<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 20:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 20:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตส.ว.ประสาร  สวนกลับ! เลเซอร์จะไล่ล่าคนทำ เพราะคลิปยืนยันความจริงได้เจ๋งกว่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.63 - นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊กมีข้อความว่า เลเซอร์บูมเมอแรง ย้อนกลับมาไล่ล่าคนทำ เพราะคลิปที่ปรากฏยืนยันความจริงได้เจ๋งกว่าโดยไม่ต้องตามหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ยอมรับว่า การเดินสายยิงเลเซอร์ข้อความความจริงต้องปรากฎบนอาคารสถานที่ราชการ เป็นกิจกรรมของคณะก้าวหน้าเพื่อรำลึกถึงความรุนแรงทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม 2535 และ 2553&amp;nbsp;พร้อมทั้งแสดงความพร้อมที่จะรับทราบและสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม หากหน่วยงานภาครัฐเห็นควรตั้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65856</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประสาร มฤคพิทักษ์, อดีต ส.ว., เลเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebbec0bb3f07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 13:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รสนา&#039; ป้อง &#039;พระไพศาล&#039; เป็นนักสันติวิธีจุดยืนชัดเจนแล้วจะเทศน์แบ่งแยกทางชนชั้นได้หรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.63 - น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีพระไพศาลสอนธรรมะให้แง่คิดจากวิกฤติโควิด-19 ในหัวข้อ &amp;quot;โควิด คือ ของขวัญ&amp;quot; แต่กลับถูกนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างพระมหาไพรวัลย์ พระเซเลบโลกโซเชียล และ&amp;nbsp;ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำผกา&amp;nbsp;พิธีกรปากกล้าช่องวอยซ์ทีวี โจมตีว่าสอนธรรมะเอื้อประโยชน์ชนชั้นกลาง ไม่เห็นหัวอกคนไม่มีจะกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย น.ส.รสนา กล่าวว่า การทำกิจและการทำจิตของพระไพศาล วิสาโล ดิฉันรู้จักกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ เป็นเวลากว่า40ปี มาแล้ว ท่านเป็นนักเรียนทุน สอบเข้าได้เป็นที่หนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือท่านเป็นคนลึกซึ้งมาก สนใจปัญหาสังคม การเมือง และการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยสันติวิธีมาตั้งแต่สมัยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ท่านยังเป็นน.ศ.ปี 2 ทำกิจกรรมชมรมพุทธศาสตร์และประเพณี และได้เข้าร่วมการประท้วงรัฐบาลตามวิถีสันติแบบมหาตมะคานธีด้วยการอดอาหาร ท่านจึงถูกทุบตีและถูกจับกุมคุมขังเหมือนเพื่อนน.ศ.อื่นๆที่ปักหลักอยู่ในรั้วธรรมศาสตร์ แต่เนื่องจากมิใช่แกนนำสำคัญท่านจึงได้รับการปล่อยตัวออกมา และร่วมกับผู้นำศาสนาต่างๆก่อตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมทำงานประสานรอยร้าวทางสังคมด้วยสันติธรรมและสันติวิธี งานหลักของท่านตอนนั้นก็คือ การประสานความร่วมมือกับองค์การนิรโทษกรรมสากลในอังกฤษโดยไดัรับความช่วยเหลืออย่างดีกับเพื่อนชาวอังกฤษที่ทำงานอยู่ในองค์การยูเนสโก กล่าวได้ว่าพระอาจารย์ไพศาลเริ่มบทบาทเป็นนักเคลื่อนไหวสันติวิธีระดับระหว่างประเทศตั้งแต่ยังเป็นน.ศ.ปี3และทำงานด้านนี้ต่อมาอย่างแข็งขันหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ในท่ามกลางการปิดกั้นสิทธิ เสรีภาพแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในยุคมืดสนิทเวลานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านเป็นผู้เคลื่อนไหวหลักในการยื่นจดหมายเรียกร้องขอให้รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เมื่อปี2521 ปล่อยนักโทษการเมือง ซึ่งนักโทษการเมืองยุค 6ตุลา 2519 ได้แก่ สุธรรม แสงประทุม ธงชัย วินิจจกุล วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ อภินันท์ บัวหภักดี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การทำงานด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน และสันติวิธี บ้างครั้งก็ทำให้นักกิจกรรมทางสังคมอย่างท่านเกิดความทุกข์ใจ ท้อใจ หรือถึงกับมีโทสจริตเกิดความขัดแย้งในการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความที่ท่านเป็นคนลึกซึ้ง ท่านจึงได้มาบวชเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านใน จากความตั้งใจบวชเพียง 3 เดือนในปี 2526 กลายเป็นการบวชยาวนานกว่าชีวิตฆราวาสของท่าน การบวชของท่านไม่ใช่การหนีปัญหา แต่คือการเผชิญปัญหาด้วยคุณภาพของจิตใจที่มีกำลังในการรับมือกับความทุกข์ภายใน ดังที่ท่านมักพูดเสมอว่า การ&amp;rdquo;ทำกิจ&amp;rdquo;เพื่อสังคม ต้องประกอบกับการ&amp;rdquo;ทำจิต&amp;rdquo;ด้วยความปล่อยวางทั้งความโกรธ ความเกลียด ความคับแค้นใจ ที่สังคมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างที่เราปรารถนาง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักสันติวิธีในสังคมแห่งการแบ่งขั้ว มักจะถูกเล่นงานจากฝ่ายสุดโต่ง (Extremist)ที่มองผู้คนเป็นฝักฝ่ายว่า ไม่มีจุดยืน ทั้งที่ท่านไพศาลมีจุดยืนอย่างชัดเจนตามหลักโอวาทปาติโมกข์ว่า ต้องไม่พูดร้าย ต้องไม่ทำร้าย มีขันติธรรมใจกว้างรับฟังความเห็นที่แตกต่างอย่างลึกซึ้ง คนที่นำประเด็นโควิดมาโจมตีท่านว่าเอียงข้างชนชั้นกลาง คงอาจไม่ทราบว่าท่านเองก็เคยถูกโจมตีว่าเอียงข้างโรฮิงญา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เป็นชนกลุ่มที่ยากจนที่สุดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นกลุ่มชนชายขอบของโลกที่ถูกเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์มากที่สุด จนไม่มีที่ยืนอยู่ในโลกใบนี้ บุคคลที่ยืนหยัดอยู่ข้างเพื่อนมนุษย์ผู้ยากไร้ที่สุด ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างความเชื่อ เช่นนี้น่ะหรือจะเทศนาเพื่อการแบ่งแยกทางชนชั้น?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระไพศาลเทศน์เรื่อง &amp;rdquo;โควิดเป็นของขวัญ&amp;rdquo; กับญาติโยมในวัด นั้นเป็นภาษาธรรมที่แสดงแก่ชาวพุทธกลุ่มหนึ่งที่กำลังมีปัญหาทางจิตใจเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด ว่าการไปไหนไม่ได้ ก็ทำให้มีเวลาเป็น ของขวัญ เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากเวลา และทำใจรับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาด้วยใจที่ยอมรับ คือ&amp;rdquo;การทำจิต&amp;rdquo;กับสถานการณ์ทุกอย่างที่มากระทบ ไม่ว่าพอใจ หรือไม่พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไม่ใช่เอาข้อความประโยคเดียว เรื่องเดียวที่พูดในมุมเฉพาะไปโจมตีท่านว่าพูดให้คนรวย คนชั้นกลางที่ไม่เดือดร้อนจากปัจจัยยังชีพฟัง โดยไม่เห็นความลำบาก ทุกข์ยากของคนจนที่ไม่มีปัจจัยเลี้ยงชีพและตกงานเพราะโรคโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากบอกว่าบทเทศน์เรื่อง โควิดคือของขวัญ เป็นเรื่อง &amp;ldquo;การทำจิต&amp;rdquo; ท่านไม่ได้แค่พูดเทศนาลอยๆ เพ้อเจ้ออยู่กับทุ่งลาเวนเดอร์ อย่างที่มีการโจมตีท่านในโซเชียลมีเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาโควิดในฐานะที่เป็นปัญหาทางโลกที่ส่งผลกระทบต่อคนจน ในส่วนของ &amp;ldquo;การทำกิจ&amp;rdquo; ของท่าน ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายก่อนปัญหาโควิด ท่านผลักดันให้มีการช่วยเหลือ แบ่งปันกันอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง งานของเครือข่ายพุทธิกาที่ท่านเป็นหลัก ได้รวบรวมอาสาสมัครในการทำงานทางสังคมเพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ การช่วยเหลือ และแบ่งปัน เช่น การมีอาสาสมัครไปช่วยบริการ อำนวยความสะดวกผู้ป่วย(นอก)ที่ร.พประสาท เป็นกิจกรรมเล็กๆแต่ให้ความสุขกับอาสาสมัครที่ได้ทำประโยชน์ และผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสูงอายุที่ลำบากในการช่วยเหลือตัวเอง มีความสุขที่ได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และเจ้าหน้าที่ของร.พ ก็ได้ผ่อนเบาภาระ และได้รับความรู้สึกที่ดีจากคนไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมทางสังคมในการช่วยเติมเต็มช่องว่างทางสังคมของท่าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การอบรมอาสาสมัครมาช่วยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยที่กำลังจากโลกนี้ไป จากไปด้วยความอบอุ่น ไม่อ้างว้างเดียวดาย เป็นการสร้างสังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ท่านทำให้อาสาสมัครในหลากหลายกิจกรรมได้พบว่าความสุขจากการให้ มีความลึกซึ้งเหนือกว่าความสุขจากการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการปกป้องผืนป่าลุ่มน้ำลำปะทาว ท่านได้ร่วมกับหลวงพ่อคำเขียนเดินธรรมยาตราทุกปีเป็นเวลา 20 ปีโดยตัวท่านเองนำเดินเท้าเปล่าเป็นระยะทางนับร้อยกิโลเมตรเพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของผืนป่าอีสานที่นับวันจะถูกทำลายให้ลดน้อยลงไปทุกที นอกจากนี้ในแต่ละปีท่านร่วมกับชาวบ้านออกดับไฟป่าซึ่งเป็นงานที่หนักและเสี่ยงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังเคยนำพุทธบริษัทเดินธรรมยาตราอนุรักษ์พื้นที่รอบทะเลสาปสงขลามาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีผู้คนยากไร้ที่ประสบความทุกข์สาหัสจากโควิด เพราะปัจจัยยังชีพ นอกจากบทเทศน์ที่ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ ท่านในฐานะประธานได้มอบหมายแนวทางกิจกรรมให้เครือข่ายพุทธิกาดำเนินการในโครงการ ปันกันอิ่ม ซึ่งเป็นการ&amp;rdquo;ทำกิจ&amp;rdquo; ของท่าน โดยท่านได้เทศน์เล่ากิจกรรมดังกล่าวในชื่อ &amp;ldquo;อยากทำดีเพราะมีตัวช่วย &amp;ldquo; ที่วัดป่ามหาวัน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 ตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด เครือข่ายพุทธิกาก็มีโครงการนี้อยู่แล้วเรียกว่า ปันกันอิ่ม ชื่อคล้ายๆกันแต่ว่าคนที่ไปติดต่อร้านค้าต่างๆเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิของเครือข่ายพุทธิกา แต่ว่าโครงการปันความอิ่มเขาไม่มีคน เขาก็เลยใช้วิธีเชิญชวนคนสนใจไปเป็นจิตอาสาที่จะไปติดต่อร้านค้าให้มาร่วมโครงการนี้ วิธีนี้ทำให้โครงการนี้กระจายไปได้กว้าง เพราะว่าคนที่อยากจะเป็นจิตอาสามีอยู่ทั่วประเทศ เขาก็ไปติดต่อร้านค้าที่รู้จักเพราะอยู่ใกล้บ้าน เขาก็มีร้านเจ้าประจำอยู่แล้วที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจ ก็ไปถามเจ้าของร้าน ถามแม่ค้าว่าสนใจไหม ใช้ความคุ้นเคยกันจากความเป็นลูกค้า มากินประจำ ทำให้มีความไว้วางใจ รู้ว่าไม่มาหลอก ก็ทำให้อยากจะช่วย วิธีนี้ทำให้ความมีน้ำใจของคนเรามันแพร่กระจายไปกว้างขวาง คนเราบางครั้งอยากจะช่วย แต่ถ้าไม่มีตัวช่วย ไม่มีปัจจัยสนับสนุน ความมีน้ำใจก็จำกัดวงแคบๆ แต่พอมีปัจจัยสนับสนุนหรือตัวช่วยแบบนี้ มันก็เป็นกำลังทำให้ความเมตตากรุณาได้แพร่กระจายไปกว้างๆ เมืองไทย คนไทยถ้ามีตัวช่วย ตัวสนับสนุนแบบนี้มากๆ คนก็จะเอื้อเฟื้อกันมากขึ้น แล้วคนเห็นแก่ตัวก็จะน้อยลง ๆ จากคนที่เห็นแก่ตัวเขาเห็นแบบอย่างว่า มีคนทำดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าอยากทำความดี เพื่อผู้อื่นบ้าง เพราะฉะนั้นเรื่องการทำความดี เราจะอาศัยน้ำใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมช่วย ทั้งธรรมเนียม วัฒนธรรม การหล่อหลอม การเลี้ยงดู และปัจจัยสนับสนุนอย่างที่ว่าด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รสนา กล่าวอีกว่า สิ่งพระอาจารย์ไพศาลทำมาตลอดไม่ว่าเป็นการกระทำ หรือคำเทศนา จะสอดรับอยู่ตลอดคือ &amp;ldquo;การทำกิจ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การทำจิต&amp;rdquo; โดยเฉพาะนักกิจกรรมทางสังคม การหวังเปลี่ยนแปลงสังคม ต้องประกอบด้วยการ &amp;ldquo;ทำกิจ&amp;rdquo;อย่างมุ่งมั่น สุจริต และการจะทำกิจได้อย่างถูกต้อง ไม่เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมาย ก็ต้องมีการ &amp;ldquo;ทำจิต&amp;rdquo;ควบคู่กันไป มิเช่นนั้นแล้ว การทำกิจที่ดี อาจถูกกิเลสลากพาไปสู่การทุจริต คอร์รัปชัน ถ้าการทำจิตไม่เข้มแข็ง หรือการทำกิจ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็อาจนำไปสู่จิตที่ท้อแท้ ขุ่นเคือง คับข้องใจ จนต้องระบายสู่คนรอบข้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำกิจ และการทำจิตจึงเปรียบได้กับ ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาได้กว้างใหญ่ไพศาลมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับรากของต้นไม้นั้นว่าจะหยั่งลึก และแผ่ไพศาลอยู่ในเนื้อดินได้มากน้อยแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันเชื่อเช่นเดียวกับสาธุชนทั่วไปว่ากรณีวิวาทะเรื่องโควิด จะเป็นของขวัญอันประเสริฐสำหรับการ&amp;rdquo;ทำจิต&amp;rdquo;ของพระอาจารย์ไพศาลและชาวพุทธทั้งหลายด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65623</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คำผกา, พระมหาไพรวัลย์, พระไพศาล วิสาโล, รสนา โตสิตระกูล, อดีต ส.ว., โควิดคือของขวัญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac74ee239070.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดำรง&#039; เล่าเรื่อง &#039;หมอนวด-แม่ครัวไทย&#039; ได้เงินเยียวยาจากรัฐบาลเยอรมัน เพราะทำงานถูกกฎหมายจ่ายภาษีแพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.63 - นายดำรง พุฒตาล พิธีกรโทรทัศน์ชื่อดัง และอดีต ส.ว. โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก คู่สร้างคู่สม (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีเนื้อหาระบุว่า ดำรง คุยลึกๆกับ &amp;ldquo;หมอนวดไทยและแม่ครัวไทยเรื่องการได้รับเงินเยียวยาค่าตกงานจากรัฐบาลเยอรมัน ที่น่าสนใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศเยอรมนี เป็นประเทศที่มีหญิงไทยไปทำงานมากที่สุดในโลกและมีร้านอาหารไทยอยู่มากกว่า 600 ร้านทั่วประเทศ อาชีพส่วนใหญ่ที่คนไทยทำมาหาเลี้ยงชีพในประเทศนี้ ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารหรือภัตตาคาร หรือการเปิดขายอาหารไทยอีกแบบที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่าอิมบิส (imbiss ) ซึ่งหมายถึง สถานที่เล็ก ๆ ที่ผลิตและจำหน่ายอาหารไทยสำหรับนำกลับบ้าน (takeaway) แต่ลูกค้าอาจจะสั่งและยืนกินที่ร้านได้ และมีน้ำเปล่าขายเป็นขวด และห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีการจ้างพ่อครัว แม่ครัว คือ เจ้าของร้านต้องทำเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมอนวดแผนไทยก็เป็นอีกอาชีพหนึ่ง ที่คนไทยนิยมเปิดกิจการอยู่ทั่วประเทศเยอรมนี มีทั้งเป็นผู้ประกอบการ และเป็นลูกจ้าง ขณะนี้ทุกอาชีพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็ประสบกับภาวะ&amp;rdquo;ตกงาน&amp;rdquo; อันเนื่องมาจากโรคโควิด-19 เหมือน ๆ กับประเทศอื่น ๆในยุโรปและทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศเยอรมนี และคนเยอรมันได้ชื่อว่า เคร่งครัดและยึดมั่นต่อตัวบทกฏหมายและข้อปฏิบัติต่างๆ มากกว่าทุกประเทศในโลก ว่ากันว่าถ้าเห็นฝรั่งถูกรถชนตายคา &amp;rdquo;ทางม้าลาย&amp;rdquo; ในกรุงเทพฯ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าฝรั่งคนนั้นเป็นชาวเยอรมัน เพราะเขาคิดว่าถ้าเมื่อเท้าของเขาเหยียบทางม้าลายในกรุงเทพฯ รถทุกคันจะหยุดให้เขาข้ามถนนทันทีเหมือนในประเทศเยอรมนีของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้คุยกับอดีตพนักงานหญิงไทยซึ่งเคยสังกัด บจก.คู่สร้าง-คู่สม (ประเทศไทย) และเมื่อสามปีที่แล้วเธอได้ลาออกไปเป็นแม่ครัวอยู่ในร้านอาหารไทยในประเทศเยอรมนี เธอเล่าว่า ขณะนี้ (10 พ.ค.2563)ร้านอาหารที่เธอเป็นลูกจ้างอยู่ ต้องปิดชั่วคราวเนื่องจากโรคระบาดแต่เธอก็ได้รับเงินเดือนอยู่เดือนละ 850 ยูโรหรือ 29,600 บาท คิดเป็น 60% จากเงินเดือนสุทธิที่หักภาษีแล้ว ซึ่งไม่ใช่เป็นเงินที่ทางร้านจ่ายให้แต่เป็นเงินที่ทางรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งคนไทยเรียกว่า &amp;rdquo;เงินตกงาน&amp;rdquo; และว่ากันว่าหากร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่ จะต้องถูกปิดยืดเยื้อไปอีกนาน เขาก็จะจ่ายเงินตกงานเพิ่มขึ้นอีกจาก 60% ของเงินเดือนที่หักภาษีแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 80%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร้านนวดแผนโบราณและร้านอาหารอิมบิส จะได้รับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือขั้นต่ำอย่างรวดเร็วทันที 9,000 ยูโรหรือ 313,731 บาท(แต่บางรัฐก็อาจได้รับ 8,000 ยูโร) การที่คนไทยไปประกอบธุรกิจหรือประกอบอาชีพต่าง ๆ ในประเทศนี้นั้น จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฏหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่อย่างละเอียดลออ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญ คือ การเสียภาษีรายได้เข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สถานประกอบการ เช่น ร้านอาหาร จะต้องจ้างสำนักงานหรือบริษัททำบัญชี ซึ่งสำนักงานดังกล่าวนี้จะประสานกับกรมสรรพากร หอการค้าหรือสมาคมการค้าประจำเขต และธนาคาร ดังนั้น หน่วยงานต่างๆเหล่านี้ จึงมีข้อมูลโดยละเอียดซึ่งตรงกันของทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นเมื่อเกิดวิกฤติโรคระบาดและรัฐจำเป็นต้องช่วยเหลือ จ่ายเงินตกงานเพื่อเยียวยาบุคคลที่ได้เสียภาษีเข้ารัฐ สำนักงานทำบัญชีจะประสานกับทางส่วนราชการและธนาคารได้ฉับไวทันทีเพราะมีข้อมูลตัวเลขอยู่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องไปยื่นขอลงทะเบียนขอรับเงินตกงาน ทางรัฐบาลเยอรมนี ได้จ่ายให้เรียบร้อยแล้วโดยอัตโนมัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปกติรัฐบาลเยอรมันเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(vat) สูงมากถึง 19%(ประเทศไทยvat 7%) แต่มีข่าวออกมาว่ารัฐบาลเยอรมันจะลดภาษีมูลเพิ่มเหลือเพียงเก็บแค่ 7% เท่าประเทศไทย คือ ลดไปถึง 12% ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้งประเทศ แต่รัฐก็จะขาดรายได้มหาศาล เชื่อว่า เมื่อบ้านเมืองเข้าที่เข้าทาง เมื่อโรคระบาดหายไปหมดแล้ว รัฐบาลคงกลับมาเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 19% เท่าเดิมหรืออาจจะมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ วันนี้ (10 พ.ค.2563) หมอนวดแผนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นแฟน &amp;ldquo;คู่สร้างคู่สม&amp;rdquo; ได้เล่าให้ผมฟังว่า ในขณะนี้ ได้มีร้านอาหารไทย และโรงนวดไทยแผนโบราณ ในบางเมืองและบางรัฐ ได้รับอนุญาต ให้เปิดดำเนินกิจการได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมถามด้วยความสงสัยว่า การบริการนวดนั้นจำเป็นต้องถูกเนื้อต้องตัวกัน ถ้าเช่นนั้นก็คงไม่สามารถเว้นระยะห่าง (physical distancing) ก็ได้คำตอบว่า ผู้ให้บริการต้องใส่ถุงมือ ต้องใส่หน้ากากอนามัยทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ รวมถึงต้องมีฉากหรือม่านกั้นระหว่างเตียงด้วย ผมเองก็นึกภาพไม่ออกเลยว่า ผู้รับบริการจะพึงใจหรือไม่ ได้ฟังอย่างนี้ก็รู้สึกมึนๆอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอเสริมว่าถ้ามายึดอาชีพนวดแผนไทยในประเทศนี้โดยทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฏหมาย เช่น เสียภาษีตามระบบเมื่อถึงเวลาวิกฤตเช่นนี้ทางการก็ช่วยเหลือเยียวยาจ่ายเงินตกงานให้ทันที ซึ่งก็สามารถพออยู่ได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65561</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คู่สร้างคู่สม, ดำรง พุฒตาล, พิธีกรโทรทัศน์, อดีต ส.ว., เงินเยียวยาจากรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200510/image_big_5eb7e1cd2379a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2019 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2019 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘รสนา’ยังติดใจนายพลโรเล็กซ์จัดหนัก’ป.ป.ช.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ก.พ.2562 - น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;ป.ป.ช.อย่าเป็นองค์กรฟอกผิดให้นักการเมือง&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า จากกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายเรื่อง นโยบายระดับประเทศและการปฏิรูปประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในงานเปิดโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 10 เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 62 นายวิษณุ กล่าวยกตัวอย่างความหมายของการทุจริต ที่ประชาชนมักสับสน ซึ่งได้อ้างอิงกรณีนาฬิกาว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องของการทุจริต แต่กฎหมายได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แต่หากไม่ยื่น ก็ไม่ทุจริต แต่ผิดที่ไม่ได้ยื่น ซึ่งการโยงไปสู่การทุจริตหรือไม่ สุดท้ายเป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวน&amp;rdquo;
คดียืมนาฬิกาเพื่อนตามที่นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องการทุจริต แค่ผิดเพราะไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเท่านั้น นายวิษณุคงไม่ได้ติดตามข่าวที่ว่า ป.ป.ช.เสียงข้างมาก 5:3 ได้มีมติยุติการสอบสวนไปแล้ว และมีมติว่านาฬิกาที่ พล.อ. ประวิตรสวมใส่ 20 กว่าเรือนนั้นยืมเพื่อน และเมื่อยืมเพื่อนก็ไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน เป็นอันไม่มีความผิดจากการไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน เหลือเพียงแต่ว่า ป.ป.ช.จะมีมติให้มีความผิดฐานรับผลประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินเกิน 3,000บาทหรือไม่เท่านั้น ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสอบสวนของ ป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการฟอกผิดให้ พล.อ.ประวิตรหรือไม่ ด้วยประเด็นดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) การสอบสวนคดีนาฬิกาจะโยงไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่นั้น ประการแรก ป.ป.ช.ต้องไม่เชื่อว่านาฬิกาเหล่านั้นเป็นการยืมจริง แต่เป็นทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถ้าแนวการสืบสวนเป็นไปในทิศทางนี้ ก็อาจจะสามารถสืบสวนสอบสวนลงลึกว่าการไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน อาจจะเข้าข่ายเป็นการทุจริต รับสินบน ซึ่งเป็นเหตุให้ร่ำรวยผิดปกติได้ ใช่หรือไม่ แต่เพราะ ป.ป.ช.ตั้งธงเชื่อว่านาฬิกาเหล่านั้นไม่ใช่ของ พล.อ.ประวิตร แต่เป็นนาฬิกาที่ยืมจาก นายปัฐวาท ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานใดๆที่บ่งชี้ได้ว่านาฬิกาดังกล่าวเป็นของนายปัฐวาท ที่เสียชีวิตไปแล้วใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ป.ช.ได้ใช้อำนาจปัดคดีดังกล่าวออกไปจากสารบบการตรวจสอบ ทั้งที่นาฬิกาดังกล่าวถูกนำเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย และ พล.อ.ประวิตรไม่สามารถหาหลักฐานมาแสดงจนสิ้นสงสัยว่านาฬิกาเหล่านั้นไม่ใช่ของตน ซึ่ง ป.ป.ช. ต้องสอบสวนต่อไปว่านาฬิกาเหล่านั้นเกี่ยวพันกับการรับสินบน หรือร่ำรวยผิดปกติหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) เมื่อ ป.ป.ช.เชื่อว่านาฬิกาไม่ใช่ทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร แต่ยืมคนอื่นมาใช้ และตัดสินว่าการยืมไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งน่าจะเป็นมติที่ขัดต่อวิธีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ ป.ป.ช.เคยวางระเบียบเอาไว้ว่า ทรัพย์สินที่มาจากการกู้ยืมแม้ไม่ใช่การยืมที่เป็นเป็นทางการก็ต้องแจ้งใช่หรือไม่
นาฬิกามูลค่ากว่า30ล้านบาทที่ พล.อ.ประวิตรครอบครองอยู่ หากเป็นการยืม ก็ต้องแจ้ง เพราะการยืมทำให้เกิดทั้งทรัพย์สินและหนี้สินในเวลาเดียวกัน เช่น การกู้ยืมเงินมา30ล้านบาทก็ต้องลงบัญชีในฝั่งทรัพย์สิน 30ล้านบาท และลงบัญชีในฝั่งหนี้สิน 30ล้านบาท ก็เป็นการหักลบทรัพย์สินและหนี้สินออกไปใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้ดูตัวอย่างคดีหนี้สิน 45 ล้านบาทของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ที่ ป.ป.ช.ในอดีตไม่เชื่อว่ามีการกู้ยืมจริง และป.ป.ช.ได้สืบสวนจนพบว่าบริษัทที่อ้างว่าให้ พล.ต.สนั่น กู้ 45 ล้านบาทนั้น ไม่ได้มีการลงบัญชีให้กู้ในงบดุลของบริษัทแต่อย่างใด พล.ต.สนั่นจึงถูกตัดสินว่าจงใจแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินเป็นเท็จ มีผลให้ถูกตัดสิทธิการดำรงตำแหน่ง 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนาฬิกามูลค่า 30 ล้านบาทอยู่กับ พล.อ.ประวิตรย่อมเป็นทรัพย์สินที่ครอบครองอยู่ หากจะอ้างว่าไม่ใช่ทรัพย์สินของตน ก็ต้องหาหลักฐานมาแสดงจนสิ้นสงสัยว่านาฬิกาเหล่านั้นเป็นของใคร หากหาหลักฐานไม่ได้ นาฬิกาเหล่านั้นก็ยังเป็นทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นความผิดฐานปกปิดการแจ้งทรัพย์สิน และหนี้สิน และยังอาจจะนำไปสู่การสอบสวนในเรื่องความร่ำรวยผิดปกติต่อไปได้ ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ ป.ป.ช.ตั้งธงคดีนี้ว่านาฬิกาทั้งหมดไม่ใช่ทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร แต่เป็นทรัพย์สินที่ยืมมา และใช้อำนาจปิดคดีโดยไม่ตรวจสอบต่อ และยังใช้อำนาจเกินเลยหรือไม่ ที่ชี้สวนทางกับกฎหมายและระเบียบการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินว่าถ้าเป็น&amp;rdquo;การยืม&amp;rdquo; ก็ &amp;rdquo;ไม่ต้องแจ้ง&amp;rdquo;นั้น จะถือได้หรือไม่ว่าเป็นการปัดคดีเพื่อฟอกผิดให้ พล.อ.ประวิตร ทั้งในฐานความผิดที่ปกปิดการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และยังเป็นการยุติการสืบสวนต่อไปในคดีร่ำรวยผิดปกติ ที่มีทั้งโทษจำและโทษปรับรวมทั้งการตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปีอีกด้วย ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) &amp;nbsp;ป.ป.ช.ตั้งธงปัดคดีนี้ให้อย่างสุดลิ่ม แม้ว่าไม่มีหลักฐานใดๆบ่งชี้ว่านาฬิกาที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมายเป็นของใคร แต่ ป.ป.ช.ก็ช่วยอธิบายให้เสร็จสรรพว่าที่เชื่อว่านาฬิกาทั้งหมดเป็นของนายปัฐวาท เพียงเพราะว่านายปัฐวาทเป็นนักสะสมนาฬิกา และมีนาฬิกาจำนวนมากอยู่ในบ้านโดยไม่มีหลักฐานอื่นใดที่บ่งบอกว่านาฬิกา 19-22 เรือนนั้นเป็นของนายปัฐวาททั้งหมด ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนตายแล้วย่อมพูดไม่ได้ ทำให้ ป.ป.ช.สามารถโยนบาปให้นายปัฐวาทว่าเป็นผู้นำเข้านาฬิกาโดยผิดกฎหมาย และให้ พล.อ.ประวิตร ยืมไปใส่เป็นปีๆ แม้ตายแล้วก็ไม่ต้องคืน เพราะทายาทไม่พร้อมรับคืน ป.ป.ช.ออกตัวมาชี้แจงสังคมแก้แทนให้ โดยขาดความสำนึกว่าองค์กรของตนถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐมิให้ใช้อำนาจในการทุจริตประพฤติมิชอบ ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้านายปัฐวาทมีชีวิตอยู่ย่อมมีความผิดทั้งทางอาญาที่ลักลอบนำเข้านาฬิกาโดยไม่เสียภาษี ที่ต้องถูกลงโทษทั้งจำและปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 มาตรา 27 และนาฬิกาทั้งหมดต้องถูกยึดให้ตกเป็นของแผ่นดิน แม้นายปัฐวาทเสียชีวิตไปแล้ว แต่ชื่อเสียงที่เสียหายย่อมตกเป็นของครอบครัวนายปัฐวาท ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) แม้ ป.ป.ช.จะปัดคดีด้วยเหตุผลที่รับฟังไม่ขึ้นและขัดต่อสามัญสำนึกของวิญญูชนแล้ว แต่การยืมนาฬิกาที่มีมูลค่าเรือนละเป็นแสนเป็นล้านบาทมาสวมใส่เป็นปีๆ ย่อมเข้าข่ายเป็นการรับผลประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินเกิน 3,000 บาทหรือไม่ ควรที่ ป.ป.ช.จะมีมติประเด็นนี้ได้อย่างรวดเร็ว ใช่หรือไม่ แต่ ป.ป.ช.ก็ไม่ตัดสินในประเด็นนี้ และปล่อยเวลาล่วงเลยเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ทั้งที่การพิจารณาเรื่องการรับประโยชน์อื่นใดเกิน 3,000 บาทหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นซับซ้อน แต่ก็มีการถ่วงเวลานานเกินสมควร แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพและทำงานไม่คุ้มค่าเงินเดือนสูงๆที่ประชาชนจ่ายให้ ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยต่อมาว่าคนเหล่านี้ถูก คสช.ต่ออายุให้เป็น ป.ป.ช.ต่อไป ทั้งที่มีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ คสช.ให้ยกร่างขึ้นมานั้น จะมิกลายเป็นว่าการตั้งคนเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจต่อไปเพื่อมาใช้อำนาจขององค์กรปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อปกป้องและฟอกผิดให้ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิด หากมีการกระทำความผิด ใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28200</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ช., พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, รสนา โตสิตระกูล, สปช., สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ, อดีต ส.ว., เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac74ef46ca99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
