<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย รับรางวัล UNIATF Award ผ่านผลงานเด่น “ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล” ชี้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องลด 17.7 % </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ในวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาผ่านระบบออนไลน์ (Web conference) โดยรางวัลที่ได้เป็นรางวัลขององค์การสหประชาชาติที่มอบให้แก่หน่วยงาน/องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากทั่วโลก ในการผลักดันนโยบาย และขับเคลื่อน ควบคุม และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามกรอบ SDGs ในปีนี้มีหน่วยงาน/องค์กร ที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 19 รางวัล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลในหมวดภาครัฐด้านสาธารณสุข ที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยได้นำผลงานดังกล่าวของกรมอนามัยไปนำเสนอ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านผลการดำเนินนโยบาย และเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ในภาพรวมราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2) เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด และ 3) สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุดพบว่า เครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การบริโภคหวานจนเกินพอดีของคนไทยเป็น 1 ในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs หลายโรคมาก การขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีส่วนช่วยลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและหาซื้อได้ง่ายขึ้นให้กับผู้บริโภค นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินอยู่ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ ปี 2552 สสส. และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน&amp;nbsp;ซึ่งก็มีบุคลากรของกรมอนามัยร่วมเป็นแกนนำ ได้ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมเพื่อลดการบริโภคหวานที่ล้นเกินมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม กฎกระทรวงห้ามเติมน้ำตาลในนมผงสูตรต่อเนื่อง การสื่อสารประเด็น &amp;ldquo;อ่อนหวาน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หวานน้อยสั่งได้&amp;rdquo; มาตรการขอความร่วมมืออุตสาหกรรม ให้ลดขนาดน้ำตาลซองไม่เกิน 4 กรัม นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมสรรพสามิตอย่างเข้มข้น มีการสื่อสารสาธารณะ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายในระดับภาคการเมือง โดยผ่านทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้กับขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ ภาคีเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างหนักหน่วง&amp;nbsp;เป็นหลักฐานยืนยันว่า มาตรการทางภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นนโยบายทางการเงินการคลังที่ช่วยปกป้องสุขภาพประชาชน ลดโอกาสเสี่ยงจากโรค NCDs เช่นเดียวกับการผลักดันมาตรการทางภาษีโซเดียมในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการ เพื่อการกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนทางนโยบายที่เหมาะสมต่อไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117987</URL_LINK>
                <HASHTAG>United Nations Inter-Agency Task Force, United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases, กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, นโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล, ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล, ภาคีเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน, รางวัล UNIATF Award, ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย, สสส., องค์การสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61516bfc45fe4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบกำหนดจัดงาน &#039;วันอาสาสมัครสากล&#039; 5 ธันวาคมเป็นประจำทุกปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64 - เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบกำหนดให้มีการจัดงานวันอาสาสมัครสากล (International Volunteer Day: IVD) ตามมติสหประชาชาติ ในวันที่ 5 ธันวาคมเป็นประจำทุกปี เพื่อให้การขับเคลื่อนกิจกรรมด้านอาสาสมัครของไทยเผยแพร่สู่ระดับสากลและเป็นการยกระดับสู่การบรรลุเป้าหมายที่ยั่งยืน (SDGs) โดยกำหนดช่วงระยะเวลาการจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม (วันอาสาสมัครไทย) ถึงวันที่ 5 ธันวาคม (วันอาสาสมัครสากล) ของทุกปี นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมรับผิดชอบในส่วนของการสนับสนุนและประสานงานในการจัดกิจกรรมต่างๆ เนื่องในโอกาสวันอาสาสมัครสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวว่า&amp;nbsp;ความเป็นมาของ &amp;ldquo;วันอาสาสมัครสากล&amp;rdquo; ถูกกำหนดขึ้นจากมติขององค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2528 ได้ประกาศให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครสากล และเชิญชวนประเทศต่างๆ จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับงานอาสาสมัคร โดยคณะรัฐมนตรีเคยมีมติ เมื่อ 19 ธันวาคม 2543 กำหนดให้ &amp;ldquo;วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครไทย&amp;rdquo; เพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับอาสาสมัคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดกิจกรรมวันอาสาสมัครสากลในไทย ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติ (United Nations Volunteer: UNV) ได้จัดงานวันอาสาสมัครสากลของประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติกรุงเทพมหานคร และจัดกิจกรรมตามหัวข้อที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ในแต่ละปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113617</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 ธันวาคม, มติครม., วันอาสาสมัครสากล, องค์การสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae66499436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ระบาดทำคนอดอยากเพิ่ม10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;U.N.หรือองค์การสหประชาชาติ ได้ออกมาเตือนว่าในช่วงการระบาดโควิด-19 นั้น ประชากรของโลกร้อยละ 10 นั้น กำลังเป็นโรคขาดสารอาหาร เพราะความหิวพุ่งขึ้นสูงในช่วงของการระบาด โดย U.N.ได้ออกมาเตือนเมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การระบาดของไวรัสโคโลน่านั้น สร้างความเลวร้ายเป็นอย่างมาก เพราะนั่นทำให้คนต้องเผชิญกับความหิวโหย อีกทั้งการขาดแคลนอาหารนั้นเริ่มรุนแรงมากขึ้น จากปัญหาโควิด-19 โดยได้รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคง ทางอาหารและโภชนาการโลก ประจำปี 2564 หรือ (State of Food Security and Nutrition in the World) ว่า ปัจจัยของโรคโควิด-19 นั้น ทำให้ประชากรขาดสารอาหารคิดเป็น 10% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รายงานที่รวบรวมเป็นประจำทุกปี โดยหน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติ กล่าวว่า &amp;ldquo;ความหิวโหยได้เริ่มคืบคลานสูงขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ในปี 2553-2558 แต่ปีที่แล้วความหิวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตามสัดส่วน และแซงหน้าการเติบโตของประชากรโลกก็ว่าได้ ทั้งนี้ผลการรายงานยังพบอีกว่าในช่วงปี 2020 ที่โควิด-19 เริ่มเกิดขึ้นกระทั่งถึงปัจจุบัน ทำให้คนขาดสารอาหารคิดเป็นร้อยละ 10% ถ้าเทียบกับความอดยากอาหารในปี 2019 อยู่ที่ร้อยละ 8.4%&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้รายงานตัวเลขแบ่งตามภูมิภาค โดยระบุว่าผู้คนที่ขาดสารอาหารมากกว่าครึ่งหนึ่ง อาศัยอยู่ในเอเชีย แต่ความหิวโหยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด คือในประเทศแอฟริกา และความชุกของภาวะขาดสารอาหารโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 21% ของประชากร ซึ่งนั้นมากกว่าภูมิภาคอื่นถึง 2 เท่า&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าประชากรโลกนั้น ไม่มีความมั่นคงทางด้านอาหาร และภาวะดังกล่าวรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากความหิวโหยที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12 พูดง่ายๆว่าการที่พวกเขาได้กินอาหารอิ่มท้อง อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่พวกเขาควรจะได้บริโภคอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ทั้งนี้ในปี 2020 มีผู้ที่อดยากและหิวโหยคิดเป็น 928 ล้านคน ขณะที่ปี&amp;nbsp; 2019 มีเพียง 148 ล้านคน ซึ่งเป็นความอดยากที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากรายงานระบุว่า มีหลายปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดความหิวโหยเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งและผลกระทบจากสภาพอากาศ เช่นเดียวกับผลผลิตที่ต่ำ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร หรือขั้นตอนการผลิตอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนอาหารสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.ชาร์ลส์ โอวูบาห์ หัวหน้าผู้บริหารของ Action Against Hunger องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและทำงานด้านการจัดการ เกี่ยวกับปัญหาความอดยากของโลก บอกว่า &amp;ldquo;ความหิวเกิดขึ้นจากเหตุและผลของความขัดแย้ง โดยสังเกตว่าประมาณ 60% ของคนหิวโหยของโลก ส่วนมากอาศัยอยู่ในประเทศที่มีความอดอยาก อาวุธสงคราม เพราะปัญหาดังกล่าวจะนำมาซึ่ง ข้อพิพาทเรื่องอาหาร น้ำ หรือทรัพยากรที่จำเป็นในการผลิตอาหาร และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความหิวโหยทั่วโลก พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ สำหรับประชากรที่ต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง สู้รบกัน นอกจากนี้ยังรวมถึงเรื่องของสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง กระทั่งกระทบต่อแหล่งอาหาร รวมถึงโรคติดต่ออย่างโควิด-19 ที่ทำให้ความอดอยาก และหิวโหยเพิ่มขึ้นเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร. โอวูบาห์ บอกอีกว่า &amp;ldquo;ปัจจัยเหล่านี้เป็นจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในระบบสุขภาพ อาหาร และการคุ้มครองทางสังคมแย่ลงไปอีก อีกทั้งความหิวโหยยังคุกคามชีวิตของสมาชิก ที่เปราะบางที่สุดในสังคม ซึ่งกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่แล้ว&amp;rdquo; แต่ประเด็นสำคัญในรายงาน คือปัจจัยประกอบของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งทำลายเศรษฐกิจของหลายประเทศ และมีผลกระทบร้ายแรงต่อประเทศที่อ่อนแออยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียและแอฟริกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ท้ายการรายงานสรุประบุว่า ในขณะที่ยังไม่สามารถระบุจำนวน ผลกระทบของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในปี 2020 ได้อย่างเต็มที่ แต่เรามีความกังวลเกี่ยวกับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบจำนวนหลายล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากการแคระแกร็น (149.2 ล้านคน) ขาดโอกาสการเข้าถึงอาหารที่ดี (45.4 ล้านคน) หรือมีน้ำหนักเกิน (38.9 ล้านคน) ภาวะทุพโภชนาการในเด็กยังคงเป็นความท้าทาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111035</URL_LINK>
                <HASHTAG>Action Against Hunger, State of Food Security and Nutrition in the World, U.N., การแคระแกร็น, ขาดแคลนอาหาร, ความหิวโหย, ความอดยาก, ดร.ชาร์ลส์ โอวูบาห์, ภาวะทุพโภชนาการ, องค์การสหประชาชาติ, เอเชีย, แอฟริกา, โรคขาดสารอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd0345d1bea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดันสมัชชายูเอ็นปิดล้อมเมียนมาด้านอาวุธ มิสยูนิเวิร์สพม่าวอนชาวโลกอีกรอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ลิกเตนสไตน์เสนอร่างข้อมติที่ไม่มีผลผูกมัดเข้าที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นวันอังคาร เรียกร้องให้ระงับการส่งผ่านอาวุธแก่รัฐบาลทหารเมียนมาทันที อีกด้านมิสยูนิเวิร์สเมียนมาส่งสารผ่านเวทีประกวดเมื่อเช้าวันจันทร์ วอนชาวโลกว่าชาวเมียนมากำลังจะตายและโดนทหารยิงทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติแตกต่างจากข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง เพราะไม่มีผลผูกมัด แต่ก็มีนัยสำคัญที่หนักแน่นในทางการเมือง รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติรายหนึ่งว่า ร่างนี้เสนอโดยลิกเตนสไตน์ ด้วยความสนับสนุนจากสหภาพยุโรป, อังกฤษ และสหรัฐ มีกำหนดพิจารณาในที่ประชุมสมัชชาใหญ่วันอังคารตามเวลานิวยอร์ก หรือตรงกับ 02.00 น.วันพุธของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างข้อมติฉบับนี้เรียกร้องให้ระงับการจัดส่ง, ซื้อ หรือส่งผ่านอาวุธ, กระสุนและยุทโธปกรณ์ทุกชนิดแก่เมียนมา ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทันที และยังเรียกร้องให้กองทัพ &amp;quot;ยุติภาวะฉุกเฉิน&amp;quot; และหยุดการใช้ความรุนแรงทั้งหมดกับผู้ชุมนุมโดยสงบทันที รวมถึงให้ปล่อยตัวประธานาธิบดีวิน มยิน, นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐ และทุกคนที่โดนคุมขัง, ตั้งข้อหา หรือจับกุมตามอำเภอใจ นับแต่รัฐประหารวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ร่างนี้ซึ่งผ่านการเจรจาต่อรองมานานหลายสัปดาห์ ได้รับการสนับสนุนจาก 48 ประเทศ โดยเกาหลีใต้เป็นประเทศจากเอเชียประเทศเดียวที่สนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างฉบับนี้ยังเรียกร้องให้มีการดำเนินการทันทีตามฉันทติ 5 ข้อที่ผู้นำกลุ่มอาเซียนซึ่งรวมถึงเมียนมา เห็นพ้องกันเมื่อวันที่ 24 เมษายน, ให้อำนวยความสะดวกแก่การเดินทางเยือนของผู้แทนพิเศษยูเอ็นประจำเมียนมา และจัดให้มีการเข้าถึงด้านมนุษยธรรมอย่างปลอดภัยและไม่ถูกขัดขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรเอกชนหลายกลุ่มเคยเรียกร้องมายาวนานให้ปิดล้อมด้านอาวุธกับเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่วันรัฐประหาร คณะมนตรีความมั่นคงลงมติยอมรับแถลงการณ์เกี่ยวกับเมียนมาอย่างเป็นเอกฉันท์แล้ว 4 ฉบับ แต่ทุกครั้งแถลงการณ์เหล่านี้ผ่านการเจรจาต่อรอง โดยเฉพาะจากจีน เพื่อปรับแก้ถ้อยคำให้เบาลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ทูซาร์ วิน ลวิน มิสยูนิเวิร์สเมียนมา ผู้เคยชูป้ายเรียกร้องชาวโลก &amp;quot;อธิษฐานเผื่อเมียนมา&amp;quot; ระหว่างการประกวดชุดประจำชาติเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้ส่งสารอีกครั้งผ่านวิดีโอที่แพร่ภาพระหว่างการประกวดมิสยูนิเวิร์สรอบสุดท้ายที่เซมิโนลฮาร์ดร็อกโฮเทลแอนด์กาสิโน ที่เมืองฮอลลีวูด รัฐฟลอริดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คนของเรากำลังจะตายและกำลังโดนทหารยิงทุกวัน&amp;quot; เธอกล่าว &amp;quot;ดิฉันอยากเรียกร้องให้ทุกคนพูดถึงเมียนมา นับแต่รัฐประหาร ในฐานะมิสยูนิเวิร์สเมียนมา ดิฉันพูดถึงเมียนมามากเท่าที่ทำได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางงามเมียนมาผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้มีชื่อเสียงหลายสิบคนที่คัดค้านการรัฐประหารอย่างเปิดเผย ซึ่งรวมถึงมิสแกรนด์เมียนมาที่มาประกวดในไทยด้วย ในการประกวดชุดประจำชาติ ทูซาร์ วิน ลวิน ต้องใช้ชุดสำรองแทนชุดที่เตรียมไว้ซึ่งจัดส่งมาไม่ทัน แต่ชุดลูกปัดแบบชุดพื้นเมืองของชาวชินที่เธอสวมประกวดได้รับการโหวตให้เป็นชุดประจำชาติยอดเยี่ยมในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากกลุ่มสังเกตการณ์เอกชนระบุว่า นับแต่รัฐบาลทหารใช้กำลังปราบปราม มีชาวเมียนมาเสียชีวิตแล้วไม่น้อยกว่า 790 คน และอีกราว 4,000 คนจาก 5,000 คนที่โดนจับกุมตัวนั้น ยังถูกคุมขังไว้ รวมถึงคนดังหลายราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103229</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุดประจำชาติ, ปิดล้อมด้านอาวุธ, มิสยูนิเวิร์สเมียนมา, รัฐประหารเมียนมา, สมัชชาใหญ่ยูเอ็น, องค์การสหประชาชาติ, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a25de715fc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราล์ฟ ลอเรน รุกแฟชั่นรักษ์โลก ผนึก Dow ชูนวัตกรรมย้อมผ้าประหยัดน้ำ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แบรนด์แฟชั่นชื่อดัง ราล์ฟ ลอเรน (Ralph Lauren) ประกาศใช้เทคโนโลยีการย้อมผ้าฝ้ายแบบยั่งยืน ลดใช้เคมี ประหยัดน้ำและพลังงาน แต่ยังคงคุณภาพและความสวยงามของสีย้อม โดยใช้นวัตกรรมน้ำยาปรับสภาพผ้าการันตีรางวัลระดับโลก &amp;ldquo;ECOFAST&amp;trade;&amp;rdquo; จากบริษัท ดาว (Dow) ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำได้ถึง 40% ตั้งเป้าลดน้ำเสียในกระบวนการย้อมจนเป็นศูนย์ในอนาคต พร้อมวางจำหน่ายเอาใจผู้รักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกภายในปลายปีนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำและมลพิษจากการย้อมผ้า ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติที่ระบุว่าอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องนุ่งห่มในปัจจุบันก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนทั่วโลกมากถึง 10% และยังก่อให้เกิดน้ำเสียถึง 20% ของโลก ราล์ฟ ลอเรนในฐานะบริษัทแฟชั่นชั้นนำที่จำหน่ายเสื้อโปโล เสื้อยืด และกางเกงยีนส์หลายล้านตัวในแต่ละปีจึงสร้างสรรค์กระบวนการย้อมผ้าแบบใหม่ เรียกว่า &amp;ldquo;Color On Demand&amp;rdquo; โดยตั้งเป้าจะเป็นระบบการย้อมผ้าฝ้ายแบบไร้น้ำเสียขนาดใหญ่ระบบแรกของโลก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเฟสแรกได้นำนวัตกรรมน้ำยาปรับสภาพผ้า ECOFAST&amp;trade; จากบริษัท ดาว (Dow) มาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซับสี ลดการใช้น้ำ 40% ลดการใช้สารเคมี 85% ลดการใช้พลังงาน 90% และ ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการย้อมลง 60%&amp;nbsp; ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าวทำให้ ECOFAST&amp;trade; ได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย อาทิ Sustainability Award และ BIG Innovation Awards จาก Business Intelligence Group ในปี 2563 รางวัล Edison Awards ในปี 2562 และ RD 100 Awards จากนิตยสาร R&amp;amp;D World ในปี 2561 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเฟสต่อๆ มาจะมีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผสมสี เพื่อนำไปสู่กระบวนการย้อมผ้าฝ้ายที่ไม่ก่อให้เกิดน้ำเสียเลยในที่สุด โดย ราล์ฟ ลอเรนได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญถึง 4 บริษัท ได้แก่ Dow, Huntsman Corp, Corob และ Jeanologia&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการลดใช้ทรัพยากรอย่างมากแล้ว การย้อมผ้าระบบใหม่นี้ยังช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการผลิตและจัดส่งเสื้อผ้า จากปัจจุบัน ราล์ฟ ลอเรนจะต้องตัดสินใจการย้อมสีผ้าล่วงหน้าหกเดือน กระบวนการใหม่นี้จะสามารถย้อมสีผ้าได้ภายในหนึ่งเดือนก่อนที่จะวางจำหน่ายในร้านค้า และจะนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายของราล์ฟ ลอเรนจำนวน 80% ภายในปี 2568 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางฮาไลด์ อาลากอส ประธานบริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์และเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืนของ ราล์ฟ ลอเรน กล่าวว่า &amp;ldquo;กระบวนการย้อมผ้าแบบเก่าก่อให้เกิดมลพิษมากมาย ในฐานะของแบรนด์ระดับโลก เราเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องหาทางแก้ไขอย่างจริงจังและได้ผลในวงกว้าง เราจึงเลือกที่จะปรับกระบวนการย้อมผ้าฝ้ายเพราะคิดเป็นมากกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่บริษัทจำหน่าย ขณะนี้เราได้นำร่องโครงการนี้แล้วกับซัพพลายเออร์ในสหรัฐอเมริกา กัวเตมาลา และเวียดนาม และจะวางจำหน่ายเสื้อผ้าที่ย้อมด้วยกระบวนการใหม่ภายในปลายปีนี้&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าโซลูชันอุตสาหกรรม กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า &amp;quot;เราภูมิใจที่ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาตร์ของเราได้ช่วยสนับสนุน ราล์ฟ ลอเรน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของวงการแฟชั่นในการบุกเบิกกระบวนการย้อมผ้าอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนที่ทั้ง ดาว และ ราล์ฟ ลอเรนมีร่วมกัน และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคต แบรนด์อื่นๆ จะหันมาให้ความสำคัญกับการย้อมผ้าอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรม ECOFAST&amp;trade; ได้ที่&amp;nbsp; www.dow.com/ecofast&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99948</URL_LINK>
                <HASHTAG>BIG Innovation Awards, Business Intelligence Group, Color On Demand, Corob, Dow, ECOFAST, Edison Awards, Huntsman Corp, Jeanologia, Ralph Lauren, RD 100 Awards, Sustainability Award, นวัตกรรมน้ำยาปรับสภาพผ้า, นางฮาไลด์ อาลากอส, นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน, บริษัท ดาว, บริษัท ดาว ประเทศไทย, ราล์ฟ ลอเรน, องค์การสหประชาชาติ, เทคโนโลยีการย้อมผ้าฝ้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d1ef554331.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2019 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2019 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย. ยกปัญหา&#039;หมอกควัน-ฝุ่นพิษ&#039; คุกคามชีวิตและสิ่งแวดล้อม   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี&amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายรัชฎา สุริยกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) Dr. Isabelle Louis รองผู้อ้านวยการ ภาคพื นเอเซียแปซิฟิก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ &amp;nbsp;จัดแถลงข่าวงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 (World Environment Day 2019) ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 &amp;ldquo; Beat Air Pollution : หยุดหมอกควันและ อากาศพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม &amp;rdquo; ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา &amp;nbsp;กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;5 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อให้ทั่วโลกตื่นตัวกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ร่วมกันหาแนวทางป้องกันและลงมือแก้ไข โดยปีนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP&amp;nbsp;&amp;nbsp;รณรงค์ภายใต้คำขวัญ &amp;ldquo;Beat Air Pollution&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หยุดหมอกควันและอากาศพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; ซึ่งปีนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพการจัดงาน เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่เป็นภัยคุกคามผู้คนทั่วโลก ทั้งกระทบต่อการดำเนินชีวิต กระทบต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น กลุ่มโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเรื้อรังของทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อเฉียบพลัน โรคมะเร็งปอด และเสี่ยงต่อ สมองเสื่อม รวมทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งข้อมูลจาก UNEP พบว่า 9 ใน 10 ของประชากรโลกหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไป ทำให้แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 7 ล้านคน ในจำนวนนี้ เกินครึ่ง &amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;4 ล้านคนอยู่ในแถบเอเชีย &amp;ndash; แปซิฟิก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับโลกถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และในปีนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กำหนดจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562&amp;nbsp;ขึ้น เพื่อรณรงค์พร้อมกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; กระทรวงฯ แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งกำกับดูแลการปล่อยมลพิษทางอากาศของสถานประกอบการ โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม การตรวจวัดฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ และลดการเผาในที่โล่ง ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบปลอดการเผา ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน จำนวน 29 ศูนย์เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการขยายผลไปสู่หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด &amp;nbsp;อีกทั้งมีการขยายความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนแก้มลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันภายในปี 2563 ส่วนแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ได้มีแนวทางส่งเสริมให้รถยนต์สาธารณะ ปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมัน B20 ให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดนำน้ำมันดีเซลเทียบเท่ามาตรฐาน EURO 5 มาจำหน่ายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือกันตั้งแต่ตอนนี้ ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;quot; นายวิจารย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า การจัดงาน วันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม &amp;nbsp;อิมแพ็ค เมืองทองธานี &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 09.00 &amp;ndash; 17.00 น. กิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง &amp;ldquo;บทเรียนการแก้ไขมลพิษทางอากาศระดับประเทศ การเสวนา เรื่อง &amp;ldquo;การขับเคลื่อนให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหามลพิษคุณภาพอากาศ&amp;rdquo; ในหลากหลายแง่มุม ทั้งสถานการณ์มลพิษทางอากาศ Air4Thai ผลกระทบต่อสุขภาพและการปฏิบัติตัว การคมนาคม สีเขียว รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ไร้มลพิษ Smart City เพื่อสิ่งแวดล้อมสีเขียว การขนส่งและธุรกิจสีเขียว และการจัดการ ไฟป่าภาคเหนือ ตลอดจนนิทรรศการเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 รวมทั้งนิทรรศการของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น UNEP สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37229</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAT AIR POLLUTION, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), นายวิจารย์ สิมาฉายา, มลพิษอากาศกรุงเทพ, วันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562, หมอกควันภาคเหนือ, องค์การสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190530/image_big_5cefb8fb9cca0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 20:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 20:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเกาะออสซี่ฟ้องยูเอ็น ชี้รัฐบาลล้มเหลวแก้โลกร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชนพื้นเมืองบนหมู่เกาะที่ลุ่มทางเหนือของออสเตรเลียยื่นฟ้องต่อสหประชาชาติ กล่าวหารัฐบาลออสเตรเลียละเมิดสิทธิมนุษยชนเนื่องจากล้มเหลวในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพบนกำแพงในกรุงเมลเบิร์น ล้อนายกฯ สกอต มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย จมน้ำเกือบมิดแต่มือถือก้อนถ่านหิน / AFP / William WEST&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทนายความขององค์กรเอ็นจีโอ &amp;quot;ไคลเอนต์เอิร์ธ&amp;quot; ตัวแทนของชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่ลุ่มทางเหนือของออสเตรเลีย เผยว่า ในวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม ตัวแทนของชาวเกาะช่องแคบทอร์เรสเข้าพบคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในนครเจนีวาเพื่อยื่นฟ้องรัฐบาลออสเตรเลีย พวกเขาบอกว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่เกิดจากภาวะโลกร้อนกำลังคุกคามบ้านเกิดและวัฒนธรรมของพวกเขา ถือเป็นกรณีแรกที่มีการยื่นฟ้องต่อยูเอ็นว่า การที่รัฐบาลไม่แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำร้อง ชาวเกาะช่องแคบทอร์เรสขอให้ยูเอ็นตัดสินตามที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเรียกร้องให้ออสเตรเลียลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย 65% จากระดับต่ำสุดที่ปล่อยในปี 2548 ภายในปี 2573 และออสเตรเลียควรเป็นประเทศที่ปลอดก๊าซคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2593 ด้วยการค่อยๆ เลิกใช้และเลิกส่งออกถ่านหินอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำร้องยังเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียจัดสรรงบประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานฉุกเฉิน เช่น การสร้างกำแพงทะเลเพื่อปกป้องชุมชนช่องแคบทอร์เรส โดยระบุว่าระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกำลังคุกคามบ้านของพวกเขา รวมถึงสร้างความเสียหายกับสุสานและพื้นที่วัฒนธรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวเกาะ ชาวเกาะจำนวนมากกังวลว่า เกาะของพวกเขาอาจจะจมหายไปในช่วงชีวิตของพวกเขา ถ้าไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35764</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส, ฟ้องรัฐบาลออสเตรเลีย, องค์การสหประชาชาติ, ออสเตรเลีย, โลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd973cfceffc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
