<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้านโกงโวยลั่น ฮั้วรถไฟทางคู่! จี้รัฐล้มประมูล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สงสัยคอร์รัปชันเชิงนโยบาย! เลขาธิการองค์กรต้านโกง ตั้ง 5 ข้อสังเกตความไม่โปร่งใสประมูลรถไฟทางคู่เหนือ-อีสาน เปลี่ยนกติกา แบ่งเค้ก ผูกขาด จี้ ครม.และ รฟท.เปิดประมูลใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2564 ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้แสดงความเห็นต่อการประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสาน มูลค่า 1.28 แสนล้าน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Mana Nimitmongkol หัวข้อเรื่อง ความโปร่งใสที่ไม่จริงใจ ชั่วร้ายยิ่งกว่าโกงซึ่งๆ หน้า โดยมีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวการประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสาน มูลค่า 1.28 แสนล้านบาท เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อกังขาจากสังคมถึงความไม่โปร่งใสหลายประการ โดยผู้เขียนมีข้อสังเกตดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.กติกาถูกเปลี่ยนก่อนการประมูล เพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้เงินงบประมาณ รัฐต้องจูงใจและส่งเสริมให้เอกชนเข้าร่วมแข่งขันประมูลให้มากที่สุด ดังนั้นในปี 2558 ครม.จึงมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธาน กำหนดให้การประมูลรถไฟทางคู่ต้องกระจายงานออกเป็นสัญญาที่วงเงินต่อสัญญาไม่สูงเกินไปและแยกงานระบบอาณัติสัญญาณออกจากงานโยธา เพื่อป้องกันการฮั้วประมูลและเปิดให้ผู้ประกอบการรายย่อยแข่งขันได้ แต่มติ ครม.นี้กลับถูกยกเลิกไปตามข้อเสนอของรัฐมนตรีคมนาคมคนปัจจุบัน ก่อนที่การประมูลรอบใหม่จะเริ่มขึ้น เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคดีทุจริตยาที่ศาลตัดสินจำคุกอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข เพราะใช้อำนาจสั่งให้ &amp;lsquo;ยกเลิก&amp;rsquo; บัญชีราคากลางยา ส่งผลให้ราคายาแพงขึ้น ถือเป็นคดีตัวอย่างคอร์รัปชันเชิงนโยบายจนถึงทุกวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.แบ่งเค้ก-ฮั้วราคาหรือไม่? การประมูลครั้งนี้แยกเป็น 5 สัญญา ผลคือมีผู้เข้าประมูลเพียง 5 ราย แต่ละรายต่างชนะการประมูลรายละ 1 สัญญา โดยราคาประมูลนั้นเกือบเท่าราคากลาง แตกต่างเฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.08 ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับการประมูล 7 สัญญาช่วงปี 2558-2560 ที่บางสัญญาราคาประมูลต่ำกว่าราคากลางเฉลี่ยมาก คือ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ ต่ำกว่าถึงร้อยละ 31.99 และช่วงหัวหิน-ประจวบฯ ต่ำกว่าถึงร้อยละ 20.51 ประหยัดไปกว่าสามพันล้านบาท!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กลุ่มผูกขาด การประมูลครั้งนี้กำหนดเงื่อนไขที่ทำให้มีแต่ผู้รับเหมารายใหญ่หน้าเดิมๆ ยื่นซองแล้วเอางานไปคนละสัญญา แถมได้ราคาดี แต่ทำไมงานใหญ่ขนาดนี้ไม่เปลี่ยนเกมแข่งขัน โดยเปิดให้บริษัทต่างชาติที่ทุนหนา เทคโนโลยีสูงมาร่วมประมูลจะได้มีตัวเปรียบเทียบกันมากขึ้น ผลประโยชน์และการประหยัดงบประมาณจะเกิดกับประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ถูกกฎหมาย แต่ขัดใจประชาชน บ้านเมืองของเรามีคดีคอร์รัปชันมากมายที่กว่าจะถูกจับโกงได้ก็ผลาญชาติจนเสียหายไปมากแล้ว เพราะสังคมหลงเชื่อคนมีอำนาจที่คอร์รัปชันแต่ปากก็อ้างว่าโปร่งใส ทุกอย่างถูกกฎหมายแล้ว เช่น กรณีสนามฟุตซอล คลองด่าน โฮปเวลล์ บ้านเอื้ออาทร จำนำข้าว เครื่องตรวจระเบิดจีที 200 ถุงมือยาง ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่อยครั้งที่พบว่ามีการวางแผน &amp;lsquo;สมรู้ร่วมคิด ล็อกสเปก ฮั้วประมูล&amp;rsquo; อยู่เบื้องหลัง การเปิดประมูลอีบิดดิ้งกลายเป็นเรื่องบังหน้า กลไกปกติในการป้องกันคอร์รัปชันอย่าง ป.ป.ช. และศาลก็ทำอะไรไม่ได้ แม้ประชาชนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีการโกงกิน ทำให้รัฐเสียหาย ซื้อแพงเกินเหตุ ของใช้การไม่ได้ หรือไม่คุ้มค่าเงินที่เสียไปก็ตาม คำอวดอ้างที่ว่า &amp;lsquo;ไม่มีโกง เพราะทำถูกระเบียบ เป็นไปตามขั้นตอน&amp;rsquo; จึงอาจเป็นเพียงคำลวงที่ทำให้พวกเขาดูดี แล้วลอยนวลกอบโกยได้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.อย่าปล่อยตามยถากรรม เชื่อว่า ครม.และ รฟท.มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรให้ดีขึ้นได้ และหวังว่าจะทำด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เปิดประมูลใหม่ทำให้มีการแข่งขันที่เปิดกว้างโปร่งใสกว่านี้ หรืออย่างน้อยก็ให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่ามีการเจรจาต่อรองกับผู้ประมูลให้ได้เงื่อนไขดีขึ้น ทำให้ถูกต้องชัดเจน นำมาตรการตาม &amp;lsquo;กฎหมายฮั้วประมูล&amp;rsquo; มาใช้เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดเรื่องน่ากังขาแบบนี้อีก เพราะยังมีรถไฟทางคู่สายปากน้ำโพ-เด่นชัย และสายชุมพร-ปาดังเบซาร์ เปิดประมูลอีกเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทสรุปถ้าเบื่อคอร์รัปชัน เราต้องสู้ เราคนไทยเจ้าของประเทศต้องไม่ถูกครอบงำ ต้องไม่นิ่งเฉยยอมรับชะตากรรม มาช่วยกันขุดคุ้ยเปิดโปง ช่วยกันโวย ปฏิเสธและก่นด่าพวกโกงชาติ พวกที่พร่ำชวนเชื่อว่าโปร่งใส แต่ไม่ยอมเปิดเผยให้ตรวจสอบ แถมไม่เปิดกว้างรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชน เพราะความโปร่งใสที่ไม่จริงใจ ชั่วร้ายยิ่งกว่าโกงซึ่งๆ หน้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106175</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอร์รัปชันเชิงนโยบาย, ประมูลรถไฟทางคู่เหนือ-อีสาน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรต้านโกง, เปลี่ยนกติกา, เลขาธิการองค์กรต้านโกง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_60875ec7aa4bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โยนรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ ชี้ขาดค่าโง5.9หมื่นล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คมนาคมจ่อโยนเผือกร้อน &amp;ldquo;ค่าโง่&amp;rdquo; 5.9 หมื่นล้านบาทให้รัฐบาลลุงตู่เคาะ แย้มเจรจาแลกสัมปทานเป็นหนทางดีสุด ชี้จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าทางด่วน ไม่เช่นนั้นจะซ้ำรอย &amp;ldquo;ขสมก.-รถไฟ&amp;rdquo; องค์กรต้านโกงแนะเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้เจ้าของประเทศช่วยป้องกันค่าโง่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงกรณีการต่ออายุสัมปทานให้บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม เพื่อแลกกับการจ่ายค่าโง่คดีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนว่า การเจรจาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพื่อแลกกับการยุติคดีข้อพิพาททั้งหมด และจ่ายค่าโง่ 59,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กระทรวงได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กลับไปพิจารณาให้รอบคอบ แต่การตัดสินใจเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ที่จะพิจารณาต่อไป
นายไพรินทร์ยืนยันว่า บอร์ด กทพ.ได้ทำตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งหมดแล้ว คือไม่จ่ายเป็นเงินชดเชย โดยหลังจากนี้การตัดสินใจเป็นเรื่องของ กทพ.และรัฐบาลชุดใหม่ โดยไม่อยากให้เอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน และมองว่าหาก กทพ.บริหารจัดการทางด่วนเองจะมีปัญหา อย่างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เกิดหนี้สะสมจนต้องให้รัฐนำเงินมาอุดหนุนได้
รมช.คมนาคมระบุว่า คดีของ กทพ.เกิดขึ้นจากรัฐบาลก่อนหน้าแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ คดีที่รัฐสร้างทางแข่งขันกับเอกชนผู้รับสัมปทาน ซึ่งศาลตัดสินว่า กทพ.แพ้คดี 4,000 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยแล้วเป็นกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่ง กทพ.ได้ขอศาลให้เจรจาก่อน อีกส่วนเป็นคดีที่ไม่ให้ขึ้นค่าผ่านทาง ซึ่งทั้งสองส่วนเป็นเรื่องเกิดขึ้นในอดีต แต่ผลประโยชน์ได้เกิดขึ้นกับประชาชนแล้ว
&amp;ldquo;คดีขึ้นค่าผ่านทางอนุญาโตตุลาการให้ กทพ.แพ้ และศาลตัดสินเพียงว่าคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการขัดกับกฎหมาย และขัดกับความสงบหรือไม่ ศาลไม่สามารถรื้อการตัดสินได้ ดังนั้นที่จะหวังให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำตัดสินไม่ได้ หรือก้าวล่วงคำตัดสินอนุญาโตตุลาการ ดังนั้นต้องเจรจาก่อนมีคำตัดสิน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นค่าโง่ 1.3 แสนล้านบาท&amp;rdquo; นายไพรินทร์กล่าว
นายไพรินทร์ระบุว่า ที่ผ่านมาการปรับขึ้นค่าผ่านทางยังไม่มีการปรับขึ้นตามที่ควรจะเป็น ซึ่งส่งผลต่อองค์กร โดยมองว่าควรปรับขึ้นค่าทางด่วนขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาบางรัฐบาลนำไปทำประชานิยม และหากในอนาคตมีการนำเงินภาษีของประชาชนอุดหนุนอีก ก็อาจไม่เป็นธรรมกับประชาชนทั้งประเทศ และเป็นการเข้าสู่วังวนเดิม ส่วนกรณีที่ประชาชนมองว่าไม่ควรปรับขึ้นค่าผ่านทางนั้น ต่อไป กทพ.อาจกลายเป็นเหมือน ขสมก. รฟท. และการบินไทย ที่ต้องให้รัฐนำเงินมาอุดหนุน แบบนี้จะเอาไหม
ทั้งนี้ การเจรจาบีอีเอ็มยื่นข้อเสนอทำโครงการก่อสร้างและปรับปรุงทางด่วนขั้นที่ 2 เป็นทางด่วน 2 ชั้นมูลค่า 30,000 ล้านบาท อายุสัมปทาน 15 ปี แต่หากโครงการไม่ผ่านอีไอเอ ก็ไม่สามารถขยายสัมปทานทางด่วนเป็น 30 ปีได้ ซึ่งการจ่ายผลประโยชน์ให้รัฐยังอยู่ที่ 60 ต่อ 40 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
วันเดียวกัน ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ถอดสมการค่าโง่เมกะโปรเจกต์ โดยระบุว่า ตามข้อมูลการลงทุนโครงการที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนฯ (พีพีพี) ระหว่างปี 2523- 2557 มีเพียง 34 โครงการ หรือเฉลี่ยปีละ 1 โครงการ แต่ในช่วงปี 2558-2562 มีมากกว่า 66 โครงการ &amp;nbsp;เฉลี่ย 13 โครงการต่อปี มูลค่ารวม 1.66 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงมากถึง 57% ซึ่งยังไม่รวมโครงการขนาดการลงทุน 1,000-10,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจลงทุนเอง
ดร.มานะโพสต์อีกว่า โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ มักมาพร้อมกับเงินทุนและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่มีความซับซ้อนทั้งด้านเงินลงทุน การก่อสร้าง การบริหารจัดการ การคิดผลตอบแทน และแผนการบริหารโครงการตลอดอายุสัญญา 30-50 ปี ทำให้มีช่องในการครอบงำและคอร์รัปชันเกิดขึ้น โดยมีสาเหตุจาก 1.คนของรัฐบางคนแกล้งโง่ เพราะถูกเบื้องบนสั่งมา หรือไปรับผลประโยชน์จากเอกชน 2.คนของรัฐบางคนไม่ช่ำชอง ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมนักลงทุน หรือบางกรณีก็รีบเร่งเกินไป เพราะถูกกดดันจากเบื้องบน และ 3.มีการเอื้อประโยชน์กันระหว่างกลุ่มทุนกับนักการเมืองหรือคนในรัฐบาล ซึ่งข้อนี้คือมหันตภัยที่ทวีความเสียหายจากคอร์รัปชันและค่าโง่
&amp;ldquo;การที่รัฐตกเป็นจำเลยถูกฟ้องเรียกค่าโง่นับแสนล้านบาทมากถึง 14 คดี นับตั้งแต่ปี 2532 ถึงปัจจุบันถือเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของคนไทย ถึงแม้มีข้อมูลว่าการทำสัญญากับเอกชนในระยะหลังมักมีการผูกปมซ่อนเงื่อนให้รัฐต้องเสียค่าโง่ในอนาคตและต้องจ่ายมากขึ้นในแต่ละครั้ง แต่ก็ยากพิสูจน์ว่าเป็นเพราะคนของรัฐขาดทักษะ ประสบการณ์ ไม่รู้เท่าทันจริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่ แต่ค่าโง่ป้องกันได้ถ้ารัฐเปิดเผยข้อมูล&amp;rdquo;ดร.มานะโพสต์&amp;nbsp;
ดร.มานะโพสต์อีกว่า เมกะโปรเจ็กต์จะเกิดประโยชน์คุ้มค่าได้จริงก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกเอกชน และการทำสัญญาต้องยึดกติกาที่โปร่งใส รัดกุม ชัดเจนระหว่างกัน คือรัฐต้องรักษาเงื่อนไขที่จะควบคุม-แทรกแซงโครงการได้เมื่อจำเป็น ในขณะที่เอกชนก็ต้องมีความรับผิดชอบเต็มที่ต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการ ที่สำคัญอย่างมากคือ ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของประเทศ โดยรัฐต้องเป็นฝ่ายเชิญชวนสาธารณชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ให้ใครบิดเบือนแทรกแซงได้ จึงจำเป็นที่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อจะได้ช่วยกันติดตามตรวจสอบในฐานะเจ้าของเงินที่ไม่ควรเสียค่าโง่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40835</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก., ค่าโง่ 5.9 หมื่นล้านบาท, ชี้ขาดค่าโง5.9หมื่นล้าน, ถไฟ, ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ, หนังสือพิมพ์, องค์กรต้านโกง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d289e1c23b12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้านโกงหนุนกฎ‘ปปช.’ แฉอจ.รับจ๊อบซุกฐานะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ป.ป.ช.&amp;rdquo; ถกทางออกนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยแจงทรัพย์สิน 13 พ.ย.นี้ &amp;nbsp;&amp;ldquo;องค์กรต้านโกง&amp;rdquo; ออกโรงหนุนคงประกาศ ชี้หากปล่อยผีทำให้ยุทธศาสตร์ขจัดคอร์รัปชันชาติล้มเหลว &amp;nbsp;&amp;ldquo;อดีต ป.ป.ช.&amp;rdquo; อัดแก้ กม.ไปมาทำความศักดิ์สิทธิ์ลดวูบ เด็กบิ๊กป้อมแฉเหตุโวยเพราะมีนอมินีบิ๊กการเมืองฝากสมบัติอื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เมื่อวันอาทิตย์ยังคงมีความต่อเนื่องจากประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 &amp;nbsp;พ.ศ.2561 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พ.ย.61 โดยแหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.เผยถึงกรณี &amp;nbsp;พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ได้ให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการรวบรวมข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ กรณีข้อท้วงติงเรื่องดังกล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายได้รวบรวมข้อมูลเกือบสมบูรณ์แล้ว โดยจะเสนอรายงานต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในวันอังคารที่ 13 พ.ย.แน่นอน เพื่อพิจารณาประเด็นการขยายกรอบเวลาการบังคับใช้ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ออกไปก่อน&amp;nbsp;
&amp;quot;ส่วนกรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินโดยตำแหน่ง รวมไปถึงสมเด็จพระสังฆราชและพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปอื่นที่เป็นในมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น เจตนารมณ์ของประกาศ ป.ป.ช.คือบังคับใช้กับฆราวาส ดังนั้นพระชั้นผู้ใหญ่ใช้กฎหมายแตกต่างกัน จึงเห็นควรให้ยกสถานะตามกฎหมาย &amp;nbsp;พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายทั้งสองฉบับ &amp;nbsp;โดย ป.ป.ช.จะมีมติอย่างไรต้องรอวันอังคาร 13 พ.ย.นี้ให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ได้หารือและพิจารณาก่อน&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
ขณะเดียวกัน ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า &amp;nbsp;กรรมการสภามหาวิทยาลัยล้วนเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ เก่งและเป็นคนดี แต่ก็ปรากฏข่าวสื่อมวลชนบ่อยครั้งว่ามีบางมหาวิทยาลัยที่ทุจริต เกื้อหนุนเกื้อกูลระหว่างผู้บริหารในมหาวิทยาลัยร่วมกับกรรมการสภามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะตัวนายกสภามหาวิทยาลัยสร้างปัญหาให้ระบบการศึกษาและงบประมาณของประเทศอยู่ ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าการคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างภาระให้คนไทยทุกคน ทำให้รัฐบาลนี้ต้องออกกฎหมายสร้างมาตรการมากมายมาควบคุม ส่งผลให้คนดีได้รับความเดือดร้อนไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.มานะกล่าวต่อว่า มีรายงานของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ระบุว่าปัญหาคอร์รัปชันมีผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของไทย เริ่มตั้งแต่วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอยากได้โครงการ สภามหาวิทยาลัยก็อนุมัติ พอสภามหาวิทยาลัยอยากได้งบประมาณหรือไปดูงานต่างประเทศ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็อนุมัติเช่นกัน คือเรียกว่าผลัดกันเกาหลัง ประกาศของ ป.ป.ช.ชุดนี้จึงเป็นสิ่งที่ ป.ป.ช.ต้องทำ และ ป.ป.ช.ได้ทำอย่างถูกต้องเหมาะสมตามกฎหมายแล้ว ดังนั้นคงต้องมาพิจารณาถึงข้อกังวลของแต่ละคนว่าคืออะไร ที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบันมีผู้ที่ต้องยื่นบัญชีอยู่แล้วเกือบ 40,000 คน ซึ่งประกาศ ป.ป.ช.ใหม่ทำให้มีผู้ต้องยื่นเพิ่มอีก 3,000 คน รวมถึงองค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นนักธุรกิจเอกชน พ่อค้า หรือนักวิชาการด้วย แต่กลับมีเสียงโต้แย้งเฉพาะกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 81 มหาวิทยาลัยของรัฐ ประมาณ 500 ท่าน ดังนั้นจึงอยากให้ ป.ป.ช.ในฐานะเจ้าของกฎหมายและเจ้าของเรื่องทำงานเชิงรุก คือเดินสายไปชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้บริหารกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ &amp;nbsp;ว่าใครติดขัดไม่เข้าใจอะไร และทำความเข้าใจกัน อะไรที่คิดว่าเป็นเงื่อนไข เป็นวิธีการ หรือมีเอกสารที่ยุ่งยากเกินไป ป.ป.ช.จะได้รับทราบและแก้ไขทันที&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นหลักการสากลที่สมาชิกพึงกระทำในเรื่องจริยธรรมของข้าราชการที่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเพื่อให้ตรวจสอบได้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการต่อต้านคอร์รัปชันก็ระบุไว้ด้วย เพราะฉะนั้นในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่อยากให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าว &amp;nbsp;เพราะจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ
หวั่นทำปราบโกงเหลว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความพยายามต่อต้านคอร์รัปชันที่เรียกร้องความร่วมมือจากประชาชน ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ทำกันมาตลอดในช่วงหลายปีจะสูญเปล่า ประชาชนก็จะเริ่มคิดว่าชนชั้นสูง คนมีอำนาจ คนร่ำรวยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อออกกติกาแล้วพอถึงเวลาไม่ชอบก็ไม่ยอมทำ แล้วอย่างนี้จะไปร่วมมือต่อต้านคอร์รัปชันได้อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่เรากลัว และสิ่งที่จะตามมาคือคนรุ่นใหม่ก็จะเลือกทำในสิ่งที่เขาคิด เลือกทำในสิ่งที่มีโอกาส ตรงนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก&amp;rdquo; ดร.มานะระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวสมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีต ป.ป.ช.กล่าวถึงข้อเสนอให้ใช้มาตรา 44 แก้ไขประกาศ ป.ป.ช.ว่าไม่เห็นด้วยเลย เพราะเมื่อกฎหมายออกมาแล้วก็ต้องใช้บังคับ ถ้าไปแก้ไขก็จะทำให้กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ หากจะแก้ไขมันก็ควรต้องแก้ตั้งแต่ขั้นตอนการร่างในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ &amp;nbsp;(สนช.) แล้ว และประกาศ ป.ป.ช.ฉบับนี้ก็ไม่ได้ออกลอยๆ หรือคิดขึ้นเอง แต่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนดไว้ ต้องให้ความเป็นธรรมต่อกรรมการป.ป.ช.ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ป.ป.ช.ควรกำหนดวิธีการการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินที่ง่ายและสะดวก สามารถกรอกแบบฟอร์มด้วยตัวเอง และไม่ควรใช้มาตรา 44 หรือยกเว้นบางตำแหน่งไม่ต้องยื่น เหมือนกรณียกเว้นคุณสมบัติขององค์กรอิสระที่บางองค์กรอยู่บางองค์กรพ้นไป&amp;rdquo; น.ส.สมลักษณ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยช่วงเช้าระบุว่า &amp;quot;ข้อกำหนดของ ป.ป.ช.ทำให้เห็นหลายอย่าง คือ 1.ทำให้เห็นว่าบางบิ๊กเป็นนายกสภา และกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง 2.มีเครือญาติบริวารบิ๊กการเมืองเข้าไปเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนมาก 3.กรรมการสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจมาก &amp;nbsp;สามารถอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างระดับร้อยล้านได้ มีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหาร ซึ่งผู้บริหารก็อาจเกรงใจต้องคล้อยตาม ทั้งที่ควรต้องยื่นบัญชีนานแล้ว และ 4.ทันทีที่ ป.ป.ช.ประกาศก็มีการเต้นเป็นเจ้าเข้า เพราะบางคนอาจถือครองทรัพย์สินของนักการเมืองระดับบิ๊กอยู่ก็ได้&amp;quot;
แนะสบช่องล้างบาง
ต่อมาในช่วงบ่ายนายไพศาลได้โพสต์ในหัวข้อ &amp;ldquo;อย่ามั่ว คสช.และ ครม.ไม่เกี่ยว&amp;rdquo; ระบุว่า &amp;quot;การยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัย กำลังเปิดความเน่าเฟะในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้ง การบริหารงานบุคคลและผลประโยชน์เชิงงบประมาณที่หมักหมมมานานให้สังคมได้เห็น &amp;nbsp; แต่ระวังอย่าลากเอา ป.ป.ช.ลงเหวไปด้วย และต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ครม.หรือคนในคณะรัฐบาลไม่มีอำนาจไปก้าวก่ายแทรกแซง &amp;nbsp;ป.ป.ช.จะผิดถูกชั่วดีประการใดต้องรับผิดชอบเอง การที่โซเชียลมีเดียและสื่อบางสำนักพาดหัวว่า คสช.และรัฐบาลให้เลื่อนการยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นไม่เป็นความจริง ครม.และ คสช.ไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องนี้แต่ประการใด&amp;rdquo; นายไพศาลโพสต์
ต่อมาไม่ถึง 10 นาที นายไพศาลโพสต์อีกครั้งว่า &amp;quot;รัฐบาลควรใช้โอกาสที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ยอมยื่นบัญชีทรัพย์สินแล้วลาออกครั้งนี้ ปรับปรุงการแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยให้เป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาที่แท้จริง ส่งเสริมให้คนดีได้มามีอำนาจ กวาดล้างนักการเมือง บริษัทบริวารและญาติโยมในครอบครัวออกไปให้หมด ก็จะเป็นผลดีต่อระบบการศึกษาของชาติในอนาคต และต้องไม่จำนนต่อการข่มขู่ใดๆ ในเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นแบบอย่างให้เกิดการข่มขู่และละเมิดกฎหมาย หรือทำตัวอยู่เหนือกฎหมายหรือไม่ยอมรับกฎหมายดังที่เป็นอยู่ แผ่นดินประเทศไทยก็จะสูงขึ้น&amp;quot;
ขณะเดียวกัน นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) ซึ่งได้สร้างแคมเปญรณรงค์ใน change.org เพื่อขอรายชื่อสนับสนุนการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.นั้น ล่าสุดมีผู้ร่วมลงชื่อใกล้แตะ 1,500 คนแล้ว
ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยระบุว่า ในวันอังคารที่ &amp;nbsp;13 พ.ย.จะเดินทางไปยื่นคัดค้านการแก้ไขประกาศ ป.ป.ช.เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ต้องยื่นบัญชี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21779</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102, ป.ป.ช., ยุทธศาสตร์ขจัดคอร์รัปชัน, หนังสือพิมพ์, องค์กรต้านโกง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181111/image_big_5be8401178bc2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
