<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 10:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;องอาจ&#039;วอนคนคอนเลือกปชป. รักษา52ที่นั่งร่วมรัฐบาลต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 64 - นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปราศรัยช่วยนายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 จังหวัดนครศรีธรรมราช หมายเลข 3 ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่อยู่คู่กับพี่น้องภาคใต้มาเป็นเวลายาวนาน อาจจะมีบางยุคบางสมัยที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นจำนวนมากบ้างน้อยบ้างก็เป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ก็ถือว่าพี่น้องชาวภาคใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ให้การสนับสนุน อุ้มชูพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด จึงมีความผูกพันกับพี่น้องในภาคใต้มากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่ว่าพี่น้องจะเลือกพรรคการเมืองใดก็ตามก็เป็นสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้อยากจะให้พี่น้องได้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นการยืนยันให้ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ได้รับรู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในหัวใจของพี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชเหมือนเดิม และในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นการเลือกตั้งซ่อม ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่อย่างใด จะมีผลเฉพาะกับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ถ้าพี่น้องเลือกนายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ผู้สมัครเบอร์3 ของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเป็นส.ส.คนใหม่ เพื่อไปทำหน้าที่แทนนายเทพไท เสนพงศ์ พี่ชายซึ่งเป็นส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีบทบาท และสร้างสีสันทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดคนหนึ่ง จะได้แสดงให้เห็นว่าพี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนเดิม และพรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีส.ส.จำนวน 52 คนเท่าเดิม และเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดิม&amp;quot; นายองอาจ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93817</URL_LINK>
                <HASHTAG>นครศรีธรรมราช, ปชป., องอาจ, เมืองคอน, เลือกตั้งซ่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_6033270577163.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2019 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุติ&#039;ย้ำหมื่นครั้งปชป.เหม็นขี้หน้าพท.ไม่มีทางผสมพันธุ์แน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค. 62 - &amp;nbsp;นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงย้ำจุดยืนของพรรคว่า หลายคนอาจสงสัยและสับสนทำไมพรรคประชาธิปัตย์มาประกาศจุดยืนในตอนนี้ หากทุกคนถอดอารมณ์ออกจากเหตุการณ์แล้วมองด้วยสติ ข้อเท็จจริง จะเห็นว่าทุกพรรคการเมืองแข่งขันกันเพื่อเป็นที่หนึ่ง และเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเป็นการแข่งกันด้วยนโยบายที่ต้องนำเสนอให้กับประชาชน วันนี้ความมีอารมณ์ได้กลบนโยบายดีๆของพรรค นายอภิสิทธิ์ใช้เวลา 200 กว่าสัปดาห์ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อนำมาจัดทำเป็นนโยบายของพรรคตอบโจทย์ในปัญหาต่างๆ และเมื่อเราได้เป็นรัฐบาลจะสามารถลงมือทำได้ทันที นี่คือข้อแตกต่างของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คำถามว่าเราจะไปจับมือกับพรรคการเมืองใด ไม่สำคัญเท่าการมีกิน มีใช้ มีเงินเก็บพอ และชำระหนี้ได้ ลูกหลานเรียนจบมีงานทำแน่นอน ผมคิดว่าสังคมลืมเรื่องพวกนี้ไป ฉะนั้นจึงอยากบอกว่าเราจะมาโฟกัสตรงนี้มากกว่าการเมือง เราจะไม่แก้เกมการเมือง แต่เราจะแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน สิ่งที่อยากให้ประชาชนมั่นใจ ประชาธิปัตย์เป็นครั้งที่ 100, 200 แล้ว ว่าไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน และเพื่อไทยก็ชัดเจนว่าไม่จับมือกับเรา พูดง่ายๆ ต่างคนก็ต่างประกาศว่าเหม็นขี้หน้ากัน&amp;rdquo;นายจุติ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้เรามีของดี คือนโยบายในการแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;การเลือกตั้งครั้งนี้ขอให้ประชาชนเลือกว่าพรรคใดจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของท่านได้ดีที่สุด และอยากจะบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มีทีมเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ซึ่งพรรคอื่นไม่มี โดยเราจะทำสิ่งที่ถูกต้องจะไม่ทำให้ประเทศต้องเสียหาย ฐานะทางการคลัง การเศรษฐกิจของประเทศต้องไม่เสียหาย &amp;nbsp;ตนอยากเตือนสติพี่น้องประชาชนว่าอย่าเลือกด้วยความสะใจ &amp;nbsp;เหมือนอย่างกรณีที่ประเทศอังกฤษ ให้ประชาชนลงมติออกจากสหภาพยุโรป ซึ้งตอนนั้นประชาชนของเขาไปลงมติด้วยความเบื่อ จนทำให้ขณะนี้เศรษฐกิจของอังกฤษย่ำแย่ลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เมื่อถามว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคร่วมพลังประชาชาติไทย(รปช.) ปราศรัยว่า ปชป.ประกาศจุดยืนไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แสดงว่าจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายจุติ กล่าวว่า เราพูดเป็นครั้งที่พันแล้วว่าจะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยก็ยืนยันว่าไม่จับกับเรา ไม่เข้าใจหรืออย่างไร ต่อให้พูดเป็นหมื่นหน ประชาชนก็ฟังรู้เรื่องแล้วว่าสองพรรคนี้เหม็นขี้หน้าซึ่งกันและกัน เพราะมีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ความเห็นอะไรอีก แต่อยากจะให้ประชาชนไปดูนโยบายพรรคและตัดสินใจด้วยสติ ว่าจะมอบความไว้วางใจให้กับใครต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวด้วยว่า เท่าที่เราลงพื้นที่หาเสียงอย่างหนัก ไม่มีประชาชนคนไหนบอกให้ไปจับมือกับใคร มีแต่บอกว่าจะแก้ปัญหาต่างๆให้ประชาชนอย่างไร พวกเขาหิว ขอกินอิ่มก่อนแล้วค่อยทะเลาะกันได้หรือไม่ เราก็ต้องนำเสนอนโยบายว่าจะแก้ให้เขา และทำตามนั้น โดยทำให้ประชาชนอิ่มก่อนแล้วค่อยทะเลาะกัน ไปแก้รัฐธรรมนูญหรืออะไรภายหลัง ส่วนที่หลายพรรคพยายามชวนทะเลาะกับเราเรื่องจุดยืนนั้นเพราะพวกเขาไม่มีนโยบายที่จะมานำเสนอหรือไม่ ดังนั้นขอให้เอานโยบายมานำเสนอดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นี่คือวินัยการต่อสู้ของเรา เขาก็สู้แบบนั้น ถ้าเราสู้ผิดก็แพ้ แต่ถ้าเขาสู้ผิดเขาก็แพ้ แต่สิ่งที่เราแพ้คือจุดยืนที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่ &amp;nbsp;เราแพ้ตามอุดมการณ์ เพราะทำหน้าที่ครบถ้วนแล้ว ส่วนประชาชนจะยอมรับหรือไม่ เราก็ฟังเสียงประชาชน &amp;nbsp;ครั้งนี้จะเห็นขอแตกต่างว่าเราใช้นโยบายที่กระชับ โดน แก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง แม้จะไม่เกือบทุกเรื่อง ซึ่งพรรคอื่นไม่มี ซึ่งการแสดงครั้งนี้เพื่อต้องการให้ประชาชนที่รู้สึกงุนงง สับสนว่าเกิดอะไรขึ้นได้รับความชัดเจน ไม่ใช่เป็นการออกมาช่วยนายอภิสิทธิ์ &amp;rdquo;นายจุติ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การประกาศจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ ในการสืบทอดอำนาจเป็นการแสดงจุดยืนรอบด้านที่ตรงไปตรงมา และไม่มีอะไรแอบแฝง แต่อยู่บนพื้นฐาน และเหตุผลหลายด้านคือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงศักยภาพให้เห็นชัดเจนในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน 2.พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจแฝงโดยมิชอบเกินขอบเขต เพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ที่เห็นได้ชัดคือการปกปิดข้อมูลหลายด้าน จนเกิดข้อครหาในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นมีหลายโครงการที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ช้กกลไกอำนาจรัฐแทรกแซงองค์กรอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;3.พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าไม่อยากให้ใช้วาทกรรมสืบทอดอำนาจ เพราะสิ่งที่พรรคการเมืองทำกันขณะนี้ทุกคนก็อยากเป็นนายกฯ ก็คือการสืบทอดอำนาจทางการเมืองเหมือนกันนั้น ผมคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์กำลังใช้ตรรกะที่บิดเบี้ยวโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ที่เสนอตัวเป็นแคนดิเดตของพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนเป็นการเสนอตัวเป็นนายกฯตามระบอบประชาธิปไตยปกติ ต่างจากพล.อ.ประยุทธ์ที่เข้ามาโดยการยึดอำนาจ และอ้างว่าจะเข้ามาปฏิรูปและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น แต่กลับทำตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นพฤติกรรมที่เอาเปรียบนักการเมือง โดยใช้มาตรา 44 แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองที่ออกมาแล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการของการสืบทอดอำนาจชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ใช่วาทกรรมการเมือง&amp;rdquo; นายองอาจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคปชป. กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์มีทั้งพฤติกรรม และกิจกรรมที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่สนับสนุนพฤติกรรม และกิจกรรมของพล.อ.ประยุทธ์ได้ทำเพื่อการสืบทอดอำนาจต่อไป เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาถือว่าได้พิสูจน์ตัวเองเพียงพอแล้ว ควรเปิดโอกาสให้นักการเมืองอาชีพตามปกติในระบอบประชาธิปไตยเสนอตัวทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน เพื่อที่จะนำพาประเทศนี้ให้เดินหน้าต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31230</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ, ปชป., พท., องอาจ, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190313/image_big_5c88a7dbce7ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่อยากถูกโยงการเมืองต้องปรับพฤติกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.2561 - นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ออกมาตัดพ้อว่าถูกโยงทุกเรื่องเป็นการเมือง ว่าการจะถูกโยงเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการกระทำของนายกฯ และคนในรัฐบาลเองมากกว่า อยากให้นายกฯ ยอมรับความจริงว่า นับตั้งแต่นายกฯ ประกาศตัวเป็นนักการเมืองที่มาจากทหารเมื่อต้นปีที่ผ่านมา การแสดงออกของนายกฯ และคนในรัฐบาลก็มีนัยยะทางการเมืองมาโดยตลอด มีทั้งการนัดพบกลุ่มอดีต ส.ส.ที่ทำเนียบรัฐบาล และตามสถานที่ต่างๆ หลังจากนั้นก็มีการปูนบำเหน็จแต่งตั้งให้มีตำแหน่งชัดเจนในรัฐบาล และหน่วยงานที่รัฐบาลและ คสช. สั่งได้ นอกจากนั้นก็มีกระแสข่าวว่าคนในรัฐบาลกำลังรวบรวมอดีต ส.ส. เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อหนุนนายกฯ ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหลังการเลือกตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายองอาจกล่าวว่า การกระทำที่เกิดขึ้นหลากหลายเหตุการณ์จึงยากที่จะปฏิเสธว่าไม่โยงการเมือง ถ้านายกฯ ไม่อยากให้คนมองว่า การกระทำของท่านนายกฯ และคนในรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ท่านนายกฯ ก็ต้องบอกตัวเอง และคนในรัฐบาลให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ อย่าทำอะไรให้ถูกมองได้ว่า เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ท่านนายกฯ และคนในรัฐบาลต้องลงมือปฏิบัติทำให้เห็นชัดๆ ว่า ทำเรื่องการบ้านมากกว่าเรื่องการเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายองอาจกล่าวต่อไปว่า เรื่องการบ้านที่ประชาชนอยากเห็นนายกฯ ทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในการแก้ปัญหายังมีอีกหลายเรื่องดังนี้ 1.ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง 2.ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ และ 3.ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งถ้านายกฯ ตั้งใจมุ่งเคลื่อนไหวในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านอย่างจริงจัง ผู้คนก็จะมองเห็นว่าอยากทำเรื่องการบ้านมากกว่าเรื่องการเมืองได้เอง แต่ถ้าท่าน และคนในรัฐบาลไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยังทำการเคลื่อนไหวที่มีนัยยะทางการเมือง ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ว่าจะถูกโยงเป็นการเมือง ซึ่งก็ไม่ต้องไปตัดพ้อต่อว่าใคร เพราะท่านทำตัวเองทั้งนั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9081</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, หัวหน้า คสช., องอาจ, องอาจ คล้ามไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a641a2cd14a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2018 12:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2018 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาร์ค&#039;นำทีมถก กกต.แน่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.2561 - นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญพรรคการเมืองเก่าไปพูดคุยในประเด็นพรรคการเมืองเก่าจะทำอะไรได้บ้าง กรณีเปิดให้ยืนยันสมาชิพรรคในวันที่ 1 เม.ย.นี้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.จะนำทีมแกนนำพรรคไปประชุมพรรคการเมืองเก่าตามที่ กกต.เชิญ โดยหวังว่าจะเป็นเวทีที่จะได้ข้อสรุปว่าพรรคการเมืองสามารถดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองและคำสั่ง คสช.อย่างไร เพราะอาจมีการตีความที่ไม่ตรงกัน ขณะเดียวกันขอเรียกร้องให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคต่อหัวหน้าพรรคการเมือง และชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1- 30 เม.ย.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาคือ กกต.กำหนดให้นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งอยากให้ กกต.ทบทวนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพราะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวน 2.5 ล้านคน ได้สมัครโดยใช้สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนอยู่แล้ว การให้เอาเอกสารทั้งสองอย่างมาแสดงอีกจะก่อให้เกิดความซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองเอกสารและเป็นภาระกับประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายองอาจยังกล่าวถึงกรณีสมาชิกใหม่ว่า ขณะนี้คนไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจาก คสช.ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง จึงอยากให้ คสช.พิจารณาปลดล็อกพรรคการเมืองเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ แต่ถ้า คสช.ยังกังวลเรื่องความมั่นคงก็อาจพิจารณาคลายล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้บางอย่างเช่นการรับสมาชิกใหม่และการให้รับเงินบริจาคได้ รวมทั้งจัดประชุมได้ ซึ่งจะเป็นการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง สร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง โดยในขณะนี้มีบุคคลรุ่นใหม่ที่พร้อมจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคแต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เพราะยังไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมือง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5729</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., คณะกรรมการการเลือกตั้ง, คสช., ประชาธิปัตย์, ปลดล็อก, มาร์ค, สมาชิกพรรค, องอาจ, องอาจ คล้ามไพบูลย์, อภิสิทธิ์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a377a0a9b08a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2018 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกจานบินควงทนายเสื้อแดงขึ้นศาลสู้คดีปลุกปั่น-นัดสืบพยานต้นปีหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค. 61 - &amp;nbsp; นายองอาจ ธรรมนิทา อายุ 36 ปี โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย พร้อมด้วยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เดินทางขึ้นศาลเพื่อให้สอบคำให้การที่นายองอาจ ตกเป็นจำเลย ในคดีหมายเลขดำ อ.3951/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในความผิดทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีใดอื่นมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อแสดงความเห็น ติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดก่อความไม่สงบหรือล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2559 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้จัดประชุมเจ้าหน้ารัฐเพื่อตรวจค้นจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายตามหมายจับศาลอาญา โดยจำเลยเป็นโฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายได้แถลงข่าวระบุถึงสถานการณ์ส่อจะเกิดความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐกับสถาบันพระพุทธศาสนามาจากการดำเนินการของพนักงานสอบสวนคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เกี่ยวโยงกัน ไม่มีความเป็นธรรมหลายประการ และมีเจตนากลั่นแกล้ง ทำให้ประชาชนที่เห็นข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าพนักงานของรัฐกระทำการรุนแรงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แกล้งดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย อันเป็นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนที่จะเกิดความไม่สงบ หรือล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน เหตุเกิด ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้อัยการโจทก์, นายองอาจ จำเลยซึ่งได้รับการประกันตัว พร้อมทนายความเดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลสอบคำให้การจำเลยแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อัยการโจทก์เสนอพยานบุคคลเข้าสืบพยานจำนวน 20 ปาก ใช้เวลาสืบ 6 นัด ขณะที่ฝ่ายจำเลยเสนอพยานบุคคลเข้าสืบพยานจำนวน 7 ปาก ใช้เวลาสืบ 3 นัด ศาลพิจารณาแล้วอนุญาต โดยให้สืบพยานโจทก์เป็นเวลา 5 นัด สืบพยานจำเลย 2 นัด และสืบพยานโจทก์-จำเลยในวันเดียวกัน 1 นัด ส่วนที่จำเลยยื่นขอพิจารณาลับหลังจำเลยได้นั้น โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลเห็นสมควรอนุญาตให้พิจารณาลับหลังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ต่อมาคู่ความได้นัดตกลงนัดสืบพยานโจทก์เป็นวันที่ 22-25 และ 29 ม.ค. 2562 สืบพยานโจทก์-จำเลยในวันเดียวกัน 30 ม.ค. 2562 และสืบพยานจำเลยวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. 2562.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5497</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายเสื้อแดง, นัดสืบพยาน, ปลุกปั่นปี59, วิญญัติ ชาติมนตรี, ศาลอาญา, องอาจ, โฆษกธรรมกาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab1edc16f583.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2018 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2018 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;องอาจ&#039;จี้รัฐบาลใช้กรณีจับโกงเงินคนจนเป็นโมเดลรับเรื่องร้องเรียนทุจริตในหน่วยงานราชการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค. - นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่นางสาว ปณิดา ยศปัญญา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนางสาวณัฐกานต์ หมื่นพล อดีตลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดขอนแก่น ออกมาเปิดโปงการทุจริตปลอมแปลงเอกสารรับเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย และผู้ป่วยเอดส์ของศูนย์ฯ จนมีการตรวจสอบพบการทุจริตอีกหลายสิบจังหวัดว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่พนักงาน ข้าราชการในหน่วยงานเป็นผู้ทุจริต หรือมีส่วนร่วมกับการทุจริตคงมีอีกมากมายหลายหน่วยงาน คงไม่ใช่มีเฉพาะที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง สังกัดกระทรวงพัฒนสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เท่านั้น เชื่อว่าการทุจริตคงเกิดขึ้นอีกมากมายในหลายหน่วยงาน แต่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาสู่สาธารณชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจระบุว่าการทุจริตที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เป็นที่รับรู้ของสาธารณะ เพราะมีคนภายในองค์กร คือนักศึกษาฝึกงาน และอดีตลูกจ้าง นำข้อมูลการทุจริตมาเปิดเผย แต่กว่าจะนำข้อมูลทุจริตออกมาเปิดเผยได้ ก็ถูกหน่วงเหนี่ยวขัดขวางกลั่นแกล้งจนแทบหมดกำลังใจ แม้แต่นักศึกษาฝึกงานนำข้อมูลทุจริตไปบอกอาจารย์ แทนที่อาจารย์จะสนับสนุนให้ต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง อาจารย์กลับมีพฤติกรรมขัดขวางนักศึกษาที่มีจิตใจกล้าหาญ ไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้อง จนนักศึกษาฝึกงาน และอดีตลูกจ้างต้องไปหาช่องทางเปิดโปงการโกงเงินคนจนครั้งนี้ด้วยความยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้การป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในหน่วยงานราชการต่างๆ เกิดประสิทธิภาพ ขอฝากให้รัฐบาลนำกรณีโกงเงินคนจนมาเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างกลไกและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตในหน่วยงานราชการต่างๆ พร้อมทั้งมีมาตรการคุ้มครองลูกจ้าง พนักงาน และข้าราชการดีๆ ที่ปฏิเสธการทุจริตให้มีช่องทางอย่างเป็นทางการ ที่จะแจ้งเบาะแสการทุจริต เพื่อจัดการกับข้าราชการที่เลวร้ายในหน่วยราชการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกจ้าง พนักงาน ข้าราชการดีๆ รวมถึงนักศึกษาฝึกงานที่ถึงแม้จะเข้าไปฝึกงานในหน่วยงานราชการต่างๆ เพียงช่วงสั้นๆ ต้องแสวงหาช่องทางในการแจ้งเบาะแสตามลำพัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่าการสร้างกลไกและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนทุจริตในหน่วยงานราชการพร้อมทั้งมาตรการคุ้มครองที่เข้มแข็ง จะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกจ้าง พนักงาน ข้าราชการ ไม่ต้องเกรงกลัวที่จะหลีกเลี่ยงปฏิเสธที่จะต้องทำการทุจริตตามคำสั่งของข้าราชการระดับสูงอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยทำให้มีคนกล้าออกมาแจ้งเบาะแสการทุจริตมากขึ้นอย่างแน่นอน อันทำให้การป้องกันปราบปรามการทุจริตในแวดวงราชการเกิดประสิทธิภาพตามมาในที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4716</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้องแบม, ปณิดา ยศปัญญา, องอาจ, องอาจ  คล้ามไพบูลย์, โกงเงินคนจน, โกงเงินผู้ติดเชื่อเอดส์, โกงเงินสงเคราะห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180311/image_big_5aa49e894205f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2018 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2018 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี้’ประยุทธ์’พิสูจน์ความจริงใจมีเลือกตั้ง 62 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) &amp;nbsp;ออกมาระบุว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในกรอบเวลาไม่เกินเดือน ก.พ.2562 ว่าคำกล่าวของนายกฯ อาจสร้างความเชื่อมั่นได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้เต็มร้อย เพราะได้พูดถึงกำหนดการเลือกตั้งต่อนานาชาติมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถทำตามที่พูดได้ ดังนั้น การออกมาพูดถึงครั้งล่าสุด จึงเป็นคำยืนยันที่ไม่ก่อให้เกิดความมั่นใจแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายองอาจกล่าวต่อว่า หากนายกฯ อยากให้ประชาชนมั่นใจในคำพูด นายกฯ ต้องมีการกระทำที่ทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความมั่นใจ โดยการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ คือ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. ภายในกำหนดเวลาที่เหมาะสม โดยไม่มีการคว่ำกฎหมายเกิดขึ้นในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมถึงการเปิดโอกาสให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายได้ หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ไม่ควรดำเนินการใดๆ ให้ไม่สามารถปฏิบัติได้เหมือนอย่างกรณีกฎหมายพรรคการเมืองที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ต.ค.2560 แต่ คสช. ก็ไม่ยอมปลดล็อก ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ และการไม่ใช้อำนาจของ คสช. ออกคำสั่งใดๆ ไปแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง อันจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4244</URL_LINK>
                <HASHTAG>40 อดีตส.ส., กฎหมายเลือกตั้งส.ส., ประชาธิปัตย์, ปลดล็อก, พล.อ.ประยุทธ์, ส.ว., สนช., องอาจ, องอาจ  คล้ามไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a641a2cd14a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
