<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2019 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2019 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พีระพันธุ์&#039;ตอก&#039;อนาคตใหม่&#039;กฎหมายเขียนว่าห้ามเดินลัดสนามเราจะวิ่งลัดสนามได้หรือ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ธ.ค.- นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรมว.ยุติธรรม &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้ามเดินลัดสนาม!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเราใช้ระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร ภาษาอังกฤษเรียกว่า ระบบ Civil law หมายความว่า กฎหมายต่างๆ จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นตัวหนังสือที่เรียกว่าพระราชบัญญัติหรือประมวลกฎหมาย ข้อเสียของระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษรคือการที่ไม่มีทางที่จะเขียนกฎหมายให้ครอบคลุมได้ครบหมดทุกเรื่อง วิธีแก้ไขปัญหานี้ ก็คือต้องตีความกฎหมายตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นหลักสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการกู้เงินของพรรคการเมืองนั้น วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ ต้องการป้องกันมิให้ &amp;ldquo;นายทุน&amp;rdquo; หรือบุคคลใดมามีอำนาจหรือมีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองโดยการ &amp;ldquo;ให้ทุน&amp;rdquo; ดังนั้น การ &amp;ldquo;ให้ทุน&amp;rdquo; แก่พรรคการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่อาจจะทำให้ &amp;ldquo;ผู้ให้ทุน&amp;rdquo; มีอำนาจหรือมีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองจึงกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นไปตามที่ พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ในมาตรา 66 ว่าต้องเป็น &amp;ldquo;เงินบริจาค&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ประโยชน์อื่นใด&amp;rdquo; ที่มีจำนวนเงินหรือมีมูลค่าไม่เกินสิบล้านบาทต่อปีต่อรายเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้พรรคการเมืองจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลก็ตาม แต่ก็ต่างจากการเป็นนิติบุคคลของบริษัทจำกัดทั่วไป เพราะพรรคการเมืองมิใช่องค์กรธุรกิจและมิได้มีเจตนารมณ์ที่จะแสวงหากำไรจากการดำเนินการของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองไม่มีผู้ถือหุ้นที่มาร่วมกันลงทุนเพื่อแสวงหาผลกำไรจากการดำเนินการของพรรคการเมือง จึงไม่มีเหตุผลและไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่พรรคการเมืองจะต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากๆ มาใช้ในกิจกรรมหรือในการดำเนินงานของพรรคการเมืองเช่นเดียวกับนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพรรคการเมืองต้องการหา &amp;ldquo;ทุน&amp;rdquo; เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแล้ว พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 66 ก็กำหนดให้กระทำได้โดยการ &amp;ldquo;รับบริจาค&amp;rdquo; หรือโดยการ &amp;ldquo;ระดมทุน&amp;rdquo; ที่ไม่เกินสิบล้านบาทต่อปีต่อราย ซึ่ง &amp;ldquo;ทุน&amp;rdquo; ที่ได้มาจากการบริจาคหรือจากการระดมทุนนี้จะเป็นสิทธิ์ขาดของพรรคการเมืองที่จะนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้โดยอิสระ มิใช่เพื่อนำไปลงทุนทางธุรกิจเหมือนนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจำกัด และ &amp;ldquo;ทุน&amp;rdquo; ที่ได้รับมานั้นก็มิใช่ &amp;ldquo;หนี้&amp;rdquo; ที่พรรคการเมืองจะต้องหา &amp;ldquo;เงิน&amp;rdquo; มาใช้หนี้คืนอย่างเช่นการ &amp;ldquo;กู้เงิน&amp;rdquo; ของนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจำกัด ที่สำคัญคือ หากให้พรรคการเมือง &amp;ldquo;กู้เงิน&amp;rdquo; ได้ ก็จะเป็นการเปิดช่องให้ &amp;ldquo;นายทุน&amp;rdquo; เข้ามามีอำนาจหรือมีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองได้ง่ายๆ ด้วยการหลบเลี่ยงสถานะและคำเรียกขานจากคำว่า &amp;ldquo;ผู้บริจาค&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ผู้ให้ประโยชน์&amp;rdquo; มาเป็น &amp;ldquo;ผู้ให้กู้&amp;rdquo; ได้โดยไม่ต้องจำกัดจำนวนเงิน และยังจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อหา &amp;ldquo;เงิน&amp;rdquo; มาชำระ &amp;ldquo;หนี้เงินกู้&amp;rdquo; ได้อีกด้วย เช่นนี้แล้ว จะใช่วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของ พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แม้ไม่มีบทบัญญัติใดของ พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เขียนเรื่องการกู้เงินของพรรคการเมืองไว้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของ พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 แล้ว การ &amp;ldquo;ให้เงิน&amp;rdquo; แก่พรรคการเมืองไม่ว่าในรูปแบบของ &amp;ldquo;การให้กู้เงิน&amp;rdquo; หรือในรูปแบบอื่นใด ก็จะต้องถือว่าเป็นการให้ &amp;ldquo;เงินบริจาค&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ประโยชน์อื่นใด&amp;rdquo; แล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป และหากมีจำนวนเงินหรือมีมูลค่าเกินสิบล้านบาทต่อปีต่อรายแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็น &amp;ldquo;เงินบริจาค&amp;rdquo; หรือเป็น &amp;ldquo;ประโยชน์อื่นใด&amp;rdquo; ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 66 แห่ง พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งหากพรรคการเมืองรับเงินหรือประโยชน์เช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเรียกว่า &amp;ldquo;เงินกู้&amp;rdquo; หรือเรียกว่าอะไรก็ตาม ก็ต้องถือว่าพรรคการเมืองนั้นรับ &amp;ldquo;เงินบริจาค&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ประโยชน์อื่นใด&amp;rdquo; แล้วแต่กรณี โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามมาตรา 72 แห่ง พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนที่ผมเรียนกฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์สอนวิธีง่ายๆ ในการตีความกฎหมายลักษณ์อักษรตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ว่า เวลาที่เราเห็นป้ายปักอยู่ตามขอบสนามหญ้าที่เขียนเพียงว่า &amp;ldquo;ห้ามเดินลัดสนาม&amp;rdquo; เราจะ &amp;ldquo;วิ่งลัดสนาม&amp;rdquo; ได้หรือไม่ ก็ลองพิจารณากันดูนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็แล้วแต่ การตีความกฎหมายก็เป็นเรื่องสองคนยลตามช่อง ทุกคนก็เชื่อในความคิดของตนเอง สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52409</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต.ยุบพรรค, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, วิ่งลัดสนาม, อดีตรมว.ยุติธรรม, อนาคตใหม่, เดินลัดสนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190416/image_big_5cb5a70cd34aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2019 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2019 17:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พีระพันธุ์&#039;งง!มีชื่อโผล่เป็นที่ปรึกษากมธ.แบ็คทูเดอะฟิวเจอร์ ลั่นไม่ขอรับงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย.62- พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าวันนี้มีคนสอบถามผมมามากเลยครับว่าเป็นมาอย่างไรจึงมีชื่อได้รับแต่ตั้งเป็น &amp;ldquo;ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ&amp;rdquo; ของคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือ กรรมาธิการ ป.ป.ช. ผมขอบอกตรงนี้เลยว่าผมไม่ทราบจริงๆ แต่คงเกิดจากความเข้าใจผิดหรือความสับสนอะไรสักอย่างครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ&amp;rdquo; จะถูกเสนอชื่อโดยผู้ที่เป็นกรรมาธิการจากพรรคการเมืองต่างๆ ในคณะกรรมาธิการฯ และแต่งตั้งโดยมติคณะกรรมาธิการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ &amp;ldquo;ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ&amp;rdquo; เป็นสิทธิส่วนตัวของผู้เป็นประธานที่จะแต่งตั้งโดยไม่ต้องมีมติคณะกรรมาธิการฯ เพราะเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของประธานมิใช่ที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการฯ และคงไม่ต้องมีประกาศของคณะกรรมาธิการฯ ในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้เป็นประธานไม่ใช่เรื่องของคณะกรรมาธิการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ&amp;rdquo; มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมสภาฯ
ส่วน &amp;ldquo;ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ&amp;rdquo; มีอำนาจหน้าที่ตามที่ประธานผู้แต่งตั้งกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้องๆ สส.ที่เป็นกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์บอกผมมานานแล้วตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ แรกๆ ว่าจะเสนอชื่อผมเป็น &amp;ldquo;ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ&amp;rdquo; เพราะเห็นว่าผมเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ คณะนี้มาก่อน น่าจะช่วยเป็นที่ปรึกษาให้น้องๆ ได้ ผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ก็หายเงียบไปจนผมเองก็ลืมไปแล้ว เมื่อไม่นานมานี้น้องๆมาบอกว่าเสนอชื่อผมเป็น &amp;ldquo;ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ&amp;rdquo; แล้ว แต่จู่ๆ กลับมีประกาศคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ลงวันที่ล่วงหน้า คือวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ว่าประธานฯ แต่งตั้งผมเป็น &amp;ldquo;ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งไม่ใช่ตามที่ผมได้รับทราบมา และยังกำหนดห้ามมิให้ที่ปรึกษาประธานนี้ทำหน้าที่สอบหาข้อเท็จจริงอีกต่างหาก แล้วจะให้ผมทำอะไร ในเมื่องานถนัดของผมคือการสอบหาข้อเท็จจริง!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมคงต้องขออภัยด้วย ผมรับงานนี้ไม่ได้ครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50661</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ปราบโกง., นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, อดีตรมว.ยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190416/image_big_5cb5a70cd34aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2019 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2019 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรมว.ยุติธรรมลั่นหมดเวลาเกรงใจ พวกไร้มารยาททางการทูต ถ้าไปมุงดู&#039;ปิยบูด&#039;อีก &#039;มีเถยจิตเป็นโจร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย.62-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค &amp;nbsp;อดีตรมว.ยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงเวลาร่วมใจผนึกกำลังสู้เพื่อชาติของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงกรณีที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในด้านกระบวนการยุติธรรมของเราอีก และในช่วงสงกรานต์ผมลงพื้นที่พบประชาชนจำนวนมาก ปรากฎว่ามีคนสนใจสอบถามผมเยอะมาก เกี่ยวกับการตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนากับพวกเมาแล้วขับ ว่าทำได้หรือไม่เพียงใด เพราะอยากให้ทำได้จริงๆ ผมจึงคิดว่าจะเขียนอธิบายเรื่องเมาแล้วครับเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง แต่หลังจากที่ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงซึ่งเป็นต้นสังกัดของคนต่างชาติพวกนี้ หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเรียกไปเข้าพบแล้ว ต้องบอกว่าทนไม่ได้ครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยคิดว่าเมื่อคนพวกนี้รับรู้ถึงกระแสความไม่พอใจของสังคมไทย และได้รับการ ตอบโต้จากกระทรวงการต่างประเทศ พวกเขาคงจะหาทางบรรเทาสถานการณ์ลงบ้าง เช่น ขอโทษ หรือแจ้งว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ตรงกันข้าม นอกจากจะไม่สำนึก ยังกลับเหิมเกริมยิ่งขึ้นโดยการออกแถลงการณ์อย่างไม่แยแสสังคมไทยและเกียรติยศศักดิ์ศรีของประเทศไทย ยืนยันว่าสิ่งที่พวกตนทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นแนวปฏิบัติปกติทางการทูต เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศโต้โผใหญ่ของคนพวกนี้แถลงว่าการส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมฟังการพิจารณาคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทั่วโลก เป็นการกระทำเพื่อรับประกันว่าการดำเนินคดีจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีการเคารพหลักกฎหมาย ในคดีที่เป็นปัญหาอยู่นี้ก็เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆคดี ที่เขาเข้าไปสังเกตุการณ์ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ได้ข้อมูลปฐมภูมิในการดำเนินคดี พร้อมกันนั้นผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยก็ออกแถลงการณ์ว่าการกระทำของพวกตนเป็นการดำเนินการตามหลักปฏิบัติปกติทางการทูตที่ทำกันทั่วโลก ไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมืองและไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นแถลงการณ์ภายหลังจากที่เข้าพบกับกระทรวงการต่างประเทศและรับ &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; ไปแล้วด้วยนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จากสิ่งที่เราเห็น ปรากฎชัดว่า สิ่งที่คนพวกนี้ทำไปนั้นมันสวนทางกับแถลงการณ์ของต้นสังกัดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง และน่าสังเกตุเพิ่มเติมว่าผู้ที่ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้กระทรวงการต่างประเทศนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูง จึงเป็นที่น่าคิดว่าการกระทำของคนพวกนี้อยู่ในการรับรู้ของต้นสังกัดมาแต่เริ่ม ซึ่งก็หมายถึงการรับรู้ของรัฐบาลของประเทศต้นสังกัดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนพวกนี้มีความฮึกเหิม ไม่สนใจและไม่ยี่หระต่อความไม่พอใจและคำเตือนของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคารพวิธีปฏิบัติและพันธกรณีการปฏิบัติทางการทูตกับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตยมาช้านาน รวมทั้งไม่หวั่นเกรงต่อผลกระทบทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนพูดว่าเราต้องนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ผมสงสัยและแปลกใจว่าทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเรื่องนี้แต่ฝ่ายเดียว ในขณะที่อีกฝ่ายไม่นึกไม่คิดถึงบ้าง หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ ในเมื่อคนพวกนี้ไม่มีมรรยาททางการทูต ไม่เคารพเอกราชและอธิปไตยไทย กล้าที่จะเหยียบย้ำศักดิ์ศรีของชาติถึงในบ้านของเรา เราก็ไม่ต้องเกรงใจพวกนี้อีกต่อไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีข่าวเพิ่มเติมว่า‪ในวันที่ 17 เมษายน‬ ที่นายปิยบุตรจะไปพบพนักงานสอบสวนนั้น บรรดาคนต่างชาติพวกนี้ก็คงจะอาศัยอ้างความเป็นเจ้าหน้าที่ทูตไปจุ้นจ้านที่สถานีตำรวจอีก หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับเป็นการไม่ไว้หน้าทั้งกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่เคารพหลักปฎิบัติ กฎข้อบังคับ และประเพณีทางการทูตอย่างร้ายแรงมากยิ่งขึ้น อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ทำหน้าที่ทูตจะพึงปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้น่าสงสัยในความบริสุทธิ์ของเจตนาที่แท้จริงของคนพวกนี้เป็นยิ่งนัก ว่ามีลักษณะตามที่คำในภาษากฎหมายที่ว่า &amp;ldquo;มีเถยจิตเป็นโจร&amp;rdquo; หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่อย่างน้อยก็มีการตอบโต้คนพวกนี้ไป แม้การตอบโต้จะเป็นเพียงการเรียกต้นสังกัดของคนกลุ่มนี้มารับทราบ &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; แต่ก็นับว่าเป็นบันทึกช่วยจำที่มีเนื้อหาชัดเจนและรุนแรงมากสำหรับการตอบโต้กับประเทศระดับยักษ์ใหญ่เช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในเมื่อคนพวกนี้ไม่หลาบจำและกลับมีความฮึกเหิมมากขึ้น ผมจึงขอพูดดังๆ เสนอไปยังกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการไปยังผู้กำกับสถานีตำรวจและพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อให้ทันเวลาว่าห้ามมิให้คนพวกนี้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนจนกว่าจะได้รับแจ้งการประสานงานจากกระทรวงการต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงยุติธรรมก็สุดแล้วแต่ เป็นเจ้าของเรื่อง เสนอเรื่องต่อ ครม. เป็นเรื่องด่วน ในการประชุม ครม. ครั้งหน้านี้ ให้ ครม. มีมติห้ามมิให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐอนุญาตหรือยินยอมให้พวกต่างชาติ เข้ามาดำเนินการใดๆในส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับความเห็นชอบของกระทรวงต่างประเทศก่อน เว้นแต่ในคดีที่คนของประเทศเหล่านั้นเป็นผู้ถูกกล่าวหา และให้สำนักนายกรัฐมนตรีไปยกร่างออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนี้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติและเป็นเกราะกำบังให้เจ้าหน้าที่ของรัฐถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่แม้การสอบสวนตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนกับผู้ถูกกล่าวหาและทนายความ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจที่จะไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้ามายุ่งวุ่นวายในคดีได้อยู่แล้วก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความอุ่นใจและเป็นเกราะกำบังให้พนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้อง จึงควรต้องดำเนินการดังที่ผมเสนอมาข้างบนนี้ด้วย และยังจะทำให้มีกฎระเบียบภายในประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะที่คนพวกนี้ต้องปฏิบัติตาม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 ข้อ 41 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องนี้แล้ว ผมขอจับโกหกจากการแถลงการณ์ตอบโต้กระทรวงการต่างประเทศของขบวนการต่างชาติกลุ่มนี้ ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) คนพวกนี้บอกในแถลงการณ์ว่าพวกเขามีสิทธิกระทำการเช่นนี้ได้ ไม่เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเรา ซึ่งพวกเขาจะกระทำการแบบนี้เป็นปกติในทุกคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทั่วโลก ไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมือง และไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ เป็นหลักปฏิบัติปกติทางการทูตที่ทำกันทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาง่ายๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงไม่เห็นเคยมีเจ้าหน้าที่ทูตจากประเทศอื่นๆ ในประเทศไทย ปฏิบัติตนเช่นเดียวกันกับกลุ่มคนพวกนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุใดในคดีอื่นๆที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับคดีของนายธนาธรและนายปิยบุตรนี้ คนพวกนี้จึงไม่เคยปรากฎตัวเข้าไปเกี่ยวข้องหรือมาขอสังเกคุการณ์บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) หากเป็นการปฏิบัติตามปกติประเพณีทางการทูตจริงแล้ว ในระหว่างคดีของนายธนาธรกับนายปิยะบุตรนี้กับคดีการจับกุมและควบคุมตัวบุตรสาวของประธานบริษัทหัวเหว่ยนั้น คดีใดเป็นคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในสังคมทั่วโลกมากกว่ากัน เหตุใดจึงไม่ปรากฎมีนักการทูตหรือเจ้าหน้าที่ทูตของประเทศของคนพวกนี้โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปไปสังเกตุการณ์การจับกุม การควบคุมตัว และการสอบสวนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) นายธนาธรสามารถแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สามารถมีผู้ให้การสนับสนุนมาให้กำลังใจ สามารถมีคณะเจ้าหน้าที่ทางการทูตมา &amp;ldquo;ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติประเพณีทางการทูต&amp;rdquo; และนายธนาธรสามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันทีหลังพบพนักงานสอบสวน เปรียบเทียบกับคดีระดับโลกกรณีของบุตรสาวประธานบริษัทหัวเหว่ยนั้น เธอไม่สามารถกลับบ้านได้และยังคงถูกกักขังและควบคุมตัวอยู่จนปัจจุบัน เธอต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองในการถูกควบคุมตัวและการถูกปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เช่นนี้แล้ว คดีใดมีลักษณะเป็นการละเมิดเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนมากกว่ากัน เหตุใดคนพวกนี้จึงวางเฉย ไม่เคยตรวจสอบ ไม่เคยไปสังเกตุการณ์ ไม่สนใจ และปล่อยให้เธอต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อสิทธิมนุษยชน และเพื่อการปฎิบัติที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นแต่เพียงลำพัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) คนพวกนี้บอกว่า การกระทำของพวกเขาไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมือง แต่ในวันที่คนพวกนี้ไป &amp;ldquo;สังเกตุการณ์&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 6 เมษายน นั้น ปรากฎมีประชาชนและสมาชิกพรรคการเมืองนั้นไปให้สนับสนุนแห่แหนและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก เหตุใด คนพวกนี้จึงไม่มีความรู้สึกนึกคิดพื้นฐานตามปกติวิสัยของ &amp;ldquo;นักการทูต&amp;rdquo; ทีดีทีพึงกระทำเลยสักนิดหรือว่าการพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนทางการเมืองเช่นนั้น เป็นการล่อแหลมต่อการที่จะถูกมองว่ามาร่วมให้การสนับสนุนทางการเมืองหรือไม่มีความเป็นกลางได้ หากคนพวกนี้มีจิตใจและเจตนาที่บริสุทธิ์เพียงแค่ต้องการมาสังเกตุการณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดีจริงๆแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเร่งรีบดำเนินการต่อไปในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเช่นนั้น คนพวกนี้สามารถติดต่อขอข้อมูลรายละเอียดที่ต้องการได้ในหลายช่องทาง ยกเว้นจงใจแสดงการเลือกข้างให้ปรากฏ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) คนพวกนี้บอกว่า การกระทำของพวกเขาไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่กลับไม่เคยเห็นคนพวกนี้ยืนยิ้มเรียงแถวหน้ากระดานล้อมรอบถ่ายรูปร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีอื่นๆ ท่าทีดูแล้วเหมือนเป็นผู้มาให้กำลังใจมากกว่ามาเป็นผู้สังเกตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปได้ว่าสิ่งที่คนพวกนี้กระทำไปนั้นมันสวนทางกับสิ่งที่พวกเขาแถลงอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น และหากคนพวกนี้ยังคงเหิมเกริม มาจุ้นจ้านในกรณีของนายปิยบุตรอีก ก็ย่อมเป็นการย้ำสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศระบุไว้ใน &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;......การปรากฎตัวของตัวแทนทูตอย่างชัดเจนต่อสาธารณะที่สถานีตำรวจแบบนั้น ส่งผลทางการเมืองอย่างชัดเจนต่อสาธารณชนคนไทยในวงกว้างว่า เป็นการสนับสนุน &amp;ldquo;นายธนาธร&amp;rdquo; ในเชิงจริยธรรม กล่าวอีกอย่างได้ว่า มันเป็นพฤติกรรมและการบ่งบอกทางการเมืองของทูตเหล่านั้น มันส่งผลอย่างชัดเจนว่า ทูตเหล่านี้ เลือกที่จะลงมาเล่นการเมืองในประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดก็ได้ &amp;ldquo;เลือกข้าง&amp;rdquo; ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมืองในประเทศแล้ว รัฐบาลไทยเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าว เป็นการละเมิดข้อตกลงแห่งเวียนนาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทูต (VCDR) มาตรา 41 และละเมิดหลักการสากล ว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติที่มีอธิปไตย จากประสบการณ์ เราไม่เคยเห็นพฤติกรรมของกลุ่มนักการทูตเยี่ยงนี้ในที่ใดมาก่อน....&amp;rdquo; (คัดลอกคำแปลต้นฉบับภาษาอังกฤษจากบทความ &amp;ldquo;ตี๋กร่าง&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; โดย เปลว สีเงิน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 15 เมษายน 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัดเจนจากข้อความใน &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; ของกระทรวงต่างประเทศครับว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทูตเหล่านี้ เลือกที่จะลงมาเล่นการเมืองในประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดก็ได้ &amp;ldquo;เลือกข้าง&amp;rdquo; ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมืองในประเทศแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกับราชอาณาจักรไทยของเรา ทำไปเพื่ออะไร และทำไปเพื่อใคร???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มากระจ่างชัดมากขึ้นเมื่อได้อ่านข้อเขียนของคุณเปลว สีเงิน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอังคารที่ 16 เมษายน นี้ ในหัวข้อ &amp;ldquo;สื่อฝรั่ง &amp;ldquo;ถลกลาย&amp;rdquo; ฝรั่งเสือก&amp;rdquo; ที่นาย Tony Cartalucci ที่เป็นชาวต่างชาติเช่นกันแต่ได้เขียนบทความตีแผ่พฤติกรรมฝรั่งพวกนี้ในนิตยสาร &amp;ldquo;New Eastern Outlook&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 นี้ ว่าคนพวกนี้มีเจตนาแอบแฝงอย่างไร มี &amp;ldquo;เถยจิตเป็นโจร&amp;rdquo; หรือไม่ ใครอยากทราบรายละเอียดไปหาอ่านดูนะครับเพราะเท่าที่ผมเขียนมานี้ก็ยาวพอแล้วครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ขนาดฝรั่งกันเองยังมองออก เรา..คนไทย..จะต้องมองให้ออกเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องคิดและเตรียมการรับมือให้ดี!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33767</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่างชาติแทรกแซง, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, หมดเวลาเกรงใจ, อดีตรมว.ยุติธรรม, เหิมเกริม, ไม่แยแสสังคมไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190416/image_big_5cb5a77dd8ea4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
