<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดีมธ.เล่าถึงโครงการพระราชดำริพ่อหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหา ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย ในปี พ.ศ.2493 เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ในวันที่ 5 พฤษภาคม ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน เป็นพระราชดำรัสว่า &amp;quot;เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น หลังจากที่นายปรีดี พนมยงค์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 พลเรือตรี หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ได้เกิดการรัฐประหารนำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัน ซึ่งในระยะแรกได้ให้นาย ควง อภัยวงศ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เป็นนายกรัฐมนตรี และได้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 29 มกราคม 2491 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะ ทำให้นายควงได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงนี้ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นใหม่โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม และได้ประกาศใช้วันที่ 23 มีนาคม 2492 รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2475 มาก เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่บัญญัติว่า &amp;quot;ประเทศไทยมีการปกครองมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 6 เมษายน รัฐบาลนายควงก็ถูกรัฐประหารทางจดหมายจากคณะทหาร บังคับให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในที่สุด สาเหตุที่จอมพล ป. ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกน่าจะเป็นเพราะว่าไม่แน่ใจว่ารัฐบาลรัฐประหารจะเป็นที่ยอมรับของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เนื่องจากจอมพล ป.เป็นผู้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2&amp;nbsp;
ต่อมาก็ได้มีการเลือกตั้งตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจอมพล ป.ก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกตามคาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ทรงกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ได้กำหนดวันกลับมาประทับในประเทศไทยเป็นการถาวรโดยจะเสด็จกลับในวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ในขณะที่ประเทศไทยก็เกิดมีการทำรัฐประหารโดยคนกลุ่มเดียวกันกับที่ได้ทำรัฐประหารครั้งที่แล้ว โดยอ้างภัยคอมมิวนิสต์ที่คุกคาม และการทุจริตคอรัปชั่น และต่อมาคณะบริหารประเทศชั่วคราว ได้ประกาศรายงานกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะกำลังเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศ และประทับอยู่ที่สิงคโปร์ และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2475 แทนรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 จากนั้นก็ได้ประกาศตั้งรัฐบาลชั่วคราวซึ่งก็มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ได้มีความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 เพื่อจะใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งเป็นที่กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วยที่จะยังคงรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ไว้ และพยายามคัดค้านแต่ไม่เป็นผล พระองค์จึงทรงเปลี่ยนท่าทีมาเป็นการเข้าไปมีส่วนในการพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยจนกระทั่งถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 มีนาคม 2495&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุเหล่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามจึงไม่สู้จะราบรื่นเท่าใดนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาจเป็นเพราะเพื่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ทรงพยายามประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆอย่างเต็มกำลัง เช่น ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อก่อตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อออกไปรักษาประชาชนในชนบท ทรงก่อตั้งทุน
อานันทมหิดล และทุนภูมิพล เพื่อนิสิตนักศึกษาและบัณฑิตในมหาวิทยาลัย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวโครงการแรกคือ โครงการสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสาน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2498 การเสด็จครั้งนี้ ทุกจังหวัดที่เสด็จ มีประชาชนหลั่งไหลมาเฝ้าชมพระบารมีกันอย่างเนืองแน่นล้นหลาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความเดือดร้อน แร้นแค้นของประชาชนในชนบท พระองค์จึงทรงคิดที่จะพระราชทานความช่วยเหลือแก่ชาวบ้าน ชาวนา และเกษตรกรที่เดือดร้อนเหล่านี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีมากกว่า 4,700 โครงการในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อองค์พระเจ้าอยู่หัวที่มีมากขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนจะทำให้รัฐบาลไม่สู้สบายใจนัก นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปฏิเสธที่จะให้งบประมาณในการเสด็จประพาสภายในประเทศอีก การเสด็จประพาสในช่วงปี 2499-2500 จึงต้องจำกัดอยู่ในภาคกลางเท่านั้น
หลังการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 ที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นหนึ่งในข้ออ้างของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในการทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. ในวันที่ 16 กันยายน 2500&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร โดยเฉพาะในช่วงที่จอมพล สฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมาก และถวายการสนับสนุนต่อพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมราษฎรเรียกได้ว่า เกือบทุกจังหวัด ทั่วทุกภาคในประเทศ ไม่ว่าสถานที่นั้นจะเดินทางลำบากและทุรกันดารเพียงใดก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นปัญหาของชาวบ้านหรือเกษตรกร ก็จะทรงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งอาจใช้หน่วยงานของพระองค์เอง เช่นมูลนิธิโครงการหลวง ที่พระองค์ทรงใช้แนวทาง สนับสนุนชาวไทยภูเขาในภาคเหนือให้ปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งแรกๆก็ประสบปัญหามากมาย แต่ในปัจจุบันก็ประสบความสำเร็จด้วยดี หรือพระองค์อาจพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการในมหาวิทยาลัยของรัฐ ให้ไปดำเนินการต่อ เช่น การแก้ปัญหาน้ำเสียด้วยการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ ของโครงการอ้นเนื่องมาจากพระราชดำริ แหลมผักเบี้ย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยพระบารมีของพระองค์ หน่วยราชการต่างๆที่เคยทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ กลับสามารถบูรณาการโดยทำงานร่วมกันได้อย่างดีเมื่อมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์กลาง จากนั้นโครงการเหล่านั้นก็จะกลายเป็นโครงการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ และใช้งบประมาณแผ่นดินผ่านกระทรวงทบวงกรมเหล่านั้น จะเห็นว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อแก้หรือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มิได้ใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่กล่าวหากันไม่ แต่ประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับประชาชนโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จทุกโครงการไป บางโครงการอาจไม่ได้ผลคุ้มกับการงทุน หรืออาจถึงกับล้มเหลวก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการโฆษนาชวนเชื่อหรือ propaganda บอกได้เลยว่า เป็นเรื่องของข้าราชบริพาร และหน่วยราชการต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงเกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอเล่าถึงประสบการณ์ที่พบด้วยตัวเองเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว เมื่อเพื่อนรักผมคนหนึ่งขอให้ผมไปประชุมแทนในคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งของคณะกรรมการเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ ยังจำได้ว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีคุณสมภพ จันทรประภา เป็นประธาน ในการประชุมวันนั้น นักสื่อสารมวลชนใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ได้เสนอให้จัดตั้งหน่วยรถที่มีเครื่องฉายภาพยนตร์ขนาด 8 มม. ให้ตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆในชนบท เพื่อฉายภาพยนตร์พระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวให้ชาวบ้านชม ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้หลักผู้ใหญ่ในวงราชการ รวมทั้งผู้แทนจากองค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่มีใครคัดค้าน มีผมนี่แหละที่อดไม่ได้ ต้องยกมือขอค้าน เหตุผลก็คือ การทำเช่นนั้นแทนที่จะทำให้ชาวบ้านในชนบทเกิดความจงรักภักดี อาจเกิดผลในทางตรงข้ามก็ได้ เพราะชาวบ้านจะเห็นว่าเป็นการโฆษนาชวนเชื่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีใครแสดงความเห็นต่อการคัดค้านของผม มีเพียงประธานอนุกรรมการ คุณ สมภพ จันทรประภา ที่เห็นด้วย กับการคัดค้านจึงทำให้ข้อเสนอนี้ตกไป จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หากเป็นการช่วยเกษตรกรและชาวบ้านในชนบท ก็จะใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หากเป็นโครงการที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ก็จะไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เช่น โครงการหลวง โกลเด้นเพลส หรือบริษัทสุวรรณชาด และที่เป็นที่พึ่งของคนกรุงเทพฯที่เข้ารับการรักษาพยาบาลกันอย่างเนืองแน่นก็คือ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; อาจเป็นความจริงที่ว่า เป็นการสร้างสมพระบารมีเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สถาบันพระมหากษัตริย์แทบจะไม่มีความมั่นคงเลย แต่การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันของพระองค์ด้วยการทำความดี ทำให้ราษฎรที่ยากไร้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย คงไม่ใช่เป็นการทำอะไรที่เป็นความผิดมิใช่หรือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119594</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อดีตรองอธิบดีมธ.’วิเคราะห์ศึก’ลุงตู่VSธรรมนัส’กับอนาคต’พปชร.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - รศ.หริรักษ์&amp;nbsp;สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าอนาคตพรรคพลังประชารัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะมีการยุบสภา หรือจะเป็นการเลือกตั้งหลังจากสภาหมดวาระในอีกประมาณปีครึ่ง ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการสำรวจของนิด้าโพล คนที่ตอบส่วนใหญ่เห็นว่าการปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และและ อ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจากการเป็นรัฐมนตรี เป็นเรื่องเหมาะสมแล้ว และระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ และไม่ควรตั้งพรรคการเมืองเอง นั่นหมายความว่า ประชาชนที่ตอบเห็นว่า พรรคพลังประชารัฐมีนักการเมืองแบบเก่าที่หวังผลประโยชน์ และคิดแต่เรื่องโควตารัฐมนตรีมากเกินไป พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่ควรลงไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพรรค การดูแลพรรค และการเมืองในและนอกพรรค ควรเป็นหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เช่นเดิม
การที่ พล.อ.ประวิตร &amp;nbsp;รั้งตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไว้ให้คงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ อาจเป็นเพราะคนอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ควรที่จะเก็บไว้อยู่ใกล้ตัว จะดีกว่าปล่อยให้ไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งการที่ ร.อ.ธรรมนัส จะเลิกยุ่งกับการเมือง ไปใช้ชีวิตเงียบๆ ที่จังหวัดพะเยาเป็นเรื่องที่พูดได้แต่เป็นไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ ร.อ.ธรรมนัสตัดสินใจอยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อไปตามความต้องการของ พล.อ.ประวิตร คำถามคือว่า เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์และ ร.อ.ธรรมนัส จะจบลงง่ายๆอย่างนี้หรือ คำตอบคือ คงไม่จบ เพราะ ร.อ.ธรรมนัสบอกเองว่า &amp;quot;ผมเป็นคนจำนาน&amp;quot; ดังนั้นไม่ลืมแน่ๆ พล.อ.ประยุทธ์เองก็คงไม่ลืมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ทราบว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ มีความไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัสแค่ไหน แต่จากนี้ไปเป็นที่แน่ใจได้ว่า ไม่มีทางไว้วางใจอีกตลอดกาล &amp;nbsp;อย่างนั้น ร.อ.ธรรมนัส จะมีอนาคตทางการเมืองได้อย่างไรหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ในทางกลับกันหาก ร.อ.ธรรมนัส ยังเป็นเลขาธิการพรรคอยู่ และยังคุมเสียง ส.ส.ทั้งในพรรคพลังประชารัฐจำนวนหนึ่ง และเสียง ส.ส.พรรคเล็ก ทำให้ยังมีอำนาจต่อรอง ร.อ.ธรรมนัส จะขวางไม่ให้พรรคเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่ ไม่ทราบเหมือนกันว่า พล.อ.ประวิตรเตรียมหาทางออกไว้แล้วหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะอย่างไร พรรคพลังประชารัฐคงจะต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใดก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงวิธีลงคะแนนเลือกตั้งจากใช้บัตรใบเดียว และมีจำนวน ส.ส.ที่พึงมีเป็นตัวจำกัดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคจะได้ มาเป็นใช้บัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกส.ส.เขต ใบหนึ่งเลือกพรรค โดยไม่มีการจำกัดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคจะได้ อาจเป็นการตกลงร่วมกันกับพรรคต่างๆ ที่ร่วมกันโหวตผ่าน ซึ่งไม่แน่ว่าข้อตกลงร่วมกันดังกล่าวคืออะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างที่เคยกล่าวแล้วหลายครั้งว่า การจับมือกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหลังเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ว่า จะสามารถเจรจาต่อรองผลประโยชน์ได้ลงตัวหรือไม่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุด เราจะได้ทราบกันว่า ความแนบแน่นของ 3 ป. เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาโยกคลอนได้จริงหรือไม่ เมื่อถึงวันนั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117487</URL_LINK>
                <HASHTAG>พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดีมธ.ชำแหละการเมืองสไตล์ไทยแลนด์โอนลี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.2564 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ยิ่งวันยิ่งไม่แน่ใจว่า ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา เป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลทักษิณ ประท้วงขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่มีชื่อเสียงมาก มีความเห็นว่า &amp;nbsp;การขับไล่รัฐบาลออกไป คนที่มาใหม่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเลวร้ายพอกัน ดังนั้นหากจะประท้วงควรประท้วงสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ถูกต้องเป็นเรื่องๆไป เช่นการประท้วงการผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งหรือฉบับสุดซอย เป็นสิ่งที่ควรกระทำ และจะเห็นว่ามีมวลชนออกมาร่วมชุมนุมเป็นหลักล้าน แต่เมื่อรัฐบาลยอมถอย ก็ควรปล่อยให้เขาบริหารประเทศต่อไป เพราะเขาได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมา ให้ประชาชนได้เรียนรู้เอง ในที่สุดในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป ประชาชนก็จะเลือกแต่คนดีๆเข้าสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักการข้างต้น ฟังดูก็น่าจะเป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่เมื่อคิดว่า ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2475 &amp;nbsp;แม้จะมีการยึดอำนาจกันไปมา และมีปกครองแบบเผด็จการหลายยุคหลายสมัย แต่เวลา 89 ปีก็เป็นเวลาที่นานพอที่ประชาชนจะเกิดการเรียนรู้ในทางการเมืองได้ หากจะบอกว่า สาเหตุของปัญหาอยู่ที่การเข้าถึงข้อมูลของผู้ที่อยู่ในชนบท ปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตมีให้ใช้ค่อนข้างทั่วถึง อุปกรณ์ราคาไม่แพง คนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นทั้งในเมืองและในชนบท สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ไม่ยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางกลับกัน ความไม่ยากของการเข้าถึงข้อมูล เช่นใน social media กลับเป็นช่องทางที่ได้ผลของการสร้างข่าวเท็จ ปั่นกระแส สร้างภาพ และครอบงำความคิด ความเชื่อ เพื่อผลทางการเมือง &amp;nbsp;กลุ่มการเมืองที่สามารถใช้ social media ได้ดี จึงสามารถครอบงำความคิด สร้างแนวร่วม กระทั่งสาวก ที่มีความภักดี(loyal)อย่างหัวปักหัวปำได้ไม่ยากเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะต้องรออีกกี่ปี ประชาชาชนคนไทยจึงจะเรียนรู้ รู้ทัน และเลือกแต่คนดีเข้าสภา เพื่อประเทศเราจะได้มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนเก่งจริง ดีจริง และมีคณะรัฐมนตรีที่ดี ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
ขอบอกว่า ตราบใดระบบการเมืองยังเป็นดังเช่นที่เป็นอยู่ ปรากฏการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นได้ยาก กระทั่งเป็นไปไม่ได้&amp;nbsp;
สาเหตุเป็นเพราะตัวคนไทยเราเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน คนไทยเราเวลาจะตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่ได้ตัดสินใจเลือกคนเก่งจริง คนดีจริง &amp;nbsp;แต่จะเลือกคนที่เป็นพรรคพวก เป็นฝ่ายเดียวกับตน หรือคนที่เข้ามาแล้วเป็นประโยชน์ต่อตัวเองเป็นอันดับแรก ชุมชนตัวเอง จังหวัดตัวเอง เป็นลำดับถัดมา และประเทศชาติโดยรวม เป็นลำดับสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในระดับไหน ล้วนเป็นเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้จึงยากยิ่งที่จะทำให้คนดีจริง เก่งจริง อย่าว่าแต่ได้รับเลือกตั้ง แต่แค่ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ก็มีน้อยกว่าน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองดูตัวอย่างการเมืองในระดับมหาวิทยาลัยของรัฐ การตั้งอธิการบดี คณบดี และตำแหน่งที่เทียบเท่า มักใช้วิธีการที่จะขอเรียกว่า &amp;quot;กึ่งเลือกตั้ง&amp;quot; นั่นคือใช้วิธีสรรหาโดยการซาวเสียงจากบุคลากรทั้งหมด รวมทั้งนิสิต นักศึกษา หรือบางแห่งใช้วิธีให้บุคลากรจากทุกหน่วยงานให้เสนอชื่อผู้เหมาะสม แล้วนับเสียงที่ได้รับการเสนอชื่อของแต่ละคน จากนั้นคณะกรรมการสรรหา ก็จะให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อแถลงแนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยต่อประชาคม สุดท้ายกรรมการสรรหาจะคัดกรองผู้เหมาะสมไม่เกิน 3 คน เพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยพิจารณาเป็นขั้นสุดท้าย ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ หรือมีคะแนนเสียงมากที่สุด แม้ไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการสรรหา จึงต้องได้รับการเสนอชื่อ หรือมีคะแนนจากการซาวเสียงมากพอ ทำให้มีการหาเสียงกันด้วยวิธีการต่างๆ ต้องมีหัวคะแนนไปขอให้เสนอชื่อตัวเองไม่เว้นแม้แต่การใช้วิชามาร เช่น การวางตัวให้คนของตัวเองได้รับเลือกเป็นกรรมการสรรหา ไปจนถึงออกบัตรสนเท่ห์โจมตีคู่แข่งด้วยข้อมูลจริงและเท็จ เพื่อให้ตัวเองได้รับการเสนอชื่อ ก็มีมาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยระบบการสรรหา ที่บางทีอาจเรียกว่าเป็นวิธีการประชาธิปไตยเช่นนี้ &amp;nbsp;ผู้ที่มีความสามารถสูง และเป็นคนดี แต่ไม่ต้องการเล่นการเมืองน้ำเน่า จึงไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหา อย่าว่าแต่ได้รับเลือก นี่คือความมจริงของการเมืองในมหาวิทยาลัยของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเมืองระดับประเทศ ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ประชาชนเลือกผู้แทน ผู้แทนไปเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีวิธีคิด(mind set)ว่า นายกรัฐมนตรีต้องยึดโยงกับประชาชน จึงต้องเลือกมาจากผู้ที่เป็น ส.ส. รัฐมนตรีก็ควรต้องเลือกมาจาก ส.ส. จึงจะเรียกว่า เป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวิธีคิดในการเลือกผู้แทนของคนไทยเราเป็นเช่นข้างต้น กล่าวคือเอาพวกพ้อง หรือผลประโยชน์ของตนเองมาก่อนส่วนรวม พรรคการเมืองหากต้องการเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก็จะต้องรวบรวมคนที่มีโอกาสจะได้เป็นส.ส.มากที่สุด ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดเข้าพรรค คนที่จะมีโอกาสเป็น ส.ส.มากที่ก็คือผู้ที่เคยได้รับเลือกเป็น ส.ส.มาแล้ว มีฐานเสียงอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอิทธิพลของแต่ละจังหวัด เมื่อเข้าพรรคก็จะไม่ใช่มาคนเดียว แต่จะมาเป็นกลุ่ม และจะกลายเป็นกลุ่มย่อยๆ ที่เรียกกันว่ามุ้งเล็กมุ้งใหญ่ภายในพรรคที่เข้าสังกัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ ส.ส.เข้าไปอยู่ในสภาก็จะมีบทบาทในการผ่านหรือไม่ผ่านร่างกฎหมายต่างๆที่สำคัญ เช่นพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี และกฎหมายอื่นๆทั้งที่สำคัญ และไม่สำคัญ การผ่านร่างกฎหมายเพื่อนำไปเสนอโปรดเกล้าฯเพื่อนำไปบังคับใช้ จำเป็นต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภา หากกฎหมายที่สำคัญไม่ผ่าน รัฐบาลถ้าไม่ลาออกก็ต้องประกาศยุบสภา อันเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายแต่ละฉบับจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่อยู่ที่การร่างกฎหมายกระทำด้วยความพิถีพิถันหรือไม่ หรือกฎหมายฉบับนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ส.ส.ในสภาจะยกมือผ่านให้หรือไม่ เช่นเดียวกัน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยพรรคฝ่ายค้าน รัฐบาลจะได้รับความไว้วางใจหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่า รัฐบาลบริหารประเทศหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ส.ส.ในสภาจะยกมือให้ไว้วางใจหรือไม่ และไม่ว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศได้ดีเพียงใด พรรคฝ่ายค้านก็จะให้ ส.ส.ทุกคนยกมือไม่ไว้วางใจ เพื่อคว่ำรัฐบาลให้ได้เสมอ การกระทำเช่นนี้ ในระบบการเมืองไทย ดูเหมือนจะเป็นประเพณีปฏิบัติไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ พรรคที่เข้าร่วมรัฐบาล และมุ้งต่างๆภายในพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค จึงมีอำนาจต่อรอง ที่จะขอโควต้าให้หัวหน้ามุ้ง และสมาชิกในมุ้งเป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนว่าตำแหน่งรัฐมนตรี หากไม่ใช่นายกรัฐมนตรี จะเป็นยอดปรารถนาของนักการเมืองทุกคน ยิ่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงที่จัดว่าเป็นเกรด A ยิ่งแย่งกันอย่างน่าเกลียด โดยไม่ได้มองดูความสามารถตัวเองเลย ที่ร้ายกว่านั้น เมื่อตัวเองเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ด้วยเหตุผลบางประการ เช่น มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แทนที่จะมองหาคนที่มีความสามารถเหมาะสม กลับนำโควต้าไปยกให้ภรรยาบ้าง สามีบ้าง พี่บ้าง น้องบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือการเมืองไทย กรุณาติดตามตอนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111391</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปกครอง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, ระบอบประชาธิปไตย, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b3ba5a48f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 08:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 08:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้บริหารมธ.เศร้า!ชี้แถลงการณ์อุ้มแก๊ง3นิ้วไม่ใช่วิถีของมหาวิทยาลัยไม่ว่ายุคใดสมัยใด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2564 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผู้สนับสนุนม็อบ 3 นิ้ว ต่างดาหน้ากันออกมาเรียกร้องให้ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำม็อบ 3 นิ้วที่ต้องคดี ตามมาตรา 112 และ 116 ด้วยเหตุผลว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลยทุกคน และตามหลักยุติธรรมสากล ต้องถือว่าผู้ถูกจับกุมเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่น่าเชื่อว่า ผู้ที่ออกมาเรียกร้อง หลายคนก็เป็นนักกฎหมาย แต่กลับอ้างข้อมูลทางกฎหมายที่ไม่ครบถ้วน พูดเสมือนหนึ่งว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตราบใดที่การพิจารณาดียังไม่ถึงที่สุด ศาลจะต้องอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทุกรายไป การพูดเช่นนี้ แม้ไม่ได้พูดตรงๆแบบผู้ที่อยู่ในม็อบ และใน social media แต่ก็มีนัยยะว่าศาลไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยที่เป็นแกนนำเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ก็โพสต์ facebook ความตอนหนึ่งว่า &amp;ldquo;การได้รับการประกันตัวในคดีอาญา &amp;nbsp;หรือที่กฎหมายใช้คำว่า ปล่อยตัวชั่วคราว นั้นเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องหาและจำเลยทุกคน ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติไว้ในมาตรา 107 ว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ปริญญา กลับไม่ได้ให้ข้อความในมาตรา 107 ให้ครบถ้วน เพราะในมาตรา 107 มีการระบุต่อจากนั้นอีกว่า &amp;ldquo; ....พึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 108 มาตรา 108/1 ...&amp;rdquo;
ในที่นี้จึงได้คัดลอกข้อความที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 107 มาตรา 108 และมาตรา 108/1 มาให้อ่านกันแบบไม่ตัดทอนดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑๐๗ เมื่อได้รับคำร้องให้ปล่อยชั่วคราว ให้เจ้าพนักงานหรือศาลรีบสั่งอย่างรวดเร็วและผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๘ มาตรา ๑๐๘/๑ มาตรา ๑๐๙ มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๓/๑ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวโดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑๐๘ ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้องพิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบ &amp;nbsp;(๑) ความหนักเบาแห่งข้อหา (๒) พยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วมีเพียงใด (๓) พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร (๔) เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด (๕) ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่ (๖) ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใดหรือไม่ (๗) ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ โจทก์ หรือผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับประกอบการวินิจฉัยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑๐๘/๑ การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(๑) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี ๒) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน (๓) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น (๔) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ (๕) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวต้องแสดงเหตุผล และต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยและผู้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า ข้อความที่ว่า &amp;ldquo; ผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว&amp;rdquo; จึงไม่ใช่เป็นการอนุญาตให้ปล่อยตัวโดยอัตโนมัติ แต่ศาลจะต้องวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยตัวโดยพิจารณาเงื่อนไขตามมาตรา 108 &amp;nbsp;การไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จะทำได้หากมีเหตุอันควรเชื่อ 5 ข้อ ตามมาตรา 108/1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปสั้นๆคือ การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจำเลย เป็นสิทธิที่พึงได้รับ แต่ศาลต้องวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตามเงื่อนไขตามมาตรา 108 และศาลอาจจะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวก็ได้หากมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งใน 5 เหตุ ตามมาตรา 108/1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังดีที่ อ.ปริญญาระบุต่อมาในโพสต์ว่า &amp;ldquo;แม้ว่าศาลจะมีดุลพินิจสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ .....&amp;rdquo; แต่ก็ได้เปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาอีกประเด็นคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ดังนั้น ตามข้อวินิจฉัยของอ.ปริญญา การนำผู้ต้องหาหรือจำเลย ไปขังไว้ในที่เดียวกันกับนักโทษอื่นๆ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 29 เพราะเป็นการปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิด ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากรู้ว่าหากในที่สุด แกนนำ กปปส. 8 คน ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อ.ปริญญาจะพยายามค้นคว้าหาข้อกฎหมาย และออกมาแสดงความเห็นแบบนี้เหมือนกันหรือไม่ รวมทั้งคดีอื่นๆที่ผ่านมาอีกกี่หมื่นคดีที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยเล่า ทำไมไม่เคยออกมาแสดงความเห็นแบบนี้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูเหมือนจะเป็นวันเดียวกันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ออกแถลงการณ์ ซึ่งผมหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นแถลงการณ์ปลอม เพราะแค่เห็นหัวเรื่องก็ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสียแล้ว แถลงการณ์ฉบับนี้ใช้หัวเรื่องว่า &amp;ldquo;ขอให้คำนึงถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้ถูกจับกุม&amp;rdquo; อย่าลืมว่าผู้ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวคือศาล ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่รัฐบาล หัวเรื่องอย่างนี้ย่อมเป็นการสื่อความว่า ศาลไม่ได้คำนึงถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้ถูกจับกุม ไม่ต่างจากที่ผู้สนับสนุนม็อบทั้งหลายที่ออกมาเรียกร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแถลงการณ์ยังระบุว่า นักศึกษาที่ถูกจับกุมดำเนินคดี ก็เพราะเกี่ยวข้องกับการชุมนุม และแสดงความคิดเห็นทางการเมือง &amp;nbsp;ตามความเป็นจริง ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในรอบแรก 4 คน ในรอบนี้อีก 3 คน ที่เหลือศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวทั้งหมด ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทั้งหมด ไม่ได้ถูกจับกุมเพียงเพราะไปร่วมชุมนุม และแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ได้กระทำผิดกฎหมายตามมาตรา 112 &amp;nbsp;เป็นความผิดคนละหลายต่อหลายกระทง มีพยานหลักฐานที่แน่นหนา เป็นคลิปวีดิโออย่างครบถ้วน และได้กระทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เชื่อได้เลยว่า หากได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ก็จะกระทำอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงความห่วงใย และช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีเป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่การออกแถลงการณ์ที่ตัดทอนข้อเท็จจริงบางประการออก เพื่อเป็นคุณกับนักศึกษาที่จะอย่างไรก็ทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ไม่น่าจะใช่วิถีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ว่าในยุคใดสมัยใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ผมไม่ใช่ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ แต่ผมมีความรักและผูกพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่น้อยไปกว่าศิษย์เก่าแต่ความเที่ยงตรงในข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดังนั้นจึงยังคงมีความหวังว่า แถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยฉบับนี้จะไม่ใช่แถลงการณ์จริง แม้ความหวังของผมจะเป็นเพียงความหวังอย่างลมๆ แล้งก็ตาม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95562</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ม็อบ 3 นิ้ว, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60481ed747e9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 07:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 07:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดีมธ.ให้จับตาคำวินิจฉัยศาลรธน.กรณี&#039;บิ๊กตู่&#039;จะเป็นปลาตายน้ำตื้นเหมือน&#039;สมัคร&#039;หรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.2563 - &amp;nbsp;รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า บ่ายนี้ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยว่า การที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านพักรับรองของทหาร จนถึงปัจจุบันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าว ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 และมาตรา 170&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญมาตรา 184 อยู่ในหมวด 9 เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เป็นมาตราที่ใช้บังคับกับ ส.ส.และ ส.ว. ใน (3)เขียนไว้ว่า &amp;ldquo; (3)ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใดๆจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆ ในธุรกิจการงานปกติ&amp;rdquo;
มาตรา 186 ระบุว่า &amp;ldquo;ให้นำความในมาตรา 184 มาใช้บังคับต่อรัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรา 170 ระบุว่า &amp;ldquo; ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก .. (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือ มาตรา 187&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากการกระทำของพลเอก ประยุทธ์ ขัดต่อมาตรา 184 ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นการเฉพาะตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า สิ่งที่พลเอก ประยุทธ์กระทำ เป็นสิ่งผิดจริยธรรม ร้ายแรง ตามที่ ส.ส.ฝ่ายค้านคนหนึ่งกล่าวหาหรือไม่ เพราะการพักอาศัยอยู่ในบ้านพักของทหารหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว มีให้เห็นโดยทั่วไป และสำหรับพลเอก ประยุทธ์ แม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังคงทำงานให้ประเทศชาติ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ เหตุผลของพลเอก ประยุทธ์ที่ว่า ทำให้ง่ายต่อการรักษาความปลอดภัย จึงฟังดูสมเหตุสมผล
อย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เรื่องจริยธรรม และไม่ใช่คำถามว่า กองทัพบกอนุญาตตามระเบียบอย่างถูกต้องหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า การพักอาศัยในบ้านรับรองของทหาร ของพลเอกประยุทธ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการรับประโยชน์ใดๆจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆในธุรกิจการงานปกติ ซึ่งเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
หากพลเอก ประยุทธ์เป็นเพียงทหารเกษียณ ที่กองทัพบกอนุญาตให้พักอาศัยอยู่ในบ้านรับรองของทหาร โดยที่กองทัพบก จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟให้ โดยมีระเบียบรองรับ กรณีข้างต้น จะไม่เป็นปัญหาใดๆเลย แต่นี่พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 184 น่าจะไม่ต้องการให้ ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรี ได้รับประโยชน์จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นพิเศษกว่าคนอื่น เพื่อรักษาความเป็นกลางไว้นั่นเอง
กรณีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นกรณี &amp;ldquo;ปลาตายน้ำตื้น&amp;rdquo; เช่นเดียวกับคุณสมัคร สุนทรเวช หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ บ่ายนี้ครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85678</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมัคร สุนทรเวช, พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f673f2643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่าน!รศ.หริรักษ์อรรถาธิบายทำไมพระกษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองการทำรัฐประหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ต.ค.2563 - &amp;nbsp;รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า เพราะสถานการณ์โควิด เมื่อวาน ช่างตัดผมประจำ ซึ่งดูจากอายุก็นับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ มาตัดผมให้ที่บ้าน เธอบ่นว่าตั้งแต่มีม็อบ ลูกค้าหายหมด ที่ร้านเงียบมาก เธอถามผมว่า ผมยืนอยู่ข้างไหน ผมตอบว่า ผมไม่ได้ปลื้มกับรัฐบาลลุงตู่ซักเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรที่เป็นความผิดชัดแจ้ง แต่เรื่องโจมตีจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่เอาด้วยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอถามต่อว่า ที่เขาบอกว่า กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยให้การรับรองการทำรัฐประหารที่ผ่านมาทุกครั้ง จริงหรือไม่ ทำไมพระองค์ท่านจึงทำเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมนึกชมเธอที่อย่างน้อยยังมีข้อสงสัย ตั้งคำถาม หาข้อมูลเพิ่มเติม ฟังความเห็นผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนั้นจังหวะเวลาไม่อำนวยที่จะพูดอะไรยืดยาว ผมจึงตั้งคำถามกลับว่า ลองคิดดูว่า หากท่านไม่ทรงยอมลงพระปรมาภิไธยอะไรเลย แล้วอะไรจะเกิดขึ้นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆอยากอธิบายว่า จะว่าทรงลงพระปรมาภิไธยให้การรับรองการทำรัฐประหาร ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว ทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหารสำเร็จ คณะรัฐประหารถือว่าได้รัฏฐาธิปัตย์หรืออำนาจสูงสุดแล้ว หัวหน้าคณะรัฐประหารจะขอเข้าเฝ้า เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราว และมีการนิรโทษกรรมให้กับคณะรัฐประหาร จากนั้นเมื่อได้ตัวผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะขอเข้าเฝ้าเพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองมองย้อนกลับไปเมื่อครั้งคณะราษฎร ยึดอำนาจการปกครองจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
จากหนังสือเรื่อง &amp;ldquo;เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; ของคุณ วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลาเที่ยงเศษของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นาวาตรี หลวงศุภชลาศัย ได้นำเรือรบหลวงสุโขทัยแล่นออกทะเลไปยังพระราชวังไกลกังวล พร้อมหนังสือกราบบังคมทูล มีใจความดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ด้วยคณะราษฎร ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ มีสมเด็จพระพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจ เป็นต้น ไว้เป็นตัวประกัน ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใดก็ดี ก็จะทำร้ายเจ้านายที่จับกุมตัวไว้เป็นการตอบแทน......&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 26 มิถุนายน เวลา 11.00 น คณะราษฎรจำนวน 6 นาย ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จุดประสงค์เพื่อให้ลงพระปรมาภิไธยในเอกสาร 2 ฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองสยาม และร่างพระราชกำหนดนิรโทษกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ยอมตามคณะราษฎร และไม่ยอมลงพระปรมาภิไธย อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำรัฐประหารครั้งต่อๆมา หากพระมหากษัตริย์ทรงปฏิเสธที่จะลงนามในเอกสารใดๆ ของคณะรัฐประหาร ก็จะแสดงว่าพระมหากษัตริย์ทรงเลือกข้างอย่างชัดเจน ไม่ได้อยู่เหนือการเมืองจากนั้นประเทศก็จะอยู่ในสภาวะ ชะงักงัน หรือเกิดสุญญากาศทางการปกครอง ประเทศอาจจะเข้าสู่ภาวะ มิคสัญญี เกิดสงครามกลางเมือง โอกาสที่จะเกิดการนองเลือดจึงมีสูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะบังคับไม่ให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ในเอกสารใดๆของคณะรัฐประหาร ควรบอกด้วยว่า ไม่ลงพระปรมาภิไธย แล้วพระมหากษัตริย์จะต้องทำอะไรต่อ ประเทศจึงจะสงบ ประชาชนจะไม่เดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานนี้เช่นกัน อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอความเห็นให้สภาฯตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ของคณะราษฎร 2563 ในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างมี&amp;rdquo;วุฒิภาวะ &amp;ldquo; และตรงไปตรงมา แปลว่า อ.ปิยบุตร ยอมรับแล้วใช่หรือไม่ว่า ที่ปราศรัยกันแต่ละครั้งในการชุมนุมไม่มีวุฒิภาวะจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี อ.ปิยบุตร ควรต้องมีแนวทางด้วยว่า หากตั้งกรรมาธิการได้จริง ได้ข้อสรุปแล้ว จะยังไงต่อไป พระมหากษัตริย์จะมีโอกาส แสดงความเห็นหรือมีพระราชวินิจฉัยใดๆได้หรือไม่ และหากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยเล่า บ้านเมืองจะวุ่นวายหรือไม่ อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คิดอะไรต้องคิดให้ตลอด ให้ลงไปถึงระดับปฏิบัติด้วยครับ จะได้ไม่สร้างปัญหาให้ประเทศในภายหลัง.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81317</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, รัฐประหาร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f673f2643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตรองอธิการบดีมธ.&#039;แนะย้อนไปฟังคำปราศรัย10ส.ค.ก่อนหนุนจัดม็อบในมหาวิทยาลัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2563 - &amp;nbsp;รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ใครก็ตามที่เห็นว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรอนุญาตให้กลุ่ม แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน นี้ ทั้งที่ทราบว่าแกนนำการชุมนุมประกาศอย่างชัดแจ้งว่า วัตถุประสงค์ของการชุมนุมคือต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะมีการพูดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์แบบ เบิ้มๆ ทั้งยังประกาศจะยึดสนามหลวง และเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความวุ่นวายที่คุมไม่ได้อย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผลที่เห็นด้วยกับการชุมนุมการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ นักศึกษาควรมีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง และการพูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่ผิดอะไร และยังมีความปลอดภัยต่อผู้ชุมนุมมากกว่า หากชุมนุมกันภายในมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามจริงๆเถอะว่า ผู้ที่เห็นด้วย เคยอ่านหน้าแรกของเอกสารข้อเรียกร้อง 10 ข้อซึ่งเป็นข้อกล่าวหาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคยได้ฟังการปราศรัยจของ นาย อานนท์ นำภา นาย ภานุพงศ์ จาดนอก นางสาว ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง และนาย พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ปราศรัยในการชุมนุมในที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ซึ่งเต็มไปด้วยการดูหมิ่น เย้ยหยัน ประชดประชันเสียดสี และข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากไม่เคยได้อ่าน ได้ฟังเลย ยังพออนุมานได้ว่า ความคิดเห็นดังกล่าวมีความจริงใจ หากเคยอ่าน เคยฟังมาแล้ว มีคำอธิบายได้อย่างเดียวคือ ผู้ที่สนับสนุนทราบดีว่า ในการชุมนุมวันที่ 19 กันยายน แกนนำการชุมนุมเหล่านี้จะมีการ จาบจ้วง เย้ยหยัน ดูหมิ่น และตั้งข้อกล่าวหาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างแน่นอน แต่ตั้งใจมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป เพราะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน หรืออาจมีผลประโยชน์ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่ยังไม่อ่าน ไม่เคยฟัง ขอแนะนำว่าให้ไปอ่าน ไปฟังเสีย บางทีอาจจะตาสว่างขึ้นได้ ส่วนผู้ที่เคยอ่าน เคยฟัง แต่ยังมีความเห็นสนับสนุนการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คงต้องปล่อยไป เพราะไม่สามารถใช้เหตุผลมาพูดกันได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเห็นใจผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำลังถูกกดดันจากทั้งผู้สนับสนุน และผู้คัดค้าน เชื่อว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะทำในสิ่งที่ถูก ที่ควร และเหมาะสม และประคับประคอง ไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงจนมีการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด เอาใจช่วยนะครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77584</URL_LINK>
                <HASHTAG>10ข้อเรียกร้อง, ชุมนุม, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f673f2643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
