<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 21:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 21:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสูงสุดสเปนไฟเขียวย้ายศพเผด็จการฟรังโก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลสูงสุดของสเปนมีคำตัดสินเมื่อวันอังคาร ไฟเขียวให้รัฐบาลย้ายศพของจอมพลฟรันซิสโก&amp;nbsp; ฟรังโก อดีตผู้นำเผด็จการ ออกจากอนุสรณ์สถานแห่งชาตินอกกรุงมาดริดได้ โดยปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์คัดค้านของลูกหลานเผด็จการรายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำพิพากษากล่าวว่า คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสเปนมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันอังคารที่ 24&amp;nbsp; กันยายน 2562 ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของครอบครัวของฟรันซิสโก ฟรังโก ที่เกี่ยวข้องกับการขุดศพอดีตผู้นำรายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมรัฐบาลมีแผนจะย้ายศพของฟรังโก ผู้นำสเปนยุคหลังสงครามกลางเมืองระหว่างปี 2479-2482&amp;nbsp; จากอนุสรณ์สถานที่เป็นโบสถ์กลางภูเขาภายในหุบเขาผู้วายชนม์ ห่างจากกรุงมาดริดราว 50 กิโลเมตร ไปฝังในหลุมศพที่เหมาะสมกว่า แต่ศาลสั่งระงับแผนการขุดศพเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ระหว่างรอพิจารณาการอุทธรณ์ของทายาทฟรังโก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ เปโดร ซันเชซ ที่ประกาศจะย้ายศพฟรังโกโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ยกย่องคำตัดสินเมื่อวันอังคารว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาธิปไตยสเปน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลของซันเชซให้ความสำคัญอย่างมากกับการย้ายศพของฟรังโก โดยระบุว่าสเปนไม่ควรจะยกย่องผู้นำเผด็จการรายนี้ด้วยการฝังร่างของเขาในโบสถ์ที่เป็นอนุสรณ์สถานอันยิ่งใหญ่ ที่ฝังร่างของผู้สังเวยสงครามกลางเมืองมากกว่า 33,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครอบครัวของฟรังโกและผู้สนับสนุนจอมพลรายนี้แสดงความโกรธและเศร้าเสียใจกับคำตัดสิน และประกาศว่าพวกเขาจะต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ศาลกลับคำตัดสิน ซึ่งรวมถึงการต่อสู้ในศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากคำอุทธรณ์คดีนี้แล้ว ฝ่ายฟรังโกยังมีคำร้องอุทธรณ์อีก 3 คดีที่รอศาลตัดสิน แต่คำตัดสินเมื่อวันอังคารนับว่ามีน้ำหนักมากที่สุดอยู่แล้ว และโฆษกศาลชี้ว่าผู้พิพากษาก็คงมีคำตัดสิน 3 คดีที่เหลือในทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลมีแผนจะย้ายศพฟรังโกไปฝังเคียงข้างภรรยาของเขาที่หลุมของครอบครัวฟรังโกในสุสานแห่งชาติ มิงกอร์รูบีโอ เอล ปาร์โด ซึ่งเป็นที่ฝังร่างบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายราย แต่ทายาทฟรังโกกล่าวไว้ว่า หากจำเป็นต้องย้ายที่ฝัง พวกเขาอยากให้ฝังร่างฟรังโกที่วิหารอัลมูเดนากลางกรุงมาดริด ซึ่งก็ยังมีเหยื่อการกวาดล้างของฟรังโกคัดค้านอีกเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46534</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟรันซิสโก ฟรังโก, ย้ายศพ, สเปน, อดีตผู้นำเผด็จการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d88c47c1beeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2019 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2019 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิ้น &#039;โรเบิร์ต มูกาเบ&#039; อดีตผู้นำเผด็จการซิมบับเว วัย 95 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สิ้นวีรบุรุษแปลงกายเป็นเผด็จการ &amp;quot;โรเบิร์ต มูกาเบ&amp;quot; อดีตประธานาธิบดีซิมบับเววัย 95 ปี ที่ครองอำนาจยาวนาน 37 ปี ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ผู้นำหลายชาติยังคงยกย่องเป็นฮีโร่ปลดปล่อยประเทศจากเจ้าอาณานิคม แม้ช่วงหลังจะกลายเป็นเผด็จการหลงอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2543 โรเบิร์ต มูกาเบ ชูกำปั้นต่อหน้าผู้สนับสนุนพรรคซานูพีเอฟของเขาระหว่างการปราศรัยที่หมู่บ้านมูปันดาวานา / AFP / Odd ANDERSEN&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 อ้างคำประกาศผ่านทวิตเตอร์ทางการของประธานาธิบดีเอมเมอร์สัน มนังกากวา ในวันเดียวกันว่า อดีตประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ บิดาผู้ก่อตั้งประเทศซิมบับเว ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มูกาเบเป็นวีรบุรุษผู้ปลดปล่อยประเทศ เป็นนักอุดมการณ์รวมกลุ่มแอฟริกาผู้อุทิศชีวิตของเขาเพื่อปลดแอกและให้อำนาจแก่ประชาชนของเขา ผลงานของเขาที่มีต่อประวัติศาสตร์ของประเทศและของทวีปนี้จะไม่มีวันถูกลืมเลือน&amp;quot; มนังกากวา ซึ่งเคยเป็นรองประธานาธิบดีของมูกาเบที่กองทัพดันขึ้นครองอำนาจแทนที่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของนักการทูตซิมบับเวรายหนึ่งว่า มูกาเบเสียชีวิตที่สิงคโปร์ เมื่อเวลาประมาณ 09.40 น.ของวันศุกร์ตามเวลาไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูกาเบเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์หลายครั้งในช่วงหลายปีมานี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีกลาย มนังกากวาเคยเปิดเผยว่า มูกาเบรักษาตัวที่สิงคโปร์และเขาเดินไม่ได้แล้ว แต่ไม่บอกว่าเขาป่วยเป็นโรคอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำหลายชาติในทวีปแอฟริกาแสดงความอาลัยต่ออสัญกรรมของเขา รัฐบาลแอฟริกาใต้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของนักรบผู้ปลดปล่อยแห่งการรวมกลุ่มแอฟริกาที่ไม่เกรงกลัวใคร ประธานาธิบดีอูฮูรู เคนยัตตา แห่งเคนยา ยกย่องว่าเขาเป็นบุรุษผู้กล้าหาญที่ไม่เคยกลัวการต่อสู้เพื่อสิ่งที่เชื่อมั่นแม้แต่ในช่วงยามที่เขาไม่ได้ความนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายในประเทศ แม้แต่ศัตรูก็ยังยอมรับในคุณความดีที่เขาเคยสร้างไว้แก่ซิมบับเว เดวิด โคลทาร์ท ส.ว.ฝ่ายค้านและทนายความ กล่าวว่า มูกาเบทิ้งมรดกด้านดีเอาไว้คือการยุติการปกครองโดยคนขาวที่เป็นชนกลุ่มน้อย และการขยายการศึกษาที่มีคุณภาพให้ทั่วถึงชาวซิมบับเวทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 โรเบิร์ต มูกาเบ จุมพิตนางเกรซ ภรรยา ระหว่างวันฉลองเอกราชปีที่ 37 ที่สนามกีฬาแห่งชาติในกรุงฮาราเร / AFP / Jekesai NJIKIZANA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูกาเบเกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2467 เคยทำงานเป็นครูโรงเรียนประถม ก่อนจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยฟอร์ตฮาเรในแอฟริกาใต้ ซึ่งเวลานั้นเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ที่มีแนวคิดแอฟริกันชาตินิยม เขากลับประเทศ ซึ่งตอนนั้นคือประเทศโรดีเซีย เมื่อปี 2503 แล้วเข้าสู่การเมือง แต่ 4 ปีต่อมาเขาถูกจับขังคุกฐานต่อต้านรัฐบาลผิวขาว หลังออกจากคุก มูกาเบขึ้นเป็นผู้นำของขบวนการกองโจร กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติแอฟริกาซิมบับเว ทำการต่อสู้ยาวนาน 7 ปี หลังสงครามเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังชนะการเลือกตั้งในปี 2523 มูกาเบขึ้นสู่อำนาจพร้อมคำสรรเสริญจากการประกาศนโยบายความปรองดองทางเชื้อชาติ ขยายการศึกษาและบริการสาธารณสุขให้ทั่วถึงคนผิวสีที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ชื่อเสียงของเขาด่างพร้อยอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาปราบปรามฝ่ายค้าน ซึ่งรวมถึงการกวาดล้างกูคูราฮุนดี ที่มีฝ่ายต่อต้านถูกฆ่าราว 20,000 คน นอกจากนี้ การยึดครองที่ดินเกษตรของคนผิวขาวยังทำให้มูกาเบกลายเป็นบุคคลน่ารังเกียจในเวทีระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกือบ 4 ทศวรรษหลังครองอำนาจ มูกาเบในสายตาคนจำนวนมากในประเทศและต่างชาติคือเผด็จการหลงอำนาจที่พร้อมจะใช้งานหน่วยล่าสังหาร, โกงการเลือกตั้ง และทำลายเศรษฐกิจ กระทั่งความปรารถนาถ่ายทอดอำนาจให้เกรซ ภรรยาที่อ่อนวัยกว่าเขา 40 ปี เป็นชนวนเหตุทำให้กองทัพบีบให้เขาลงจากอำนาจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 แล้วผลักดันรองประธานาธิบดีมนังกากวารับตำแหน่งแทน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45147</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิมบับเว, อดีตประธานาธิบดีซิมบับเว, อดีตผู้นำเผด็จการ, อสัญกรรม, โรเบิร์ต มูกาเบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d724715dc156.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
