<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ครูจิตวิทยา&quot;ในโรงเรียน ฮีโร่..สแกนปัญหาเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ่อยครั้งที่เราเคยได้ยินแต่ &amp;ldquo;หมอจิตวิทยา&amp;rdquo; ล่าสุดมีการอบรมทักษะ &amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ขึ้นในพื้นที่ จ.นครราชสีมา หรือเมืองย่าโมที่เรารู้จักกันดี ซึ่งนำโดย &amp;ldquo;รพ.จิตเวชโคราช&amp;rdquo; จับมือ &amp;ldquo;สพม.31&amp;rdquo; จัดอบรมความรู้และทักษะครูโรงเรียนระดับมัธยม ให้เป็นครูจิตวิทยาประจำโรงเรียน ยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพจิตเด็กวัยมัธยมเมืองย่าโมที่มีกว่า 60,000 คน เพิ่มประสิทธิภาพการเรียน ป้องกันและช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา อาทิ ติดเกม, ซึมเศร้า, มีปัญหาภายในครอบครัว เชื่อมโยงกับ รพ.ในพื้นที่ รพ.เชี่ยวชาญ และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เผยว่า ผลดำเนินการในรุ่นแรกพบว่าได้ผลดีมาก ครูสามารถดำเนินการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี ผลการตรวจในปี 2561 พบเด็กปกติร้อยละ 80 โดยพบกลุ่มเสี่ยง เช่น มีพฤติกรรมและอารมณ์ผิดปกติ และสงสัยมีโรคทางจิตเวชแอบแฝงรวมร้อยละ 20 ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครูจิตวิทยา เช่น ปรับแก้พฤติกรรมครอบคลุมร้อยละ 70 โดยมีเด็กที่ปรับพฤติกรรมเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น สงสัยอาจมีโรคทางจิตเวชแอบแฝง เช่น สมาธิสั้น ดื้อ เกเร ติดเกม ติดสารเสพติด เรียนรู้บกพร่อง ประมาณร้อยละ 5 ได้ส่งพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคต่อไป ขณะนี้เด็กอยู่ในระบบการดูแลรักษาแล้ว 1,817 คน เด็กเรียนหนังสือได้...จากการอบรมเพิ่มทักษะการดูแลเด็กในแง่ของจิตวิทยาให้กับคุณครูในโรงเรียน โดยเฉพาะการช่วยคัดกรองเด็กที่มีปัญหาเพื่อไปสู่การแก้ไข แต่ทว่าประเด็น &amp;ldquo;ครูจิตวิทยาในโรงเรียน&amp;rdquo; มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด!!! มีมุมมองจากแพทย์จิตวิทยา ตลอดครูอาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา มาให้ข้อมูลไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์ รองอธิบดีกรมอนามัย บอกว่า &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วโครงการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนมีนานหลายปีแล้วค่ะ เพียงแต่ว่าจะอยู่ในนามของครูแนะแนว และเหตุผลที่ได้มีการจัดอบรมดังกล่าวให้กับครูในโรงเรียนนั้น เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า เนื่องจากเด็กแต่ละคนนั้นมีความหลากหลาย ดังนั้นในฐานะครูผู้สอนก็จำเป็นต้องตระหนักในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้คำแนะนำกับเด็กนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลด้านสภาพจิตใจและร่างกายของเด็กควบคู่กันไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมาเวลาที่เด็กนักเรียนมีปัญหาทางด้านร่างกายและสังคม เช่น มีปัญหาเรื่องการขัดสนเงินทอง หน้าที่ของครูจิตวิทยาที่อยู่ในครูแนะแนว ก็มีตั้งแต่ช่วยหาทุนให้ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในสังคม ดังนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่โคราชได้มีการจัดอบรมครูจิตวิทยาขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะนั่นจะทำให้คุณครูมีความรู้และเข้าใจเด็กได้ชัดเจนมากขึ้น และคอยช่วยเหลือเขา โดยเฉพาะการนำแพทย์ด้านจิตวิทยามาให้ความรู้กับคุณครูในโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมานานหลายปีแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ความรู้ทางด้านจิตวิทยาหลักๆ ในการดูแลเด็กนักเรียนนั้น ประกอบด้วย 1.พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กในแต่ละช่วงวัย 2.การที่คุณครูจิตวิทยาจำเป็นต้องมีทักษะของการรับฟังปัญหาที่ดี เพื่อให้ข้อมูลกับเด็กๆ และช่วยให้เด็กตัดสินใจปัญหาได้อย่างมีสติ ชัดเจน อีกทั้งสามารถรับผิดชอบกับการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม 3.ครูจิตวิทยาต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจและอารมณ์ของเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.อัมพร บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนจะสามารถแก้ไขปัญหาที่หลากหลายของเด็กในโรงเรียนได้ 100% หรือไม่นั้น อาจเป็นการคาดหวังที่มากเกินไป แต่สิ่งสำคัญที่เด็กจะได้รับจากการมีครูจิตวิทยาในโรงเรียนจะแสดงออกมาในรูปแบบของ &amp;ldquo;การได้รับความช่วยเหลือ&amp;rdquo; ในหลากหลายเรื่องมากกว่า เพราะอย่าลืมว่าการที่ครูมีทักษะทางด้านจิตวิทยาที่พร้อม จะสามารถช่วยเหลือศิษย์ได้อย่างถูกต้อง เพราะเรื่องบางเรื่องไม่ใช่แค่การปรึกษา หรือให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่เด็กจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องเมื่อเกิดปัญหา เช่น การที่เด็กป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ถ้ามีคุณครูจิตวิทยาอยู่ใน รร. ก็จะทำให้มีการสังเกต ติดตาม สอบถามเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาหนักใจ หรือปัญหาสุขภาพด้านต่างๆ เพื่อให้เด็กได้รับการรักษาที่ดียิ่งขึ้นหรือเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งบางครั้งเด็กไม่จำเป็นต้องรับประทานยาด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะในรายที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงอาการเริ่มต้นหรือเป็นน้อยๆ ดังนั้นหมอขอสรุปว่า การมี &amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ค่ะ แม้จะมีมานานแล้ว และก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรต้องมีต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ไพฑูรย์ ปานประชา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อ.ไพฑูรย์ ปานประชา ข้าราชการบำนาญ นักวิชาการวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และนักบรรยายพิเศษด้านสังคมและวัฒนธรรมในองค์กรต่างๆ บอกว่า ถ้าพูดถึงการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ประกอบกับในวิชาชีพครู หรือครูทุกคนนั้นก็ต้องเรียนวิชาจิตวิทยามาอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งให้เพื่อสอดคล้องและสามารถดูแลเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยได้ ที่ผ่านมามักจะอยู่รูปแบบของครูแนะแนว หรือครูที่ปรึกษาก็แล้วแต่ละโรงเรียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การที่ครูมีความรู้ด้านจิตวิทยานั้น จะทำให้ครูรู้จักคนอื่น รวมถึงตัวเราเอง ที่สำคัญจะทำให้รู้จักการวางตัวที่ดีเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าการที่พ่อแม่ส่งลูกมาเรียนหนังสือ ส่วนหนึ่งก็เพื่อฝากฝังให้ครูดูแลทั้งให้ความรู้ และสิ่งที่นอกเหนือจากเรื่องวิชาการแล้ว การที่เด็กๆ แต่ละช่วงวัยมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตก็จำเป็นต้องมีที่พึ่ง เพื่อช่วยให้เขาสามารถหาทางออกได้ เนื่องจากเด็กที่อยู่ในวัยเรียนถือเป็นช่วงวัยที่กำลังไขว้เขว และสับสนในตัวเอง หรือเด็กกำลังมึนงงกับตัวเอง ว่าเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขามักจะมีปัญหาทางด้านสรีระร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ตรงนี้เด็กบางคนก็จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง จึงเป็นหน้าที่ของครูจิตวิทยาเช่นกันในการให้คำปรึกษาและปลอบโยน เสมือนเราเป็นเพื่อนเขา เพื่อให้เด็กคล้ายความกังวล และเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต่างจาก อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์ ผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียน &amp;ldquo;อุภัยภาดาวิทยาลัย&amp;rdquo; จ.สุพรรณบุรี บอกว่า &amp;ldquo;เห็นด้วยกับการอบรมและมีคุณครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะปัจจุบันเด็กมีปัญหาติดเกม กระทั่งทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียน ประกอบกับครูที่สอนในชั้นเรียน ไม่สามารถให้ความรู้แบบเจาะจงกับเด็กในเรื่องนี้ได้ พูดๆ ง่ายว่าให้คำปรึกษาได้ในระดับหนึ่ง หรือช่วยเหลือเด็กได้ในเบื้องต้น แต่ตามหลักแล้ว คุณครูทุกคนนั้นจะต้องได้รับการศึกษาวิชาจิตวิทยาในเด็กมาอยู่แล้ว และในส่วนของโรงเรียนเรายังไม่มีครูจิตวิทยาโดยตรง เนื่องจากเป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก ที่สำคัญก็ยังสามารถรับมือปัญหาดังกล่าวได้ ตรงนี้ถ้ารัฐเข้ามามีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุน ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เช่นกันค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญปัญหาในโรงเรียนของเราก็ยังไม่รุนแรงมากนัก และอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า คุณครูที่สอนในโรงเรียนของเราได้รับการศึกษาวิชาจิตวิทยามาแล้วส่วนหนึ่ง เช่น เวลาที่เด็กมีปัญหาเรื่องการเรียนจากพ่อแม่หย่าร้างกัน และเมื่อได้มีการคุยกับเด็ก รวมถึงผู้ปกครองแล้ว ประกอบกับมีการติดสอบและติดตามผล ก็ทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ธนภรณ์ พรมชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ อ.ธนภรณ์ พรมชาติ คุณครูจากโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ฯ บอกว่า &amp;ldquo;เห็นด้วยค่ะกับการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียน เพราะทุกวันนี้อุปสรรคอย่างหนึ่งสำหรับการเรียนการสอน คือการที่เด็กสมาธิสั้นลง ไม่สนใจเรียน ส่วนหนึ่งก็มาจากเด็กติดเกม และมักแอบหลับในห้องเรียน ประกอบกับในโรงเรียนก็จะมีครูแนะแนว ซึ่งหน้าที่หลักๆ ก็จะให้ความรู้ในเชิงวิชาการกับเด็ก ยังไม่ถึงขั้นของการแนะนำหรือให้คำปรึกษาทางด้านจิตวิทยาโดยตรงค่ะ ดังนั้นจึงอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียน เพื่อช่วยกันดูแลเด็กๆ ทั้งด้านร่างกายจิตใจควบคู่กับการเรียนค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ในสายตานักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;(พิชยาพร ผ่องบุรุษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิชยาพร ผ่องบุรุษ นักเรียนชั้น ม.4 บอกว่า &amp;ldquo;ส่วนตัวอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะเรื่องปัญหาสุขภาพจิตในเด็กวัยเรียนเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนนั้นมีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน และมีชีวิตครอบครัวที่ต่างกัน ดังนั้นพวกเราต้องการคนที่เข้าใจพวกเราค่ะ เพราะปัจจุบันในโรงเรียนจะมีครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเรียน และการคบเพื่อน แต่ยังไม่ได้เจาะลึกเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และโรคที่เกิดจากจิตวิทยาโดยตรงค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า &amp;ldquo;หนูเห็นด้วยและอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะมีเพื่อนบางคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันค่ะ ส่วนตัวหนูก็มีความเครียดเกี่ยวกับการเรียน เพราะใกล้จบ ม.6 แล้ว ตรงนี้ถ้ามีครูจิตวิทยาโดยตรงในโรงเรียนก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากในเด็กวัยรุ่น ที่ถือเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะจะสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับเด็กได้โดยตรงค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ปุณณดา อุดมบุญถาวร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปุณณดา อุดมบุญถาวร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 บอกว่า &amp;ldquo;อยากให้มีคุณครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนมักจะมีความเครียด และมีปัญหาในชีวิตที่แตกต่างกัน นั่นจึงทำให้มีปมด้อยในจิตใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงต้องการที่พึ่งด้านจิตใจ ส่วนตัวหนูมีความกดดันในเรื่องของทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยค่ะ ซึ่งเวลาที่หนูมีปัญหาก็จะไปปรึกษากับคุณครูในโรงเรียนที่เคยสอนหนูมาก่อน โดยคุณครูก็จะบอกว่าให้หนูสู้ๆ เพราะยังมีคนที่เดือดร้อนกว่าเราอีกมาก และแนะนำให้เลือกทำงานพิเศษที่เบาลง เพื่อให้สามารถเรียน และมีเวลาทำการบ้าน เช่น การช่วยคุณอาพิมพ์งานเอกสารค่ะ ดังนั้นคิดว่าครูจิตวิทยามีความสำคัญกับเด็กๆ มากค่ะ ส่วนหนึ่งเพื่อทำให้เด็กมองเห็นทางออกในชีวิตได้ค่ะ ที่สำคัญยังสามารถทำให้การเรียนดีขึ้นด้วย เพราะเราจะรู้จักจัดสรรเวลาได้เหมาะสม เพื่อไปทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นได้ค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38574</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, ปุณณดา อุดมบุญถาวร, พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์, พิชยาพร ผ่องบุรุษ, รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ.ธนภรณ์ พรมชาติ, อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์, อ.ไพฑูรย์ ปานประชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d03881cb03d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ต้องไม่หยุดศึกษาหาความรู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ปัจจุบันเข้าสู่วัย 65 ปี แต่การหมั่นศึกษาหาความรู้จากการอ่าน และนำสิ่งที่ได้ไปเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบ ผ่านงานบรรยายพิเศษในเรื่องสังคมและวัฒนธรรมให้กับองค์กรต่างๆ ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) รวมถึงโรงเรียนกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารบก และปัจจุบันยังทำงานที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นกรรมการคัดเลือกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในโอกาสต่างๆ นั่นจึงถือได้ว่า อ.ไพฑูรย์ ปานประชา ข้าราชการบำนาญ นักวิชาการวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เป็นวัยเก๋าที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงเข้าสู่วัยเกษียณและยังทำงาน ที่สำคัญก็ไม่ลืมใส่ใจในรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตั้งแต่สมัยวัยหนุ่มสาว จึงทำให้ป่วยเป็นโรคต่างๆ น้อยกว่าคนวัยเดียวกัน อีกทั้งแนวคิดในเรื่องของการฝึกสมองด้วยการอ่านหนังสือ และสืบค้นข้อมูลอยู่ตลอดเวลา จึงนับเป็นการดูแลสุขภาพที่เด็กยุคใหม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ไพฑูรย์ ปานประชา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.ไพฑูรย์ เล่าว่า ปัจจุบันตัวเองอายุ 65 ปี ดังนั้นถ้าจะให้เริ่มต้นดูแลสุขภาพตอนอายุ 60 ปีอาจจะไม่ทันแล้ว ซึ่งเจ้าตัววางแผนการดูแลสุขภาพตั้งแต่อายุ 30 ปี หรือประมาณ 40 ปีที่แล้ว โดยการไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เครียด และมองโลกอย่างเปิดใจกว้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คนที่เกิดในยุคปัจจุบันถือได้ว่าเป็นยุคของการถูกบีบคั้น เนื่องจากเป็นยุคของการแข่งขันกันในทุกๆ เรื่อง ต่างจากสมัยที่ผมเกิดหรือช่วงปี 2497 ที่เป็นยุคของเกษตรกรรม ซึ่งบรรยากาศโดยรวมจะอบอวลไปด้วยความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติล้อมรอบ และบ้านผมอยู่ริมคลอง เลยทำให้ทำผมว่ายน้ำเป็น และเป็นคนที่ชอบวิ่ง นั่นจึงทำให้ผมหยิบกิจกรรมเมื่อครั้งยังเป็นวัยเยาว์มาเป็นกิจกรรมด้านสุขภาพ ทุกวันนี้ผมชอบออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ และชอบเดินจ๊อกกิ้งทุกวันอยู่ในบริเวณหมู่บ้านย่านคลอง 3 วา ซึ่งเป็นเขตมีนบุรีที่ยังพอมีทุ่งนาอยู่บ้างทำให้อากาศดี เวลาที่เดินออกกำลังจะได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ และหายได้ยาวสุด ทำให้รู้สึกสดชื่น เพราะเราหายใจไม่สุด ปอดก็จะไม่ขยาย และการที่เราเดินก็จะได้เหงื่อได้เผาผลาญพลังงานไปด้วยในตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากการตั้งธงในการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยเลข 3 แล้ว และปัจจุบันเข้าสู่วัยหลัก 6 การค้นคว้าหาความรู้จาก &amp;ldquo;การอ่าน&amp;rdquo; การเขียน การจำจด เพื่อให้เกิดเป็นทักษะและความรู้ ตลอดจนความชำนาญ ที่ไม่เพียงเป็นการเปิดโลกทัศน์ของตัวเองด้วยการอ่านแล้ว แต่ความรู้ที่ได้ยังนำไปสู่การถ่ายทอดให้กับผู้อื่นได้อีกด้วย ในฐานะของผู้บรรยายเรื่องสังคมและวัฒนธรรม เพราะตราบใดที่เราเป็นคนที่สนใจและใฝ่รู้ด้วยการหมั่นหาความรู้ ก็จะทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่า ที่สำคัญได้รู้ในอีกหลายๆ เรื่องที่เราไม่เคยรู้ มุมมองจาก อ.ไพฑูรย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การหมั่นค้นคว้าและหาความรู้จากการอ่าน การเขียน การจดจำ ยังเป็นสิ่งที่ผมทำอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังอายุ 60 ปี เพราะการที่เราจะไปบรรยายเรื่องราวต่างๆ ให้คนอื่นฟัง แน่นอนว่าเราจะต้องมีความรู้มากกว่าเขา และสิ่งที่จะได้มานั้นก็ต้องเกิดจากการค้นคว้าข้อมูลโดยการอ่าน ผมชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก จนเมื่อโตขึ้นและมีพื้นฐานจากการอ่าน ก็ไปรับจ้างพิสูจน์อักษรเพื่อเป็นงานอดิเรกให้กับสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือแห่งหนึ่ง นั่นจึงเป็นตัวอย่างของการที่เมนหลักชีวิตของผม คือการอ่าน และเมื่อเราอ่านหนังสือ ความรู้ที่ได้ก็จะสามารถนำไปสอนผู้อื่นได้ บอกเลยว่าก่อนและหลังอายุ 60 ปี สิ่งที่ยังทำเหมือนเดิมคือเรื่องการอ่านหนังสือ เพราะมองว่าไม่ได้เป็นงานที่หนักอะไร แต่การที่เรารักการอ่านเพื่อสืบค้นข้อมูลในเรื่องต่างๆ เราจะได้ทั้งทักษะการอ่าน การเก็บข้อมูล ตรงนี้จะทำให้เราเกิดความชำนาญในเรื่องที่สนใจ และจากประสบการณ์ที่ชอบอ่านหนังสือมาร่วม 30-40 ปี ทำให้จับประเด็นในเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดี ตรงนี้จะทำให้เรามีสมาธิด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการเป็นคนใฝ่รู้ ใฝ่อ่าน ก็จะทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่า ได้รู้อะไรในหลายๆ เรื่อง เช่น คำว่าทรงพระเจริญนั้น &amp;ldquo;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี&amp;rdquo; พระองค์ท่านได้เคยตรัสว่า คำว่า &amp;ldquo;ทรงพระเจริญ&amp;rdquo; ที่ใช้กันในสมัยปัจจุบันนั้น สืบเนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น การที่ประชาชนหรือข้าราชบริพารไม่สามารถทักเจ้านายชั้นสูงว่า &amp;ldquo;อ้วน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ผอม&amp;rdquo; ได้ เพราะถือเป็นคำหยาบคาย เนื่องจากเป็นคำที่ใช้กับสัตว์ เช่น วัว หมู และกระบือ แต่ให้ใช้คำว่า &amp;ldquo;ทรงพระเจริญ&amp;rdquo; แทน ตรงนี้ถ้าเราหมั่นอ่าน หมั่นหาข้อมูล ไม่เพียงแค่เราจะมีความรู้เพิ่ม แต่นั่นยังทำให้เปิดโลกทัศน์ของตัวเองไปสู่เรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อนครับ สมมุติให้เข้าใจง่ายว่า การอ่านจะช่วยเปิดหน้าต่างความรู้ ให้เราได้ถึง 20 บาน จากที่มีอยู่เพียง 2 บาน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.ไพฑูรย์ บอกอีกว่า การอ่านเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นการปลูกฝังการอ่านไปสู่เด็กและเยาวชนนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องเริ่มจากสิ่งที่เด็กชอบ ไม่ใช่ยัดเหยียดสิ่งที่ผู้ใหญ่ชอบให้เด็กอ่าน เช่น หากเด็กชอบอ่านการ์ตูน พ่อแม่สามารถชวนลูกคุยเรื่องการ์ตูน และสอดแทรกเรื่องการเรียน และการทำการบ้านให้เด็กด้วย เช่น หากลูกชอบอ่านหนังสือเรื่องโงกุน พ่อแม่สามารถชวนลูกคุยเรื่องนี้ และบอกว่าการที่โงกุนเก่งและฉลาด เพราะเขาตั้งใจเรียนและทำการบ้าน ดังนั้นหากเด็กๆ อยากเก่งและฉลาดเหมือนการ์ตูนโงกุน ก็ต้องตั้งใจเรียนและทำการบ้านส่งคุณครูทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในฐานะที่ผมไม่มีลูก ดังนั้นจึงอยากไปถึงเด็กๆ ยุคใหม่ว่า อย่างที่รู้กันดีว่าอนาคตของประเทศชาติอยู่ในมือของเด็กและเยาวชน แต่สิ่งที่ไม่ควรลืมนั้น เด็กอาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมสมบูรณ์ทุกคน ดังนั้นจึงอยากฝากไปถึงผู้ปกครองว่าให้ดูแลเด็ก เพราะพ่อแม่เปรียบเสมือนช่างปั้นภาชนะ ซึ่งถ้าหากสิ่งที่ปั้นออกมาเบี้ยว ต้องโทษคนปั้น ไม่ใช่โทษภาชนะว่าทำไมมันจึงเบี้ยวบูด เพราะการที่เด็กจะเติบโตมาเป็นอย่างไร ก็ต้องอาศัยเบ้าหลอมที่ดี เปรียบได้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่นั่นเอง ผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกในทุกเรื่องๆ โดยเฉพาะการความรู้ที่ได้จากการอ่าน ส่วนหนึ่งเพื่อให้เด็กมีคุณภาพ และมีข้อมูลในการคุ้มกันและดูแลตัวเองครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.ไพฑูรย์ ทิ้งท้ายว่า นอกจากการอ่านที่ช่วยฝึกสมองและเติมความรู้ให้ตัวเองแล้ว การพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น กระทั่งการตอบคำถามสัมภาษณ์ ยังเป็นประโยชน์กับตัวเองด้วย เพราะทุกครั้งที่ถูกป้อนคำถาม สมองจะคิดและดึงเอาความรู้ที่มีอยู่ในเมมโมรีมาใช้ เพราะไม่เช่นนั้นข้อมูลที่มีอยู่ จะลบออกออกไปจากสมองอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากไม่ได้ใช้งาน ดังนั้นการได้คิด ได้ตอบคำถาม ย่อมเป็นการกระตุ้นให้เซลล์สมองได้ทำงาน นั่นหมายว่าโรคอัลไซเมอร์ก็จะไม่ถามหาอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37860</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, อ.ไพฑูรย์ ปานประชา, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf906bc74180.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ่อแม่และครู&quot;หัวใจ&quot;ป้องปราม  สิ่งเสพติด...สิ่งเร้าสังคมเยาวชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้รณรงค์กันอย่างต่อเนื่อง ทว่าภาพของยาเสพติดในโรงเรียนก็ยังมีให้เห็นและพูดถึงมิได้หยุดหย่อน และยิ่งนับวัน วิวัฒนาการของอบายมุขในสถานศึกษาก็เพิ่มรูปแบบขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบุหรี่ เหล้า ยาบ้า กระทั่งยาไอซ์ ที่ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยมีใครรู้จักและอยู่ในวงจำกัด อีกทั้งตรวจจับได้ในปริมาณที่น้อย แต่ปัจจุบันพบว่ามีการเผยแพร่ลักลอบจำหน่ายมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ในสังคมของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยชอบทดลอง คึกคะนอง ท้าทายกับสิ่งเสพติด นับเป็นปัญหาสังคมที่บ่อนทำลายอนาคตของเยาวชนไทย&amp;nbsp;
นโยบายรัฐ &amp;quot;ห้องเรียนสีขาว&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อ.วิมล บุตรศรีด้วง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.วิมล บุตรศรีด้วง ครูสอนแนะแนวระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ จ.สมุทรสาคร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2551 ที่มารับราชการครูที่โรงเรียน ก็มีการดำเนินการในด้านป้องกันและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดมาโดยตลอด ซึ่งก่อนนี้ทางโรงเรียนของเราก็ได้ทำอยู่ก่อนแล้ว เพราะเป็นนโยบายของ สพฐ. ที่สำคัญรายงานความคืบหน้าในการรณรงค์เรื่องอบายมุขให้กับหน่วยงานดังกล่าวได้รับทราบเป็นประจำทุกปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับกิจกรรมรณรงค์ป้องกันยาเสพติดในโรงเรียน อันดับแรกคือ &amp;ldquo;ห้องเรียนสีขาว&amp;rdquo; ซึ่งจะประกอบไปด้วยคณะกรรมการที่ช่วยกันดูแล โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนในห้องเป็นผู้เลือกกันเองว่าใครควรจะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการของห้อง ซึ่งประกอบด้วย 1.คณะกรรมการฝ่ายวิชาการ 2.สารวัตรนักเรียน และทุกเช้าๆ ครูประจำชั้นก็จะมีการ &amp;ldquo;โฮมรูม&amp;rdquo; หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคณะกรรมการห้องที่เลือกขึ้นมาในการป้องกันยาเสพติดในโรงเรียน ขณะเดียวกัน ใน 1 สัปดาห์ก็จะเปิดโอกาสให้คณะกรรมการของแต่ละชั้นเรียนได้มีการเขียนโครงการใช้เวลาว่างในห้องเรียนทำอะไรบ้าง เช่น รวมกลุ่มกันเล่นตะกร้อ, เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ, ทำสวนหย่อมหน้าโรงเรียน ทั้งนี้ จะมีครูประจำชั้นและคณะกรรมการภายในห้องเรียนที่ตั้งขึ้นคอยดูแลควบคุมการทำกิจกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รณรงค์ป้องกันยาเสพติดในโรงเรียนด้วยการส่งเสริมกิจกรรมพิเศษ เช่น เล่นกีฬา เล่นดนตรี ฯลฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ก็ยังมี การอบรมพิษภัยของยาเสพติด โดยเทศบาลและ อบต.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสงคราม จัดขึ้น รวมถึงการจัด อบรมการตั้งครรภ์ไม่พร้อม 1 ครั้งต่อ 1 ภาคเรียน โดยเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลบ้านแพ้วมาให้ข้อมูล ที่สำคัญเรายังมีการสุ่มตรวจสอบปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในโรงเรียนโดยทีมสหวิชาชีพ ทั้งไม่แจ้งให้กับนักเรียนได้ทราบ ซึ่งหากพบสารเสพติดในตัวของนักเรียน ก็จะเชิญผู้ปกครองมาพูดคุยก่อน เพราะบางครั้งการที่เด็กฉี่ม่วงก็อาจเกิดการกินยาแก้หวัด หรือหากตรวจสอบแล้วพบว่าเด็กอยู่กลุ่มเสี่ยงใช้ยาเสพติดจริง เราก็จะคัดกรองไว้และส่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาบำบัดและดูแลต่อไป แต่ผลที่น่าพอใจนั้น เราพบว่า 100% ของการสุ่มตรวจไม่พบปัญหายาเสพติดในนักเรียน นอกจากนี้ ภายในโรงเรียนยังมีการ ติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจสอบปัญหาควันบุหรี่ในมุมอับต่างๆ ซึ่งผลจากการตรวจเช็กก็ไม่พบว่านักเรียนสูบบุหรี่เช่นกันค่ะ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาและอุปสรรคในการรณรงค์ป้องกันปัญหายาเสพติดก็มีอยู่บ้าง เช่น ช่วงที่เริ่มต้นผู้ปกครองบางคนก็มีการทักท้วง ว่าจะยิ่งทำให้เด็กรู้จักอบายมุขเหล่านี้หรือไม่ เช่น การที่เด็กไม่รู้จักการวิธีการใช้สารเสพติด ก็มีความรู้จากการให้ข้อมูล แต่ทางคุณครูก็จะอธิบายให้เด็กเข้าใจถึงการอบรมดังกล่าว เพื่อที่จะทำให้เด็กมีวัคซีนหรือมีภูมิคุ้มกันในการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากยาเสพติด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก่อนหน้ามีผู้ปกครองของเด็ก ม.1 ได้ทักท้วงว่า จะเป็นการทำให้เด็กรู้จักการใช้ยาเสพติด และการตั้งท้องไม่พร้อมหรือเปล่า แต่เมื่อเราอธิบาย อีกทั้งทำการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นการให้ความรู้ในเชิงเตือน และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา รวมถึงผลเสียจากการใช้ยาเสพติด ตลอดจนการเฝ้าระวังตัวเองไม่ให้ตกเป็นกลุ่มเสี่ยง ตอนนี้ผู้ปกครองก็เข้าใจมากขึ้น จากก่อนหน้าที่เขามักจะกังวลว่าสามารถวางใจลูกที่เข้ามาเรียน ม.1 ที่นี่ได้หรือไม่ กระทั่งพ่อแม่วางใจทางโรงเรียนมากขึ้น และให้เด็กเรียนต่อกับเราจนถึงชั้น ม.6 ค่ะ ทั้งในฐานะคุณครูแนะแนว ก็อยากเห็นการพัฒนารูปแบบสื่อการรณรงค์ป้องกันยาเสพติด โดยการปรับปรุงให้อยู่ในรูปแบบของหนังสือออนไลน์ เพราะเด็กยุคใหม่ใช้โซเชียลเยอะขึ้น หรือจัดทำให้เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นเกี่ยวกับการป้องกันยาเสพติด ก็น่าจะทำให้เด็กเข้าใจและเห็นภาพพิษภัยของอบายมุขมากขึ้น&amp;rdquo;
กีฬาเป็นยาวิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผอ.ธีราพร คงฉิม ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเกาะคา จ.ลำปาง ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาได้มีการรณรงค์เรื่องยาเสพติดในสถานศึกษา โดยเฉพาะการมุ่งเน้น &amp;ldquo;การเล่นกีฬา&amp;rdquo; เนื่องจากวัยรุ่นผู้ชายนั้นจะมีพละกำลังมาก อีกทั้งจัด &amp;ldquo;ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนและคนในชุมชนแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด&amp;rdquo; นอกจากนี้ก็ได้มีการเชิญ &amp;ldquo;วิทยากรที่เป็นตำรวจเข้ามาให้ความรู้เรื่องยาเสพติด&amp;rdquo; อีกทั้งมีการ &amp;ldquo;แสดงโชว์ให้เด็กได้เรียนรู้ชีวิตในห้องขังว่าเป็นอย่างไร&amp;rdquo; โดยร่วมกับเรือนจำในพื้นที่เป็นผู้ให้ข้อมูล ตลอดจนการส่งเสริมเรื่อง &amp;ldquo;กิจกรรมจิตอาสา&amp;rdquo; อาทิ การลอกคูคลองในวันเฉลิมพระเกียรติต่างๆ หรือการส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมสิ่งประดิษฐ์ในโครงการ &amp;ldquo;ศูนย์บริการซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Cneter&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างการประดิษฐ์เครื่องเติมอากาศใต้น้ำ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เด็กผู้ชายส่วนมากจะมีแรงเยอะ สิ่งสำคัญ ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา มองว่าการหากิจกรรมให้เด็กได้ทำ หรือรวมกลุ่มกันไปทำในเรื่องที่สร้างสรรค์ ไม่เพียงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนๆ ด้วยกันดีแล้ว ภาพของเด็กอาชีวะในสายตาของคนในชุมชนหรือชาวบ้านก็ดีไปด้วย และยิ่งหากเมื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือเรื่องดีๆ แล้วมีคนชมเชย แน่นอนว่าก็จะทำให้เขาประพฤติตัวในทางที่ดี ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะอันที่จริงแล้ว เด็กทุกคนไม่มีใครอยากติดยาค่ะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่สำคัญเมื่อเราพบเด็กใช้ยาเสพติด ก็ต้องเข้าไปหาสาเหตุว่าการที่เขาติดยานั้นเกิดจากปัญหาครอบครัวหรือปัญหาส่วนตัว เพื่อที่จะได้เข้าไปช่วยแก้ไขค่ะ และสิ่งที่อยากฝากที่สุดคือ อยากเห็นการที่เจ้าหน้าตำรวจเข้าไปปรามปรามยาเสพติดในชุมชนอย่างจริงจัง เพราะถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า 70% นั้นคือปัญหายาเสพติด และบางครั้งตัวเด็กเองก็ยังไม่รู้ว่ายาเสพติดที่ซื้อมาเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีทันสมัยมาหลอกล่อผู้ซื้อที่เป็นวัยรุ่น ดังนั้นเมื่อผู้ขายถูกตัดสินประหารชีวิต ก็ควรที่จะต้องดำเนินการตามนั้น เพราะถ้าหากติดคุกตลอดชีวิต และได้รับการอภัยโทษปล่อยตัวออกมา คนขายยาเสพติดก็ออกมาทำอีก ซึ่งตรงนี้จะเป็นการเลียบแบบที่ไม่ถูกต้องค่ะ&amp;rdquo;
ครูและผู้ปกครองต้องเฝ้าระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(จะเด็จ เชาวน์วิไล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ต่างจาก คุณจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่ออกมาสะท้อนว่า อันดับแรกคือการหาสาเหตุของการที่เด็กติดยา ว่าแท้จริงนั้นมันเกิดจากสาเหตุอะไร เพราะนั่นคือโจทย์ที่สำคัญ เพราะการที่เราโทษเด็กอาจไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหา แต่เราต้องหาปัจจัยเหตุให้เจอ เช่น เด็กติดยาเพราะเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง หรือเสพอบายมุขเพราะตามเพื่อน ถ้าเรารู้จึงจะหาแนวทางการแก้ไขที่ตรงจุดได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากการหาสาเหตุของการติดยาให้พบ เพื่อให้หาวิธีแก้ไขที่ตรงจุดแล้ว ปัญหาที่สำคัญอีกอย่าง ผมมองว่า การที่โรงเรียนให้ความสนใจเฉพาะเด็กที่เก่ง แต่ไม่มีใครสนใจเด็กที่เรียนด้อย หรือนักเรียนหลังห้อง ที่สำคัญปัจจุบันมีแต่เวทีให้กับเด็กที่ฉลาด สอบได้คะแนนดีๆ ดังนั้นสถานศึกษาควรจะจัดให้มีพื้นที่กิจกรรมในเชิงของการที่ให้เด็กติดยา หรืออยู่ค่ายของกลุ่มเสียงติดยาเสพติด ได้ออกมาพูดคุย ระบายทุกข์ หรือแม้แต่การหากิจกรรมที่ส่งเสริมให้ทั้งเด็กเก่งและเด็กเรียนอ่อนได้ทำร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการแบ่งแยก และต้องไม่ตีตราว่าเด็กที่เรียนไม่เก่งจะต้องเป็นเด็กไม่ดีหรือเด็กติดยาเสมอไป เพราะถ้าคนในสังคมตกอยู่กับ &amp;ldquo;วาทกรรม&amp;rdquo; โดยมองว่าคนดีและเป็นคนไม่ดี เมื่อนั้นเราก็จะมองผู้อื่นว่าเขาดำไปหมด ที่ลืมไม่ได้คือการที่ครูในโรงเรียนลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ก็จะทำให้รู้ถึงปัญหาของเด็กได้เป็นอย่างดี เช่น หากว่าเด็กติดยา เกิดจากสาเหตุอะไร หรือเกิดจากปัญหาครอบครัวหรือเปล่า ตรงนี้จะเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและชัดเจนที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อ.ไพฑูรย์ ปานประชา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ อ.ไพฑูรย์ ปานประชา ข้าราชการบำนาญ นักวิชาการวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม บอกคล้ายกันว่า การรรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องสาเหตุให้เจอ เพราะเด็กวัยรุ่นมักจะชอบเลียบแบบผู้ใหญ่ เพราะส่วนตัวเขามักจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ คล้ายกับ &amp;ldquo;ลูกปูเดินตามแม่ปู&amp;rdquo; ดังนั้นหากผู้ปกครองเองหรือผู้ที่อาวุโสกว่าก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าคุณครูที่สอนอยู่หน้าชั้นในโรงเรียน แต่พอตกเย็นครูกลับสูบบุหรี่และดื่มสุรา เมื่อเด็กๆ เห็นก็จะรู้สึกว่าครูพูดไม่ตรงกับสิ่งที่ทำ นั่นอาจทำให้ลูกศิษย์เลียนแบบได้ ประกอบกับจิตวิทยาของเด็กนั้นมักจะชอบทำพฤติกรรมเลียนแบบเพื่อให้เกิดการยอมรับ ซึ่งนั่นจะทำให้เด็กมีสังคม ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาเด็กเลียนแบบสิ่งที่ไม่เหมาะสมจากผู้ใหญ่ คนกลุ่มนี้ก็ต้องไม่ทำสิ่งไม่ดีให้ลูกหลานเห็น เช่น &amp;ldquo;พ่อแม่ต้องไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า&amp;rdquo; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(คำชื่นชมจากครูและพ่อแม่ โดยการที่เด็กวัยรุ่นรวมกลุ่มกันเตะฟุบอล กระทั่งได้รับรางวัล จะทำให้เด็กที่เรียนไม่เก่งรู้สึกภูมิใจว่ามีคุณค่าในสายตาผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ห่างไกลจากการใช้ยาเสพติดได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประการต่อมาคือ การที่โรงเรียนต้อง &amp;ldquo;หากิจกรรมให้เด็กทำ&amp;rdquo; ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการเข้าประกวด เช่น เล่นดนตรี กีฬาเป็นทีม เพราะเมื่อใดก็ตามที่เด็กได้รับการยกย่อง เมื่อนั้นเขาก็จะรู้สึกประสบความสำเร็จ และตัวเด็กเองก็จะภูมิใจ ที่สำคัญวิธีนี้จะช่วยทำให้เด็กที่เรียนไม่เก่งไม่หันไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะตัวเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในสายตาของคนอื่น ไม่ได้เป็นแค่เด็กหลังห้องอีกต่อไป เพราะเด็กที่เรียนไม่เก่งมักจะถูกลืม ประกอบกับธรรมชาติของวัยรุ่นมักจะชอบเรียกร้องความสนใจ อีกทั้งชอบเลียนแบบ ดังนั้นถ้าเจอกับกลุ่มคนที่ชอบในเรื่องเดียวกันก็จะถูกชักจูงไปในที่ไม่ดีได้ค่อนข้างง่าย นอกจากการจับปรับผู้ค้าขายยาเสพติดและสิ่งอบายมุขอย่างจริงจัง ก็จะช่วยตัดตอนสิ่งเสพติดไปสู่วัยรุ่นได้อีกทางหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ตัวอย่าง &amp;ldquo;โครงการศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE&amp;rdquo; ใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ทรงเป็นประธานอำนวยการโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ก็เป็นอีกกิจกรรมที่ดีที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยยาเสพติด ตลอดจากส่งเสริมให้เยาวชนในโครงการทำกิจกรรมที่ชอบและสนใจในเชิงสร้างสรรค์ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ครับ ทำให้ทั้งเด็กเรียนเก่งและเด็กที่ชอบทำกิจกรรม มีพื้นที่ได้แสดงออก กระทั่งการใช้ไอดอลอย่างดาราหรือคนดังในการรณรงค์การไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็จะทำให้เกิดการเลียนแบบคนดังไปในทางที่ดีอีกเช่นกัน แต่เพียงแต่ว่าจะต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อที่จะทำให้เด็กบางคนซึ่งกำลังลังเลที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุข มีทางออกโดยการหันมาทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ห่างไกลยาเสพติดจากสื่อในลักษณะดังกล่าว&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17035</URL_LINK>
                <HASHTAG>จะเด็จ เชาวน์วิไล, ผอ.ธีราพร คงฉิม, วิมล บุตรศรีด้วง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ห้องเรียนสีขาว, อ.ไพฑูรย์ ปานประชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b9255cdd3b2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
