<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2019 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2019 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้ทีขย่มรัฐบาล “พิชัย” ห่วงสหรัฐตัดสิทธิจีเอสพีฉุดส่งออกหนัก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ต.ค. 2562 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว. พลังงาน กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงอย่างมากในกรณีที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรสินค้า (GSP) จากไทย มีผลกระทบกับสินค้ากว่า 573 รายการ มูลค่ากว่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ มีผล 6 เดือนหลังประกาศเมื่อ 25 ต.ค. โดยอ้างเหตุเรื่องสิทธิแรงงาน ทั้งนี้เพราะจากประสบการณ์ที่เคยค้าขายกับสหรัฐ ทราบดีว่า สิทธิจีเอสพี ทำให้ราคาสินค้าของไทยสามารถแข่งขันราคากับสินค้าจากประเทศคู่แข่งได้ หากสินค้าไทยถูกตัดสิทธิจีเอสพี สินค้าจากไทยก็จะต้องเสียภาษีเต็มตามอัตราที่กำหนดซึ่งจะทำให้แข่งขันกับราคาสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่ได้รับสิทธิจีเอสพีได้ยาก อีกทั้งยังต้องเจอกับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากและยังจะแข็งค่าขึ้นอีกด้วย มิเช่นนั้นผู้ผลิตและผู้ส่งออกก็จะต้องเฉือนเนื้อตัดจากกำไรเพื่อนำไปจ่ายภาษีศุลกากร และหากเป็นสินค้าที่มาร์จิ้นต่ำ เช่น สินค้าเกษตร อาหารทะเล ก็จะไม่สามารถเฉือนกำไรเพื่อจ่ายภาษีให้เพียงพอได้ โดยเรื่องดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยที่ทรุดต่ำอยู่แล้วให้ทรุดต่ำลงไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัยกล่าวว่า การถูกตัดสิทธิจีเอสพี จะทำให้การลงทุนในสินค้าหมวดหมู่ดังกล่าวลดลง หรือ จะมีการย้ายฐานการผลิตออกจากไทย เพื่อไปลงทุนในประเทศที่ยังคงได้รับสิทธิจีเอสพีอยู่ &amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้การลงทุนของไทยที่ลดต่ำอยู่แล้วลดต่ำลงไปอีก แถมอาจจะมีการโยกย้ายฐานการผลิตและการส่งออกซ้ำเติมด้วย ผลของการที่ไทยถูกสหรัฐตัดสิทธิจีเอสพี ก็เหมือนกับผลของการที่ไทยไม่สามารถเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (อียู) ในช่วงที่มีรัฐบาลจากการปฏิวัติได้ ซึ่งการเจรจาการค้ากับอียูก็ยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหา และ เร่งเจรจากับสหรัฐเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งในอดีตประเทศไทยก็เคยโดนสหรัฐตัดสิทธิจีเอสพี ในบางรายการมาก่อน แต่สุดท้ายก็สามารถเจรจาแก้ไขได้ ถ้ารัฐบาลมีความสามารถและมีทักษะในการเจรจาเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลควรจะต้องใส่ใจเรื่องการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าหลักอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาการส่งออกทรุดและการลงทุนที่หายไป มากกว่าจะนำเรื่องที่น่าอับอายแต่กลับนำมาหาเสียง อย่างเช่น เรื่องอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจของไทยที่พึ่งฟื้นกลับมาได้อันดับที่ 21 หลังจาก 6 ปีของการปฏิวัติ โดยก่อนการปฏิวัติ ไทยเคยอยู่อันดับที่ 18 และ ตั้งแต่มีการจัดอันดับมาประเทศไทยไม่เคยได้อันดับต่ำกว่าอันดับที่ 19 เลย จนมาเกิดการปฏิวัติทำให้อันดับความสะดวกทำธุรกิจของไทยทรุดลงไปต่ำสุดที่อันดับ 49 ในปี 2558 และ อันดับ 46 ในปี 2559 และพึ่งจะฟื้นขึ้นมาได้ แต่ก็ยังกลับไม่ถึงที่เก่าที่อันดับ 18 ก่อนการปฏิวัติ ควรจะเป็นความน่าละอายที่ 6 ปี ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำให้อันดับความสะดวกในการทำธุรกิจของไทยทรุดต่ำและยังไม่กลับมาที่เดิมมากกว่า อีกทั้งอันดับที่ดีขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการลงทุนที่มากขึ้น เพราะประเทศเวียดนามที่อยู่อันดับที่ 70 แต่การลงทุนจากต่างประเทศของเวียดนามมีมากกว่าไทยหลายเท่า โดยประเทศเวียดนามได้เซ็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศคู่ค้าหลักตัดหน้าไทยที่ไทยยังไม่สามารถเซ็นได้และก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสามารถเซ็นได้เมื่อไหร่ จึงทำให้การส่งออกของเวียดนามได้แซงหน้าการส่งออกของไทยครั้งแรกในปีนี้และน่าจะแซงแล้วแซงเลย เพราะการลงทุนในเวียดนามมีมากกว่าการลงทุนในไทยมาตลอดหลายปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกประเด็นหนึ่ง ถ้าหากใครได้ฟังสุนทรพจน์ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่พูดที่ฮ่องกง นอกจากจะให้กำลังใจแก่ นางแคร๋รี่ แลม ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงแล้ว นายสมคิดในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ของไทยยังได้แสดงจุดยืนเข้าข้างประเทศจีนอย่างเต็มที่ ซึ่งในภาวะสงครามการค้าและความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีน การถือข้างใดข้างหนึ่งจนออกนอกหน้ามากเกินไป ก็อาจจะทำให้อีกประเทศหนึ่งไม่พอใจ ถึงกับตัดสิทธิจีเอสพีก็เป็นได้ จึงอยากให้ประเทศไทยวางตัวให้เหมาะสม ถ่วงดุลอำนาจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจให้ดี เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะความผันผวนของโลก ประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีความรู้ความสามารถและความรอบรู้เพียงพอที่จะเข้าใจพลวัตรของโลก หากผู้นำไม่สามารถก้าวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทัน ประเทศไทยจะเสียหายและเสียโอกาสอย่างมาก เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48924</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรสินค้า (GSP), พิชัย นริพทะพันธุ์, อดีต รมว. พลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b325501ca427.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2018 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2018 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมุนนักโทษหนีคุกคดีโกงซัดยุครัฐบาลคสช.คอร์รัปชั่นเกลื่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค. -นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน รัฐบาลพรรคเพื่อไทย กล่าวในการบรรยายให้นักศึกษาปริญญาเอกของ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในหัวข้อ &amp;ldquo;ปัญหาการคลังและงบประมาณไทย&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่าประเทศไทย แม้จะมีความมั่นคงทางการคลังสูง แต่ก็มีปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะการที่ไทยได้ดุลการค้ามาหลายปีติดกันจนมีเงินทุนสำรองในปริมาณสูงถึง 2.13 แสนล้านเหรียญ &amp;nbsp;แต่ไม่ได้มีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากเท่าที่ควรมาหลายปี เป็นการเสียโอกาสการพัฒนาของประเทศ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ถูกกีดกันไม่ให้ทำ ในขณะที่รัฐบาลจากการรัฐประหารควรเร่งดำเนินการแต่กลับทำไม่เป็น กว่าจะทำก็เกือบสิ้นสุดเวลาแล้ว ซึ่งทำให้ข้าราชการประจำไม่แน่ใจ กลัวโดนหาว่าร่วมกันทุจริต และอยากรอรัฐบาลจากการเลือกตั้งมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถมรัฐบาลจากรัฐประหารระยะหลังนี้ กลับมีข่าวการทุจริตคอรัปชั่นกันอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องปล่อยให้คนจนโดนโกง ที่จับได้ว่ามีการโกงคนจนกันถึง 24 จังหวัดแล้ว แถมยังมีการโกงในกระทรวงศึกษาธิการ และการโกงในร้านธงฟ้ากว่า 20 ร้าน ซึ่งทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าการลงทุนขนาดใหญ่น่าจะมีการโกงกันสูงขึ้นไปอีกและก็ตรวจสอบไม่ได้ ทำให้ความนิยมยิ่งตกต่ำอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้การจัดสรรงบประมาณต้องเป็นไปแนวทางอนาคตของประเทศ แต่กลับไปเพิ่มงบกลาโหมและจัดซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ทำให้โอกาสการพัฒนาของประเทศลดลง ดังนั้นจึงควรพิจารณาจัดสรรงบให้ถูกแนวทางอนาคต เช่น ถ้าจะพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนก็ต้องทุ่มงบประมาณให้ถูกแนวทาง &amp;nbsp;โดยขอเสนอให้อาเซียนมีกองกำลังร่วมคล้ายนาโต้ เพื่อร่วมมือในความมั่นคงของภูมิภาคและลดค่าใช่จ่ายของทุกประเทศในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่านอกจากนโยบายการคลังและงบประมาณแล้ว นโยบายการเงินของแบงค์ชาติทั้งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย จะมายึดติดในแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว จึงอยากให้พิจารณากัน และอยากเห็นแนวทางในการแก้ไขการผูกขาดของธุรกิจที่มีไม่กี่บริษัทที่ได้ประโยชน์ในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เท่ากับเป็นการปิดกั้นโอกาสของประชาชนส่วนใหญ่ ทำให้คนส่วนใหญ่ยังลำบากกันอย่างมาก.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4724</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอร์รัปชัน, งบกลาโหม, พิชัย นริพทะพันธุ์, รัฐบาลรัฐประหาร, อดีต รมว. พลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180311/image_big_5aa4e515531f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
