<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.จุกเอ็มพีไอมิ.ย.ดิ่ง -5.54% ต่ำสุดในรอบ 29 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 2562 นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนมิ.ย. 2562 ติดลบ 5.54% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการขยายตัวติดลบต่ำสุดในรอบ 29 เดือน สาเหตุหลักมาจากผลกระทบเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอต่อเนื่อง จนการส่งออกของไทยเดือนมิถุนายนไม่รวมทองติดลบมากที่สุดในรอบ 35 เดือน การผลิตรถยนต์ที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของไทยลดลง&amp;nbsp;และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายนที่ลดลง&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตาม สศอ.ยังคงเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ภาคอุตสาหกรรม ไว้ที่ 1.5-2.5% และคาดการณ์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) ไว้ที่ 1.5-2.5% โดยจะทบทวนอีกครั้งในการแถลงเอ็มพีไอเดือนสิงหาคมนี้ เพราะต้องรอตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ก่อน


นายอดิทัตกล่าวว่า เมื่อพิจารณาการผลิตรายอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ผลิตลดลง ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันปิโตรเลียม ฮาร์ด ดิส ไดรฟ์ และเครื่องประดับแท้ เพราะความต้องการบริโภคภายในประเทศและคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศชะลอตัวลง ยกเว้นน้ำมันปิโตรเลียมที่มีการซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามวาระการตรวจซ่อมบำรุงครั้งใหญ่&amp;nbsp;ในขณะที่อุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลบวก ได้แก่ น้ำมันปาล์ม เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และน้ำดื่ม และเบียร์



สำหรับเอ็มพีไอเดือนก.ค. มีโอกาสติดลบเช่นกันแต่อาจไม่รุนแรงเท่าเดือนมิถุนายน เพราะฐานดัชนีในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาไม่สูงมาก ประกอบกับได้สอบถามสถานการณ์การผลิตจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมพบว่ามีความเชื่อมั่นมากขึ้น คาดว่าปัจจัยสำคัญมาจากการได้รัฐบาลใหม่ที่เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้หาเสียงไว้จากพรรคร่วมรัฐบาล


อย่างไรก็ตามมีปัจจัยลบที่ต้องจับอย่างใกล้ชิด นั่นคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกทั้งกรณีของสหรัฐอเมริกากับจีน และประเทศอื่นๆที่มีมาตรการต่อกัน โดยประเมินว่าจะมีการย้ายฐานลงทุนมาไทย โดยเฉพาะจีน ล่าสุดมีกระแสข่าวนักลงทุนจีนเข้าซื้อกิจการโรงงานแปรรูปยางพาราก็คาดว่าจะส่งผลบวกต่อยางพาราไทย&amp;nbsp;มูลค่าการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบหลักหักทองเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาที่ติดลบเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันอาจส่งผลต่อการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆตามมา นอกจากนี้ยังต้องจับตาผลกระทบจากภัยแล้งที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร ต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมที่ต้องใช้วัตถุดิบทางการเกษตร
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42370</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเอ็มพีไอ, อดิทัต วะสีนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181128/image_big_5bfe03c2bf9e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ชี้ MPI ยังโตจากศก.ฟื้นจับตา2เดือนสุดท้ายมีแผ่ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.เผยดัชนีเอ็มพีไอยังโต งวดต.ค. ขยายตัว 4.08% ส่งผล 10 เดือนของปี 61 ขยายตัว 3.04% ชี้ตลาดฟื้นส่งรถยนต์ บุหรี่ น้ำมันขายดี จับตาช่วงที่เหลืออาจขยายตัวช้าไม่ถึงเป้า แต่หวังปีหน้าเติบโตสูงจากความชัดเจนของการเลือกตั้ง-อีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจำเดือนต.ค. 2561 อยู่ที่ระดับ 112.79 &amp;nbsp;ขยายตัวที่ 4.08% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ที่ระดับ 111.70 และอัตราการใช้กำลังการผลิต เดือนต.ค. อยู่ที่ 67.75% โดยอุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลบวกในเดือนตุลาคม 2561 ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ บุหรี่ น้ำตาลทราย น้ำมันปิโตรเลียม และเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ส่งผลให้ 10 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ต.ค.) เอ็มพีไอขยายตัว 3.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดการณ์เอ็มพีไอทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คาดการณ์จีดีพีอุตสาหกรรมทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 2.5% จากเดิมคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 3-4% เนื่องจากยังต้องจับตาช่วง 2 เดือนสุดท้ายที่การผลิตอาจจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะปีก่อนกำลังการผลิตสูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้มาก สำหรับประมาณการเอ็มพีไอและจีดีพีปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวเท่ากันที่ 2-3% คิดเป็นค่าเฉลี่ย 2.5% โดยปัจจัยสนับสนุนในปี 2562 คือ ความชัดเจนของการเลือกตั้ง ภายหลังจากที่รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว คาดว่าความเชื่อมั่นการลงทุนจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ประกอบกับการลงทุนของภาครัฐที่จะเห็นชัดเจนขึ้นจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการหลักในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะได้ผู้รับเหมาครบทุกโครงการในเดือน ก.พ.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรายังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงในปีหน้าคือ ความไม่แน่นอนในมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีการดำเนินการกีดกันการค้ากับจีนเพิ่มเติม การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและความเสี่ยงต่อปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล โดยปีหน้าคาดการณ์ว่าจีดีพีของจีนอาจชะลอตัวลงจากปีนี้ โดยปีนี้คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 6.6% ส่วนปีหน้าคาดว่าจะลดลงเหลือ 6.3%&amp;quot;นายอดิทัต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การเติบโตของอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีเอ็มพีไอประจำเดือนต.ค. ได้แก่&amp;nbsp;
รถยนต์และเครี่องยนต์ ขยายตัว 16.73% เกือบทุกรายการสินค้า โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล รถบรรทุกปิคอัพ และรถยนต์นั่งขนาดกลาง ตามการขยายตัวของตลาดในประเทศ เป็นหลักจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ , บุหรี่ &amp;nbsp;ขยายตัว 434.61% จากฐานต่ำในปีก่อน , น้ำตาลทราย &amp;nbsp;ขยายตัว 145.09% จากผลผลิตอ้อยที่มีมากกว่าปกติทำให้โรงงานปิดหีบช้ากว่าปีก่อน จึงยังมีการแปรสภาพน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลทรายขาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำมันปิโตรเลียม &amp;nbsp;ขยายตัว 9.84% จากน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินออกเทน 91 เป็นหลักตามความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการคมนาคมและการขนส่งในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง และเครื่องปรับอากาศ และชิ้นส่วน &amp;nbsp;ขยายตัว 18.54% ตามการขยายตัวของตลาดในประเทศ จากการทำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจและเพิ่มยอดขายของผู้ผลิต และการส่งออกยังคงเป็นคำสั่งซื้อจากตลาดญี่ปุ่น เป็นหลัก รวมถึงคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากลูกค้าแอฟริกา และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมสำคัญในปี 2562 คาดว่าจะมรการผลิตเพิ่มขึ้นในหลาย ๆ อุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;คาดว่าจะมีการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% เนื่องจากความต้องการส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมรถยนต์ คาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์ประมาณ 2,200,000 คัน เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศจะขยายตัว จากการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนที่จะขยายตัวดีขึ้น เพราะเกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากเสถียรภาพทางการเมือง ประกอบกับการลงทุนของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และการส่งออก แต่ก็ยังต้องติดตามผลของสงครามการค้า สหรัฐ-จีน ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมอาหาร &amp;nbsp;คาดว่าขยายตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% จากปัจจัยบวก อย่างเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวระดับใกล้เคียงปีก่อน ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าด้วยทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐอเมริกา ปี 2562 &amp;nbsp;ประกอบกับแนวโน้มราคาส่งออกสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว น้ำตาลทราย แป้งมันสำปะหลัง และสับปะรดกระป๋อง รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของสินค้าสำคัญ เช่น ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป และทูน่ากระป๋อง นอกจากนี้ คาดว่าสินค้าสำคัญอีกรายการที่จะกลับมาขยายตัว คือ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22967</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม, ตุลาคม, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.), อดิทัต วะสีนนท์, เอ็มพีไอ)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181128/image_mid_5bfe03c2bf9e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
