<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉ่งม.44กำลังจะทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นสมบัติส่วนตัวและเป็นมรดกตกทอดอย่างถาวร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ธ.ค.61- นายอารีย์ หาญสืบสาย อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทผู้แทนผู้บริหาร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่ารัฐบาล คสช. เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า &amp;nbsp;ที่ตกลงใจใช้ ม.44 ปลดล็อคให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน &amp;nbsp; ทั้งที่หลักการของเรื่องฯ &amp;nbsp;คือ เป็นมาตรการป้องปรามการทุจริต แบบหนึ่งเท่านั้น ถ้ากรรมการสภา มีความตั้งใจทำงานเพื่อชาติจริง บริสุทธิ์ใจจริง ไม่เห็นต้องกลัวอะไร ไม่อยากอยู่ก็ลาออกไป มีคนเป็นจำนวนมากที่อยากจะเข้ามาทำงานแทน &amp;nbsp; ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องมาใช้วิธีกดดันสังคมแบบนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ประหลาดใจ คือ คสช. กลับเกรงใจ ยอมคนกลุ่มนี้ &amp;nbsp;ลืมไปเลยว่าเคยประกาศว่า เกลียดการทุจริต คอรัปชั่น &amp;nbsp; ยอมเสียสัตย์ง่ายๆ &amp;nbsp;ไม่รู้เป็นเพราะได้ข้อมูลด้านเดียวรึเปล่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการสภามหาวิทยาลัย &amp;nbsp; มี 2 ประเภท ประเภทแรกคือผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก มาจากภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นนักธุรกิจ &amp;nbsp;นักบริหาร ที่มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน &amp;nbsp; อีกกลุ่มหนึ่ง(จำนวนไม่มาก) เป็นบุคลากรภายใน &amp;nbsp; นัยว่าเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนของบุคลากร ประเภทต่างๆ &amp;nbsp; ผลตอบแทนของกรรมการสภาฯ &amp;nbsp;พวกแรก(ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก) &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้รับผลตอบแทนในรูปเบี้ยประชุม(เป็นเงินจำนวนไม่น้อย) &amp;nbsp;ไม่มีเงินเดือน ประจำ &amp;nbsp; จึงดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้เข้ามาช่วยงานมหาวิทยาลัย อย่างผู้เสียสละ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน &amp;nbsp;แต่นำประสบการณ์ ความรู้ ของตน มาเสนอในรูปให้คำแนะนำ ข้อคิดความเห็น &amp;nbsp;ให้แก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย มีส่วนช่วยทำให้เป้าหมาย ทิศทางของมหาวิทยาลัย ไปถูกทาง ชัดเจน พบแต่ความเจริญรุ่งเรือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มหลัง จะได้รับผลตอบแทนเป็นเบี้ยประชุม(ไม่มาก) แต่จะได้มีโอกาสได้รับการสนับสนุนแต่งตั้ง ให้เป็นผู้บริหารระดับต่างๆในสถาบันฯ ตามศักยภาพและโอกาส อำนวย เมื่อหมดวาระกรรมการสภาไปแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; เข้าใจว่า &amp;nbsp; คสช. &amp;nbsp;คงจะมองมุมนี้มุมเดียว &amp;nbsp;เมื่อเห็นเหล่ากรรมการสภาฯ(ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก) &amp;nbsp;ขวัญเสียพากันยื่นหนังสือลาออกกันเป็นแถว &amp;nbsp; จึงเกิดความเสียดายกรรมการสภาฯ (ผู้วิเศษ) เหล่านี้จะลาออกไปกันหมด ทำให้มหาวิทยาลัยสับสนวุ่นวาย ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่มหาวิทยาลัยและนิสิตนักศึกษาเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;จำต้องใช้ ม.44 มาช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไม คสช.ไม่มองให้รอบด้านเสียก่อนจะตัดสินใจ &amp;nbsp; ข้อมูลข่าวสารมีอยู่มากมาย &amp;nbsp; ดวงจันทร์ยังมีสองด้าน คนทั่วไป &amp;nbsp;เห็นแต่ด้านสว่างที่มีกระต่ายอยู่ตัวหนึ่งเพียงด้านเดียว &amp;nbsp; แต่ความจริงยังมีอีกด้านหนึ่ง เพราะดวงจันทร์มีรูปทรงกลม &amp;nbsp;ซึ่งอาจมีตัวอะไร(หรือกระต่ายอีกตัวหนึ่ง) &amp;nbsp;อยู่ก็ได้ &amp;nbsp; แต่เรายังไม่มีโอกาสได้เห็นเท่านั้น &amp;nbsp; แต่สำหรับเรื่อง &amp;ldquo;กรรมการสภามหาวิทยาลัย&amp;rdquo; &amp;nbsp; มองให้ทะลุปรุโปร่ง รอบด้าน ง่ายกว่ามาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ ปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเกือบหมดแล้ว ทำให้สภามหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานที่ใหญ่(ทรงอำนาจ)ที่สุดในสถาบันการศึกษานั้นๆ &amp;nbsp;เพราะมีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายของผู้บริหารฯ จัดการ ออกและแก้ไขระเบียบ, พรบ. ข้อบังคับต่างๆของมหาวิทยาลัยได้ทั้งหมด (นิติบัญญัติ) &amp;nbsp;เป็นกรรมการสรรหาอธิการบดี คณบดี &amp;nbsp; &amp;nbsp;อนุมัติแผนงาน แผนเงินงบประมาณ โครงการผลประโยชน์ต่างๆของมหาวิทยาลัย ทั้งหมด (บริหาร) &amp;nbsp; รวมทั้งการตรวจสอบการดำเนินงานของผู้บริหารฯและ เรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนต่างๆ (ตุลาการ) &amp;nbsp;โดยที่ &amp;nbsp;สกอ.และกระทรวงศึกษาธิการไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่ายใดๆได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;มหาวิทยาลัย(ในกำกับของรัฐ) แต่ละแห่ง มีบุคลากรในสังกัด หลายร้อยคน บางแห่งเป็นพันคน &amp;nbsp;มีนิสิต นักศึกษาเข้ามาเรียนรวมกันทุกชั้นปี หลายพันคน บางแห่งร่วมหมื่นคน &amp;nbsp; ได้รับงบประมาณประจำปีสนับสนุนจากรัฐ &amp;nbsp;เป็นค่าจ้าง เงินเดือน &amp;nbsp;พัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง &amp;nbsp;และอื่นๆ รวมแล้ว เป็นพันๆล้านบาท บางแห่งมากกว่าสี่ ห้าพันล้านบาท ในแต่ละปีมหาวิทยาลัย มีรายได้จากค่าเล่าเรียน หลายร้อยล้าน บางแห่งเป็นพันล้าน &amp;nbsp;เงินเก็บเงินฝาก ผลประโยชน์จากทรัพย์สิน ที่ดิน สัมปทานต่างๆอีกเป็นร้อยล้านพันล้านบาทในแต่ละปี &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง &amp;nbsp;จะอยู่ภายใต้การจัดการของอธิการบดีและกลุ่มกรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp; ไม่ต่างกับการยกสมบัติทรัพย์สินของราชการไปให้คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp;ให้แบบเป็นมรดกตกทอดได้ด้วย &amp;nbsp;คสช.มองไม่ออกเลยหรือไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะว่าไปทุกวันนี้ &amp;nbsp; สภามหาวิทยาลัย ก็ทำตัวเป็น หน่วยงานหนึ่ง ที่ทำงานขึ้นตรงต่ออธิการบดีเท่านั้น &amp;nbsp;ทำหน้าที่เป็นเหมือนตรายางให้อธิการบดี &amp;nbsp; ออกนโยบายกันเอง อนุมัติ กันเอง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เห็นๆคือเวลามาประชุม ส่วนใหญ่ ก็มาแสดง ทอล์คโชว์ อวดอีโก้ โชว์โวหาร กันจน หมดเวลา รับเบี้ยประชุม แล้วก็แยกย้ายกลับบ้านไป &amp;nbsp; จะมีซักกี่คน ที่สามารถ มีเวลา หรือตั้งใจจะเข้ามาศึกษารายละเอียดงานของมหาวิทยาลัยและ ติดตามประเมินผู้บริหาร อย่างจริงจัง &amp;nbsp; เอาเข้าจริงๆ กิจการของมหาวิทยาลัยทั้งหมดทั้งมวลก็อยู่ในมือของผู้บริหารระดับสูง(อธิการบดี)กับกลุ่มกรรมการสภาอาวุโสจำนวนหนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอบอก กรรมการสภา ใช่ว่าจะได้แค่เบี้ยประชุมเท่านั้น ความจริงยังมีผลประโยชน์ทางอื่นอีก ที่เห็นๆกันอยู่ เช่น &amp;nbsp;ได้โควตาฝากลูก หลานเข้าเรียนโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย &amp;nbsp; เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่ออธิการบดีและผู้บริหารระดับกลาง(คณบดี ผู้อำนวยการ) หมดวาระพวกนี้ก็จะร่วมกันวางแผนวางตัวผู้บริหารคนใหม่(ที่เป็นพวกเดียวกัน)เข้ามาแทน &amp;nbsp; เมื่อกรรมการสภาหมดวาระ กลุ่มผู้บริหารก็จะร่วมมือกันสรรหากรรมการสภา(คนเดิมและอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน) กลับเข้ามา &amp;nbsp; ดังนั้นจึงเห็นกรรมการสภาหลายคนแทบจะยึดเป็นอาชีพ เสียด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะตัวนายกสภาฯ &amp;nbsp;บางแห่ง อยู่กันมานานกว่ายี่สิบปี &amp;nbsp; และเวลานี้มีการสร้างเครือข่ายในหมู่อธิการบดีและกรรมการสภาของมหาวิทยาลัยต่างๆ มีการเลียนแบบ แลกเปลี่ยนวิธีการสร้างผลประโยชน์ สัมปทาน ในกลุ่มเครือข่ายเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น &amp;nbsp;การปลดล็อค ด้วย ม. 44 &amp;nbsp;จึงเท่ากับสร้างความล่อแหลมที่จะทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย ในมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคนบอกว่า คสช. ทำแบบนี้ เหมือนเตะหมูเข้าปากหมา (อีกแล้ว) &amp;nbsp; แต่ดูๆไป มันชักจะไม่ใช่แบบนั้นซะแล้ว คงจะมีอะไรๆมากกว่านี้แน่ๆ &amp;nbsp;ในท้ายที่สุดขอย้ำว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่มีการแก้ไขระบบบริหารงานมหาวิทยาลัยนอกระบบ ไม่แก้ไข การให้อำนาจกรรมการสภา แบบเอาแต่ได้อย่างนี้ &amp;nbsp;ต่อไปมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็จะกลายเป็นสมบัติส่วนตัวและ เป็นมรดกตกทอดของคนกลุ่มนี้ไปอย่างถาวร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24160</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ม.44, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน, อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์, อารีย์ หาญสืบสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c1241158aeb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
