<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรสื่อบี้คสช. ปลดตรวนคำสั่ง การเมืองร่วมดัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์กรสื่อจี้บิ๊กตู่-คสช.ปลดโซ่ตรวน ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช.ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อทั้งหมด ก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ตัวแทน 7 พรรคการเมืองเห็นพ้องหนุนเต็มสูบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ &amp;ldquo;ปลดล็อกสื่อมวลชน คืนเสรีภาพประชาชน เดินหน้าสู่ประชาธิปไตย&amp;rdquo; โดยมีตัวแทน 7 พรรคการเมืองร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์, นายนิกร จำนง ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา, นางลดาวัลลิ์ &amp;nbsp;วงศ์ศรีวงศ์ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย, น.ส.พรรณิการ์ วานิช &amp;nbsp;ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่, นายวิโชติ วัณโณ ตัวแทนพรรคเพื่อชาติ, นายพงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ ตัวแทนไทยรักษาชาติ และ พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ตัวพรรคพรรคชาติพัฒนา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตัวแทนทั้ง 7 พรรคการเมืองมีความเห็นร่วมกันให้มีการยกเลิกประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชนและประชาชนก่อนเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวทีเสวนา นายองอาจให้ความเห็นว่า บ้านเมืองกำลังเข้าสู่บรรยากาศประชาธิปไตย จึงต้องอยู่บนพื้นฐานที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกทางการเมืองได้อย่างเสรี แต่เมื่อพิจารณาบรรยากาศตอนนี้ เราพบความจริงว่า มีประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.หลายเรื่องที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ประกาศที่ออกมาตั้งแต่ปี 2557-2559 ที่เห็นได้ชัดคือคำสั่งที่ 3/2558 ข้อ 4 เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจค้นเคหสถานและตรวจรถ ซึ่งค้นเมื่อไรก็ได้ ตรงนี้กระทบประชาชนโดยตรง เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องยอมรับความจริงว่า หัวหน้า คสช.ที่ออกคำสั่งเหล่านี้กำลังจะมีชื่อในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งเป็นการทับซ้อนอำนาจที่น่าเกลียดมาก ในประเทศที่ไม่ไกลจากบ้านเราก็ใช้อำนาจแบบนี้เข้าไปจัดการพรรคการเมืองที่ไม่ได้ให้การสนับสนุน อยากเตือนสติผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช. ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในโลก แต่อยู่ในรัฐภาคีของสิทธิพลเมือง การปลดล็อกคำสั่งจึงเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการอย่างยิ่ง เพราะถ้ายังมีอยู่ จะส่งผลกระทบต่อประเทศโดยรวม คำสั่ง คสช. ทำให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อตนเองและพวกพ้อง การปลดล็อกคำสั่งจึงควรดำเนินการ&amp;quot; นายองอาจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิกรกล่าวว่า คำสั่ง คสช.ฉบับต่างๆ ต้องเรียกร้องให้ถอนทั้งหมด คำสั่งถูกประกาศออกมาแบบไหนก็ควรถอนไปแบบนั้น ไม่เช่นนั้นจะยุ่งยากไปหมด การที่เราจะเรียกร้องให้เขายกเลิกคำสั่งทั้งหมด คงไม่มีทางเป็นไปได้ จึงเสนอว่าให้เรียงลำดับและขอให้ดี ขอให้ถอนในสิ่งที่เขาไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า เสรีภาพสื่อไม่ใช่แค่เสรีภาพประชาชน แต่คือเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน จึงขอให้ปลดคำสั่งที่ลิดรอนเสรีภาพทั้งหมดให้หมด และยุติการออกคำสั่งใหม่ และระงับการใช้อำนาจตามคำสั่งเดิมที่ออกมาทั้งหมดทันทีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องสนับสนุนให้กำลังใจสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงท้ายของการเสวนา นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวฯ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกให้กับตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ที่เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ เพื่อขอให้ร่วมรณรงค์ยกเลิกประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชนและประชาชน ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวระบุตอนหนึ่งว่า มีประกาศ คสช./คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ปิดกั้น ลิดรอน เสรีภาพ ของสื่อมวลชนและประชาชน 4 ฉบับ อาทิ 1.ประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 เรื่องการขอความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของ คสช. และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ กรณีการห้ามเสนอข่าวสารที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง ความลับของหน่วยราชการ 2.ประกาศ คสช.ที่ 103/2557 แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 3.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 (ข้อ 5) ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด และได้กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 4.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 41/2559 เรื่องการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ โดยมีเจตนาในการขยายอำนาจ ตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ของ กสทช. ให้ครอบคลุมไปถึงประกาศของ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103/2557 รวมทั้งคุ้มครองการใช้อำนาจของ กสทช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความจริงแล้วองค์กรวิชาชีพสามารถสอบสวนทางจริยธรรมของสมาชิกได้อยู่แล้ว หากสื่อมวลชนทำผิด ก็สามารถใช้กฎหมายปกติดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีประกาศและคำสั่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทำให้สื่อมวลชนทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารด้วยความหวาดกลัว และส่งผลให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ครบถ้วนรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง จำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อมวลชนจะต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร จึงหวังว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะให้การสนับสนุน แสดงเจตนารมณ์ในการเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ/คำสั่งดังกล่าวทั้งหมด&amp;quot; จดหมายระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24909</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรสื่อฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f850109e1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่อจี้ปลดล็อก!คืนเสรีภาพ หวั่นรัฐคุมออนไลน์-ดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3 องค์กรสื่อฯ จี้ คสช.ปลดล็อก! โละ เลิก ล้าง ประกาศหรือคำสั่ง คสช.ที่ลิดรอนเสรีภาพสื่อ คืนเสรีภาพประชาชน บี้ กสทช.อย่าให้ถูกครอบงำ วอนสื่อทุกแขนงยึดหลักจริยธรรม วงเสวนาซัด คสช.ยังคงอำนาจคุมสื่อและประชาชน หวั่นรัฐคุมจ้องสื่อออนไลน์ จับตาร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ ขยายขอบเขตคุมเนื้อหาละเมิดสิทธิ ปชช. หวั่นซ้ำรอย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ถนนสามเสน เวลา 10.00 น. วันที่ 3 พฤษภาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดกิจกรรมรณรงค์ &amp;ldquo;วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (World press freedom day) เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์และหลักการที่เป็นพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชนทั่วโลก ภายใต้สโลแกน &amp;nbsp;&amp;quot;ปลดล็อกคำสั่ง คสช. คืนเสรีภาพประชาชน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายปรัชญาชัย ดัชถุยาวัตร อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ กล่าวไว้อาลัยสื่อมวลชนทั่วโลกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ว่า ในปี 2560 มีสื่อมวลชนเสียชีวิต 46 ราย เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการรายงานข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ดาฟเน คารัวนา กาลิเซีย ผู้สื่อข่าวอิสระสายสืบสวน และบล็อกเกอร์ ซึ่งรายงานเกี่ยวกับการทุจริตของรัฐบาล ความเห็นเกี่ยวกับนักการเมือง และกรณีปานามา เปเปอร์ (Panama Papers) ที่สั่นสะเทือนผู้มีอิทธิพลทั่วโลก เสียชีวิตจากระเบิดรีโมตคอนโทรลขณะขับรถไปมอลตาใกล้กับบ้านพัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นทั้งหมดได้ลุกขึ้นยืนสงบนิ่งเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้เพื่อนร่วมวิชาชีพเป็นเวลา 1 นาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น นายปราเมศ เหล็กเพชร์ นายสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ตัวแทน 3 องค์กรสื่อ อ่านแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์ด้านเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติ ยังอยู่ภายใต้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ เปิดทางให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง ควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเป็นระยะๆ เข้าข่ายปิดกั้น ลิดรอนสิทธิการรับรู้ข่าวสาร และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และอยู่ในช่วงขับเคลื่อนตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ รวมถึงแผนปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้จะมีกฎหมายอีกหลายฉบับออกมาบังคับใช้ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่มีความสุ่มเสี่ยงจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3 องค์กรสื่อฯ จึงเรียกร้องดังนี้ 1.ให้รัฐบาลโดยคสช.ต้องระมัดระวังการออกกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน พร้อมกับ &amp;ldquo;โละ เลิก ล้าง&amp;rdquo; ประกาศหรือคำสั่งของ คสช. ที่ลิดรอนเสรีภาพสื่อ ซึ่งก็คือเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง เพื่อให้การดำเนินงานของสื่อสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกำลังเข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้งตามโรดแมป 2.ให้ คสช.และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องปฏิรูปสื่อวิทยุและโทรทัศน์ โดยปราศจากการครอบงำ 3.เรียกร้องให้ประชาชนและผู้ใช้สื่อในทุกแพลตฟอร์ม ระมัดระวังในการเผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลที่ผิดกฎหมาย ข่าวปลอม (Fake News) ที่ไหลทะลักบนสื่อออนไลน์ และขอให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบ ควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนให้อยู่ในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ 4. เรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทุกแพลตฟอร์ม พึงตระหนักการทำหน้าที่ภายใต้กรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปสื่อมวลชน และขอยืนหยัดพร้อมที่จะรับการถูกตรวจสอบจากสังคม ด้วยวิถีทางอันถูกต้อง ชอบธรรมด้วยกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนั้นมีการเสวนาหัวข้อ &amp;quot;ปลดคำสั่ง 0.4 เดินหน้าเสรีภาพประชาชน&amp;rdquo; โดย น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความและหัวหน้าฝ่ายข้อมูล ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ช่วงระยะเวลา 4 ปี สถานการณ์ที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน หลังรัฐประหาร มีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร หลังจากนั้นแทนที่ด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งยังมีบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ทหารมีอำนาจในการควบคุมตัวบุคคล ทำให้พลเรือนสามารถขึ้นศาลทหารได้ เป็นสถานการณ์ที่คนในช่วงอายุ 20-30 ปีจะไม่เคยเจอมาก่อน ปัจจุบันมีคนอย่างน้อยกว่า 2,000 คน ถูกดำเนินคดีโดยศาลทหาร แม้จะมีการยกเลิกไปแล้ว แต่คดีที่เกิดในช่วงที่ประกาศใช้ศาลทหารก็ยังถูกดำเนินคดีในศาลทหารอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พูนสุขกล่าวว่า &amp;nbsp;อำนาจที่สำคัญอีกอย่าง และยังคงมีการใช้จนถึงทุกวันนี้ คือการควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน และห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป ซึ่งล่าสุดออกเป็นคำสั่งที่ 3/2558 ไม่มีการให้นิยามที่ชัดเจน เมื่อนำมาบังคับใช้เจ้าหน้าที่ทหารก็บังคับใช้อย่างกว้างขวาง สถานการณ์ที่กระทบสิทธิและเสรีภาพที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีประกาศคำสั่งหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการที่ คสช.ออกมาควบคุมสื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน และอีกทาง เสรีภาพประชาชนคือเสรีภาพสื่อ แม้ปีหน้าจะมีเลือกตั้ง มี ครม.ชุดใหม่ แต่ในระยะยาวมีเรื่องที่เราต้องจัดการ คือกลไกต่างๆ ที่ คสช.ตั้งขึ้นมา เพื่อควบคุมนโยบาย เช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะกินระยะเวลา 20 ปีเป็นอย่างน้อย รวมกับกฎหมายที่ตราผ่านสภามากกว่า 800 ฉบับ เราไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะกฎหมายออกมาจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นอกจากสื่อจะพยายามที่จะปลดล็อกสิทธิเสรีภาพของตัวเองแล้ว สื่อก็ต้องช่วยปลดล็อกสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยเช่นกัน&amp;rdquo; น.ส.พูนสุขกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ มองว่า ปัจจุบันสื่อออนไลน์มีบทบาทมากขึ้นในสังคม ต่างกับในอดีต แต่ไม่ว่าจะเป็นสื่อเก่า สื่อใหม่ สื่อออนไลน์ หรือสื่อออฟไลน์ ปลายทางจะถูกบังคับให้มีคุณภาพและความรับผิดชอบต่องานนั้นๆ อยู่แล้ว รวมถึงกฎหมายที่นำมาควบคุมเป็นตัวเดียวกัน โดยเฉพาะออนไลน์ที่จะมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาควบคุมด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต้องถูกวางโครงสร้างให้มีข้อมูลที่ดีเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชน ต่อไปโซเชียลมีเดียจะมีผลต่อการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่ากลุ่มการเมืองเริ่มมีความเคลื่อนไหวอยู่เนืองๆ ตอนนี้เพียงแค่บอกว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ก็มีการทำดาต้า ทำข้อมูลต่างๆ เพราะโซเชียลมีเดียสามารถบอกได้ทุกอย่าง ความสนใจ ความพอใจของประชาชน &amp;nbsp;ทุกอย่างที่เป็นออนไลน์จะมีผลต่อประเทศไทย เทคโนโลยีทำให้คนเสพข่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้นผิดกับสมัยก่อน ขณะที่รัฐบาลเองก็มีความพยายามให้การตรวจสอบการใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น&amp;rdquo; นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงมุมมองในประเด็นกฎหมายดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนในปัจจุบันว่า สื่อจะต้องถูกกำกับควบคุมให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะกฎหมายเดิมหรือกฎหมายที่เกิดขึ้นมาใหม่ แต่การกำกับควบคุมตรงนี้ไม่จำเป็นต้องมาจากฎหมายอย่างเดียว เพราะสื่อไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบอก หรือชี้ซ้ายชี้ขวาว่าควรเป็นอย่างไร &amp;nbsp;กลไกของผู้เสพสื่อจะเป็นสิ่งที่บอกเองว่าสื่อต้องเป็นอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่ควรจับตามองในปัจจุบันคือกฎหมายที่ควบคุมผู้ให้บริการออนไลน์ ทั้งอำนาจ กสทช. อำนาจคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 12/2557 และ 17/2557 รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการสื่อหรือผู้ให้บริการดิจิทัล มาตรา 15 ที่พูดถึงการเปิดให้ผู้ใช้บริการเข้ามาแสดงความเห็น และผู้ให้บริการต้องคอยตรวจสอบเนื้อหาว่ามีโอกาสที่จะขัดต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 หรือไม่ เป็นการให้อำนาจดุลยพินิจกับผู้ให้บริการออนไลน์ที่เป็นตัวกลางในการควบคุมเนื้อหาบนโลกดิจิทัล กฎหมายไม่ระบุให้ชัดเจน ทำให้ผู้ให้บริการที่เป็นคนกลางต้องใช้วิจารณญาณคิดเอาเองว่าเนื้อหาแบบนี้มี ทำให้คนที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนคงไม่มีใครอยากรับความเสี่ยงตรงนี้ ทำให้เห็นว่ากำลังพยายามโยนอำนาจในการควบคุมจากรัฐไปที่สื่อตัวกลาง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่น่าจับตาคือร่างกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ ร่าง แรกที่ออกมาระบุให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลได้ในกรณีที่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยคุกคาม โดยไม่ต้องผ่านวิจารณญาณของใคร แต่ไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่าภัยคุกคาม ทำให้หลายคนกังวลและพยายามที่จะต่อต้านกฎหมายนี้ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความพยายามที่จะแก้ร่างกฎหมายนี้ให้มีถ้อยคำที่รัดกุมมากขึ้น ไม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ 100% แต่ต้องมีหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยพิจารณาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กฎหมายไซเบอร์มีไว้เพื่อควบคุมความมั่นคงระบบของโครงสร้าง ไม่ใช่ความมั่นคงเชิงเนื้อหา และไม่มีกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศใดในโลก ขยายขอบเขตของกฎหมายให้ครอบคลุมในเรื่องเนื้อหา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องช่วยกันระมัดระวัง เพราะไม่เช่นนั้นเราจะได้กฎหมายที่มีเจตนารมณ์ที่ดี แต่ออกมาแล้วถูกนำไปใช้อีกแบบหนึ่งเหมือน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หวังว่าประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยกับร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.สฐิติรัตน์กล่าวด้วยว่า ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ก่อนจะมีการจัดทำกฎหมายต่างๆ โดยการลดขั้นตอนให้คนแสดงความคิดเห็นและเปิดช่องทางให้มากขึ้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8468</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., คสช.ปลดล็อก, คืนเสรีภาพประชาชน, นายปรัชญาชัย ดัชถุยาวัตร, ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์, วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรสื่อฯ, โละ เลิก ล้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb1ec004adb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
