<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุโรปเพิ่มกลุ่มอาการระบบประสาทผลข้างเคียง&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การยายุโรปกำหนดให้กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร ที่เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือถึงขั้นเป็นอัมพาต เป็นหนึ่งในผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าด้วย แต่ยืนยันว่าเป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายนว่า องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) จากกรุงอัมสเตอร์ดัม เปิดเผยในเอกสารที่ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันพุธว่า อย่างน้อยก็ถือว่ามีความเป็นไปได้ที่สมเหตุสมผลถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างวัคซีน &amp;quot;แวกซ์เซฟเรีย&amp;quot; ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า กับกลุ่มอาการกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (จีบีเอส) หลังจากมีรายงานผู้ที่เกิดอาการทางระบบประสาทนี้ 833 รายทั่วโลก นับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม จากการฉีดวัคซีนนี้ประมาณ 592 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น จึงควรเพิ่มจีบีเอสในข้อมูลของผลิตภัณฑ์ว่าเป็นผลข้างเคียงของแวกซ์เซฟเรีย&amp;quot; อีเอ็มเอกล่าว แต่ย้ำว่า กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เรนี้เป็นผลข้างเคียงที่เกิดน้อยมากด้วยสัดส่วนไม่ถึง 1 ใน 10,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความผิดปกติทางระบบประสาทนี้ทำให้เกิดภาวะอัมพาตชั่วคราวและหายใจติดขัด ในสหรัฐอเมริกาพบผู้ที่มีอาการนี้ประมาณ 3,000-6,000 คนในแต่ละปี และส่วนใหญ่หายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีเอ็มเอแนะนำให้เพิ่มคำเตือนลงในข้อมูลของวัคซีนชนิดนี้ว่า ผู้ที่เริ่มมีอาการแขนขาอ่อนแรงและมีอาการอัมพาตที่อาจลามถึงหน้าอกและใบหน้า ควรปรึกษาแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนกรกฎาคม อีเอ็มเอเคยระบุว่า กลุ่มอาการนี้เป็นผลข้างเคียงที่พบน้อยมากจากการฉีดวัคซีนโควิดของบริษัท จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งใช้เทคโนโลยีอะดีโนไวรัสแบบเดียวกับของแอสตร้าเซนเนก้า และเดือนเดียวกันนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐเตือนเช่นกันว่า มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของการเกิดอาการทางระบบประสาทภายหลังการฉีดวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แต่ทั้งสองหน่วยงานย้ำว่า ประโยชน์จากวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116184</URL_LINK>
                <HASHTAG>vaxzevria, กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, ผลข้างเคียงวัคซีน, องค์การยาแห่งยุโรป, อาการทางระบบประสาท, แวกซ์เซฟเรีย, แอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_6139eed941365.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EMAชี้วัคซีน2โดสเอาเดลตาอยู่ เยอรมนีแนะฉีดแอสตร้าร่วมกับวัคซีนmRNA</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) ประเมินเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 โดสของทั้ง 4 ยี่ห้อที่ผ่านการอนุมัติในยุโรป สามารถป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดลตาได้ ด้านทางการเยอรมนีแนะนำให้ฉีดวัคซีนผสม 2 ชนิด หากฉีดแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรกควรเปลี่ยนฉีดวัคซีน mRNA เข็มสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประเมินล่าสุดของอีเอ็มเอที่ช่วยให้ใจชื้นขึ้นนี้มีออกมาคล้อยหลังองค์การอนามัยโลกเตือนว่า ไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย อาจก่อให้เกิดคลื่นการระบาดระลอกใหม่ในยุโรป หลังจากเริ่มกลับมามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์โก คาวาเลรี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์วัคซีนของอีเอ็มเอ กล่าวว่า องค์กรจากอัมสเตอร์ดัมแห่งนี้ตระหนักถึงความกังวลที่เกิดจากการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์เดลตา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า วัคซีน 4 ชนิดที่ได้รับการอนุมัติในสหภาพยุโรปป้องกันไวรัสโคโรนาทุกสายพันธุ์ที่กำลังแพร่อยู่ในยุโรปได้ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อมูลที่ได้มาใหม่จากหลักฐานในโลกแห่งความจริงกำลังแสดงให้เห็นว่า วัคซีน 2 โดสป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีน 4 ชนิดที่ผ่านการอนุมัติให้ใช้ได้ในสหภาพยุโรปแล้ว ได้แก่ ไฟเซอร์-ไบออนเทค, โมเดอร์นา, แอสตร้าเซนเนก้า และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน คณะกรรมการวัคซีนของเยอรมนี (STIKO) มีคำแนะนำว่า ใครก็ตามที่ได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าโดสแรก ควรเปลี่ยนไปฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค หรือโมเดอร์นา ในโดสที่ 2 เพื่อให้การป้องกันไวรัสโคโรนาทำได้ดีขึ้น อันรวมถึงกับไวรัสเดลตาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงอ้างผลการศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันนั้น &amp;quot;เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด&amp;quot; เมื่อฉีดแอสตร้าเซนเนก้าร่วมกับวัคซีนแบบ mRNA ในโดสที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดแอสตร้าเซนเนก้าอย่างเดียวทั้ง 2 โดส ฉะนั้นคณะกรรมการชุดนี้จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนแบบผสม &amp;quot;โดยไม่คำนึงถึงอายุ&amp;quot; และให้เว้นช่วงห่างระหว่าง 2 โดสอย่างน้อย 4 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัท ไฟเซอร์ร่วมกับไบออนเทค และบริษท โมเดอร์นา ใช้เทคโนโลยีเมสเซนเจอร์​อาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งเป็นการผลิตวัคซีนจากสารพันธุกรรมที่จะฝึกให้ร่างกายผลิตสไปค์โปรตีนหรือโปรตีนส่วนหนามคล้ายกับที่พบในไวรัสโคโรนา เมื่อร่างกายเจอกับไวรัสจริงหลังจากนั้น ร่างกายจะจดจำสไปค์โปรตีนนี้ได้และสามารถต่อสู้กับไวรัสเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนวัคซีนที่ผลิตโดยแอสตร้าเซนเนก้าและจอห์นสันแอนด์จอห์นสันนั้นเป็นวัคซีนแบบไวรัสเวคเตอร์ โดยการดัดแปงพันธุกรรมของไวรัสอะดีโนที่ก่อโรคหวัดธรรมดาให้เป็นไวรัสพาหะส่งคำแนะนำทางพันธุกรรมเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี ก็ฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาในโดสที่ 2 หลังจากฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเข็มแรก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108366</URL_LINK>
                <HASHTAG>mRNA, ฉีดวัคซีนครบ2โดส, วัคซีนโควิด, สายพันธุ์เดลตา, องค์การยาแห่งยุโรป, อีเอ็มเอ, แอสตร้าเซนเนก้า, โควิด-19, โมเดอร์นา, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de7ace567ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EMAชี้วัคซีน2โดสเอาเดลตาอยู่ เยอรมนีแนะฉีดแอสตร้าร่วมกับชนิดอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) ประเมินเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 โดสของทั้ง 4 ยี่ห้อที่ผ่านการอนุมัติในยุโรป สามารถป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วได้ ด้านทางการเยอรมนีแนะนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประเมินล่าสุดของอีเอ็มเอที่ช่วยให้ใจชื้นขึ้นนี้มีออกมาคล้อยหลังองค์การอนามัยโลกเตือนว่า ไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย อาจก่อให้เกิดคลื่นการระบาดระลอกใหม่ในยุโรป หลังจากเริ่มกลับมามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์โก คาวาเลรี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์วัคซีนของอีเอ็มเอ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า องค์กรจากอัมสเตอร์ดัมแห่งนี้ตระหนักถึงความกังวลที่เกิดจากการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์เดลตา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า วัคซีน 4 ชนิดที่ได้รับการอนุมัติในสหภาพยุโรปป้องกันไวรัสโคโรนาทุกสายพันธุ์ที่กำลังแพร่อยู่ในยุโรปได้ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อมูลที่ได้มาใหม่จากหลักฐานในโลกแห่งความจริงกำลังแสดงให้เห็นว่า วัคซีน 2 โดสป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีน 4 ชนิดที่ผ่านการอนุมัติให้ใช้ได้ในสหภาพยุโรปแล้ว ได้แก่ ไฟเซอร์-ไบออนเทค, โมเดอร์นา, แอสตร้าเซนเนก้า และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน คณะกรรมการวัคซีนของเยอรมนี (STIKO) มีคำแนะนำว่า ใครก็ตามที่ได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าโดสแรก ควรเปลี่ยนไปฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค หรือโมเดอร์นา ในโดสที่ 2 เพื่อให้การป้องกันไวรัสโคโรนาทำได้ดีขึ้น อันรวมถึงกับไวรัสเดลตาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงอ้างผลการศึกษาหลายชิ้นรวมถึงจากอังกฤษ ที่แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันนั้น &amp;quot;เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด&amp;quot; เมื่อฉีดแอสตร้าเซนเนก้าร่วมกับวัคซีนแบบ mRNA ในโดสที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดแอสตร้าเซนเนก้าอย่างเดียวทั้ง 2 โดส ฉะนั้น คณะกรรมการชุดนี้จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนแบบผสม &amp;quot;โดยไม่คำนึงถึงอายุ&amp;quot; และให้เว้นช่วงห่างระหว่าง 2 โดสอย่างน้อย 4 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัท ไฟเซอร์ร่วมกับไบออนเทค และบริษัท โมเดอร์นา ใช้เทคโนโลยีเมสเซนเจอร์​อาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งเป็นการผลิตวัคซีนจากสารพันธุกรรมที่จะฝึกให้ร่างกายผลิตสไปค์โปรตีนหรือโปรตีนส่วนหนามคล้ายกับที่พบในไวรัสโคโรนา เมื่อร่างกายเจอกับไวรัสจริงหลังจากนั้น ร่างกายจะจดจำสไปค์โปรตีนนี้ได้และสามารถต่อสู้กับไวรัสเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนวัคซีนที่ผลิตโดยแอสตร้าเซนเนก้าและจอห์นสันแอนด์จอห์นสันนั้นเป็นวัคซีนแบบไวรัสเวคเตอร์ โดยการดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัสอะดีโนที่ก่อโรคหวัดธรรมดา ให้เป็นไวรัสพาหะส่งคำแนะนำทางพันธุกรรมเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี ก็ฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาในโดสที่ 2 หลังจากฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเข็มแรก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108352</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีน2โดส, วัคซีนโควิด, องค์การยาแห่งยุโรป, แอสตร้าเซนเนก้า, โมเดอร์นา, ไฟเซอร์, ไวรัสเดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de0b9c2b422.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 22:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 22:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐอนุมัติฉีดวัคซีนไฟเซอร์กับเด็ก12-15ปี ยุโรปจ่อเอาด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;มีวัคซีนเหลือๆ เอฟดีเอของสหรัฐอนุมัติให้ใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไฟเซอร์กับเด็กที่อายุระหว่าง 12-15 ปีแล้วเมื่อวันจันทร์ ขณะองค์การยาแห่งยุโรปคาดจะอนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์กับเด็กช่วงวัยเดียวกันได้ภายในเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธใช้หลอดฉีดยาดูดวัคซีนไฟเซอร์จากขวดเพื่อนำไปฉีดให้แก่กลุ่มเยาวชนอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ในวันแรกที่เริ่มโครงการนี้กับเยาวชนในสหรัฐเมื่อ 15 เมษายน 2564 (Allen J. Schaben / Los Angeles Times via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกามีผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบถ้วนแล้วมากกว่า 115 คน และทางการของหลายรัฐกำลังเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมบังคับเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยหวังจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจ การตัดสินใจของคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (เอฟดีเอ) เมื่อวันจันทร์ ที่อนุมัติให้ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคกับเด็กอายุระหว่าง 12-15 ปีได้ เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่สนับสนุนพัฒนาการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เอฟดีเอเคยอนุมัติให้ใช้วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคในกรณีฉุกเฉินกับกลุ่มประชากรอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีเตอร์ มาร์คส์ ผู้อำนวยการศูนย์ประเมินชีววิทยาและวิจัยของเอฟดีเอ กล่าวว่า การอนุมัติให้ใช้วัคซีนกับประชากรที่อายุน้อยเป็นขั้นตอนสำคัญในการช่วยบรรเทาภาระทางสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอฟดีเอเผยว่า จากรายงานที่แจ้งมาที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 ประชากรอายุระหว่าง 11-17 ปีในสหรัฐติดเชื้อโควิด-19 ราว 1.5 ล้านคน เยาวชนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาส่วนใหญ่มีอาการของโรคที่ไม่รุนแรง แต่ทำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่าหรือผู้ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ติดเชื้อไวรัสนี้จากพวกเขาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไฟเซอร์-ไบออนเทคเผยเมื่อเดือนมีนาคมว่า จากการทดลองฉีดวัคซีน 2 โดสให้กับเยาวชนอายุ 12-15 ปี 2,260 ราย พบว่าวัคซีนนี้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การตัดสินใจฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเด็กเรียกเสียงวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธาณสุขบางคน ที่กล่าวว่าวัคซีนเหล่านี้ควรส่งไปใช้ในประเทศอื่นๆ ที่ผู้คนในกลุ่มเสี่ยงสูงกำลังรอคอยวัคซีน แทนที่จะนำมาฉีดให้แก่กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำในสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไม่ใช่แค่สหรัฐ เมื่อวันจันทร์ เอเมอร์ คุก ผู้อำนวยการองค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) กล่าวว่า สหภาพยุโรป (อียู) ก็เตรียมจะอนุมัติให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคกับกลุ่มคนอายุระหว่าง 12-15 ปีด้วยเช่นกัน เป้าหมายที่วางไว้คือการอนุมัติในเดือนมิถุนายน แต่อีเอ็มเอกำลังพยายามเร่งให้อียูอนุมัติภายในสิ้นเดือนนี้ ในช่วงยามที่หลายประเทศตั้งเป้าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนโดยเร็ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนให้เด็ก, วัคซีนไฟเซอร์, สหรัฐ, องค์การยาแห่งยุโรป, อายุ 12-15 ปี, เอฟดีเอสหรัฐ, โควิด-19, ไฟเซอร์-ไบออนเทค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a9a7cbb1df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 22:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 22:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อังกฤษพบลิ่มเลือด79ราย ตาย19 หลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หน่วยงานกำกับดูแลยาของอังกฤษเผยเมื่อวันพุธว่า พบกรณีภาวะลิ่มเลือดในผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในสหราชอาณาจักรแล้ว 79 รายถึงสิ้นเดือนมีนาคม โดยมี 19 รายเสียชีวิต ขณะองค์การยาแห่งยุโรประบุมีความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างวัคซีนนี้กับการเกิดลิ่มเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างคำแถลงของจู เรน ผู้อำนวยการสำนักงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (MHRA) เมื่อวันพุธที่ 7 เมษายน ว่าพบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดได้น้อยมาก ในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AZ) แล้ว 79 รายในสหราชอาณาจักร จากจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดนี้มากกว่า 20 ล้านราย ถึงวันที่ 31 มีนาคม และในจำนวนนี้ มี 19 รายเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีกล่าวว่า ผู้ที่เกิดภาวะลิ่มเลือดเกือบ 2 ใน 3 เป็นผู้หญิง และผู้ที่เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 18-79 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันของรัฐบาลอังกฤษ ออกคำแนะนำว่า สืบเนื่องจากความกังวลเรื่องภาวะลิ่มเลือดภายหลังการฉีดวัคซีน AZ จึงเห็นควรว่า คนวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี ซึ่งไม่มีปัญหาสุขภาพอยู่เดิม ควรได้รับการเสนอวัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่นเป็นทางเลือกนอกเหนือจากวัคซีน AZ หากเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรายงานของรอยเตอร์กล่าวว่า องค์การยาแห่งยุโรป (EMA) เปิดเผยว่า พบความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างวัคซีน AZ กับรายงานการพบภาวะลิ่มเลือดที่หายากในผู้ที่ได้รับวัคซีนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;EMA ได้ส่งจดหมายแจ้งไปยังรัฐมนตรีสาธารณสุขของสหภาพยุโรปว่า ผลการตัดสินใจเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนนี้จะมีผลทันทีสำหรับแผนการฉีดวัคซีน และต้องการการตอบสนองที่สอดประสานกัน จดหมายฉบับนี้ส่งโดยทำเนียบประธานาธิบดีโปรตุเกสในฐานะประธานอียูเมื่อวันอังคาร เพื่อเชิญรัฐมนตรีสาธารณสุขร่วมการประชุมทางไกลที่จะจัดขึ้นทันทีในวันพุธ ภายหลังการตัดสินใจดังกล่าวของ EMA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยกล่าวไว้ว่า ต่อให้พิสูจน์ได้ถึงความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่างวัคซีน AZ กับภาวะลิ่มเลือด แต่ความเสี่ยงที่ประชากรโดยทั่วไปจะเกิดภาวะลิ่มเลือดร้ายแรงนั้นน้อยมากจนแทบมองไม่เห็น เมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่ก็สามารถก่อภาวะลิ่มเลือดคล้ายกัน หรือความเสี่ยงจากยาที่ใช้กันโดยทั่วไป เช่นยาคุมกำเนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง EMA และองค์การอนามัยโลกต่างระบุว่า ผลประโยชน์จากการฉีดวัคซีนนี้มีมากกว่าความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเพราะผลข้างเคียงที่พบได้ยากนี้มาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98717</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลข้างเคียงวัคซีน, ภาวะลิ่มเลือด, วัคซีนAZ, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, วัคซีนโควิด, สำนักงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ, องค์การยาแห่งยุโรป, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606dd339bc2c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุโรปกลับมาใช้&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039; สหรัฐฉีดวัคซีนใกล้ทะลุเป้า100ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชาติยุโรปเกือบ 12 ประเทศกลับมาใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าอีกครั้ง ภายหลังองค์การยายุโรปแนะนำว่าวัคซีนปลอดภัยและมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ขณะรัฐบาลสหรัฐเตรียมประกาศข่าวดีฉีดวัคซีนทะลุเป้า 100 ล้านคนวันศุกร์นี้ ก่อนเป้าหมายที่วางไว้หลายสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การระงับฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าในหลายประเทศเนื่องจากความกังวลภาวะลิ่มเลือดที่เกิดกับผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 30 คน จากผู้รับวัคซีนแล้วหลายล้านคน ก่อความหวั่นเกรงว่าจะกระทบต่อการขับเคลื่อนวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาทั่วโลก เนื่องจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นสัดส่วนใหญ่ของโครงการโคแวกซ์เพื่อต่อต้านโรคระบาดที่คร่าชีวิตชาวโลกแล้วเกือบ 2.7 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังองค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) สรุปชัดเจนเมื่อวันพฤหัสบดีว่าประโยชน์จากวัคซีนนี้ในการปกป้องผู้คนจากการเสียชีวิตหรือการรักษาในโรงพยาบาลเพราะไวรัสโคโรนา มีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน รัฐบาลหลายประเทศประกาศจะกลับมาใช้วัคซีนนี้อีกครั้ง โดยฝรั่งเศสและเยอรมนีกำหนดเริ่มฉีดวัคซีนทันทีในวันศุกร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีฌอง กัสแตกซ์ ของฝรั่งเศส กล่าวด้วยว่า เขาจะฉีดวัคซีนนี้ด้วย เพื่อส่งเสริมการกลับมาฉีดวัคซีนนี้อีกครั้งของฝรั่งเศส ขณะที่นายกรัฐมนตรีมารีโอ ดรากี ของอิตาลี ก็บอกว่าอิตาลีจะทำแบบเดียวกัน สเปนจะกลับมาฉีดในวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, ไซปรัส, ลิทัวเนีย, ลัตเวีย, สโลวีเนีย และบัลแกเรีย ก็ประกาศจะกลับมาฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอีกครั้ง แต่นอร์เวย์และสวีเดนยังชะลอการตัดสินใจ โดยวันศุกร์องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เตรียมเผยแพร่ข้อสรุปการประเมินของตนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนนี้&amp;nbsp; หลังจากก่อนหน้านี้ได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ใช้วัคซีนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สหรัฐ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่นว่า สหรัฐจะฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านคนในวันศุกร์ หรือเพียง 58 วันนับแต่รัฐบาลของเขาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเร็วกว่าที่เขาตั้งเป้าหมายไว้หลายสัปดาห์ แต่ผู้นำสหรัฐย้ำว่า นี่คือเวลาสำหรับการมองในแง่ดี แต่ไม่ใช่เวลาที่จะผ่อนคลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐยังเตรียมจะจัดส่งวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไปให้เพื่อนบ้านของตน โดยเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาว เผยว่า เม็กซิโกจะได้รับ 2.5 ล้านโดส และแคนาดาได้ 1.5 ล้านโดส แต่เธอยังไม่เผยว่าเป็นภายในเมื่อใด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96608</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีนโควิด-19, สหรัฐฉีดวัคซีนครบ100ล้าน, องค์การยาแห่งยุโรป, แอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_60464d749ef3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96176</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 23:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 23:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนแอสตร้ายังวุ่น เยอรมนี-อิตาลี-ฝรั่งเศสสั่งระงับ อินโดฯก็ด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการอินโดนีเซียประกาศชะลอการฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าแล้วเมื่อวันจันทร์ ระหว่างรอการทบทวนขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับความวิตกเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน ขณะเยอรมนี, อิตาลี และฝรั่งเศส ระงับด้วยเช่นกันรอผลการตัดสินใจขององค์การยายุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศระงับหรือชะลอการใช้วัคซีนของแอสตร้าฯ ยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่องจากหลายประเทศ ถึงแม้ว่าองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ), องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ), บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า และผู้เชี่ยวชาญหลายคนย้ำว่าวัคซีนนี้ปลอดภัย และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงวัคซีนนี้กับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีสาธารณสุข บูดี กูนาดี ซาดิกิน ของอินโดนีเซีย แจ้งต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันจันทร์ว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศตัดสินใจชะลอการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าไว้ก่อนระหว่างรอการยืนยันจากดับเบิลยูเอชโอ กรณีความวิตกเรื่องภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ได้รับวัคซีนแอสตร้าฯ แล้ว 1.1 ล้านโดสในเดือนนี้ และคาดว่าจะได้รับอีก 10 ล้านโดสภายในปลายเดือนเมษายน ถึงขณะนี้อินโดนีเซียพึ่งพาวัคซีนซิโนแวคของจีนเป็นหลักในโครงการฉีดวัคซีน ซึ่งรัฐบาลวางแผนว่าจะฉีดให้ประชากรมากกว่า 181 ล้านคนจากทั้งหมดเกือบ 270 ล้านคนภายใน 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฝั่งยุโรป เยอรมนีเป็นประเทศล่าสุดที่สั่งระงับการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ ระหว่างรอการสอบสวนอย่างละเอียด คำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันจันทร์กล่าวว่า หลังจากมีรายงานใหม่ๆ เรื่องการเกิดภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตันที่เกี่ยวโยงกับการฉีดวัคซีนในเยอรมนีและยุโรป สถาบันเพาล์แอร์ลิชที่เป็นหน่วยงานด้านวัคซีนของเยอรมนี มีความเห็นว่าจำเป็นต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม องค์การยาแห่งยุโรปจะตัดสินต่อไปว่าผลการตรวจสอบใหม่จะส่งผลต่อการอนุมัติวัคซีนหรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ เนเธอร์แลนด์และไอร์แลนด์ก็เพิ่งประกาศระงับการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ ตามหลังหลายประเทศในยุโรป เนื่องจากความวิตกเรื่องภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่มีรายงานพบในเดนมาร์ก, นอร์เวย์ และอีกหลายประเทศ ซึ่งล่าสุดเนเธอร์แลนด์ก็รายงานว่าพบผู้มีอาการดังกล่าวเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันจันทร์ องค์การลาเร็บ ที่เป็นศูนย์ดูแลด้านความปลอดภัยยาของเนเธอร์แลนด์ แถลงว่า พบกรณีผู้ป่วยอาการลิ่มเลือดอุดตันอีก 10 รายที่เกี่ยวโยงกับการฉีดวัคซีนแอสตร้านับแต่เริ่มมีรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหานี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสและอิตาลีก็สั่งระงับการใช้วัคซีนแอสตร้าฯ ด้วย ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสกล่าวว่าตัดสินใจดังกล่าวเพื่อป้องกันไว้ก่อน ระหว่างรอการตัดสินใจด้านความปลอดภัยจากอีเอ็มเอที่คาดว่าจะเป็นในช่วงบ่ายวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอิตาลี องค์การยา AIFA ตัดสินใจขยายคำสั่งห้ามใช้วัคซีนแอสตร้าฯ ครอบคลุมทั่วอิตาลี ระหว่างรอการตัดสินใจของอีเอ็มเอเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96176</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝรั่งเศส, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, ระงับการใช้วัคซีน, วัคซีนโควิด, องค์การยาแห่งยุโรป, องค์การอนามัยโลก, อิตาลี, อินโดนีเซีย, อีเอ็มเอ, เยอรมนี, แอสตร้าเซนเนก้า, โคิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_60464d749ef3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
