<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;ฟันแล้วทุจริตถุงมือยาง 1.125 แสนล้าน ไล่ออก 3 รายเตรียมเรียกเงินชดใช้ต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาความผิดทางวินัยกรณีเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) จำนวน 3 ราย ที่ถูก อคส. แจ้งข้อกล่าวหาจัดซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่า นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ อคส. ได้รายงานผลการสอบสวนทางวินัยที่มีนายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน โดยได้ชี้มูลว่า ทั้ง 3 คน ประกอบด้วยประกอบด้วย พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาการผู้อำนวยการอคส. และเจ้าหน้าที่บริหาร ระดับ 8 คือ นายเกียรติขจร แซ่ไต่ และนายมูรธาธร คำบุศย์ มีความผิดทางวินัยร้ายแรง โดยมีบทลงโทษ คือ การไล่ออกทั้ง 3 คน ซึ่งหลังจากนี้ นายเกรียงศักดิ์จะเสนอผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า หรือบอร์ด อคส. ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีการรับผิดทางละเมิด คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดที่มีนายวันชัย วราวิทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน คาดว่าจะมีผลการพิจารณาออกมาเร็ว ๆ นี้ ว่าใครจะต้องชดใช้ความเสียหายให้อคส. เท่าไร เบื้องต้นราว 2,000 ล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ย และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้สั่งการให้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด และต้องติดตามเงินที่ อคส. เสียไป 2,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยมาให้ครบ&amp;rdquo;นายจุรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนใครจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือจะต้องถูกชี้มูลความผิดและชดเชยอย่างไร ก็เป็นหน้าที่และขั้นตอนของ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า บทลงโทษไล่ออก จะส่งผลให้ทั้ง 3 คน ไม่ได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญใด ๆ และ อคส. ยังจะฟ้องร้องเรียกเงินเดือนจากทั้ง 3 คนกลับคืน นับตั้งแต่ที่ความผิดเกิดขึ้น หรือตั้งแต่เดือนส.ค.2563 เป็นต้นมา
การทุจริตจัดซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท เกิดขึ้นในช่วงที่พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ เป็นรักษาการผู้อำนวยการ อคส. เมื่อเดือนส.ค.2563 โดยได้ทำสัญญากับการ์เดียนโกลฟส์ ผู้ผลิต และผู้ซื้อถุงมือยางจาก อคส. เพื่อไปขายต่ออีก 7 ราย และได้นำเงินของ อคส. 2,000 ล้านบาทจ่ายให้การ์เดียนโกลฟส์เป็นค่ามัดจำสินค้า โดยไม่ผ่านการพิจารณาของบอร์ด อคส. ถือว่าผิดกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นการกระทำโดยมิชอบ ส่งผลให้บอร์ด อคส. มีมติให้นายเกรียงศักดิ์ ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งผู้อำนวย อคส. คนใหม่เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2563 ทำหนังสือถึงดีเอสไอ , ป.ป.ช.พิจารณาความผิด และส่งเรื่องให้ ปปง. อายัดเงิน 2,000 ล้านบาท รวมถึงให้ระงับการดำเนินการตามสัญญาทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118960</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงมือยาง, อคส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087e6ea537f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จุรินทร์’จัดหนักทุจริตถุงมือยางไล่ออก3อคส.เรียกค่าเสียหาย2พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.64 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาความผิดทางวินัยกรณีเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) จำนวน 3 ราย ที่ถูก อคส. แจ้งข้อกล่าวหาจัดซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่า เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.) นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ อคส. ได้แจ้งว่ามีความชัดเจน จากคณะกรรมการทั้งสองชุดที่ตั้งขึ้นมา ว่าใครจะเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายและในราคาเท่าไหร่ ในวงเงิน 2,000 ล้าน รวมค่าดอกเบี้ย และอื่นๆ &amp;nbsp;ซึ่งคณะกรรมการชี้โทษทางวินัยได้ข้อสรุป ว่าให้ชี้มูลความผิดโดยไล่ออกจากราชการ ทั้ง 3 คน และหลังจากนี้ผู้อำนวยการ อคส. จะนำความเห็นเข้าสู่บอร์ดผู้บริหารจึงจะเป็นข้อยุติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตนได้สั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยคาดว่าหลังจากนี้คณะกรรมการชี้ความผิดทางละเมิดกฎหมายก็จะชี้มูลความผิดตามมาว่าใครจะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นมูลค่าเท่าใด โดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้นได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนใครจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือจะต้องถูกชี้มูลความผิดและชดเชยอย่างไรก็เป็นหน้าที่และขั้นตอนของ ป.ป.ช. ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รมว. พาณิชย์ ยังกล่าวถึง มาตรการควบคุมราคาสินค้าในช่วงเทศกาลกินเจ ว่า ตนได้สั่งการไปยังกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดเข้าไปตรวจสอบ ในทุกพื้นที่อย่าให้มีการช่วยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเทศกาลกินเจ และหากพบผู้ใดกระทำผิดกฏหมายค้ากำไรเกินควร ให้ดำเนินการโดยเด็ดขาดซึ่งโทษของการค้ากำไรเกินควรค่อนข้างสูง คือจำคุกไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อราคาสินค้านั้น กรมการค้าภายในได้กำชับไปยังผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งหมดแล้วเพื่อขอให้ตรึงราคาสินค้าไว้ ไม่ให้ขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ก็ได้มีมติเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันไว้แล้วระดับหนึ่ง และได้นำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวานนี้ จึงต้องรอดูว่าจะมีผลให้ราคาน้ำมันลดลงมาได้ลักษณะไหนอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118949</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงมือยาง, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อคส., องค์การคลังสินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d35938fd96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทู้สดถุงมือยาง!&#039;โจ้&#039;ถาม&#039;อู๊ดด้า&#039;ตอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย.2563 - &amp;nbsp;ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระกระทู้ถามสด โดยนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามนายกฯ กรณีการทุจริตถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (อคส.)ว่า มีอดีตสื่อมวลชนชื่อ เสี่ย อ.ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ประมาณ 2 เดือน แล้วก็มาขายถุงมือยางให้กับ อคส.ถึง 500 ล้านกล่อง มูลค่ากว่าแสนล้านบาท ทั้งที่ อคส.มีหน้าที่ดูแลเกษตรกรและประชาชน แต่เรื่องที่ประชาชนเขาเดือดร้อนกลับไม่ทำ นอกจากนี้ การที่ อคส.จ่ายเงินมัดจำล่วงหน้า 2 พันล้านบาท กลับไม่มีหนังสือค้ำประกันใดๆ ให้กับ อคส. แสดงว่า มีการวางแผน มีการเตรียมการ ส่อไปในทางทุจริตใช่หรือไม่ อยากถามว่า สัญญาเพียง 4 หน้ากระดาษ และไม่ผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด แต่จ่ายเงินมัดจำไปแล้วกว่า 2 พันล้านบาทนั้น ทำให้อคส.เสียหายหรือเจ๊งได้เลย นายกฯ จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เพราะท่านประกาศจะจัดการกับเรื่องทุจริต และอดีตรักษาการ ผอ.อคส.คงไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน ท่านปล่อยปละละเลยหรือไม่ เพราะเกิดการทุจริตมาเป็นเดือนแล้ว แต่ท่านนายกฯ ยังเฉยอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้มาตอบกระทู้แทน ชี้แจงว่า มีความเห็นเช่นเดียวกับนายยุทธพงศ์ ที่อดีตรักษาการ ผอ.อคส.ไปทำสัญญา ทั้งที่ไม่มีอำนาจ ส่อไปในทางทุจริต ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้มีการหารือกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ มีคำสั่งย้ายอดีตรักษาการ ผอ.อคส.ไปประจำสำนักนายกฯ ในทันที คือสิ่งแรกที่ดำเนินการ เป็นการพิสูจน์ว่า นายกฯ และกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการจัดการกับการทุจริต จากนั้นบอร์ดของ อคส.มีการประชุมและสั่งให้ระงับโครงการ ขณะเดียวกันยังตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้น รวมถึงไปแจ้งความดำเนินคดีต่อดีเอสไอ และ ปปง. เพื่อขอให้ตรวจสอบและระงับเส้นทางการเงิน &amp;nbsp;พร้อมทั้งร้องทุกข์กล่าวโทษต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งทราบว่าขณะนี้ ป.ป.ช.มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนแล้ว หากผลการตรวจสอบพบว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องในทางมิชอบ รัฐบาลจะดำเนินการโดยเคร่งครัดและไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธพงศ์ถามอีกว่า เงิน 2 พันล้านบาทได้ออกจาก อคส.ไปอยู่ที่คู่สัญญาเรียบร้อยแล้ว เงินจ่ายออกไปจนถึงขณะนี้ 2 เดือนเศษแล้ว นายกฯ จะตามเงิน 2 พันล้านบาทนี้อย่างไร จะยับยั้งอย่างไร เพราะถ้าตามเงิน 2 พันล้านบาทนี้คืนมาไม่ได้ อคส.จะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง จะเป็นหนี้ขึ้นมา 2 พันล้านบาท นอกจากนี้ คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นได้ดำเนินการกับใครบ้าง และคืบหน้าอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ ชี้แจงว่า เราพยายามตามเอาเงินกลับคืนมาให้กับ อคส.ให้ได้ ลำพัง อคส.ไม่มีอำนาจโดยตรงในการเข้าไปตรวจสอบบัญชี เส้นทางการเงิน และสั่งระงับการดำเนินการใดๆ ได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องไปแจ้งต่อดีเอสไอ ถ้าดีเอสไอชี้ว่ามีมูลก็ขอให้ปปง.สั่งระงับเส้นทางการเงินได้ แต่เมื่อแจ้งต่อดีเอสไอแล้วก็ได้รับแจ้งว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบอดีตรักษาการ ผอ.อคส. แต่เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงได้มีการไปร้องต่อ ป.ป.ช. และมีการระงับเส้นทางการเงินบางส่วนแล้ว ซึ่งเรื่องนี้เป็นการดำเนินการภายใน จึงไม่ใช่สิ่งที่จะมาแจ้งในที่ประชุมสภาฯ ให้รับทราบได้ ไม่ว่าผลสอบสวนจะไปถึงใครอย่างไรนั้น จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และถือว่าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ซึ่งถ้าเป็นกรณีการทุจริต ใครที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และ อคส. พร้อมให้ความร่วมมือกับกระบวนการตรวจสอบทุกประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธพงศ์ข้อสุดท้ายว่า วันนี้เงิน 2 พันล้านบาทยังอยู่หรือไม่ ท่านนายกฯ จริงใจกับนโยบายปราบทุจริตหรือเปล่า และกระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงระดับกระทรวงด้วยหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ ชี้แจงอีกว่า เป้าหมายสูงสุดคือต้องเอาเงินคืนมาให้ได้ และใครที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาด้วย หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจะดำเนินการทางวินัยด้วย นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการในการเรียกร้องค่าเสียหาย จะไล่เบี้ยจนกว่าจะได้เงินของ อคส.กลับคืนมา รัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะจัดการกับเรื่องนี้ หากเป็นกรณีทุจริต รัฐบาลจะไม่ละเว้นอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83491</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทู้, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, พรรคเพื่อไทย, ส.ส.มหาสารคาม, อคส., องค์การคลังสินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fab851c7db80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กมธ.พาณิชย์ เผยผลสอบ อคส.ทำเกินอำนาจ-ผิดกฎหมายปมจัดซื้อถุงมือยาง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8&amp;nbsp;ต.ค.63 - เวลา&amp;nbsp;10.00&amp;nbsp;น. ที่รัฐสภา นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมของคณะกมธ.พาณิชย์&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ต.ค. ที่ผ่านมา ว่า ทางคณะกมธ.ได้เชิญองค์การคลังสินค้า( อคส.)มาชี้แจงกรณีการจัดซื้อถุงมือยางกับบริษัทเอกชน มูลค่า&amp;nbsp;1.1&amp;nbsp;แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้น ผู้แทนอคส. เปิดเผยว่าได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยมีความเห็นว่านิติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นอาจเป็นการกระทำที่เกินอำนาจของ อคส. ผิดระเบียบของ อคส. และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง สัญญาดังกล่าวจึงอาจเป็นโมฆะ ดังนั้น มติของคณะกรรมการจึงให้ระงับนิติกรรมการซื้อขายทั้งหมด โดยผู้อำนวยการ อคส.คนปัจจุบันได้ไปแจ้งความดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp;และส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันการฟอกเงิน(ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อดีเอสไอ ชี้มูลข้อเท็จจริงแล้วจะรายงานผลมายังกมธ.ต่อไป โดยการประชุมกมธ. ในวันที่&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ต.ค. ที่จะถึง จะเชิญดีเอสไอ ปปง. และอคส.มาชี้แจงอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัครเดช กล่าวต่อว่า กมธ.ได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ คือ&amp;nbsp;1.การเบิกจ่ายเงิยตามสัญญาซื้อขายถุงมือยางจะต้องกระทำผ่านคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นในเรื่องนี้คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างอาจมความผิด&amp;nbsp;2.จำนวนถุงมือยาวที่ซื้อขายกันจำนวนมากนั้นในความเป็นจริงมีจำนวนตามที่ระบุหรือไม่&amp;nbsp;3.ขอให้ อคส. รีบดำเนินการตรวจสอบว่าจำนวนเงินที่ทำการโอนไปแล้วตามสัญญาซื้อขายขณะนี้อยู่ที่ไหน และ&amp;nbsp;4.ขอให้ อคส.แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อให้ทราบถึงมติของคณะกรรมการตรวจสอบที่ให้ระงับการซื้อขายถึงมืออยางทั้งหมด ทั้งนี้ ผู้ชี้แจงจาก อคส. แจ้งว่าทางรมว.พาณิชย์ ได้เร่งให้ ผอ.อคส.คนใหม่ ดำเนินคดีเรื่องนี้อย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว เพื่อที่จะเยียวยาให้ อคส.เสียหายน้อยที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79844</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.พาณิชย์, จัดซื้อถุงมือยาง, อคส., องค์การคลังสินค้า, อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7e97efd3d94.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง นบข. เปลี่ยนสูตรคิดค่าเสียหายจำนำข้าว หลังถูกติงได้รับเงินน้อยกว่าที่ควรได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อคส.เตรียมชง &amp;ldquo;นบข.&amp;rdquo; 22 ต.ค.นี้ พิจารณาวิธีคำนวณความเสียหายข้าวสารสต๊อกรัฐ 17.76 ล้านตัน หลังขายหมดเกลี้ยง เหตุหลายฝ่ายท้วงติง วิธีการที่อคส.ใช้จากการกำหนดหลักเกณฑ์ของนบข. ทำให้ข้าวรัฐเสียหายแค่ 9 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมชง &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; เคาะยึด-ไม่ยึดแอล/จีคู่สัญญา ทำให้ข้าวรัฐเสียหาย หลังพบถ้ายึดแล้ว อาจทำให้คู่สัญญาขาดสภาพคล่อง และไม่มีเงินซื้อข้าวเปลือก ทำชาวนาได้รับผลกระทบตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) วันที่ 22 ต.ค.นี้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาการคำนวณมูลค่าความเสียหายของข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 17.76 ล้านตัน ภายหลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศได้ระบายออกจนหมด และได้เงินส่งคืนกระทรวงการคลังมูลค่า 146,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาเหตุที่จะเสนอให้พิจารณาเรื่องดังกล่าว เนื่องจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในอคส.มองว่า วิธีการคำนวณความเสียหายของอคส. ซึ่งมีหลักเกณฑ์การคำนวณตามมติของนบข. ทำให้รัฐจะได้รับเงินชดเชยจากคู่สัญญา ทั้งเจ้าของคลังสินค้าที่รัฐเช่าเพื่อฝากเก็บข้าวในสต๊อก และบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) เป็นวงเงินที่น้อยเกินไปเพียง 90,000 ล้านบาท ไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะที่รัฐใช้งบประมาณดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสูงถึง 200,000-300,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเสียหายดังกล่าว คำนวณจากราคากลางของข้าวสารในสต๊อก หักราคาขาย ซึ่งจะทำให้ได้ค่าส่วนต่าง ที่คู่สัญญาต้องจ่ายให้อคส. เช่น ราคากลางของข้าวสารเฉลี่ยตันละ 10,000 บาท แต่ขายได้จริงตันละ 8,000 บาท ส่วนต่างตันละ 2,000 บาท คู่สัญญาต้องจ่ายให้กับอคส. อย่างไรก็ตาม อคส.จะเสนอให้ที่ประชุมนบข.พิจารณาการนำค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เช่น ค่าเช่าคลังเก็บข้าวสาร ค่าดูแลรักษาสภาพข้าว (ค่ารมยา) ฯลฯ มาคำนวณด้วย ซึ่งจะทำให้มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นอีก และคู่สัญญาต้องชดใช้ความเสียหายที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนบข.จะเห็นด้วยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาของ อคส. ภายในสิ้นปี 61 ทั้งเจ้าของคลังสินค้า และเซอร์เวเยอร์ ที่ทำผิดสัญญาโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 54-57 จนรัฐเกิดความเสียหายนั้น อคส.ได้ส่งหนังสือทวงถาม (โนติส) ไปยังคู่สัญญาแล้วทั้งหมด 244 สัญญาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.61 ซึ่งคู่สัญญาส่วนใหญ่โต้แย้งที่จะชดใช้ความเสียหาย เพราะอ้างว่าไม่ได้ทำผิดสัญญา แต่ข้าวสารในสต๊อกเสื่อมเองตามสภาพ และระยะเวลาที่เก็บนาน ซึ่งขณะนี้ อคส.ได้ยึดหนังสือค้ำประกันสัญญา (แอล/จี) ไว้แล้ว 50 กว่าราย วงเงิน 465 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นแอล/จีของธนาคารกรุงไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อคส.ได้รับการชี้แจงจากธนาคารกรุงไทยว่า การยึดแอล/จีโดยที่ศาลยังไม่ตัดสินว่า คู่สัญญารายนั้นๆ มีความผิดจริง ธนาคารจะถือว่า แอล/จีที่อคส.ยึดไปนั้นเป็นเงินกู้ ไม่ใช่แอล/จี เช่น อคส.ยึดแอล/จี 15 ล้านบาท เงินจำนวน 15 ล้านบาท ธนาคารจะถือว่าเป็นเงินกู้ และจะเรียกให้คู่สัญญารายนั้นมาชำระเงินกู้ โดยคิดดอกเบี้ยตามราคาตลาด หากคู่สัญญาไม่สามารถหาเงินก้อนมาชำระได้ทั้งหมด ก็ต้องกู้เงินก้อนใหม่ไปเรื่อยๆ และอาจทำให้ขาดสภาพคล่องในการทำธุรกิจ หรือไม่มีเงินซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา โดยเฉพาะในช่วงนี้ผลผลิตข้าวเปลือกนาปีจะเริ่มออกสู่ตลาดแล้ว อาจทำให้ชาวนาได้รับผลกระทบได้ ขณะเดียวกัน หากอคส.ยึดแอล/จีแล้ว และภายหลังศาลตัดสินว่า คู่สัญญารายนั้นไม่มีความผิด อคส.ต้องคืนเงินให้คู่สัญญา พร้อมดอกเบี้ยค่าปรับด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) อคส. ได้สั่งการให้อคส.สรุปข้อดี ข้อเสีย ของการยึด และไม่ยึดแอล/จี มาให้พิจารณาโดยเร็ว จากนั้นจะนำเสนอให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พิจารณา และหากมีมติอย่างไรที่ต้องการความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะเสนอให้ครม.พิจารณาเห็นชอบต่อไป อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่า อคส.น่าจะเลือกการฟ้องร้องทางแพ่งคู่สัญญาโดยตรงแบบเต็มจำนวน โดยที่ไม่ยึดแอล/จีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อคส.อยู่ระหว่างทำเรื่องเสนอนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติตามที่ศาลได้มีคำตัดสินมา หลังจากที่คู่สัญญาบางรายได้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ยกเลิกผลการตรวจสอบข้าวของคณะกรรมการตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพข้าวคงเหลือ ที่มีม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นประธานในช่วงที่รัฐบาลนี้บริหารประเทศเมื่อปี 57 ที่คู่สัญญาไม่ยอมรับผลการตรวจสอบข้าวดังกล่าว และศาลได้มีคำสั่งให้รัฐบาลเก็บตัวอย่างข้าวไว้ในปริมาณเพียงพอ และให้เก็บรักษาตัวอย่างข้าวนั้นไว้ให้ดี จนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้นำตัวอย่างข้าวมาตรวจซ้ำ ซึ่งในทางปฏิบัติไม่รู้หน่วยงานใดจะเป็นผู้เก็บตัวอย่าง และจะเก็บอย่างไร จึงต้องเสนอให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์พิจารณา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19346</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวสารสต๊อกรัฐ, นบข., ปรับสูตรคำนวน, วิธีคำนวณความเสียหายข้าวสารสต๊อกรัฐ, อคส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180519/image_big_5aff610f4060f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2018 19:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2018 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อคส.ส่งอัยการฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายคลังสินค้าทำข้าวรัฐเสื่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อคส.ส่งอัยการฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายคลังสินค้าทำข้าวรัฐเสื่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อคส. ยันส่งอัยการฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง คู่สัญญาจำนำข้าวทำข้าวรัฐเสื่อมแล้ว 3 ราย อัยการส่งฟ้องศาลแล้ว 1 ราย อีก 2 ราย คาดส่งฟ้องสัปดาห์นี้ พร้อมยื่นโนติสให้คู่สัญญาชดใช้ความเสียหาย ครบแล้ว 244 สัญญา บางรายพร้อมจ่าย แต่เล่นแง่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ถึงความคืบหน้าการที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) ยื่นฟ้องทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายคู่สัญญา ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ปี 51/52, ปี 54/55, ปี 55/56 และปี 56/57 ให้ทันภายในสิ้นเดือนธ.ค.61 รวมทั้งสิ้น 244 สัญญาว่า ตั้งแต่เดือนก.ค.61 เป็นต้นมา อคส.ได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการส่งฟ้องศาลเรียกร้องค่าเสียหายกับคู่สัญญา ซึ่งเป็นคลังสินค้าแล้ว 3 ราย เพราะผิดสัญญาฝากเก็บข้าว โดยทำให้ข้าวสารที่อคส.ฝากเก็บเสื่อมสภาพไปจากมาตรฐาน เป็นเหตุให้รัฐเสียหาย โดยศาลพิจารณาเอกสารหลักฐานเสร็จสิ้น และส่งฟ้องแล้ว 1 ราย ส่วนอีก 2 รายอยู่ระหว่างการพิจารณาเอกสารหลักฐาน คาดว่า จะส่งฟ้องได้ภายในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ อคส. ได้ยื่นหนังสือทวงถาม (โนติส) ไปให้คู่สัญญา ทั้งที่เป็นเจ้าของคลังสินค้าที่อคส.เช่าเพื่อฝากเก็บข้าวสารจากโครงการรับจำนำ และบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) เพื่อให้มาชดใช้ค่าเสียหายให้กับอคส. กรณีที่ทำผิดสัญญา เช่น ทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ ครบแล้วทั้ง 244 สัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คู่สัญญาได้ทยอยส่งหนังสือโต้แย้งกลับมาให้อคส.แล้ว โดยกว่า 100 สัญญา ยืนยันว่า ยินดีชดใช้ความเสียหายให้ แต่อคส.ต้องชี้แจงให้ชัดเจน หรือมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า คู่สัญญาทำผิดสัญญาอย่างไร &amp;nbsp;ขณะนี้ อคส.อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของคู่สัญญาแต่ละราย จากนั้นจึงจะแจ้งให้คู่สัญญา ซึ่งต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนา จนคู่สัญญาไม่สามารถปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคู่สัญญาที่เหลืออีกกว่า 100 สัญญา หลังได้รับโนติสแล้ว ปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้ โดยยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดสัญญา ไม่ได้ทำให้ข้าวเสีย หรือเสื่อมคุณภาพ ตามผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบปริมาณ คุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 57 โดยมีม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน &amp;nbsp;เพราะดูแลรักษาคุณภาพ และรมยาตามหลักวิชาการอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คู่สัญญาบางรายฟ้องศาลขอให้คุ้มครองชั่วคราว โดยให้ศาลระงับผลการตรวจสอบคุณภาพข้าว ของคณะกรรมการตรวจสอบปริมาณฯ ของม.ล.ปนัดดา และบางราย โต้แย้งว่า การดูแลรักษาสภาพข้าวมีหลายวิธี แต่อคส.เลือกการรมยาอย่างเดียว ซึ่งจะป้องกันได้เพียงไม่ให้มอดกัดกินข้าวเท่านั้น และเหมาะสำหรับข้าวที่เก็บไว้ไม่เกิน 2 ปี แต่ข้าวในสต๊อก เก็บนานเกิน 2 ปี จึงมีสีเหลือง แตกหัก และเสื่อมสภาพมาก ซึ่งต้องใช้วิธีการอื่นในการดูแลรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคู่สัญญาที่ปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายนั้น อคส.จะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องร้องทันที โดยคาดว่า บางส่วนจะส่งฟ้องได้ตามแผนภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ พร้อมกันนั้น อคส.จะยึดหลักประกันสัญญา (แบงก์ การันตี) ของคู่สัญญาที่ปฏิเสธจะชดใช้ค่าเสียหายด้วย โดยจะทำหนังสือถึงธนาคารที่คู่สัญญาเหล่านี้นำเงินไปฝากไว้เป็นหลักประกันสัญญา เพื่อขอยึดหลักประกันสัญญา โดยธนาคารต้องนำเงินมาชำระหลักประกันสัญญาให้กับอคส.ตามกำหนด ไม่เช่นนั้น อคส.จะส่งให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องร้อง เพราะทำผิดสัญญาค้ำประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในการประชุมร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการส่งฟ้องทางแพ่งกับคู่สัญญาที่ทำให้รัฐเสียหาย ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ อคส.จะรายงานความคืบหน้าการดำเนินการทั้งหมด รวมถึงจะชี้แจงด้วยว่า อคส.จะเร่งส่งฟ้องคู่สัญญาให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันกับกำหนดภายในสิ้นเดือนธ.ค.นี้ แต่หากไม่ทันกำหนด ก็จะเร่งรัดส่งฟ้องให้ทันก่อนคดีจะสิ้นอายุความในเดือนม.ค.63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.57 ให้ อคส.และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แจ้งความดำเนินคดีสำหรับข้าวในสต็อกรัฐบาลจากโครงการรับจำนำข้าวปี 51/52, 54/55, 55/56 และ 56/57 ซึ่งมีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐานหรือเป็นข้าวเสื่อม พบว่า มีผู้กระทำความผิดทั้งคดีอาญา และคดีแพ่ง โดยมีคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วย 884 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 115,000 ล้านบาท และนายวิษณุ ได้เร่งรัดให้ทำเรื่องให้อัยการส่งฟ้องทางแพ่งโดยเร็วก่อนหมดอายุความ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16192</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวเสื่อม, คลังสินค้า, จำนำข้าว, ฟ้องศาลเรียกค่าเสียหาย, อคส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180519/image_big_5aff610f4060f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2018 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2018 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง&#039;อคส.&#039;หมกเม็ดคดีแทรกแซงสินค้าเกษตร ทำรัฐเสียหายหมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อคส.หมกเม็ดคดีแทรกแซงสินค้าเกษตรตั้งแต่ปี 2542/43 มากกว่า 1,000 คดี มูลค่าเสียหายหมื่นล้านบาท ชี้ส่วนใหญ่ส่งฟ้องไม่ทัน จี้ตั้งสอบตามพรบ.ความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีโครงการแทรกแซงสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง หอมแดง ฯลฯ ซึ่งเป็นโครงการตั้งแต่ปี 2542/43 ที่นอกเหนือจากโครงการรับจำนำข้าวในช่วงปี 2554/55 ปี 2555/56 และปี 2556/57 &amp;nbsp;มากกว่า 1,000 คดี มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยบางส่วนได้หมดอายุความฟ้องร้องทางแพ่งแล้ว เนื่องจากอคส.ไม่ได้ดำเนินการสั่งฟ้องกับคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าของโกดังกลาง ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) และโรงสีที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สาเหตุที่อคส.ส่งฟ้องทางแพ่งไม่ทันกับระยะเวลาที่กำหนด โดยส่วนใหญ่เป็นการแทรกแซงราคาข้าวเปลือก เนื่องจากเจ้าหน้าที่รับผิดชอบบางรายไม่ได้เข้มงวดดำเนินการหรือปล่อยละเลยการปฎิบัติหน้าที่ และบางรายอาจได้รับผลประโยชน์หรือเรียกว่าเงินทอนข้าวเปลือก จนส่งผลให้ภาครัฐได้รับความเสียหายอย่างมาก ดังนั้นต้องการให้นายวิษณุ &amp;nbsp;เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหมือนกับการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดและทุจริตเงินทอนคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คดีความที่ทยอยหมดอายุความทางแพ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการแทรงกแซงสินค้าเกษตรตั้งแต่ปี 2542/43 &amp;nbsp;- ปี 2548/49 &amp;nbsp;จนภาครัฐได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เบื้องต้นพบว่าหลายๆคดีเจ้าหน้าที่ไม่ได้รายงานแก่ผู้ใหญ่ได้รับทราบ &amp;nbsp;ขณะที่บางคดีอัยการและตำรวจสั่งไม่ฟ้อง แต่เจ้าหน้าที่อคส.บางคนไม่ดำเนินฟ้องดำเนินคดี เพราะตามกฎหมายผู้ได้รับความเสียหาย ซึ่งหมายถึงอคส.สามารถฟ้องร้องเองได้ด้วย &amp;nbsp;ดังนั้นต้องให้ผู้มีอำนาจดำเนินการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่. พ.ศ. 2539&amp;rdquo; แหล่งข่าวกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการที่คดีหมดอายุความไปจำนวนมาก ทำให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการและมีปัญหาการส่งข้าวไม่ครบตามสัญญา, ข้าวได้รับความเสียหาย รวมถึงกลุ่มบริษัทเซเวอร์เยอร์ที่เกี่ยวข้องได้ส่งหนังสือมายัง อคส. เพื่อยื่นยันว่าจะไม่ชดเชยความเสียหายตามสัญญา โดยหนึ่งเหตุผลที่บริษัทและโรงสีอ้าง คือ เกิน 10 ปีหรือหมดอายุความทางเพ่ง &amp;nbsp;เช่น ที่จังหวัดพิจิตร, ชัยนาท, &amp;nbsp;กำแพงเพชร, นครสวรรค์ และจังหวัดอื่นๆอีกจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีการทำหนังสือมาในช่วงต้นปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บางกรณีที่อคส.ได้ดำเนินคดีไป แต่พบว่าบางบริษัทยอมเข้ามาทำสัญญาเพื่อชดเชยความเสียหายตามที่ภาครัฐเรียกร้อง เช่น มูลค่าความเสียหาย 15 ล้านบาท แต่บริษัทเข้ามาจ่ายเพียงแค่ 4-5 ล้านบาท จากนั้นก็ได้มีการถอนแจ้งความดำเนินคดี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่า มี 30 คดีที่อัยการไม่ส่งฟ้องดำเนินคดี ซึ่งได้มอบหมายให้ อคส.ทำสำนวนใหม่เพื่อดำเนินการส่งฟ้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายใหม่ด้วย ส่วนโครงการก่อนปี 2554 นั้น หากพบว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบมีการละเลยปฎิบัติหน้าที่ก็จะดำเนินตรวจสอบการกระทำความผิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะทำเรื่องนี้ให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด และทุกคดีที่มองว่าไม่โปร่งใสก็จะเร่งรัดส่งดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องทางเสียหายทางแพ่งและอาญาทุกคดี &amp;nbsp;ซึ่งได้ให้ผู้อำนวยการ อคส.รายงานความคืบหน้าการดำเนินการทุกๆ 15 วันด้วย&amp;rdquo; นายสนธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13547</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีความ, รัฐเสียหาย, อคส., เงินทอนข้าวเปลือก, แทรกแซงราคาสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3cdf26b2a60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
