<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 06:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 06:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาชี้ป.วิอาญาองค์คณะศาลชั้นต้นมีแค่2เป็นเหตุให้&#039;โอ๊ค&#039;รอดคดีกู้กรุงไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย.62-นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า .....คดีที่พนักงานอัยการฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นจำเลยในความผิดฐานฟอกเงิน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลได้พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....โดยองค์คณะพิพากษา ๒ ท่าน มีความเห็นต่างกันคือท่านหนึ่งเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องและให้ลงโทษจำคุก แต่อีกท่านหนึ่งเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและให้พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑๘๔ บัญญัติว่า ในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ฯลฯ การวินิจฉัยให้ถือตามเสียงข้างมาก ถ้าในปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่ายหรือเกินกว่าสองฝ่ายขึ้นไป จะหาเสียงข้างมากมิได้ให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จําเลยมากยอมเห็นด้วยผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จําเลยน้อยกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ดังนั้นเมื่อคดีนี้มีองค์เพียง ๒ ท่าน เมื่อปรึกษาหารือกันแล้วหาเสียงข้างมากไม่ได้ องค์คณะผู้พิพากษาที่เห็นว่า จำเลยมีความผิดและให้ลงโทษจำเลย จึงต้องยอมเห็นด้วยองค์คณะผู้พิพากษาที่เห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและให้พิพากษาให้ยกฟ้องซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า คดีนี้จึงต้องพิพากษายกฟ้อง ตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๘๔ ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ส่วนความเห็นขององค์คณะผู้พิพากษาที่เห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องและให้ลงโทษจำคุกให้ถือว่าเป็นความเห็นแย้งในคำพิพากษาคดีนี้ตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นได้ในศาลชั้นต้นที่มีองค์คณะผู้พิพากษา ๒ ท่านบ่อย แต่ไม่เป็นข่าวเพราะจำเลยไม่ได้เป็นคนที่ประชาชนให้ความสนใจ ในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา มีองค์คณะผู้พิพากษา ๓ ท่าน จึงต้องหาเสียงข้างมากได้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ขอเรียนว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกาศใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 85 ปีแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51108</URL_LINK>
                <HASHTAG>85ปี, คดีกรุงไทย, นายชูชาติ ศรีแสง, นายพานทองแท้  ชินวัตร, ป.วิอาญา, ศาลชั้นต้น, องค์คณะผู้พิพากษา, อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5754d98ee5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องใหญ่!โจทก์ร่วมคดีอุ้มฆ่าหนุ่มวัย17ช่วงสงครามยาเสพติด ร้องประธานศาลฎีกาคนใหม่ ตั้งกก.สอบองค์คณะผู้พิพากษาฎีกาหลังยกฟ้องจำเลยเหมาเข่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไสลเกษ วัฒนพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค 62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา นางพิกุล พรหมจันทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ในคดีอุ้มฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปี ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ที่ จ.กาฬสินธุ์ ได้ส่งหนังสือที่อ้างถึงสารของประธานศาลฎีกา (นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาคนใหม่) ในการรับฟังความคิดเห็น สภาพปัญหา และข้อเสนอแนะ ผ่านทางไปรษณีย์ต่อประธานศาลฎีกา และประธานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการวินิจฉัยคดีขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ในคดีอุ้มฆ่านายเกียรติศักดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตช่วงปี 2544-2549 ที่รัฐบาลมีนโยบายประกาศทำสงครามยาเสพติด เกิดคดีฆ่าตัดตอนกว่า 2,500 ศพ และในช่วงเวลาดังกล่าวมีประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.3252/2552 คดีหมายเลขแดงที่ อ.2600/2555 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 โจทก์ กับ นายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง โจทก์ร่วม เป็นโจทก์ฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์, พ.ต.ท.สำเภา อินดี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อดีตรอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดเป็นยศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22-23 ก.ค. 2547 จำเลยที่ 1-3 และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ &amp;nbsp;ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ขณะนำตัวออกจาก สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ด้วยการบีบรัดคอจนเสียชีวิต จากนั้นจึงร่วมกันปิดบังเหตุการณ์ตายโดยย้ายศพผู้ตายจากท้องที่เกิดเหตุ ไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม. 5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด โดยจำเลยที่ 4- 6 ได้ร่วมกันข่มขู่พยานเพื่อให้การอันเป็นเท็จ ซึ่งจำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2555 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ส่วนจำเลยที่ 6 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ขณะที่จำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก 7 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2558 ว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นศาลฎีกาพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ให้พิพากษากลับ ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหนังสือร้องเรียนของนางพิกุล มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้านางพิกุล &amp;nbsp;พรหมจันทร์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ขอเรียนว่าการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาต่อคดีนี้ยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมและสาธารณชน รวมถึงญาติของผู้ตายว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง &amp;nbsp;ซึ่งหมายถึงพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏอยู่ในสำนวนของศาล &amp;nbsp;การที่ศาลจะยกประโยชน์แห่งความสงสัย &amp;nbsp;ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ได้ก็ต่อเมื่อศาลได้ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงแล้ว ปรากฏว่ามีเหตุอันควรสงสัย จึงจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้โจทก์มีพยานหลักฐานมากมาย ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร โดยเฉพาะพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบปากคำพยานไว้เป็นจำนวนมากกว่า 100 ปาก &amp;nbsp;โจทก์และโจทก์ร่วมนำพยานเข้าเบิกความทั้งสิ้นจำนวน 26 ปาก &amp;nbsp;ฝ่ายจำเลยและทนายความจำเลยทุกคนได้มีการแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำให้การพยานในชั้นสอบสวน ซึ่งโจทก์อ้างส่งเป็นพยานต่อศาลจำนวน 52 ปาก &amp;nbsp;พยานบุคคลดังกล่าว รวมถึงพยานนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยและพยานในคดี รายงานการชันสูตรพลิกศพ ล้วนเป็นพยานประพฤติเหตุแวดล้อมกรณีหรือพยานแวดล้อมที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทั้งในช่วงก่อนเกิดเหตุขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเชื่อมโยงสอดคล้องเป็นลูกโซ่ได้ไม่ขาดตอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนสามารถรับฟังได้ว่าการเสียชีวิตของนายเกียรติศักดิ์ &amp;nbsp;ถิตย์บุญครอง นั้นเกิดขึ้นขณะยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกาฬสินธุ์ &amp;nbsp;การที่ศาลฎีกาหยิบยกพยานเพียงปากเดียวคือ นางสาวนภศรหรืออรัญญา มาหาญ &amp;nbsp;ขึ้นมาวินิจฉัยว่าพยานปากนี้ไม่น่าเชื่อถือแล้วสรุปว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งหมดไม่น่าเชื่อถือ &amp;nbsp;คดีมีเหตุอันควรสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งหกนั้น ต้องด้วยหลักการรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ คดีนี้โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งหกยื่นฎีกา และได้ยื่นคำแก้ฎีกาไว้หลายประเด็น แต่ศาลหาได้หยิบยกประเด็นฎีกาและคำแก้ฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งหกขึ้นวินิจฉัยแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลฎีกา &amp;nbsp;ซึ่งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 บัญญัติไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรา 28 ในระหว่างการพิจารณาคดีใดหากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไปให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; มาตรา 29 ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใดหากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาและเฉพาะในศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาคและศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วยทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรา 30 เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 หมายถึงกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไปหรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีคดีนี้ปรากฏว่ามีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาศาลฎีกาเพียง 2 คน จึงมีข้อควรพิจารณาว่า &amp;nbsp;กรณีมีผู้พิพากษาซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาที่เสียชีวิตที่มีบันทึกอ้างว่าพ้นจากตำแหน่งนั้น จำเป็นต้องมีข้อมูลว่าท่านพ้นจากตำแหน่งเมื่อใด &amp;nbsp;และเพราะเหตุใดจึงไม่ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือมีข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นใด &amp;nbsp;การที่มีผู้พิพากษาเพียง 2 คน ลงนาม จะถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกานั้นสมบูรณ์หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการจัดงาน &amp;ldquo;เสวนาวิชาการ หัวข้อการวิเคราะห์การรับฟังพยานหลักฐานของศาลในคดีอาญา ผ่านคดีฆาตกรรมอำพรางวัยรุ่นกาฬสินธุ์ช่วงรัฐบาลประกาศนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นโดย สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp; และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน &amp;nbsp;ได้มีกล่าวถึงปัญหาในประเด็นการรับฟังและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาล &amp;nbsp;รวมถึงประเด็นการคุ้มครองพยาน ผ่านกรณีคดีฆาตกรรมอำพรางนายเกียรติศักดิ์ &amp;nbsp;ในงานเสวนานี้นักวิชาการหลายท่านได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณาคดี ตลอดจนประเด็นเรื่องการคุ้มครองพยานไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น รายละเอียดปรากฏตามรายงานสรุปความเห็นจากงานเสวนา สิ่งที่ส่งมาด้วย 2.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าขอเรียนว่า &amp;nbsp;ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน พยานปากสำคัญในคดีก็ถูกข่มขู่คุกคามจนต้องหลบหนี คดีมีความยากลำบากในการรวบรวมพยานหลักฐาน ต้องใช้ระยะเวลายาวนานถึง 14 ปี ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องสูญเสียทั้งงบประมาณและทรัพยากรบุคคล ตลอดจนภาระของผู้เสียหายเอง ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม &amp;nbsp;คลายความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมและสาธารณชน และเป็นการดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ &amp;nbsp;เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญซึ่งมีการติดตามจากสื่อมวลชนและประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอให้ประธานศาลฎีกาและประธานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่วินิจฉัยคดีขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ด้วย &amp;nbsp;หากการพิจารณามีผลออกมาเป็นประการใด &amp;nbsp;กรุณาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบตามที่อยู่ข้างต้น &amp;nbsp;ขอขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47681</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, องค์คณะผู้พิพากษา, เกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d41aa7a0d195.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
