<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วงเสวนาชี้พิรุธสัญญา 5 บริษัท ประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือ - อีสาน 1.28 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
09ก.ค.64- องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) หรือ&amp;nbsp; ACT เปิดเวทีเสวนาออนไลน์ประเด็นร้อน การประมูลรถไฟทางคู่ความโปร่งใสที่ไม่จริงใจ เมื่อช่วงค่ำวันพฤหสบดีที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมี ดร.สุเมธ องกิตติคุณ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ , ดร.ประจักษ์ ทรัพย์มณี ผู้สังเกตการณ์โครงการรถไฟรางคู่ และ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กร์ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุเมธ กล่าวว่า ถ้าดูจากข้อมูลที่เผยแพร่โครงการรถไฟรางคู่สายเหนือ - อีสาน นี้ต้องตอบคำถามสังคมหลายประเด็นทั้งเรื่องการประมูลและรายละเอียดของการประมูล เรื่องไม่โปร่งใสนั้นต้องมีหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีความไม่โปร่งใส แต่ผลที่ออกมาเป็นอย่างไร น่าจะมีข้อข้องใจที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องออกมาชี้แจงเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้อมูลเบื้องต้นที่ทราบกันคือราคาประมูลที่ต่ำกว่าราคากลางเพียงแค่เล็กน้อยทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมา หลายคนพูดถึงข้อมูลว่าการแข่งขันด้านราคาการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความโปร่งใส การแข่งขันด้านราคาเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของการรถไฟในอดีตการประมูลรางคู่สายใต้ มีการแข่งขันที่สูงกว่านี้แล้วราคาที่ได้คือถูกลงพอสมควร แต่พอมาเจอรางคู่สายเหนือกับสายอีสานซึ่งราคาถูกลงเพียงเล็กน้อยหลายคนก็เลยตั้งคำถาม&amp;quot;ผู้อำนวยการวิจัย TDRI กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รศ.ดร.ต่อตระกูล กล่าวว่า กฎหมายและรัฐธรรมนูญกำหนดให้โครงการของรัฐทุกโครงการต้องเปิดเผยข้อมูล ต้องรวมถึงข้อมูลที่ประชาชนต้องการทราบไม่ใช่ข้อมูลที่รัฐอยากให้รู้หรือตอบก็ตอบไม่ตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ความสำคัญของการประมูลคือให้ความเป็นธรรม การที่มีสัญญา 5 โครงการและมีบริษัทเข้าประมูล 5 รายพอดี คำตอบคือให้เข้ามาแล้วแต่ไม่มีใครเข้า เขาไม่มายื่นเองจะทำอย่างไร มี 5 งานยื่น 5 รายแล้วไม่มีใครได้ซ้ำ มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ที่จะชนะ 5 รายไม่เหมือนกัน การประมูลต้องให้มีการแข่งขัน ที่ประเทศไทยไม่ให้ต่างชาติเข้ามาก็เพราะผู้รับเหมาเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่นักประมูลชอบมากที่สุดคือการล็อคผู้เข้าแข่งขัน ล็อคกันจนเหลือ 2 รายก็มี สมัยก่อน 2 รายนั้นเป็นญาติพี่น้องกัน ที่อยู่เดียวกันเบอร์โทรศัพท์เดียวกัน แต่ปัจจุบันที่เรียกว่าฮั้วประมูลไม่มีใครเขาทำแล้ว การให้มีคนเข้าแข่งขันเยอะๆเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรบริหารโครงการเราก็รู้ว่าถ้าปล่อยให้เข้ามาเสรีเป็นร้อยๆรายไม่ได้ ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์พอ ถ้าเรายังปล่อยให้มีแค่ 5-6 บริษัท อีกกี่ปีก็ไม่เกิดความเจริญในบริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย การประมูลที่ไม่ยุติธรรมทำให้คนรุ่นใหม่ ตั้งใจดีมีวิชาความรู้ มีเทคนิค มีสมองไม่ได้เกิด&amp;quot; รศ.ดร.ต่อตระกูล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้สังเกตการณ์ต้องตอบว่าโปร่งใสภายใต้กรอบนโยบายที่ทางกระทรวงจัดทำมาให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทำ แต่การกำหนดกรอบมีปัญหาทำให้เกิดการตัดไม่ให้มีผู้เข้าร่วมประมูลรายย่อยเข้ามาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คณะผู้สังเกตการณ์ได้แจ้งว่าไม่เห็นพ้องด้วยกับเหตุผลที่ รฟท.เปลี่ยนกติกาการประมูล คือยกเลิกกติกาที่ทางซูเปอร์บอร์ดของการจัดซื้อจัดจ้างทำไว้ตั้งแต่ปี 2560 ว่าให้แยกงานออกเป็นงานย่อยๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กขนาดกลางเข้าร่วมได้ แต่ TORนี้ไปรวบงานโยธา ระบบราง และระบบอาณัติสัญญาณเข้าด้วยกันทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางหรือแม้แต่รายใหญ่ก็เข้าร่วมไม่ได้ต้องเฉพาะผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งก็มีอยู่เพียง 5 รายเท่านั้น ทำให้ประเทศไทยถูกผูกขาดอยู่เพียง 5-6 บริษัทใหญ่ๆเท่านั้นเอง อย่างที่ 2 คือที่กระทรวงกำหนดเลยว่า Thai First เพราะเป็นโครงการที่ใช้เงินกู้ภายในประเทศต้องให้บริษัทไทยเท่านั้นเข้าประมูล เราไม่เห็นด้วย กับการกีดกันบริษัทต่างชาติเข้ามาทำให้ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยน TOR รวบระบบราง ทำให้มีผู้ประมูลเพียง 5 สัญญา&amp;quot; ดร.ประจักษ์ กล่าวและว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกำหนดราคากลางส่วนใหญ่ในโครงการรัฐจะสำรวจเส้นทางและโหวตราคาเพิ่มกำหนดงบประมาณให้สูง โดยไม่มีใครไปดูว่าตรงตามสัญญาที่ระบุหรือไม่ เช่น ระบุว่าบริเวณนี้มีสะพานแต่ถ้าไปดู กลับไม่มีแม่น้ำ เมื่อปฏิบัติจริงๆแล้วเงินจะเหลือ โดยหลักก็คือจะต้องคืนรัฐบาล แต่วิธีการคือมีการเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้าง เช่น บอกว่าประชาชนร้องขอให้ทำสะพาน ทำถนนลอด บางโครงการใช้เงิน 400 ล้านบาทก็มี แค่ทำแบบมาขออนุมัติจากรถไฟ สามารถก่อสร้างได้เลย ปัญหาคือมันคุ้มค่าหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.มานะ กล่าวว่า โครงการนี้ดูเหมือนจะโปร่งใสแต่อยู่ภายใต้กรอบของนักการเมือง กรอบกระทรวงคมนาคม แล้วหน่วยงานต้องปฏิบัติ เมื่อการรถไฟทำก็บอกว่าเป็นไปตามกรอบกระทรวง โปร่งใส ถูกต้อง ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาโครงการนี้เป็นโครงการที่อื้อฉาวและถูกตั้งคำถามมากที่สุดของการรถไฟ ทำไมสังคมจึงตั้งคำถามมาก กติกาในการประมูล ข้อมูลที่ให้สังคมรับรู้เกิดอะไรขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่รัฐบาล &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่าจะทำให้ประเทศไทยปลอดคอร์รัปชัน ทำให้การปลอดคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็น การจัดซื้อจัดจ้าง ให้สิทธิสัมปทาน ต้องใช้ข้อตกลงคุณธรรม เดือนที่แล้วยังเห็นรัฐบาลถอดร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร หลังจากที่ภาคประชาชนชี้ว่าไม่ถูกต้องหลายๆอย่างและขัดต่อการปฏิรูปประเทศที่วางแผนไว้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรรมนูญมาตรา 144 และ 185 นี่เป็นการหยุดการคอร์รัปชันที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นหากยังเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมคลางแคลงใจ คนข้องใจว่ายังไม่เปิดเผย ไม่ทำอะไรตรงไปมา อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าไม่มีการโกง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่แค่คนไทยเห็น ต่างชาติก็เห็น ถ้าคอร์รัปชันขนาดใหญ่ เสียงประชาชนทักท้วงกันมากมาย สื่อมวลชนทักท้วง นักวิชาการทักท้วงใครๆก็พูดแล้วยังปล่อยเลยตามเลยให้ออกไปได้ มันจะทำให้ต่างชาติหรือนักลงทุนใหญ่เขาตั้งข้อสงสัยว่ามีประเทศไทยมีมาตรฐานการลงทุนอย่างไร ถ้าเข้ามาจะเชื่อมั่นเรื่องความโปร่งใสตรงไปตรงมาได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ตามมาคือเสียภาพลักษณ์ของประเทศ เมื่อจัดอันดับประเทศที่คอร์รัปชันระดับโลกแล้วอันดับตกก็อย่าไปร้องแรกแหกกระเชอเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐกระทำ เราไม่อยากให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาล เพราะประชาชนคาดหวังตลอดว่ารัฐบาลที่เข้ามาจะปราบปรามคอร์รัปชัน อยากให้รัฐบาลทั้งคณะได้ฟังแล้วใช้อำนาจในการควบคุมทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคม&amp;quot; &amp;nbsp;เลขาธิการองค์กร์ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109134</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร. มานะ นิมิตรมงคล, ดร.สุเมธ องกิตติกุล, ต่อตระกูล ยมนาค, ประมูลรถไฟทางคู่, องค์กรต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e7d398708aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2019 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2019 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรต้านโกงขอบคุณ4รมต.-กก.วัตถุอันตรายแบน3สารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;23 ต.ค. 62 &amp;ndash; องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ACT ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 เรื่องขอขอบคุณคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติยกเลิกการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เพื่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และคนไทยทุกคน โดยในแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีการประชุมและได้ลงมติอย่างเปิดเผยให้มีการยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต นั้น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ขอขอบคุณแทนคนไทยทั้งประเทศที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างดำรงไว้ซึ่งจริยธรรมและมนุษยธรรม มิเพิกเฉยต่อสุขภาพ ชีวิต&amp;nbsp; ทั้งในส่วนของเกษตรกรผู้รับผลกระทบโดยตรงและผู้บริโภคผู้ได้รับผลกระทบในภายหลัง และที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง คือ การดำเนินการให้มีการลงมติอย่างเปิดเผย ตามที่องค์กรฯ และหลายภาคส่วนเรียกร้อง ช่วยสร้างความมั่นใจในเรื่องความโปร่งใสในการพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอขอบคุณไปยังรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) รวมทั้งรมว.เกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน)&amp;nbsp; และรมช.เกษตรและสหกรณ์ (นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ซึ่งได้แสดงจุดยืนชัดเจน ให้ยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว และร่วมรณรงค์ผลักดันจนทำให้มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย จนนำมาซึ่งการลงมติดังกล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;องค์กรฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การมีมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความร่วมมือกันในการจัดการปัญหาการใช้สารพิษในการเกษตรอย่างเหมาะสม ยั่งยืน&amp;nbsp; และเป็นจุดเริ่มต้นแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดต่อทั้งชีวิตของเกษตรกรผู้ใช้ ระบบนิเวศทางธรรมชาติและชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง&amp;nbsp; โดยทางองค์กรฯและเครือข่าย พร้อมจะทำหน้าที่ในการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้ปฎิบัติงานอย่างซื่อตรงต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ เพื่อยังประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนคนไทยในทุกระดับ&amp;rdquo; องค์การต่อต้านคอรัปชัน ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48698</URL_LINK>
                <HASHTAG>ACT, ขอบคุณ, คกก.วัตถุอันตราย, ยกเลิก3สารพิษ, องค์กรต้านคอร์รัปชัน, แถลงการณ์ฉบับที่3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191023/image_big_5daffcea1a2a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.มานะปลุกคนไทยป้องกันคอร์รัปชันเชิงนโยบายก่อนแผนร้ายกลายเป็นเคราะห์กรรมประเทศ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ก.พ.62- ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เขียนบทความ เรื่อง คอร์รัปชันเชิงนโยบาย การโกงอย่างถูกกฎหมาย &amp;nbsp;ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอร์รัปชันเชิงนโยบายเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยมีเจตนาแอบแฝงในการกำหนดนโยบายวางกรอบทิศทางการลงทุนหรือดำเนินโครงการ แล้วมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการตามขั้นตอน แม้บางครั้งอาจต้องเสนอโครงการดังกล่าวกลับมาให้อนุมัติอีกครั้งหนึ่ง พฤติกรรมและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตนเองและพวกพ้องจึง &amp;lsquo;ถูกต้องตามขั้นตอน&amp;rsquo; ของกฎหมาย (Legalized)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยุ่งยากอยู่ที่ว่า &amp;lsquo;การสร้างและดำเนินนโยบายใดๆ ที่มุ่งประโยชน์แก่ตนเองและพรรคพวกแทนที่จะเป็นสาธารณประโยชน์ อาจถือว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบายทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนตนกับสิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะอาจสอดคล้องกันก็ได้&amp;rsquo; (อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางครั้งข้อมูลที่ถูกจัดเตรียมมาอย่างสมเหตุสมผลว่าโครงการนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากเพียงใด ก็อาจเกิดจากการแอบอ้าง ใช้คำพูดที่ทำให้เข้าใจผิดหรือบิดเบือน แม้จะมีงานวิจัยมาประกอบก็ตาม ดังที่ ดร. ต่อตระกูล ยมนาค กรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ เล่าประสบการณ์ว่า &amp;lsquo;เคยมีงานวิจัยที่ไม่มีคุณภาพในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มักมีหน่วยงานราชการไปจ้างให้เขียนงานวิจัยสนับสนุนนโยบายของตน โดยกำหนดทิศทางและคำตอบงานวิจัยตั้งแต่ยังไม่เริ่มเขียน และเคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งออกมาสนับสนุนข้อเสนอให้บริษัทยักษ์ใหญ่รับประโยชน์จากสัมปทานของรัฐเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่ามหาศาล เพื่อแลกกับค่าจ้างวิจัยเพียงไม่กี่ล้านบาท&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างการทำตามแผนที่วางไว้..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้เห็นภาพผมขอสมมุติตัวเองเป็นคนที่จ้องจะหากินจากโครงการขยายอาคารผู้โดยสารและการประมูลร้านค้าปลอดภาษี ผมจะทำเรื่องต่อไปนี้ให้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง แผนแม่บทเพื่อการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิแม้จะผ่านการศึกษาและเขียนไว้อย่างรอบคอบแต่ก็เป็นข้อมูลเมื่อ 15 ที่แล้ว จึงต้องปรับปรุงให้เหมาะกับหลายปัจจัยที่เปลี่ยนไป จึงกลายเป็นโอกาสที่จะเขียนขึ้นใหม่ให้สามารถใช้เป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายขององค์กรที่ทุกฝ่ายต้องเดินตาม ผมจะใส่บางอย่างที่ต้องการลงไปแล้วสร้างความชอบธรรมด้วยการอ้างความเห็นและผลการศึกษาขององค์กรสากลอย่าง ICAO และกรรมการร่วมที่ตั้งขึ้นเรียกว่า Airport Consultative Committee โดยที่คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าองค์กรนี้ทำหน้าที่อะไร แค่ไหน เขาสนใจเรื่องความปลอดภัยและแบบแผนการบิน การบริหารจัดการด้านไหนหรือความสวยงาม ความคุ้มค่าและการลงทุนกันแน่ และเพื่อสร้างหลักประกันว่าจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้ ผมยินดีจ่ายเงินจำนวนมากจ้างคนที่เกี่ยวข้องมาเป็นที่ปรึกษาทั้งระดับองค์กร ระดับโครงการและส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เป็นที่ทราบกันดีว่าสถาปนิกหรือคนออกแบบโครงการจะมีอิทธิพลอย่างมากในการดำเนินโครงการอย่างน้อยสองเรื่อง คือ 1) การรับเหมาก่อสร้าง เพราะสามารถกุมข้อมูลความลับเกี่ยวกับแบบก่อสร้างตกแต่งที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เช่น กำหนดวัสดุ รูปแบบของงาน เปิดให้พรรคพวกของตนได้เห็นแบบทั้งหมดก่อนคนอื่น และการตั้งราคากลางไว้สูงมากเพื่อทำกำไร 2) การกำหนดเขตแนวพื้นที่บริการผู้โดยสารกับพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และร้านค้าดิวตี้ฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นผมจะอ้างสารพัดทำทุกวิธีที่จะทำให้คนที่คุยกันรู้เรื่องมารับงานออกแบบ บางทีอาจตั้งค่าจ้างออกแบบไว้ต่ำกว่าราคามาตรฐานวิชาชีพมากๆ (แล้วไปหาทางลดต้นทุนหรือตอบแทนกันด้วยวิธีอื่น) จนบริษัทต่างชาติที่มีประสบการณ์ไม่สนใจเข้าร่วมประกวดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ในการประมูลร้านค้าดิวตี้ฟรีเมื่อคราวเปิดสนามบินปี พ.ศ. 2549 มีประเด็นปัญหามากเกี่ยวกับกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ครั้งนี้จึงต้องแก้กฎหมายเคลียร์อุปสรรคนี้ก่อน ส่วนข้อเรียกร้องให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ให้นำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้เช่นเดียวกับอีกหลายเมกะโปรเจค ถือเป็นเรื่องอันตรายจะทำอะไรได้ไม่ถนัดเพราะมีคนนอกรู้เห็น ต้องหาทางหลีกเลี่ยงหรืออย่างน้อยก็ต้องเขียนทีโออาร์วางกติกาที่ตัวเองได้เปรียบให้เรียบร้อยก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องสำคัญคือ ต้องควบคุมโครงสร้างการบริหารองค์กรให้ได้ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะให้ช้าและน้อยที่สุดเพื่อป้องกันการขัดขวางและจับผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทสรุป..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความผิดฐานคอร์รัปชันเชิงนโยบายไม่มีเขียนในกฎหมาย ผลประโยชน์ทับซ้อนก็พิสูจน์ได้ยาก แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีได้ดังเช่น คดีรับจำนำข้าว แต่สำหรับคนไทยแล้วจำเป็นรู้และหาทางป้องกันไว้ก่อนที่แผนร้ายจะกลายเป็นเคราะห์กรรมของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ: ตัวอย่างการตอบคำถามของ ICAO ที่ ทอท. นำมาอ้างอิง https://www.facebook.com/AOTofficial/posts/2166048710314153?hc_location=ufi&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29179</URL_LINK>
                <HASHTAG>ICAO, คอร์รัปชันเชิงนโยบาย, ดร. มานะ นิมิตรมงคล, พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง, องค์กรต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181111/image_big_5be841b79a1e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.เมินเจ๊แดงหนีตปท. ลุยฟัน‘จีทูเจี๊ยะ’ล็อตสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;วัชรพล&amp;quot; เดินหน้าไต่สวนเพิ่มเติมแก๊งจีทูจีล็อต 2 ยันไร้ปัญหาหาก &amp;quot;เจ๊แดง&amp;quot; เผ่นหนีออกนอกประเทศ ระบุถ้าไปจริงถือว่าเสียโอกาสแก้ข้อกล่าวหา &amp;quot;วรวัจน์&amp;quot; &amp;nbsp;รีบชิ่งอ้างไม่ได้ติดต่อ &amp;quot;เยาวภา&amp;quot; มากว่า 2-3 เดือน &amp;quot;ป.ป.ช.&amp;quot; เตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องถกปมร้อนยื่นบัญชีทรัพย์สิน 4 ม.ค.62 &amp;quot;เลขาฯ องค์กรต้านคอร์รัปชัน&amp;quot; จับตาอุ้ม กก.มหาวิทยาลัยไม่ต้องแจงบัญชีต้องมีเหตุผลอธิบาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ &amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ล็อต 2 &amp;nbsp;ว่า ป.ป.ช.ได้แจ้งผู้ถูกไต่สวนแล้วตามกระบวนการ ซึ่งผู้ถูกไต่สวนมีสิทธิ์คัดค้านได้ ขณะเดียวกันก็ได้สั่งไต่สวนผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย รวมถึงการสอบถามผู้ที่ถูกดำเนินคดีเพื่อพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกระแสข่าวนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้ที่มีชื่อจะถูกกล่าวหาในคดีนี้ได้หลบหนีออกนอกประเทศ พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า ตามกระบวนการของกฎหมายใหม่ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนีออกนอกประเทศ คดีก็จะไม่สะดุดหยุดลง สามารถเดินหน้าสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย แต่ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยกระบวนการหลังจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในสำนวนคดีได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ในฐานะคนสนิทนางเยาวภา กล่าวว่า ตนเองไม่ได้พบคุณแดง (นางเยาวภา) มาประมาณ 2-3 เดือนแล้ว และไม่ได้คุยกันเลย ไม่ได้โทร.หากันเลย เนื่องจากทางคุณแดงเขาถอยออกไปจากการเมืองไประยะหนึ่งแล้ว ตนเลยไม่ทราบข่าวว่าไปไหนอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ได้คุยเขาก็ถอยออกจากการเมือง เขาถอยมาตลอด ไม่ได้มายุ่งกับเรื่องในพรรคเลย แกบอกว่าจะไม่ยุ่ง จึงถอยออกไป แล้วเมื่อเขาขอว่าเขาไม่ยุ่ง ผมก็ไม่ได้คุยเลย ไม่รู้ว่าอยู่ไหนเหมือนกัน ไม่ได้ถาม ไม่ได้พบ ไม่ได้ตามด้วย&amp;rdquo; คนสนิทนางเยาวภากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีมีคำสั่งหัวหน้า คสช.เกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย ป.ป.ช. และประกาศ ป.ป.ช. กรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า คำสั่ง คสช.เรื่องดังกล่าว ถือเป็นคำสั่งที่ช่วยคลายล็อกการทำงานให้กับ ป.ป.ช. ให้สามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดตำแหน่งเฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ ซึ่งในวันที่ 4 ม.ค.62 ป.ป.ช.จะเชิญหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดตามมาตรา 102 ที่กำหนดให้กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานรัฐทุกแห่งต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลังจากการหารือแล้วจะมีการแก้ไขประกาศ ป.ป.ช.เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งเมื่อมีการแก้ไขประกาศ ป.ป.ช.แล้ว ก็จะส่งผลให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยและกรรมการกองทุนบางหน่วยงานไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน&amp;quot; ประธาน ป.ป.ช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า สุดท้ายถ้ามีการยกเลิกไม่ให้ตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ป.ป.ช.จะต้องมีเหตุผลที่หนักแน่น ไม่ให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ป.ป.ช.กำลังเอาใจใคร ต้องรักษาจุดยืนที่ต้องทำงานอย่างเที่ยงตรง ยึดหลักโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และป้องกันคอร์รัปชัน เพราะปัญหาใหญ่ที่คนกำลังสงสัยคือ ถ้าเกิดเป็นชนชั้นนำ คนที่มีอำนาจและคนรวย ป.ป.ช.ก็ไม่กล้าที่จะเกี่ยวข้องหรือเข้าไปตรวจสอบ จะทำให้ประชาชนไม่ให้การสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาทุจริตที่เป็นปัญหาของประเทศ และจะแก้ไขปัญหาทุจริตไม่ได้ จะทำให้ปัญหาทุจริตอยู่ในจุดที่วิกฤติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีคนเคยเปรียบเปรยไว้ว่า 100 คนคิด 1 คนแก้ แล้วคนแก้ก็เหมือนว่าจะรอบรู้และเข้าใจไปหมดทุกอย่าง ทั้งที่จริงอาจเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ สำหรับประกาศ ป.ป.ช. เรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ นั้น ผ่านคนทำมาเป็นร้อยคน ทั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และป.ป.ช. ต้องผ่านขั้นตอนที่มีอยู่เยอะ แต่ คสช.ที่เหมือนคนเดียวกลับใช้วิธีการแก้ไขที่ไม่ธรรมดา&amp;quot; นายมานะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันกล่าวว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จะติดตามประกาศ ป.ป.ช.ฉบับใหม่ที่กำลังแก้ไขกันอยู่ว่าจะออกมาอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและคำนึงกันมาก ซึ่งไม่ว่าจะมีการยกเลิกตำแหน่งใดนอกเหนือจากกรรมการสภามหาวิทยาลัย ป.ป.ช.จะต้องมีเหตุผลที่มีน้ำหนัก ประชาชนฟังและเข้าใจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ตนได้รับรายงานสรุปจากคณะทำงานตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และเตรียมจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของ ป.ป.ช.ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมกับ ป.ป.ช. ได้มีมติเห็นชอบ 3 แนวทางปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน มุ่งรักษาสิทธิเสรีภาพประชาชน ขจัดปัญหาเรื่องร้องเรียนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงประเด็นทุจริตประพฤติมิชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย 1.เรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับการทุจริตและมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีคำร้องเรียนระบุชัดเจนว่าเป็นการทุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตั้งแต่ชั้นของการรับคำร้องไว้พิจารณา ส่วนกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วพบว่าเป็นการทุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินหยิบยกปัญหาความเดือดร้อนเสียหายขึ้นพิจารณา แล้วพบว่ามีปัญหาการทุจริตด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในส่วนของการทุจริต และดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในส่วนที่ขจัดความเดือดร้อนให้กับประชาชน และกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าเป็นเรื่องทุจริต แต่เป็นเรื่องที่มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหายด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการต่อไป&amp;quot; พล.อ.วิทวัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าวว่า แนวทางที่ 2 การเปิดเผยข้อมูลระหว่างกันในการปฏิบัติหน้าที่ และการเชื่อมโยงระบบข้อมูล ให้มีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลร่วมกัน พร้อมตั้งคณะผู้ประสานงานด้านข้อมูลของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อให้ความรวดเร็วในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และ 3.การส่งเสริมธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต กำหนดแนวทางปฏิบัติการร่วมกันเกี่ยวกับการส่งเสริมธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตระหว่างองค์กรอิสระทุกองค์กร เช่น จัดโครงการรณรงค์ส่งเสริมธรรมาภิบาล และป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบในพื้นที่ต่างๆ การจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับภาคประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของภาครัฐในมิติต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หัวใจหลักสำคัญคือการมุ่งขจัดความเดือดร้อน โดยกำหนดกรอบแนวปฏิบัติให้เกิดความชัดเจน และเกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ร้องเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากเรื่องไหนเป็นเรื่องทุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งประเด็นดังกล่าวให้ ป.ป.ช. เพื่อใช้อำนาจและกฎหมายของ ป.ป.ช.ในการนำไปสู่กระบวนการไต่สวนและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดทุจริตและประพฤติมิชอบดำเนินการต่อไป&amp;quot; ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24259</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีทูจีล็อต 2, นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์, ป.ป.ช., พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, ยื่นบัญชีทรัพย์สิน 4 ม.ค.62, หนังสือพิมพ์, องค์กรต้านคอร์รัปชัน, เจ๊แดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181214/image_big_5c13b6c108834.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมผิดหวังปปช.อุ้มนาฬิกาป้อม ปธ.ต้านโกงยังให้คะแนนบิ๊กตู่เต็มร้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค. 61 - นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงข่าว &amp;ldquo;7 ปี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)&amp;rdquo;&amp;nbsp; ว่า สถานการณ์การเรียกรับเงินใต้โต๊ะจากอดีตที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปัจจุบันพบว่ามีแนวโน้มลดลงมาก ทำให้ตระหนักรู้ว่ามีการตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น แต่หากระบบการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันอ่อนแอลงเมื่อใดคนที่จะทุจริตจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีการยื่นหนังสือเพื่อทวงถามความคืบหน้าต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) กรณีนาฬิกาหรู ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และการยืมเงิน 300 ล้านบาท พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า เราได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งใดที่ทำแล้วมีความรู้สึกว่าเป็นการกระทำ 2 มาตรฐาน สังคมเองก็ต้องการคำอธิบาย และความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกคนผิดหวัง แต่ตนยังรอว่า ทางป.ป.ช.จะชี้แจงกรณีดังกล่าวอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ให้คะแนนความจริงใจของรัฐบาลนี้ในการร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมากี่คะแนน นายประมนต์ กล่าวว่า ตนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เต็มร้อยคะแนน แต่ยอมรับว่ายังมีบุคคลใกล้ตัว หลายคนที่สังคมตั้งข้อสงสัย ซึ่งเป็นปัญหาส่วนหนึ่งและปัญหาอีกส่วนคือระบบราชการ เมื่อมีและนโยบายอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาแล้วการขับเคลื่อนยังไม่ราบรื่น เพราะระบบราชการไทยมีข้อจำกัดพอสมควร ทำให้หลายเรื่องที่องค์กรพยายามจะเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา ส่วนนายกฯควรจะดำเนินการอย่างไรกับคนใกล้ตัวที่สังคมตั้งข้อสงสัยนั้น เชื่อว่าเรื่องนี้นายกฯคงทราบดี ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการปลุกกระแสของตัวบุคคลหรือนักการเมืองที่จะเข้ามาเล่นการเมืองในอนาคต ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าวว่า การปลูกฝังจิตสำนึกให้นักการเมืองคงเกินความสามารถของตน แต่อยากขอให้ประชาชนเลือกนักการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้การปลูกฟังคนที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดีคงไม่ง่ายเท่ากับการที่ประชาชนจะเลือกคนที่อยู่ในกรอบที่คิดว่าเหมาะสม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16413</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาฬิกาหรู, บิ๊กตู่, ป.ป.ช., ประมนต์, องค์กรต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b8643ee0e037.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้านโกง7ปีดีขึ้น ปลื้มสัญญาคุณธรรมเซฟงบ2.5หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค. 61 - ที่โรงแรมดุสิตธานี นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) เป็นประธานแถลงข่าว &amp;ldquo;7 ปี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)&amp;rdquo;&amp;nbsp; ว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ประชาชนคนไทย&amp;nbsp; ร่วมเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากการสำรวจของหอการค้าไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการแถลงดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยล่าสุดพบว่า ทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป ไม่ยอมรับคอร์รัปชันโดยสิ้นเชิง&amp;nbsp; โดยร้อยละ 99 เห็นว่าคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ยอมรับรัฐบาลที่เก่งมีผลงานดีเด่นแต่ทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประมนต์ กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ใช้ยุทธศาสตร์ 3 ป. คือ เปิดโปง ป้องกัน และปลูกฝัง โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ช่วง&amp;nbsp; ช่วงแรกระหว่างปี พ.ศ. 2554 - 2557 พบปัญหาและอุปสรรคเรื่องความร่วมมือจากภาครัฐยังน้อยประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถผลักดันการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ได้ กิจกรรมหลักในช่วงนี้ จึงเป็นการปลุกกระแสผ่านโครงการต่างๆ อาทิ คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การจัดอบรม &amp;ldquo;หมาเฝ้าบ้าน&amp;rdquo;, การจัดทำพิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ, การริเริ่มข้อเสนอเพื่อปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชันเสนอต่อคสช., การจัดทำหลักสูตร &amp;ldquo;โตไปไม่โกง&amp;rdquo; การร่วมจัดทำดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI) และการจัดทำสารคดีสั้น&amp;ldquo;ปลูกจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชัน&amp;rdquo; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับที่สอง ระหว่าง พ.ศ. 2557 - 2560 สถานการณ์คอร์รัปชันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการขับเคลื่อนขององค์กรฯ ภาคีเครือข่าย และความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยใช้ยุทธศาสตร์ทำงานร่วมกับรัฐบาล มีผู้แทนเข้าร่วมเป็น สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ส่งผลให้ภาครัฐมีความจริงใจและให้ความร่วมมือ ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่ผ่านมา นำไปสู่การออกนโยบาย กฏหมาย ที่เอื้อต่อการปราบคอร์รัปชันได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบยิ่งขึ้น อาทิ ร่วมกับกระทรวงการคลัง ร่าง พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กำหนดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ผ่านโครงการข้อตกลงคุณธรรม และโครงการเพื่อความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ, พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาขออนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 การผลักดันให้มีบทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พ.ศ. 2560 และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรม มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ตัดสินนักโทษหนีคดีโดยไม่หมดอายุความ และการมีบทลงโทษเอกชนและประชาชนที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการที่องค์กรและภาคีเครือข่าย ร่วมผลักดันกฎหมายดังกล่าว อย่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ&amp;nbsp; พ.ศ. 2560 กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐผ่านโครงการข้อตกลงคุณธรรม นับตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน พบว่าในโครงการข้อตกลงคุณธรรม มีหน่วยงานเข้าร่วม 73 โครงการ มูลค่ารวม 875,428 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแล้ว จำนวน 45 โครงการมูลค่ารวม 103,839 ล้านบาท ช่วยประหยัดงบประมาณให้รัฐได้สูงถึง 25,128 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.20 นับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันทำให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความโปร่งใสยุติธรรม และมีการแข่งขันมากขึ้น&amp;nbsp; แต่ยังพบปัญหาเกี่ยวกับ ระบบบริหารราชการแผ่นดินและการใช้อำนาจรัฐเปิดช่องทางการรับสินบน หน่วยงานราชการไม่ตอบสนองต่อการต่อต้านคอร์รัปชั่นเท่าที่ควร การบังคับใช้กฎหมายไม่เสมอภาค เกิดความเสื่อมศรัทธาในหมู่ประชาชนบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลอด 7 ปี ที่องค์กรและภาคีเครือข่าย ได้ผนึกกำลังต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยหลายประการ ได้แก่ เกิดเครือข่ายคนไทย ทั้งประชาชน นักธุรกิจ นักวิชาการสื่อมวลชนและ ข้าราชการ ร่วมมือต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีพลังและต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยปลุกกระแสให้เห็นถึงความเลวร้ายของการโกงชาติ และได้ร่วมผลักดันให้เกิดกฎหมาย เปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมและระบบราชการ ที่รวดเร็ว เอื้อต่อการต้านโกงและเอาผิดคนโกง ที่สำคัญคือ ทำให้คนไทยไม่ยอมทน กล้าออกมาเปิดโปงการทุจริตและการโกงมากขึ้น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และภาคีเครือข่ายยังมีความมุ่งมั่น ที่จะสู้ต่อไป จะกำหนดเป้าหมายร่วมกันเพื่อสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ พร้อมใจกันตื่นรู้สู้โกง ทำให้การโกง ทุจริตคอร์รัปชันหมดไปจากประเทศไทย นำความเจริญอย่างยั่งยืนมาสู่ประเทศไทยที่น่าอยู่อีกครั้งหนึ่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายประมนต์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิเชียร พงศธร รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวถึงก้าวต่อจากนี้ไปในปี2561 องค์กรและภาคีเครือข่าย จะยังคงเดินหน้าติดตามหลายประเด็นคอร์รัปชันที่ยังไม่บรรลุผล อาทิ การผลักดันเรื่องการปฏิรูปราชการ ตำรวจ และกฎหมายที่ล้าสมัย, การติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญๆ และการพัฒนาการดำเนินงานต่อต้านคอร์รัปชันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ Big Data &amp;amp; Analytics มาใช้ในการตรวจสอบที่เข้มข้นมากขึ้น และพัฒนาระบบนิเวศสร้างค่านิยมต่อต้านคอร์รัปชันในเด็ก ในสื่อ ภาคธุรกิจ และประชาสังคมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งสานต่อการจัดกิจกรรมรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันของปี 2561 ที่มีการจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้มีกำหนดจัดงานในวันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายนนี้ ณ ภิรัช ฮอลล์ อาคารไบเทคเฟส 2 ไบเทคบางนา ภายใต้ธีม งาน &amp;ldquo;คนไทย ตื่นรู้สู้โกง&amp;rdquo; เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมเกิดความตื่นตัวและลุกขึ้นมาร่วมใจกันต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16404</URL_LINK>
                <HASHTAG>7ปีต้านโกง, นายประมนต์ สุธีวงศ์, ประหยัดงบ2.5หมื่นล้าน, สัญญาคุณธรรม, องค์กรต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b8626d6507ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
