาะตำราอาหารไทยที่สามารถนำมาทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ หรือแม้แต่ขนมไทยที่ทั้งอร่อยและมีความหมายดีซึ่งลูกหลานควรจะรู้ไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น &amp;ldquo;ขนมเทียน&amp;rdquo; มีความหมายถึงความรุ่งโรจน์ในการมอบให้กันและกัน หรือแม้แต่การที่เราถวาย &amp;ldquo;ขนมต้ม&amp;rdquo; ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น บูชาองค์พระพิฆเนศวร มีความหมายอย่างไร รวมถึงประวัติของขนมไทย 4 ถ้วย ที่ใช้ในงานมงคลบ้านเรามีความเป็นมาอย่างไร หรือแม้แต่การมอบ &amp;ldquo;ขนมกล้วย&amp;rdquo; ให้แก่กัน ที่มีความว่าเมื่อทำอะไรก็ให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ตรงนี้ถือเป็นการฝึกสมองทางหนึ่ง เพราะการที่เราจะเขียนหนังสือได้ เราจะต้องค้นคว้าหาประวัติข้อมูลของอาหารไทยจากการอ่าน ดังนั้นถ้าเรารักในงานที่ทำและมีความสุขกับมัน โดยเฉพาะการเผยแพร่เรื่องของอาหารไทย ขนมไทยไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ตรงนี้ทำให้เกิดความสุขใจและทำให้เรามีอายุที่ยืนยาวค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นธรรมเนียมของการปิดท้ายเกี่ยวกับ &amp;ldquo;ข้อคิดคำคม&amp;rdquo; ที่คนวัยเก๋าฝากไปยังลูกหลาน ที่ อ.ศรีสมร เผยว่าได้สูญเสียลูกชายวัย 42 ปีไปเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมาจากโรคมะเร็งร้าย ที่คร่าชีวิตลูกชายไปอย่างกะทันหัน แต่ลูกชายได้เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วโดยที่ไม่มีใครทราบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การที่ลูกชายเสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมาอย่างกะทันหัน และปัจจุบันอาจารย์ก็อยู่กับลูกสะใภ้และหลานบุญธรรม ตอนแรกเราทราบว่าเขาป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กระดูก แต่การรักษาทุกอย่างเป็นปกติมาก ผลเลือดก็อยู่ในระดับที่ปกติ กระทั่งไปพบแพทย์ที่นัดตรวจประจำเดือน และเขาได้จากไปอย่างสงบจากการที่ออกซิเจนในร่างกายต่ำกะทันหัน จนต้องเข้าห้องไอซียู สิ่งที่เกิดขึ้นมันบอกให้เรารู้ว่าเวลาของคนเรานั้นมันสั้นมาก ดังนั้นถ้าจะทำอะไรก็รีบทำ เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราจะเสียชีวิตจากไปจากโลกนี้ โดยเฉพาะเรื่องการทำดีที่เราต้องรีบทำค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43027</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, อ.ศรีสมร คงพันธุ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190808/image_big_5d4c161ef0e9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลูกเอ๋ย..ปู่ย่าตายายจะบอกให้ ปิดเทอมเรียนรู้สร้างสัมพันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน้าร้อนถือเป็นช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนของน้องๆ วัยประถมและมัธยมศึกษา ทั้งนี้คงจะดีไม่น้อยหากว่าเด็กๆ นั้นใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากกว่าการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ หรือติดอยู่กับโลกออนไลน์ตลอดทั้งวัน เพราะนอกจากทำให้เกิดปัญหาสายตา โดยเฉพาะโรคต้อกระจกแล้ว อาจทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างสูญเสียไป ที่สำคัญยังทำให้ผู้ใหญ่ต้องคอยเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของบุตรหลานช่วงปิดเทอม มีคำแนะนำจากคนวัยเก๋าที่เลี้ยงและผูกพันกับลูกหลานมาแนะนำการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์กับน้องๆ หนูๆ ในช่วงปิดภาคเรียน ทั้งนี้บางกิจกรรมเป็นสิ่งที่เด็กๆ อาจไม่เคยทำมาก่อน หรือบางคนก็ทำจนเกิดความเคยชิน และชักชวนเพื่อนมาร่วมงานยามว่างดังกล่าว ที่สำคัญบางกิจกรรมยังสอดแทรกการดูแลกันและกันของสมาชิกในครอบครัวได้อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(บุษกร พรหมมา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มจาก ป้าบุษ-บุษกร พรหมมา ประธานวัฒนธรรมหมู่บ้านหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี ที่บอกว่า &amp;ldquo;ป้าบุษเป็นคนที่ชอบร้องรำทำเพลง ดังนั้นทุกครั้งที่ปิดภาคเรียนก็จะชวนเด็กๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 5-12 ปี ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการรำกลองยาว ในกลุ่มเด็กเล็กอายุ 5-7 ปี ส่วนเด็กในหมู่บ้านที่โตขึ้นมาอีกนิดอายุประมาณ 12 ปี ก็จะชักชวนให้บวชเณรภาคฤดูร้อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันเด็กไปเล่นน้ำและจมน้ำ อีกทั้งได้ใช้เวลาว่างในการศึกษาธรรมะ ทำให้เด็กสงบและซุกซนน้อยลง ส่วนกลุ่มเด็กเล็กที่มาเรียนรำกลองยาว ถ้าคนไหนที่สามารถเล่นได้ก็จะพาไปรำกลองยาวในงานสงกรานต์ที่หน้าอำเภอ เด็กก็จะได้เงินค่าขนมคนละ 100-200 บาท ตรงนี้เด็กๆ ก็จะเกิดความภูมิใจค่ะ ก็ถืองานอดิเรกที่มีประโยชน์ แม้ว่าเด็กบางคนจะเคยเรียนรำกลองยาว หรือบวชเณรเป็นครั้งแรกก็ตามค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(กุลยา ศรีลิโก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อกันที่ คุณป้ากุลยา ศรีลิโก ครูเกษียณราชการวัย 70 ปี แนะนำว่า กิจกรรมที่เหมาะกับเด็กช่วงปิดเทอมควรเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชอบและสนใจ &amp;ldquo;หากเป็นเด็กเล็กหรือเด็ก ป.1 และ ป.2 ที่ต้องอยู่กับพ่อแม่ เช่น การวาดรูป การเลี้ยงสัตว์ ให้อาหารปลา ส่วนเด็กโตนั้น ผู้ปกครองก็ ต้องคอยสังเกตว่าลูกชอบอะไร และสนับสนุนในเรื่องนั้น เช่น ถ้าลูกชอบดนตรี หรือต้องการที่จะเรียนพิเศษเนื่องจากเด็กอ่อนในวิชานั้นๆ ก็ควรลูกไปเรียนติวเตอร์ หรือถ้าเขาชอบวาดรูปก็พาไปเรียนศิลปะ เพราะจะทำให้เด็กมีสมาธิ และอยู่กับเพื่อนและคนในสังคมได้ หรือหากน้องๆ หนูๆ อยากทำงานพิเศษ พ่อแม่ก็ต้องคอยดูว่าลูกๆ จะมีความปลอดภัยแค่ไหน ซึ่งถ้ามองว่าทำแล้วปลอดภัยก็ให้ทำ เพื่อที่ว่าเด็กๆ จะได้รู้คุณค่าของเงิน ว่าเงินนั้นหายากค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ศรีสมร คงพันธุ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทว่างานอดิเรกอย่างการทำอาหารถือได้ว่าเป็นกิจกรรมช่วงปิดเทอมที่ช่วยปลูกฝังงานครัวเรือนให้กับเด็กๆ คำแนะนำจาก อ.ศรีสมร คงพันธุ์ เจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหาร &amp;ldquo;โรงเรียนการเรือน ยิ่งเจริญ&amp;rdquo; บอกว่า &amp;ldquo;ในช่วงปิดเทอมอย่างนี้ พ่อแม่สามารถจูงใจลูกให้เข้าครัวในวันหยุด เพราะการทำอาหารนั้นจะสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในครอบครัว และปลูกฝังการดูแลกันและกัน โดยเลือกอาหารง่ายๆ ที่เด็กๆ ชอบอย่าง &amp;ldquo;ส้มตำ&amp;rdquo; โดยทำรสชาติตามใจเด็ก ใส่น้ำปลา น้ำมะนาว แต่ไม่ต้องใส่พริก หรือแม้แต่การต้มไข่หรือเจียวไข่สำหรับเด็ก 7-8 ปี ตรงนี้มันอยู่ที่พ่อแม่ว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ลูกรู้จักการเข้าครัว เพราะคนยุคใหม่มักจะชอบออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่ลืมไปว่าในช่วงปิดเทอมอย่างนี้ เราสามารถเติมความรักให้แก่กันด้วยการทำอาหารร่วมกับเด็กๆ ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(สุพร เลือกกันดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต่าง คุณป้าสุพร เลือกกันดี วัย 68 ปี ที่บอกคล้ายกันว่า &amp;ldquo;งานบ้าน&amp;rdquo; เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และเป็นเครื่องมือสำหรับในการดึงเด็กออกจากการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพสายตา บอกว่า &amp;ldquo;ป้ามีหลาน 2 คน อายุ 15 ปีและ 9 ปี ทุกวันนี้หลานก็ชอบเล่นโทรศัพท์มือถือจนดึก แต่ตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอม เราก็จะให้หลานๆ ทั้ง 2 คนช่วยกันทำงานบ้าน เช่น กรอกน้ำเข้าตู้เย็น ล้างชามหลังจากกินข้าวเสร็จ และช่วยกันเก็บกวาดบ้าน แม้ว่าจะทำให้เด็กละสายตาได้ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เล่นมือถือตลอดทั้งวัน เพราะอย่างน้อยก็จะทำให้เขารู้จักรับผิดชอบตัวเองเมื่อโตขึ้นค่ะ หรือหากบ้านไหนที่พ่อแม่ขายของ เด็กๆ ก็สามารถไปช่วยขายได้ เพราะจะทำให้เด็กรู้จักการหาเงินว่าเป็นอย่างไร และไม่ฟุ่มเฟือย เพราะทุกวันนี้เด็กขอเงินจากผู้ปกครองเพียงอย่างเดียวค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(นงลักษณ์ แซ่จง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กยุคใหม่มักพบปัญหาติดเกม ดังนั้นการดึงความสนใจไปรับประทานอาหารนอกบ้าน และการปลูกฝังการรับผิดชอบงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในช่วงปิดเทอมของน้องๆ หนูๆ มุมมองจาก คุณป้านงลักษณ์ แซ่จง วัย 67 ปี ครูสอนภาษาจีน ที่บอกว่า &amp;ldquo;ผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตว่าเด็กๆ ชอบรับประทานอาหารอะไร และให้พาออกไปกินข้าวนอกบ้าน ยิ่งใกล้บ้านมากเท่าไรก็ยิ่งดี เพื่อให้เด็กห่างไกลจากโซเชียล เนื่องจากอยู่บ้านมากๆ เด็กก็จะยิ่งติดมือถือ ตรงนี้ผู้ปกครองเองก็ต้องแบ่งเวลาให้ลูกในช่วงปิดเทอมด้วย นอกจากนี้ การใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมอย่างการทำงานบ้านขณะอยู่บ้านอย่าง การล้างชาม และเก็บกวาดห้องตัวเองแล้ว ก็เป็นการปลูกฝังการช่วยเหลือตัวเองและรับผิดชอบในหน้าที่เช่นกัน แต่ถ้าลูกๆ อยากออกไปหาเพื่อนในช่วงปิดเทอม แนะนำว่าให้ผู้ปกครองไปด้วย เพื่อคอยช่วยสังเกตเพื่อนของลูกว่าเป็นอย่างไร สามารถคุยได้ไหม ก็จะช่วยสกรีนให้เด็กเลือกคบเพื่อนที่ดี ไม่ชวนกันทำสิ่งไม่เหมาะสมช่วงปิดเทอมค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33153</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ศรีลิโก, คุณภาพชีวิต, นงลักษณ์ แซ่จง, บุษกร พรหมมา, สุพร เลือกกันดี, อ.ศรีสมร คงพันธุ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190407/image_big_5caa033d841bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคล็ดลับความงามของคนรุ่นย่ายาย ต้องสวยใสและแลดูสุขภาพดีมีเสน่ห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อ.ศรีสมร คงพันธุ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เชื่อโบราณไม่บานบุรีเห็นจะจริงกัน โดยเฉพาะเคล็ดลับสวยแบบธรรมชาติของผู้หญิงไทยยุคก่อน ซึ่งงานนี้บอกเล่าโดย อ.ศรีสมร คงพันธุ์ ในวัย 84 ปี กูรูสอนทำอาหารไทยเลื่องชื่อ โรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญ ที่ล่าสุดขอพักมาอัพเดตเทรนด์งามของหญิงไทยยุคก่อน ที่ปัจจุบันนอกจากไม่ตกเทรนด์แล้ว แต่ยังตอบโจทย์ให้กับสาวๆ ที่มองหาความสวยความงามแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงของศัลยกรรมพลาสติก ที่สำคัญทริกความงามดังกล่าวยังช่วยดูแลสุขภาพไปด้วยในตัว แถมที่ว่าเด็ดก็ตรงที่สามารถหาได้จากครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็น มะกรูด มะพร้าว ไหนจะเป็นสมุนไพรบ้านของเราที่สามารถหยิบมาใช้เติมสวยได้ทุกเมื่อ อย่างขมิ้นชัน ก็มีมาแนะนำกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;อาบน้ำต้มสมุนไพร&amp;rdquo; เทคนิคผิวเนียนใส และป้องกันอาการผดผื่นคันผิวหนังไปด้วยในตัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.ศรีสมรอธิบายว่า &amp;ldquo;เคล็ดลับความงามของคนโบราณนั้น ถ้าหากเป็นการ &amp;ldquo;ดูแลผิวพรรณ&amp;rdquo; ภายในระยะเวลา 1 เดือน เราจะนิยม &amp;ldquo;กินน้ำมะขามเปียก&amp;rdquo; เพื่อช่วยในการถ่ายท้อง ตรงนี้จะช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส เพราะร่างกายปราศจากของเสียโดยไม่ต้องฉีดสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ผิวขาวเนียน นอกจากนี้ เคล็ดลับผิวเนียนที่สำคัญของสาวๆยุคก่อน คือการ &amp;ldquo;อาบน้ำต้มสมุนไพร&amp;rdquo; อันได้แก่ ใบส้มป่อย และใบต้นเป้า ที่มีสรรพคุณทางยา ในการช่วยแก้ผื่นคันและยังทำให้ผิวนุ่มเนียน นอกจากนี้ หากมีปัญหาเส้นเท้าแตก หรือมีปัญหาผิวแตกลายในช่วงหน้าหนาว ก็จะนิยมใช้ &amp;ldquo;น้ำมันมะพร้าว&amp;rdquo; มาชโลมที่ผิวและบริเวณส้นเท้าที่แตก แต่เคล็ดลับที่สำคัญจะต้องใช้อย่างเป็นประจำจึงจะเห็นผล หรือสาวๆ คนไหนที่อยากให้ผิวเรียบเนียนก็สามารถใช้ &amp;ldquo;ขมิ้นชันมาทาที่ผิว&amp;rdquo; จากนั้นให้ล้างออก ก็จะทำให้ผิวเรียบเนียนสวยได้เช่นกัน หรือการที่คนภาคเหนือทำอาหารอย่างเมนู &amp;ldquo;งบ&amp;rdquo; ที่มีส่วนผสมของขมิ้นชัน ก็ช่วยทั้งทำให้ผิวพรรณผ่องใส เรียบเนียน และยังรักษาอาการปวดท้องได้ในคราวเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รักษาอาการส้นแตกด้วยน้ำมันมะพร้าว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถัดมาที่การ &amp;ldquo;ดูแลเส้นผม&amp;rdquo; จากประสบการณ์ส่วนตัวของอาจารย์ จะสระผมด้วย &amp;ldquo;น้ำมะกรูด&amp;rdquo; ที่สามารถรักษาอาการคันหนังศีรษะจากรังแค และช่วยแก้ปัญหาผมหงอกได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากใครมีปัญหาผมแห้งเสียและแตกปลายนั้น ก็มักจะชโลมผมด้วยน้ำมันมะพร้าว ที่ได้จากการเคี่ยวเนื้อมะพร้าวด้วยไฟอ่อนๆ กระทั่งได้น้ำมันออกมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน &amp;ldquo;การดูแลรูปร่าง&amp;rdquo; นั้น คนสมัยก่อนมักจะกินผักประจำฤดูกาล ที่ไม่เพียงทำให้รูปร่างดีไม่อ้วนแล้ว ยังทำให้ผิวพรรณผ่องใสได้อีกด้วย เช่น ในช่วงหน้าฝนนั้นจะมีหน่อไม้ออก ก็มักจะรับประทานแกงหน่อไม้ใส่ &amp;ldquo;ใบย่านาง&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณล้างพิษและของเสียของจากร่างกาย ที่สำคัญใบย่านางช่วยให้ผู้ที่บริโภคหน่อไม้ไม่ป่วยเป็นโรคเกาต์ได้อีกเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คนสมัยก่อนก็มักจะออกกำลังกาย โดยการกวาดถูบ้านเรือนและรดน้ำต้นไม้ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การตำน้ำพริกที่ต้องลงมือโขลกเอง ก็ถือเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ซึ่งจะส่งผลเมื่ออายุมากขึ้น คือร่างกายจะแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย เนื่องจากเรามีการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากเคล็ดลับความงามด้านร่างกายแล้ว &amp;ldquo;ความงามด้านจิตใจ&amp;rdquo; ก็สำคัญ โดยเฉพาะความงดงามที่ปรากฏขึ้นในดวงตา ซึ่งมาจากจิตใจที่ดี โดยเฉพาะการมองเห็นความงามในตัวเอง หรือการมองตัวเองโดยไม่มองผู้อื่น เพราะถ้าเราให้ความสำคัญกับความงามของคนอื่น จะทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือหาสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นถ้าเราทำจิตใจของเราให้ดี เห็นคุณค่าในตัวเอง และพอใจในสิ่งที่พ่อแม่ให้มา ไม่ว่าจะเป็น ตา จมูก ใบหน้า ตรงนี้ก็ขอให้รักษาสิ่งที่ท่านให้มาไว้เป็นอย่างดี ที่สำคัญขอให้คิดดีและคิดบวกกับผู้อื่น แน่นอนว่ารอยยิ้มของเราจะเป็นรอยยิ้มที่มีความสดใสและจริงใจค่ะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคล็ดลับความงามของคุณรุ่นใหญ่ที่ดีต่อใจคนหนุ่มสาวยุคใหม่ ที่สำคัญ ประหยัด...จริงไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19973</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, น้ำมะกรูด, น้ำมะขามเปียก, อ.ศรีสมร คงพันธุ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181015/image_big_5bc48e4f3ec99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
